โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 13 : คชสีห์กับฟอร์จูนเนอร์บนทางหลวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 503
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    29 ก.ย. 56

“นายรู้ไหม ว่าไอ้ความรู้สึกแบบนั้น มันทรมานขนาดไหน”โอมสรุป แม้จะอาเจียนไปหมดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่หายพะอืดพะอมอยู่ดี

เพื่อนทั้งสองพยักหน้าเข้าใจก่อนที่วาโยจะถามขึ้นว่า“แล้วมินตราล่ะอยู่ไหน”

“ไม่รู้ พอปล่อยฉันลงที่ข้างสระน้ำหลังตึก ก็หายไปเลยทั้งม้าทั้งคน”ชายหนุ่มตอบ น้ำเสียงยังไม่หายเจ็บใจ“ยัยงูเขียวตัวแสบเอ๊ย”

ปถวีร์ คนธรรพ์หนุ่มตบบ่าเขา“เอาน่า มองในแง่ดี ยังไง เธอก็ช่วยให้นายมาทันเช็คชื่อนะวันนี้”

**************************


บ่ายสองโมง หลังเลิกเรียนวิชาสุดท้ายแล้ว วาโยและปถวีร์บอกให้โอมไปเก็บของที่ห้องพักเพื่อย้ายไปยังที่พักแห่งใหม่ โดยทั้งสองจะไปช่วยย้ายของด้วย ส่วนมินตรามีธุระต้องทำ จึงไม่ได้มาสมทบ

“แล้วจะขนไปยังไง อย่าบอกนะว่า...”โอมหยุดคำถามไว้แค่นั้นพร้อมจ้องหน้าเพื่อนทั้งสอง

“เฮ้ย ไม่ใช่”วาโยรีบปฏิเสธ”วันนี้พวกเราเอารถมา”

“ไม่เห็นรู้เลยว่าพวกนายมีรถขับด้วย”

“รถของที่ตึกน่ะ”บุตรแห่งลมเหนือตอบ”ไปกันเหอะ จะได้เสร็จเรื่องเร็วๆ”


    หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ของใช้ส่วนตัวและหนังสือทั้งหมดของโอมก็ถูกจับยัดใส่กล่องเรียบร้อย ก่อนจะถูกทั้งสามคนช่วยกันขนลงมาขึ้นรถฟอร์จูนเนอร์สีน้ำเงินที่จอดรออยู่หน้าอพาร์ทเมนท์ จากนั้นรถก็เคลื่อนออกจากซอยเพื่อมายังถนนใหญ่โดยมีวาโยทำหน้าที่คนขับ


รถฟอร์จูนเนอร์แล่นไปตามถนนเส้นออกเขตชานเมือง สองข้างทางเป็นที่รกร้างมีไม้ใหญ่ขึ้นเป็นหย่อม ขณะที่บนถนนนั้นไม่มีรถคันอื่นวิ่งอยู่เลย ท้องฟ้าเป็นสีเทาครึ้ม คล้ายฝนกำลังจะตก


โอมที่นั่งอยู่เบาะหลังเอนตัวพิงพนัก แอร์ในรถเย็นกำลังดีทำเอาเขาเริ่มจะเคลิ้มๆ“จะว่าไป องค์กรของพวกนายก็มีสวัสดิการดีเหมือนกันนะ ทั้งที่พัก อาหาร ห้องพยาบาล แถมมีรถให้ใช้อีก”ชายหนุ่มว่า

ปถวีร์ที่นั่งข้างคนขับหัวเราะ หึ หึ“สวัสดิการดี แต่งานก็หนักและเสี่ยงนะ เพื่อน”

“เออ มีเรื่องสงสัยนิดนึง”โอมพูด“ทำไม พวกนายสองคนต้องมาเรียนด้วย ในเมื่อพวกนายก็ไม่ใช่คนธรรมดานี่นา”

“ก็เรียนเพื่อให้เข้าใจการใช้ชีวิตของมนุษย์น่ะสิ”คนธรรพ์หนุ่มตอบ”จะบอกอะไรให้นะ ในโลกนี้ มีพวกที่เป็นอย่างพวกฉันสองคนอยู่ปะปนกับมนุษย์อีกเพียบ”

“จริงเหรอวะ”

“ก็จริงน่ะสิ”

“แล้วทำไม ไม่มีใครเคยเจอเลยล่ะ”

“ทำไมจะไม่มีใครเคยเจอ”วาโยที่นั่งหลังพวงมาลัยพูดขึ้น”ฉันว่า นายเองก็เคยเจอตั้งหลายครั้ง เพียงแต่นายอาจไม่รู้เท่านั้นเอง”

คำพูดของบุตรแห่งลมเหนือทำให้โอมนึกย้อนถึงคนแปลกๆที่เขาเคยเจอ ทั้งชายที่ไม่มีเงาในกระจกและหญิงสาวที่หูแหลมยาวจนผิดปกติ

“มนุษย์ส่วนใหญ่น่ะจะเชื่อในสิ่งที่สัมผัสทั้งห้ารับรู้ได้เท่านั้น เพียงแค่พวกเราใช้มนตราบิดเบือนการรับรู้ของประสาททั้งห้า เพียงเท่านี้ ก็ไม่มีใครรู้ตัวตนจริงๆของพวกเราได้แล้ว”วาโยพูดต่อ

“ฟังแล้ว ฉันรู้สึกขนลุกยังไงไม่รู้แฮะ”โอมยกมือลูบแขน”หมายความว่า พวกตัวประหลาดสยองขวัญที่ฉันเคยเจอ ก็เพ่นพ่านปะปนกับคนในโลกด้วยน่ะสิ”

อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนพูดว่า“แต่นายไม่ต้องห่วงหรอก ตามปกติ พวกอมนุษย์และอสุรกายส่วนใหญ่ไม่ทำร้ายมนุษย์ธรรมดา ยกเว้นจะโชคร้ายจริงๆเท่านั้น”

“หรือไม่ ก็พวกที่ถูกเลือกอย่างนาย”ปถวีร์พูดเสริม

โอมนิ่วหน้า “แล้วทำไม ฉันถึงถูกเลือกล่ะ”เขาเองก็อยากรู้สาเหตุจริงๆเหมือนกันว่า เพราะอะไร เขาถึงกลายสภาพเป็นอาหารเลิศรสที่พวกอสุรกายหมายลิ้มลองไปได้

“มันเป็นลิขิตแห่งชะตาน่ะ ยากจะบอกได้”คนธรรพ์หนุ่มว่า

“ตอบแบบนี้ อย่าตอบเสียดีกว่า”

ปถวีร์กับวาโยหัวเราะเบาๆ อย่างนึกขำในท่าทางไม่สบอารมณ์ของเพื่อน ทว่าทันใดนั้นเอง สีหน้าของวาโยก็เปลี่ยนไป เมื่อเขามองเห็นบางสิ่งทางกระจกมองหลัง

“มีอะไรโย ทำไมทำหน้าแบบนั้น”

“นายดูข้างหลังสิ”บุตรแห่งลมเหนือบอก“รถบรรทุกนั่น มันโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ"

ปถวีร์หันไปมอง และเห็นรถบรรทุกสิบล้อคันหนึ่งกำลังไล่หลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

“คงออกมาจากข้างทางเมื่อกี้มั้ง”

“ท่าทางมันอยากจะแซงว่ะ”วาโยว่า”ฉันปล่อยมันขึ้นหน้าไปก่อนแล้วกัน”กล่าวจบ บุตรแห่งลมเหนือก็หลบออกใรถบรรทุกที่จี้ติดหลังมา ได้แซงขึ้นไปทว่าแทนที่จะขึ้นหน้า สิบล้อคันนั้นกลับตีคู่และทำเหมือนจะเบียดฟอร์จูนเนอร์ให้ตกข้างทาง

“มันทำบ้าอะไรวะ”วาโยสบถก่อนจะพยายามเร่งเครื่องหนี แต่กลับโดนรถบรรทุกเบียดเข้ากระแทกอย่างแรงจนเสียหลักพุ่งลงคูน้ำข้างทาง

“ไอ้บ้าเอ๊ย”โอมที่หัวกระแทกเข้ากับประตูรถเต็มแรงร้องด่าคนขับรถบรรทุกที่ตอนนี้วิ่งผ่านเลยไป”มันเมายาบ้าเหรอไงวะ เนี่ย”

“ท่าทางมันคงไม่ได้เมายาหรอก”ปถวีร์ที่นั่งคู่คนขับเอ่ยเสียงเครียดเมื่อเห็นรถบรรทุกคันนั้นกลับรถที่กลางถนนห่างไปราวร้อยเมตรและหันหัวมาทางรถของพวกเขา”ไอ้โย รีบออกรถเร็ว ไม่งั้นมันอัดเราเละแน่”


วาโยพยายามถอยรถขึ้นจากข้างทางทว่าล้อที่จมลงไปในคู ทำให้ไม่อาจถอยรถขึ้นมาได้ ขณะที่โอมยื่นหน้าข้ามเบาะมองผ่านกระจกหน้าไปยังรถบรรทุกมหาประลัยและทันใดนั้นเอง เขาก็เห็นภาพของรถคันนั้นพร่าเลือนก่อนจะกลายสภาพเป็น สิงโตตัวใหญ่เป็นสองเท่าของรถสิบล้อ พร้อมกับมีใบหูใหญ่และงวงยาวกับงาเหมือนช้าง เจ้าสัตว์ประหลาดส่งเสียงคำรามกึกก้องก่อนจะพุ่งเข้าใส่


วาโยและปถวีร์รีบพุ่งออกจากรถพร้อมดึงโอมมาด้วย ทั้งสามวิ่งไปตั้งหลักหลังต้นไม้ใหญ่กลางทุ่ง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าสิงโตยักษ์ผสมช้างมาถึงรถและเหยียบลงไปจนหลังคายุบก่อนตบจนพลิกคว่ำ

ปถวีร์ร่ายมนต์สั้นๆเรียกธนูพร้อมซองลูกศรออกมา ขณะที่วาโยก็ทำแบบเดียวกัน จากนั้นทั้งสองจึงยิงศรใส่อย่างไม่ยั้งด้วยความเร็วเกินกว่าที่มือธนูคนใดจะทำได้ ทว่าแม้จะถูกลูกศรนับสิบปักทั่วร่าง แต่เจ้าอสุรกายกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย มันผละจากซากรถและวิ่งมายังทั้งสาม

วาโยกับปถวีร์ร่ายมนต์เปลี่ยนคันธนูกลายเป็นดาบโค้งด้ามยาวและพุ่งออกไปดักหน้าเจ้าสัตว์ยักษ์ โดยไม่ลืมกำชับให้โอมหลบอยู่ที่เดิม


ชายหนุ่มมองเพื่อนทั้งสองต่อสู้กับอสุรกายด้วยความตื่นเต้น แม้เจ้าอสูรนั่นจะตัวใหญ่มหึมา แต่มันก็ว่องไวไม่น้อย ทำให้เพื่อนของเขาทำได้เพียงหลบอุ้งเท้ามหึมาที่ตะปบเข้าใส่ โดยไม่มีโอกาสโจมตีกลับ

ไม่นาน วาโยก็พลาดท่าถูกอุ้งเท้ายักษ์ตบกระเด็นลอยไปตกใส่พุ่มไม้ที่ห่างไปเกือบยี่สิบเมตร ขณะที่ปถวีร์ก็โดนเล็บของมันเข้าที่แขนขวาจนล้มกลิ้ง ดาบหลุดมือ เลือดสาดกระจาย

 เมื่อเห็นเพื่อนกำลังกำลังตกในอันตราย โอมก็วิ่งออกไปกลางแจ้งและตะโกนดึงความสนใจเจ้าสิงโตผสมช้างก่อนที่มันจะขย้ำเพื่อนของเขาที่กำลังบาดเจ็บอยู่

“ซวยล่ะสิ ตู”โอมพึมพำ เมื่อเห็นเจ้าอสุรกายหันมาทางเขาแทบจะในทันที ชั่วขณะนั้น ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า เจ้าสัตว์ตัวนี้มาที่นี่เพื่อเหตุผลเดียว นั่นคือ ชีวิตของเขา...

โอมออกวิ่งเต็มฝีเท้า ขณะที่เจ้าสัตว์ประหลาดพุ่งเข้ามา ทว่างวงของมันได้ยื่นมาปัดขาจนล้มคว่ำ จากนั้นอุ้งเท้าของมันก็ตะปบลงบนตัวเขา และตรึงเขาไว้กับพื้น กลิ่นสาปของมันฉุนเฉียวรุนแรงจนโอมหายใจแทบไม่ออก

 
จวนๆที่สติจะดับลงนั้น เจ้าอสุรกายก็ยกอุ้งเท้าขึ้นและร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด โอมรวบรวมกำลังกลิ้งตัวออกมาและลุกขึ้นวิ่งมาตั้งหลักก่อนหันไปมอง

  เขาเห็นเจ้าสัตว์ประหลาดร้องคำรามและยกเท้าหน้าฟาดไปมา ทว่าดูเหมือนมันจะไม่สามารถวิ่งตามมาได้ ซึ่งเมื่อมองไปยังขาหลังของมัน โอมก็พบคำตอบ

ข้อเท้าหลังทั้งสองข้างของเจ้าอสุรกายอาบด้วยเลือดสีแดงอมเขียว โดยวาโยกับปถวีร์ที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมยืนถือดาบชุ่มเลือดอยู่ข้างๆ

ทั้งสองวิ่งมาสมทบกับโอมจากนั้น ปถวีร์ก็พูดขึ้นว่า”เป็นไงมั่งเพื่อน ขอบใจนะที่ช่วยฉันเมื่อกี้”

“พวกนายทำอะไรมันวะ”โอมถามพลางมองเจ้าอสุรกายที่ตอนนี้ทำได้เพียงส่งเสียงครางต่ำ

“ก็ตัดเอ็นที่ขาหลังไง แบบพวกพรานป่าล่าช้างนั่นแหละ”

“แล้วจะปล่อยไว้งี้เหรอ”

“คงต้องส่งมันกลับหิมพานต์”วาโยตอบขึ้นแทน“แต่ก็น่าแปลก ใครกันที่ส่งเจ้านี่มา”

“ต้องมีคนส่งมาด้วยเหรอ”

“เจ้านี่มันอยู่ในป่าหิมพานต์ไม่ใช่สวนสัตว์เขาดิน จะได้หลุดออกมาเพ่นพ่านในกรุงเทพ แล้วอีกอย่าง คชสีห์ตัวนี้ มีเวทย์กำกับมาด้วย”

“คชสีห์”

“ฮื่อ ลูกผสมระหว่างช้างกับพญาราชสีห์น่ะ”

“นายรู้ได้ไงว่า มันถูกมนต์กำกับมา”

“เพราะมันตั้งใจมาจัดการกับนายโดยเฉพาะน่ะสิ”วาโยตอบเสียงเรียบ แต่ในความรู้สึกของโอมกลับทำให้เขารู้สึกหนาวเยือกจนถึงกระดูก...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #40 kimurakung (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 / 18:04
    หุหุ .. ไรเตอร์แต่งต่อป่าวน้อ...หายไปนานเลย สู้ๆ นะคับ เอาใจช่วย
    #40
    0
  2. #27 พินิจอักษรา (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2556 / 00:42
    น่าตื่นเต้นดีค่ะ อยากรู้แล้วสิ ว่าอะไรเรียกโอมในความฝัน
    #27
    0