โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 19 : คืนแรกในค่ายฝึกภาคสนาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 331
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    28 ส.ค. 57

ประกายสีเงินผ่านหน้าเขาพุ่งเข้าระหว่างวงกลมทั้งสอง พร้อมกับที่โอมดิ้นหลุดจากแรงฉุดและว่ายหนีออกจากกลุ่มเงา วาโยกับปถวีร์เข้ามาหิ้วแขนเขาคนละข้างและลากขึ้นฝั่ง ขณะที่ในน้ำแดงฉานไปด้วยเลือดโดยมีร่างหนึ่งลอยปริ่มน้ำ

“เกือบตายแล้วสิ นายบื้อ”เสียงกังวานใสดังขึ้นอย่างเดือดดาล”นายบ้าหรือโง่ ถึงลงไปให้เงือกมันเล่นงานถึงที่ตอนกลางวันแสกๆ”

โอมหอบหายใจแรงๆหลังสำรอกน้ำที่กลืนลงไปเต็มท้อง เขาเห็นมินตรายืนเอามือเท้าเอวมองเขาด้วยสีหน้าถมึงทึง ส่วนเพ่ยเพ่ยที่หน้าซีดขาวด้วยตระหนกยืนอยู่ข้างๆ

“เงือกเหรอ”เขาพึมพำ

“นั่นไงเล่า”มินตราชี้มือไปยังร่างที่นอนหงายปริ่มน้ำห่างจากชายฝั่งประมาณยี่สิบเมตร

 ทั้งร่างและใบหน้านั้นไม่ต่างอะไรกับหญิงสาวทั่วไป ยกเว้นดวงตาที่เบิกโพลงเป็นประกายแดงฉาน ปากแสยะอ้าเต็มไปด้วยฟันคมกริบแบบฟันฉลาม ลูกธนูสีเงินเสียบทะลุหน้าผาก ผิวของมันเป็นสีขาวซีด เส้นผมดำยาวสยายลอยกระเพื่อมบนผิวน้ำ กายท่อนล่างนับจากเอวลงไปเป็นหางปลามีเกล็ดสีเขียวครีบยาวสีดำสนิท

ขณะที่โอมกำลังมองดูซากเงือกตัวนั้น เงาดำใหญ่ก็โฉบลงมาและคว้าเงือกตัวนั้นไว้ในกรงเล็บก่อนที่ร่างของสัตว์ประหลาดครึ่งหน้าเป็นอินทรีครึ่งหลังเป็นสิงโตและมีขนาดเท่าแรดพร้อมปีกขนาดยักษ์ จะบินลับไปยังทิวเขาอีกฟากของทะเลสาบ

หลังกริฟฟินตัวนั้นไปแล้ว มินตราก็ตั้งกระทู้ถามโอมด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด“คราวนี้บอกฉันได้หรือยัง ว่านายเป็นบ้าอะไรถึงว่ายน้ำออกไปหาเงือกนั่นถึงกลางทะเลสาบ นายรู้ไหมว่าถ้าฉันกับเพื่อนนายไม่ได้ยินเสียงร้องของเพ่ยเพ่ยจนมานี่ทันเวลา ป่านนี้นายได้กลายเป็นซากแห้งจมอยู่ก้นทะเลสาบแล้ว”

โอมไม่เถียงและไม่อธิบาย ทั้งไม่พยายามคิดอะไรให้อีกฝ่ายรับรู้ แต่ดูเหมือนโทสะจะทำให้ความสามารถในการอ่านใจของธิดานาคีลดลงไปไม่น้อย เธอจึงไม่ได้แสดงกิริยาใดที่บอกว่าเธอได้ยินความคิดของเขาเลย

“ฉันผิดเอง”ชายหนุ่มพูดเบาๆก่อนลุกขึ้น”ฉันแค่อยากเล่นน้ำก็เลยไม่ได้ระวังตัว”ท้ายประโยค เขามองไปทางเพ่ยเพ่ย สีหน้าเธอฉายแววรู้สึกผิด

“อยากเล่นน้ำเนี่ยนะ นายนี่มันประสาทชัดๆ!”มินตราว่าอย่างไม่หายโมโห”ต่อไป ถ้าหากยังทำตัวงี่เง่าแบบนี้อีกละก็ ฉันจะจับนายล่ามโซ่ติดปลอกคอซะเลย จะได้ไม่หาเรื่องใส่ตัวแบบนี้อีก”

“เอาสิ”โอมพูดเสียงราบเรียบจนสะดุดหู”ถ้าเธอคิดว่ามันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้”

**********************

เย็นวันนั้น โอมนั่งกินมื้อเย็นอย่างเงียบๆ ไม่พูดคุยกับใคร หรือสนใจอะไร วาโยกับปถวีร์เหมือนจะรู้สภาพอารมณ์ของเพื่อนดี จึงไม่ได้พูดอะไร ขณะที่มินตรานั้นแยกไปนั่งรวมกับพวกนาคาด้วยกันที่โต๊ะอีกมุมหนึ่งของห้องอาหาร มีเสียงดนตรีเบาๆดังคลอจากพิณวิเศษของคนแคระที่เล่นเองโดยไม่ต้องมีคนบรรเลง

   หลังมื้อเย็น โอมตรงดิ่กลับบ้านพักและขึ้นห้องนอนในทันที ชายหนุ่มเอามือก่ายหน้าผากพลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ คำพูดของมินตราอาจจะแรง แต่อย่างน้อย มันก็มีความจริงอยู่ในนั้น ตลอดเวลาที่มาอยู่ที่นี่ แม้จะผ่านการฝึกฝนมามาก แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว เขาก็ยังไม่มีความสามารถเทียบเท่ากับคนอื่นๆอยู่ดี อย่าว่าแต่จะเทียบกับเพื่อนสนิททั้งสองที่เป็นผู้พิทักษ์แล้วเลย เพราะแม้แต่เทียบกับพวกอัศวินฝึกหัดรุ่นเดียวกัน เขาเองก็ยังแทบไม่ติดฝุ่น ซึ่งส่วนหนึ่ง ก็คงเพราะความเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไร้อิทธิฤทธิ์หรืออำนาจวิเศษติดตัวที่ทำให้เขาไม่อาจเทียบชั้นผู้ฝึกหัดคนอื่นๆได้...

...แม้โอมจะชินกับความรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่นๆมานานแล้ว แต่การต้องมาถูกตอกย้ำอีกครั้ง แม้จะเป็นในสภาพเช่นนี้ มันก็ทำให้เขาอดที่จะหดหู่หม่นหมองไม่ได้...

ชายหนุ่มปล่อยความคิดไปเรื่อยๆเพื่อให้ลืมความหมองหม่นจนที่สุด เขาก็หลับไป.......

.....เสียงร้องคำรามราวกับจะสะเทือนฟ้าดินของสิงโตตัวมหึมาที่มีงวงและงาแบบช้าง ทำให้เหล่านักรบในชุดเกราะสีทองนับร้อยถึงกับตระหนกและล่าถอย เหนือร่างของอสุรกายตัวนั้น มีนักรบร่างใหญ่กว่าคนธรรมดาถึงสามเท่า ผิวสีเขียวมรกต ผมสีแดงเพลิง ใบหน้าดุร้ายเหี้ยมโหด  สวมเกราะสีเลือดนั่งอยู่บนคอ พร้อมง้าวขนาดยักษ์ เสียงหัวเราะของนักรบผู้นั้นเต็มไปด้วยสำเนียงเย้ยหยันและข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม รอบคอของนักรบร่างยักษ์มีศีรษะมนุษย์ร้อยเป็นสร้อยสวมอยู่ ส่วนที่เคลื่อนขบวนตามหลังมานั้น คือนักรบร่างเขียวจำนวนนับพันในชุดเกราะสีดำพร้อมเสียงโห่ร้องกระหายเลือด

  ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมายืนขวางหน้าอสุรกายและนักรบร่างยักษ์ เขาสวมเสื้อสีดำยาวถึงเข่าและกางเกงยาวครึ่งแข้งสีเดียวกัน รัดเอวด้วยเข็มขัดหนังสีดำ โดยปราศจากเกราะหรือหมวกเหล็ก อาวุธในมือคล้ายหอกสั้นทว่ามีใบขวานสีดำอยู่สองข้างของปลายหอก เนื้อโลหะของใบขวานคล้ายมีรูปเงาเลือนรางแฝงเร้นอยู่

   นักรบร่างยักษ์ร้องสั่งให้บริวารเข้ารุมสังหารผู้ที่บังอาจมาขวางหน้า ทว่าในยามที่เหล่านักรบเกราะดำดาหน้าเข้ามานั้นเอง ชายผู้นั้นก็บุกเข้าหาพร้อมอาวุธในมือ มองดูราวกับลำแสงแห่งเพลิงกาฬที่เข้าแผดเผาทุกสรรพสิ่ง ธารเลือดบังเกิดขึ้นตลอดทางที่ชายหนุ่มพุ่งผ่าน ร่างของศัตรูนับร้อยนับพันแหลกย่อยยับ ด้วยคมอาวุธมรณะ

    เมื่อเห็นดังนั้น นักรบในชุดเกราะสีเลือดจึงบังคับอสุรกายของตนเข้าสู้ อุ้งเท้ามหึมาตะปบลงมายังร่างของชายหนุ่ม ทว่าเขากลับพุ่งตัวหลบและใช้เท้าถีบพื้นทะยานสวนขึ้นไป พร้อมอาวุธในมือ ในยามเดียวกันกับที่ง้าวเล่มมหึมาของนักรบร่างยักษ์ฟาดลงมา....

  โอมสะดุ้งตื่น พร้อมกับรู้สึกถึงเหงื่อที่ซึมออกจากหน้าผาก ในฝันนั้น เหตุการณ์เหมือนดังมันเกิดขึ้นจริงๆ กลิ่นคาวเลือดคล้ายยังเจือจางในบรรยากาศ...

   รอบห้องมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา พอมองเห็นภาพในห้องได้พอสลัว ทุกอย่างเงียบสงัด อากาศในห้องคล้ายจะเยือกเย็นขึ้น โอมลุกขึ้นนั่งและมองดูนาฬิกาติดผนัง ซึ่งบอกเวลาเกือบห้าทุ่ม ดูเหมือนโอมจะนอนหลับรวดเดียวเกือบครึ่งคืน แต่จะว่าไป มันก็ดีที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยก็ดีกว่าเมื่อตอนเย็นละ

โอมลุกจากเตียงและเดินไปที่หน้าต่าง พลางทอดสายตาไปข้างนอก ในค่ายเงียบสงัด ไม่มีแม้แสงไฟ มีเพียงแสงจันทร์ที่ดูจะส่องสว่างกว่าที่เคยเห็นๆกัน แต่ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นกระจายทั่วบริเวณก็ทำให้เกิดเงามืดอยู่หลายแห่ง น่าแปลกที่ค่ายฝึกของเหล่าเทพเจ้ากลับไม่มีการตามไฟสักดวง

มืดยังกะป่าช้า...โอมนึกในใจ...สงสัยเทพไวกิ้งคงเป็นพวกรักษ์โลกเลยประหยัดพลังงานด้วยการปิดไฟหลังสามทุ่มมั้ง...

กำลังนึกนินทาเทพเจ้าอยู่นั้นเอง ชายหนุ่มก็เห็นอะไรบางอย่างลอยวนเวียนอยู่เหนือยอดไม้ ท่ามกลางแสงจันทร์ แว่บแรก เขานึกถึงค้างคาว แต่มันก็กลมและอ้วนเกินไป หรือบางทีจะเป็นสัตว์ในตำนานอะไรสักตัวก็เป็นได้

ความอยากรู้ ทำให้โอมก้าวไปยืนจนชิดหน้าต่างและเพ่งมองไปยังวัตถุเหล่านั้น เขาเห็นบางอย่างพลิ้วไหวออกมาจากมัน มองดูคล้าย...คล้าย เส้นผม...ยามนั้นเอง เสียงกรีดร้องบาดหูก็ดังเข้ามาในห้องพร้อมกับหนึ่งในวัตถุนั้นพุ่งเข้ามาที่บานหน้าต่าง

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าโอมคือ หัวคน หัวที่ไร้ร่าง มีเพียงดวงตาโปนถลนที่โกรธเกรี้ยว ผิวซีดขาว เส้นผมเป็นกระเซิง ปากอ้าเต็มไปด้วยฟันคมที่ชุ่มเลือด มันทำให้ชายหนุ่มถึงกับยืนตัวแข็งกับภาพที่เหมือนฝันร้าย

หัวปีศาจนั้นจ้องหน้าชายหนุ่มครู่หนึ่ง ก่อนลอยกลับไปรวมกับพรรคพวกของมันที่เหนือยอดไม้และในยามนั้นเอง ก็ปรากฏการเคลื่อนไหวบางอย่างมาตามพื้นดิน

 เงาตะคุ่มนับร้อยเคลื่อนมาบนพื้น หูของโอมคล้ายได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วมาจากรูปเงาเหล่านั้น แสงจันทร์เหมือนจะสว่างขึ้น มันสว่างจนเขามองเห็นรายละเอียดของเงาพวกนั้นชัดเจนขึ้นและมันทำให้เขาเย็นวาบไปทั้งตัว

ภาพที่เห็น มันเกินกว่าฝันร้ายใดๆที่จินตนาการของเขาจะไปถึง เงาเหล่านั้นเป็นภาพของกองทัพ แต่เป็นกองทัพที่น่าสะพรึงกลัวของนักรบโบราณที่ร่างกายรวมทั้งเสื้อผ้าและชุดเกราะอาบด้วยคราบเลือดเกรอะกรัง อวัยวะฉีกขาด ทั้งจากแรงระเบิดและคมอาวุธ บ้างหัวขาด และบ้างก็ยังติดร่องแร่งอยู่กับร่าง ดวงหน้าซีดเซียวไร้ความรู้สึกมีเพียงปากอ้าและตาเบิกโพลงหลายร่างนั่งบนหลังม้าและช้างที่เป็นโครงกระดูกหุ้มด้วยหนังเพียงบางส่วน  เมื่อรวมกับเสียงโหยหวนที่ดังอยู่รอบๆแล้ว มันทำให้ยิ่งกว่าตกอยู่ในฝันร้าย

ขณะที่โอมยืนตัวแข็งกับภาพเบื้องหน้า หัวปีศาจก็กลับมา เพียงแต่ไม่ได้มาเพียงหนึ่ง หากมากันทั้งหมดก่อนจะเข้าล้อมหน้าต่างไว้ พวกมันผลัดกันพุ่งเข้าใส่หน้าต่างบานนั้น ราวกับพยายามบุกเข้ามาข้างใน ดวงหน้าของมันน่าสยดสยองยิ่งกว่าเดิมและเสียงกรีดร้องก็เหมือนจะดังเข้าไปในหัวของเขา

....สุดจะทนทาน โอมวิ่งไปที่ประตูห้องและเปิด ทว่าประตูกลับถูกล็อคไว้จากด้านนอก เขาพยายามเขย่า ทุบ ดึง แต่ก็ไร้ผล ขณะที่เสียงกระแทกปึงปังจากหัวปีศาจเหล่านั้นพร้อมทั้งเสียงโหยหวนน่าสยดสยองดังอบอวลในบรรยากาศของห้อง คราบเลือดและสมองเริ่มปรากฏที่บานหน้าต่าง ชายหนุ่มกลัวจนแทบขยับตัวไม่ได้ เขาทรุดลงที่ข้างประตู เอามือปิดหูหลับตาแน่น ทว่าเสียงเหล่านั้นก็ยังคงดังเข้าโสตประสาทตลอดเวลา......

********************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #57 sittra (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 / 09:56
    อุต๊ะ เงือกกินคน แต่โดนกริฟฟินกินอีกที แหม ยังกับห่วงโซ่อาหาร
    #57
    0
  2. #51 juneusa (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 เมษายน 2557 / 05:06
    Love the story.  I read it in one sitting. Thank you.
    #51
    0
  3. #50 petty (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 15:44
    เจอแบบนี้ แล้วใครจะหลับตาลงได้เนี่ย สยอง.....
    #50
    0