โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 14 : ชีวิตใหม่ของนายโอม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 420
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    1 ส.ค. 57

ตอนที่โอมได้ยินวาโยบอกว่าต้องแจ้งให้ผู้คุ้มครองสัตว์เทวะมานำตัวคชสีห์กลับป่าหิมพานต์นั้น เขาจินตนาการว่า ผู้คุ้มครองคงจะแต่งตัวแบบพวกเทพารักษ์ที่เคยเห็นในละครจักรๆวงศ์ๆตอนเด็กๆ ไม่ก็อาจจะแต่งแบบยมทูตฝรั่งสวมชุดคลุมยาวอย่างในหนังแฟนตาซี ทว่าสิ่งที่เขาเห็น หลังจากเพื่อนของเขาใช้เครื่องส่งกระแสจิต(ที่ดูเหมือนโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเปี๊ยบ)ติดต่อกับ ผู้คุ้มครองแล้ว ก็คือ รถกระบะแบบสี่ประตู พร้อมชายสามคนในชุดหมีสีเขียวลายพรางใส่หมวกแก๊ป ที่ดูยังไงก็ไม่มีท่าทีเลยว่าจะจัดการกับเจ้าสิงโตผสมช้างยักษ์ที่นอนกลิ้งอยู่ได้

 
ผู้คุ้มครองสัตว์เทวะ ทั้งสามนาย เดินไปยืนล้อมคชสีห์เป็นสามจุด ก่อนจะยกมือขวาขึ้นโบกเป็นวงกลม ฉับพลันก็มีลำแสงสีเขียวมรกตออกจากมือของทั้งสามเข้าอาบร่างเจ้าสัตว์ยักษ์และทำให้มันหยุดนิ่งพร้อมกับร่างหดเล็กลงจนเหลือขนาดเท่ากับสิงโตธรรมดา จากนั้นผู้คุ้มครองก็ช่วยกันหามร่างนั้นขึ้นไปท้ายกระบะ


หลังนำเจ้าตัวประหลาดขึ้นรถแล้ว หนึ่งในผู้คุ้มครองได้ถามวาโยกับปถวีร์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้งสองต้องยืนยันหลายรอบว่า พวกเขาจำเป็นต้องทำให้เจ้าคชสีห์บาดเจ็บเพื่อป้องกันตัว จากนั้นเมื่อการซักถามจบลง พวกผู้คุ้มครองก็ขึ้นรถและขับมันพุ่งหายไปในอากาศ

“ดีนะ ที่พวกเราไม่ได้ฆ่ามัน ไม่งั้นโดนเรียกตัวไปสอบสวนแหง”วาโยบอกหลังจาก พวกผู้คุ้มครองไปแล้ว

“ทำยังกะ สัตว์ป่าสงวน”โอมว่า

“คชสีห์เป็นสัตว์หายาก ทุกวันนี้เหลือในป่าหิมพานต์ไม่กี่ร้อยตัวเท่านั้น”อีกฝ่ายพูด

“แล้วตกลง นายได้ถามพวกนั้นว่า ใครส่งเจ้าตัวประหลาดนั่นมา”

“เขาบอกว่าจากการตรวจสอบชั้นต้น ไม่พบหลักฐานหรือเบาะแสอะไร คงต้องตรวจสอบเบื้องลึกกันอีกที”

“แหม ดูมันซับซ้อนยังกะคดีปริศนาเชียวนะ”

“เอาน่ะ อย่างน้อยนายก็รอดมาได้แล้ว”ปถวีร์เอ่ยตัดบทขึ้น“ฉันว่า กลับไปถึงหอคอยเทวะ เมื่อไหร่ คงต้องเร่งฝึกฝีมือกันยกใหญ่ล่ะ”

“เออ เอาไงก็ตามใจเถอะ”โอมไม่ขัด”แต่ฉันสงสัยนิดนึง”

“สงสัยอะไร”

โอมชี้ไปที่รถฟอร์จูนเนอร์ที่มีสภาพเหมือนรถกงเต๊กถูกกระทืบ “รถพังยับแบบนั้น จะกลับกันไงวะ”

*************************


สุดท้าย โอมก็ต้องอาศัยบริการแทกซี่ผีไร้หน้าเพื่อไปหอคอยเทวะ ส่วนซากรถกับของในนั้น จะมีหน่วยกู้ภัยของหอคอยเทวะมาจัดการ

ในตอนแรกที่รู้ว่าต้องนั่งรถผีไร้หน้า โอมรีบบอกกับเพื่อนทั้งสองว่า ให้สองคนนั้นกลับไปก่อน ส่วนเขาจะรอกลับพร้อมกับหน่วยกู้ภัย

“กลับกับพวกเราเถอะ”ปถวีร์บอก

“ไม่อ่ะ”โอมสั่นหัวดิกๆด้วยท่าทางสยองขวัญ”ขืนให้ฉันกลับกับไอ้รถผีพวกนั้นมีหวังคืนนี้ ฝันร้ายแหงๆ”

“งั้นเลือกเอาแล้วกันว่าจะนั่งรถผีกับเราสองคน หรือจะกลับกับพวกโกเล็มล่ะ”วาโยแทรกขึ้น

“อะไรวะ โกเล็ม”

“ซอมบี้ดินเหนียวไง”

เมื่อเห็นโอมทำหน้างงๆ ปถวีร์จึงเป็นคนอธิบายว่า”มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างจากเวทมนต์น่ะ มีเนื้อหนังเป็นดิน แต่แข็งแกร่งมาก แถมยังทนต่อไฟและแรงระเบิดได้ดี พวกเราจึงใช้พวกนี้ทำงานเป็นหน่วยกู้ภัย”คนธรรพ์หนุ่มหยุดก่อนหันไปทางซากและกล่าวต่อ”นั่นไง พวกมันมานั่นแล้ว”

ตอนนี้พื้นดินข้างซากรถได้กลายเป็นของเหลวที่กำลังเดือดปุดๆคล้ายโจ๊กสีช็อกโกแลต จากนั้นภาพที่น่าสยองก็ปรากฏแก่สายตา


ร่างสองร่างสูงสองเมตรดูคล้ายมนุษย์ผสมกอริลล่ากับหมีควายก่อตัวขึ้นจากบ่อโคลนพร้อมกลิ่นเหม็นคล้ายดินหมักผสมใบไม้เน่าที่ลอยเข้าจมูกจนหายใจแทบไม่ออก แต่ที่ชวนสยองที่สุดคือรูปลักษณ์ของทั้งสอง


    ทั้งสองร่างสูงใหญ่ มีก้อนปูดโปนอยู่ทั่วร่างคล้ายกล้ามขึ้นทั้งตัว ผิวเป็นสีน้ำตาลอมเขียวช้ำเลือดช้ำหนอง หัวโตแต่คอยื่นมาข้างหน้าคล้ายหัวสัตว์ ใบหน้านั้นคล้ายซากมัมมี่ที่ไม่ได้พันผ้า ดวงตาเป็นรอยปูดกลมที่ปกคลุมด้วยเยื่อเห็ดราบางๆ ปากอ้าค้าง เต็มไปด้วยฟันคมที่ขึ้นระเกะระกะ

“ตกลงจะเปลี่ยนใจไหม”วาโยถามยิ้มๆ เมื่อเห็นโอมปากอ้าตาค้าง....

 “แล้วพวกโกเล็มเอารถกับของพวกนั้นกลับมายังไงล่ะ”โอมถามขณะนั่งมาในรถ

“ก็เอามุดดินมาไง”วาโยตอบ“ที่ไหนที่มีดินแค่เพียงนิดเดียว เราก็สามารถเรียกโกเล็มขึ้นมาได้ทั้งนั้น”

“รถพังยับแบบนั้น ข้าวของฉันคงเละแหง”

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวให้พวกเอลฟ์จัดการให้”บุตรแห่งลมเหนือบอก“พูดถึงข้าวของ นึกขึ้นมาได้ ฉันว่าเดี๋ยวเราแวะซื้อของที่ร้านกัลปพฤกษ์ก่อนดีกว่า”

โอมทำหน้างงกับร้านที่ชื่อคล้ายซุ้มจับฉลากงานวัด“ร้านอะไรนะ”

“กัลปพฤกษ์”วาโยพูด“ก็มินิมาร์ทที่อยู่หน้าตึกไง”


ครู่เดียว ทั้งสามก็มาถึงมินิมาร์ทหน้าหอคอยเทวะ จากนั้นโอมจึงเดินตามเพื่อนทั้งสองเข้าไปในร้าน ซึ่งดูภายนอกก็ไม่ต่างอะไรกับมินิมาร์ทเล็กๆทั่วไป ทว่าข้างในนั้นกลับกว้างขวางมาก โดยมีชั้นวางสินค้าเรียงยาวตลอดแนว และจัดแบ่งเป็นแผนกต่างๆอย่างเสื้อผ้า เครื่องหนัง อาหาร เครื่องใช้ส่วนตัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเขียน แต่ที่ไม่มีในห้างไหนๆในโลกนี้แน่ ก็เห็นจะเป็นพวก อาวุธ ชุดเกราะโล่ กับดักและยาสลบสำหรับอสุรกาย อาหารและน้ำทิพย์

วาโยหันมายิ้มเมื่อเห็นโอมมองไปรอบบริเวณอย่างอึ้งๆ“ไง ไม่น่าเชื่อล่ะสิว่าข้างในจะกว้างขนาดนี้”เขาพูด

“ก็ตื่นตานะ แต่ไม่ตื่นใจอ่ะ”โอมตอบตามความรู้สึก

“ทำไมวะ”

“ตั้งกะวันที่มาที่นี่ ฉันเจออะไรพิลึกพิสดารจนไม่คิดว่าจะมีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้แล้วล่ะ”

“แสดงว่านายเริ่มเข้าใจชีวิตใหม่แล้ว”วาโยตบบ่า“ไป งั้นไปซื้อของกัน”

**************************************


หลังใช้เวลาช็อปปิ้งราวชั่วโมงเศษ โอมก็ได้ของครบ ซึ่งของในที่นี้นอกจากของใช้ส่วนตัวแล้ว ยังรวมถึง”ของจำเป็น” สำหรับชีวิตใหม่ของเขาด้วย ซึ่งก็ได้แก่ เกราะสวมอก ปลอกแขน ปลอกขา ดาบและโล่ กล่องกู้ชีพ ซึ่งประกอบด้วยน้ำทิพย์ อาหารเทพ สเปรย์มนต์และของจิปาถะที่ชายหนุ่มจำไม่ได้อีกชุดใหญ่

“ถามหน่อยเหอะ พวกนายจะให้ฉันหอบของหมดเนี่ยไปไหนมาไหนแน่เหรอวะ”โอมมองข้าวของที่กองรวมกันในรถเข็นตรงหน้า”แบบนี้ คงไม่ทันได้สู้กับใคร ก็หมดแรงตายแล้ว”

“เออใช่ ฉันลืมไป ยังมีของอีกอย่าง”ปฐวีร์ว่าก่อนวิ่งไปยังแผนกเครื่องหนังและหยิบเป้หนังสีน้ำตาลลายๆใบหนึ่งมาโยนลงรถเข็น”เดี๋ยวเอาของทั้งหมดใส่เป้นี่ จะได้ไปไหนมาไหนคล่องๆ”

“เป้ใบกะจิ๋วเนี่ยนะ”

“เป้หนังมังกรแท้ เหนียว แกร่งแต่ยืดหยุ่น ทนไฟ และทนต่อการฉีกกัดกระชากของอสุรกาย”

โอมมองดูเป้ที่วางอยู่ในรถเข็น”ใบแค่นี้เนี่ยนะ ดาบเล่มเดียวก็ใส่ไม่หมดแล้ว”

“เดี๋ยวก็รู้”ปฐวีร์ยักคิ้วก่อนช่วยโอมและวาโยเข็นรถไปยังเคาน์เตอร์แคชเชียร์

โอมชะงักอย่างนึกอะไรขึ้นมาได้”เฮ้ย เดี๋ยวนะ แล้วของหมดเนี่ย ใครจ่าย บอกก่อนนะโว้ย ว่าทั้งกระเป๋าตอนนี้เหลือแค่พันเดียว”

“ต่อให้มีเป็นล้านก็ใช้ไม่ได้หรอก เพราะที่นี่ไม่รับเงินของมนุษย์”วาโยบอก

“งั้นใช้อะไรซื้อของ”

“เครดิตการ์ดไง”พูดจบ วาโยก็หยิบการ์ดสีเงินส่งให้พนักงานขายที่แต่งตัวด้วยชุดสีน้ำทะเล ซึ่งอีกฝ่ายก็รับการ์ดใบนั้นไปรูดกับเครื่องที่หน้าตาเหมือนเครื่องรูดบัตรทั่วไป จากนั้นก็ส่งบัตรคืน

“แล้วตกลงที่นี่มีเงินใช้ไหม”

“มี”บุตรแห่งลมเหนือตอบ“เงินที่นี่เรียกว่า เหรียญเทวะ หน้าตาก็แบบนี้แหละ”คนพูดหยิบของชิ้นหนึ่งรูปร่างและขนาดเท่ากับเหรียญห้ารุ่นเก่า มีรูปดาวห้าแฉกอยู่ตรงกลาง เนื้อเหรียญเป็นสีทอง ทว่ายามกระทบแสงกลับมีประกายหลากสีงดงามแปลกตา

โอมรับเหรียญนั้นมาดูด้วยความสนใจและประหลาดใจ เขาไม่เคยเห็นโลหะใดมีลักษณะแบบนี้มาก่อน และที่สำคัญทันทีที่เขาสัมผัสเหรียญนี้ ชายหนุ่มก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมา

“เฮ้ย เสร็จแล้วก็รีบไปเหอะ ยังมีงานต้องทำอีกเยอะนะวันนี้”ปฐวีร์บอก”รีบเก็บของได้แล้ว”

“แล้วจะเก็บไงวะ”โอมหันมาข้องใจกับข้าวของตรงหน้าอีกครั้ง

“ก็เก็บใส่ๆไปแบบนี้ไงวะ”คนธรรพ์หนุ่มว่าก่อนหยิบดาบเล่มยาวยัดใส่ลงเป้อย่างง่ายดาย ตามด้วยโล่ เกราะและสารพัดข้าวของซึ่งไม่ถึงหนึ่งนาทีของทั้งรถเข็นก็ถูกยัดลงเป้หมดเกลี้ยง


โอมตาค้างกับเป้วิเศษ ขณะที่ยื่นมือไปรับจากเพื่อน เขามองดูเป้หนังมังกรด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ แน่ละ แม้ว่าจะพยายามทำใจกับเรื่องประหลาดๆของที่นี่ได้บ้างแล้ว แต่การเห็นของวิเศษตรงหน้ามันก็ทำให้ยากจะระงับความตื่นเต้นได้

“ยังมีเด็ดกว่านี้อีกนะ โอม”วาโยเอ่ยขึ้นบ้าง”เป้ใบนี้ มีแต่เจ้าของเท่านั้นที่จะใช้ได้ นอกจากนี้พอนายใส่ของทั้งหมดลงไปแล้ว ไม่ว่าเป้ใบนี้จะอยู่ที่ไหน เพียงแค่นายนึงภาพของที่ใส่ลงไป นายก็จะเรียกของชิ้นนั้นมาอยู่ในมือได้ทันที”

“สุดยอด”โอมอุทาน

*****************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #44 rinrana (@rinrana) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2556 / 21:29
    ชอบฉากที่โอมต่อปากต่อคำกับมินตรา ตลกดี ค่ะ
    #44
    0
  2. #43 thitiya (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2556 / 14:55
    สุดยอด ... อิอิอิ ...
    #43
    0
  3. #42 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 / 22:36
    เอาให้ไวนายโอม รีบๆ เรียนรู้ชีวิตใหม่ได้แระ จะได้พร้อมลุย
    #42
    0