โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 18 : ทะเลสาบสยอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    27 มี.ค. 57

  หลังอาหารเที่ยง บรรดาอัศวินผู้พิทักษ์และอัศวินฝึกหัดรวมทั้งหมดร้อยยี่สิบคน เข้าไปนั่งอยู่ในห้องประชุมใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงอาหารนัก เพื่อเข้าฟังการปฐมนิเทศ โดยเริ่มจาก มิสเตอร์ เอช เป็นผู้กล่าวเปิดงาน จากนั้นก็มีวิทยากรอีกสี่คนขึ้นบรรยายต่อ ประกอบด้วยคนธรรพ์ พ่อมดและพวกกึ่งเทพอย่างละหนึ่ง ส่วนคนสุดท้ายซึ่งเป็นหญิงนั้นเป็นเทพีอะไรสักองค์หนึ่งที่โอมจำชื่อไม่ได้  โดยทั้งหมดเป็นครูฝึกและผู้ดูแลประจำค่าย

 
   
โอมรู้สึกว่าการปฐมนิเทศของที่นี่ไม่ค่อยต่างกับค่ายอบรมสัมมนาทั่วๆไปเท่าไหรนัก โดยมีทั้งส่วนที่เป็นคำบรรยายและสื่อวีดีประกอบ จะต่างกันก็เนื้อหาบางส่วนที่จะไม่มีวันเจอในค่ายสัมนาที่ไหน อย่างการ ห้ามเดินใกล้ทะเลสาบในยามค่ำคืนเพราะอาจถูกเงือกใช้มนต์สะกดให้จมน้ำตาย ห้ามให้อาหารยูนิคอร์นที่มาใกล้บ้านพักเพราะอาจทำให้มันป่วย ห้ามรบกวนนกสติมฟาเลียนที่มีปากและขนเป็นสำริดเพราะอาจถูกมันสลัดขนทิ่มแทงได้รับบาดเจ็บ รวมไปถึงข้อปฏิบัติในการใช้อาวุธและมนตราต่างๆระหว่างอยู่ในค่าย ที่มากมายก่ายกองจนน่าเวียนหัว

 
สำหรับโอม การเข้าฟังปฐมนิเทศหรือการบรรยายใดๆ มักนำไปสู่ความง่วงและงีบหลับเสมอ ทว่าไม่ใช่ครั้งนี้กับการฟังบรรยายที่มีมินตรานั่งอยู่ข้างๆ เพราะนาคสาวทำทุกอย่างเพื่อให้ชายหนุ่มได้ฟังการบรรยายจนจบตลอดสามชั่วโมง ไม่ว่าจะใช้ศอกกระทุ้ง ใช้เล็บจิก ดึงหูและท้ายสุดใช้พลังไฟอย่างอ่อนจี้ตัวเขา ซึ่งทำเอาโอมถึงกับสะดุ้งสุดตัวเพราะความร้อนจี๊ดที่สีข้าง

“มันร้อนนะ ยัยแสบ”ชายหนุ่มกัดฟันพูดกับอีกฝ่าย

มินตราถลึงตาใส่“งั้นก็อย่าหลับสิ ตาทึ่ม”

“จะเป็นเจ้าชีวิตฉันไปถึงไหน”

“ก็จนกว่านายจะเลิกงี่เง่าไง”

โอมทำท่าจะเถียงต่อ แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะไม่เห็นประโยชน์  นอกจากนี้ เขายังไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นจุดสนใจของทั้งห้องโดยไม่จำเป็น จึงได้แต่อดทนนั่งถ่างตาฟังการบรรยายจนจบ


  หลังฟังบรรยายจบ ก็เป็นช่วงฟรีไทม์ ที่บรรดาอัศวินและผู้ฝึกหัดจะได้พักผ่อนตามใจชอบ จนกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็น ซึ่งสำหรับโอมถือเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากมินตราถูกเรียกไปเข้าประชุมย่อยกับพี่เลี้ยงอัศวินฝึกหัดอื่นๆ ทำให้ชายหนุ่มมีเวลา เกือบชั่วโมงเต็มๆ ที่ไม่ต้องมีอีกฝ่ายตามประกบ

“โล่งชะมัด ไม่ต้องมียัยงูเขียวนั่นมาตามติดเนี่ย”โอมสูดอากาศบริสุทธิ์ขณะที่เขากับวาโยและปถวีร์เดินมาถึงที่โล่งใกล้ทะเลสาบ สายลมพัดไอเย็นเหนือพื้นน้ำมาสัมผัสผิวกาย ต้นสนที่ขึ้นเป็นแนวริมทะเลสาบโอนเอนตามแรงลม

ปถวีร์มองคนพูด“ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ก็เออน่ะสิ”ชายหนุ่มบอก”ตอนอยู่กับยัยนั่น ฉันรู้สึกเหมือนโดนคุมประพฤติยังไงยังงั้น อึดอัดขัดใจแทบจะประสาทกิน”

“นายนี่เข้าขั้นเก็บกดเลยนะ”วาโยออกความเห็น

“ก็โดนยัยนั่นกดหัวทั้งวันทั้งคืน เป็นใครก็เก็บกดวะ”โอมพูดก่อนมองไปยังหญิงสาวผมยาวสีแดงเพลิงผิวขาวสามคนที่เดินผ่านหน้าไป ทั้งสามใส่ชุดกระโปรงยีนส์แขนกุดสีดำสั้นเหนือเข่า ใส่รองเท้าบูทสีดำยาวครึ่งแข้ง สวมถุงมือดำ คาดเข็มขัดหนังสีน้ำเงินเส้นโต

“พวกนั้นใครวะ”โอมถามอย่างสนใจ

“รปภ ของที่นี่ พวกวัลคีรี่น่ะ”ปถวีร์บอก

“รูปร่างหน้าตายังกะพริตตี้มอเตอร์โชว์นี่นะ เป็น รปภ”โอมวิจารณ์

“อย่าปากเสียไอ้โอม”วาโยเตือน”ถึงจะเหมือนพริตตี้ แต่พวกวัลคีรี่น่ะโหดชิบเลย ถ้านายเห็นตอนพวกนี้ออกตะลุมบอนล่ะก้อ นายต้องถอนคำพูดแน่”

“แล้วพวกวัลคีรี่เนี่ย คืออะไร”

“นางฟ้านักรบของแอสการ์ธ”เมื่อเห็นโอมทำหน้างง วาโยจึงขยายความต่อ”แอสการ์ธก็คือแดนของเทพเจ้าไวกิ้งไง จำได้ป่ะ”

“เออนึกออกละ ว่าแต่ทำไม นางฟ้านักรบของไวกิ้งถึงมาเป็น รปภ ที่นี่ล่ะ”

“คืองี้นะ เหล่าทวยเทพทั้งห้าคณะจะผลัดกันรับผิดชอบดูแลการฝึกภาคสนามแต่ละครั้ง อย่างครั้งที่แล้วเป็นของเทพโอลิมเปี้ยน คราวนี้ก็ของเทพไวกิ้ง ถ้าครั้งไหน เทพคณะใดรับผิดชอบก็จะส่งคนของตนและการสนับสนุนต่างๆทั้งอุปกรณ์ เสบียงและอาวุธสารพัด”

โอมพยักหน้าหงึกๆอย่างเข้าใจ ก่อนจะถามต่อ”เออ เพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ ว่าจะถามตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

“ถามอะไร”

“ตกลงที่นี่มันที่ไหนวะ”

“ก็หุบเขามฤตยู”

“อันนั้นน่ะรู้ แต่ที่จะถาม คือมันอยู่ส่วนไหนของประเทศ”

“ ตอนนั่งรถมา ไม่ได้มองสองข้างทางเลยเหรอ”วาโยสงสัย

“ฉันหลับโว้ย”

“เชื่อเขาเลยแฮะ”บุตรแห่งลมเหนือส่ายหน้าก่อนอธิบาย“คืองี้นะ หุบเขามฤตยูเนี่ย เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับแดนสนธยา..นายจำเรื่องแดนสนธยาได้ไหม”

โอมส่ายหน้า

“กะแล้ว”อีกฝ่ายถอนหายใจก่อนพูดต่อ”แดนสนธยาคือโลกที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับเทพเจ้าซึ่งเป็นโลกที่พวกอสุรกายและอมนุษย์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่”

“แล้วตกลง มันอยู่ส่วนไหนของแผนที่ประเทศไทย”

“พิกัดคร่าวๆก็ สังขละ กาญจนบุรี”

“เออ ชักสงสัย ทำไม หอคอยเทวะกับหุบเขามฤตยูถึงมาอยู่ในประเทศไทยวะ แล้วที่อื่นไม่มีอะไรแบบนี้มั่งเหรอ”โอมเริ่มสงสัยต่อ

“มันก็มีแหละ”คราวนี้ปถวีร์เป็นฝ่ายตอบคำถามของเขา“จริงๆ มีหอคอยเทวะทั้งหมดห้าแห่ง กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของโลก แต่ละแห่งก็จะมีเทพเจ้าตัวแทนจากคณะต่างๆเข้ามาทำหน้าที่ดูแล แบบเดียวกับ ผอ.เอช นี่แหละ”

“นายยังไม่ได้บอกเลย ทำไมประเทศไทยจึงมีหอคอยเทวะ”

“เรื่องที่ตั้งของหอคอย ขึ้นอยู่กับมติของเหล่าเทพว่าจะกำหนดสถานที่ใดเป็นที่ตั้ง แต่ก็ไม่ได้อยู่ที่ใดที่หนึ่งถาวรหรอกนะ เพราะหอคอยทั้งห้าจะย้ายที่ตั้งใหม่ ทุกๆหนึ่งร้อยปี”

“แล้วหอคอยที่เมืองไทยนี่ละ อยู่มากี่ปีแล้ว”

“ปีหน้าก็ครบห้าสิบพอดี”คนธรรพ์หนุ่มบอก

“แบบนี้นี่เอง”โอมพยักหน้า มาตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจโลกใหม่ที่แสนอัศจรรย์นี้มากขึ้นพร้อมๆกับที่เริ่มคุ้นชินกับมันแล้ว


ชายหนุ่มทอดสายตาไปยังทะเลสาบเบื้องหน้า ผืนน้ำสีมรกตเป็นระลอกคลื่นด้วยแรงลมที่พัดผ่าน แนวป่าเขียวขจีทอดยาวตลอดแนวทะเลสาบฟากตรงข้าม ให้ความรู้สึกที่สงบงดงาม ขัดกับชื่อ หุบเขามฤตยู

 ทั้งสามยืนอยู่ที่นั่นครู่ใหญ่ ก่อนวาโยจะเอ่ยปากชวนกลับบ้านพัก เพื่ออาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า

ตอนแรก โอมก็จะเดินกลับพร้อมเพื่อน ทว่าสายตาเขาเหลือบไปเห็นใครบางคนเดินเล่นอยู่ใต้เงาของแนวต้นสน ชายหนุ่มจึงบอกให้เพื่อนกลับไปก่อน โดยเขาจะขอรับอากาศบริสุทธิ์อีกสักครู่ แล้วจะตามไป

 
หลังเพื่อนไปแล้ว โอมก็เดินไปหาคนที่เขาหมายตาไว้ ซึ่งตอนนี้เธอกำลังเดินมาถึงที่โล่งริมทะเลสาบพอดี

“คุณเพ่ยเพ่ย”โอมร้องเรียก

จิ้งจอกสาวหันมามองด้วยสีหน้าแปลกใจ”อ้าว คุณโอม มาคนเดียวเหรอคะนี่”

“เพื่อนๆเพิ่งแยกกลับไปน่ะครับ”ชายหนุ่มตอบ“แล้วคุณเพ่ยเพ่ยละครับ ไม่มีเพื่อนมาด้วยหรือ”

“กะมาหาเอาแถวนี้ไงคะ”หญิงสาวพูดยิ้มๆ”จะรังเกียจไหมคะ ถ้าฉันจะขอให้คุณโอมเดินเป็นเพื่อนหน่อย”

“ด้วยความเต็มใจเลยครับ” อะนะ...อย่างน้อย การเป็นผู้พิทักษ์ มันก็มีอะไรดีๆเหมือนกันแฮะ โอมคิดก่อนเดินเคียงข้างจิ้งจอกสาวแสนสวยไปตามพื้นทรายละเอียดสีขาวริมทะเลสาบ เพ่ยเพ่ยยังคงแต่งชุดเดิมจากเมื่อเช้า เพียงแต่สวมหมวกปีกกว้างสีชมพูอ่อนสำหรับกันแดดด้วย ช่วงเวลานั้น โอมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนพระเอกมิวสิควีดีโอไม่มีผิด แถมยังเป็นประเภทเพลงรักโรแมนติกแสนหวานไม่ใช่เพลงรักขมสุดรันทด เหมือนที่ผ่านมา

“คุณเพ่ยเพ่ยมาอยู่ที่หอคอยเทวะนานหรือยังครับ”โอมชวนคุย

“เรียกเพ่ยเพ่ย เฉยๆก็ได้ค่ะ ดูเป็นกันเองหน่อย”หญิงสาวบอก“ฉันอยู่ที่นี่มาสิบปีแล้ว ตั้งแต่ย้ายมาอยู่เมืองไทย”

“ถ้าให้เดา คุณคงมาจากจีนแน่”

“ผิดค่ะ”เพ่ยเพ่ยยิ้มก่อนพูดว่า“จริงๆฉันมาจากฮอกไกโด แต่ตระกูลของฉันดั้งเดิมอยู่ในเมืองจีน ก็เลยใช้ชื่อแบบชาวจีน”

“แต่คุณพูดไทยได้ชัดมากเลยนะครับ”โอมหาเรื่องชม

“ที่จริงเป็นเพราะอำนาจมนต์ที่ทำให้พวกเราสามารถสื่อสารกันรู้เรื่อง”จิ้งจอกสาวบอก“คุณอยากรู้ไหมล่ะคะว่าตอนนี้ จริงๆแล้วฉันพูดภาษาอะไร”โดยไม่รอคำตอบ เพ่ยเพ่ยใช้นิ้วชี้ข้างซ้ายแตะหน้าผากของเขา ก่อนจะพูดต่อด้วยภาษาญี่ปุ่นกังวานสดใสแบบที่ได้ยินในการ์ตูนบ่อยๆ

และเมื่อจิ้งจอกสาวใช้นิ้วชี้ขวาแตะหน้าผากของโอมอีกครั้ง เสียงพูดของเธอก็กลายเป็นภาษาไทย

“เป็นไงคะ”

“ถ้ามนต์แบบนี้มีใช้กันทั่วละก็ เห็นทีพวกโรงเรียนสอนภาษาคงเจ๊งกันหมดแน่”ชายหนุ่มว่า

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกค่ะ เพราะมีแต่พวกเราเท่านั้นที่ใช้มนตราได้”

“แต่คงอีกนานกว่าผมจะใช้มนตราได้เหมือนคนอื่นเขา”

จิ้งจอกสาวแตะไหล่ชายหนุ่มอย่างให้กำลังใจ“ฉันเชื่อว่า อีกไม่นาน คุณจะต้องเป็นอัศวินผู้พิทักษ์ที่เก่งกาจแน่ๆ”เธอพูด

โอมยิ้มให้อีกฝ่าย สำหรับเขา นี่อาจเป็นช่วงเวลาดีๆที่สุดช่วงหนึ่งกับการได้รับกำลังใจจากคนที่เขาเกิดความรู้สึกพิเศษด้วย...


ลมวูบหนึ่งพัดเอาหมวกของเพ่ยเพ่ยตกลงไปในทะเลสาบ ซึ่งกลายเป็นโอกาสให้โอมได้แสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการรีบอาสาลุยน้ำไปเก็บหมวกให้หญิงสาว ก่อนที่มันจะถูกน้ำซัดออกจากฝั่งไป

ชายหนุ่มก้าวลงไปในทะเลสาบเพื่อจะหยิบหมวกใบนั้น แต่มันกลับลอยห่างออกไปจนเขาต้องลุยน้ำลึกขึ้นเรื่อยๆจนเลยหัวเข่า จึงคว้าหมวกเอาไว้ได้ ทว่าขณะที่หยิบหมวกขึ้นจากน้ำ โอมก็เห็นบางสิ่งอยู่ในน้ำ

สิ่งนั้นเป็นวงกลมสองดวงสีแดงราวกับทับทิมเปล่งแสงเป็นประกายอยู่ใต้ผืนน้ำ แสงนั้นนวลตาชวนมอง พร้อมกับเกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ชายหนุ่มหวนนึกถึงวัยเด็ก ตอนที่เขากับเพื่อนๆเล่นดีดลูกแก้วกัน ลูกแก้วสีใสกลิ้งไปบนลานตามแรงดีด ลูกแก้วลูกโปรดของเขามีสีแดงเป็นประกาย มันกลิ้งออกจากลาน เขาก้มลงและเอื้อมมือ


เสียงกรีดร้องบาดแก้วหู ปลุกโอมตื่นจากภวังค์ ฉับพลันชายหนุ่มก็รู้สึกอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก ทั้งปากและจมูกจนอยู่ในน้ำ ร่างของเขาถูกฉุดลงด้วยบางสิ่ง เงาดำสยายกระจายรอบตัว จนมองอะไรแทบไม่เห็น วงกลมสีแดงเปล่งประกายกลางเงาดำนั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #56 สิตราณี (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 / 09:50
    อะไรดึงโอมลงไปเนี่ย
    #56
    0
  2. #49 petty (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 เมษายน 2557 / 14:31
    เกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย ไรท์เตอร์ รีบมาบอกเร็วๆนะคะ
    #49
    0