โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 1 : ภาพหลอน ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,055
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    29 พ.ค. 58

เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ภายในร้านอาหารของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านงามวงศ์วาน ชายหนุ่มสามคนในชุดนักศึกษากำลังนั่งล้อมวงรอบโต๊ะที่ตั้งหม้อสุกี้ซึ่งควันกำลังขึ้นฉุย

 เอ้า ฉลองชายหนุ่ม ผิวขาว หน้าตาคล้ายลูกครึ่ง รูปร่างล่ำสันแบบนักกีฬา ร้องบอกพร้อมกับยกแก้วใส่น้ำอัดลมในมือขึ้นสุขสันต์วันเกิดนะเพื่อน ดีใจด้วยที่นายอยู่รอดมาได้จนอายุครบสิบเก้าปี

ใช่ แล้วก็หวังว่า นายจะยังคงอยู่รอดต่อไป จนถึงปีที่ยี่สิบของชีวิตนะนักศึกษาหนุ่มอีกคนซึ่งมี ผิวสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้าคมคาย ร่างสูงโปร่ง สวมแว่นกรอบทอง กล่าวบ้าง


นักศึกษาหนุ่มคนที่สาม ซึ่งเป็นเจ้าของวันเกิด ทำหน้าชอบกล เขาดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเพื่อนทั้งสอง ชายหนุ่มมีรูปร่างปานกลางออกท้วมเล็กน้อยผิวสีเหลืองปนน้ำตาลซีดๆแบบกระดาษเก่าๆ ส่วนหน้าตาก็สุดแสนจะธรรมด๊า ธรรมดา ชนิดที่ว่า จะถูกกลืนหายไปในทันทีที่ตกไปอยู่ท่ามกลางฝูงชน

เฮ้ย เดี๋ยวก่อนนะ พวกนายแน่ใจเหรอวะ ว่าไอ้ที่พูดมาเนี่ย มันเป็นคำอวยพรวันเกิดเขาพูดขัดขึ้นฉันฟังแล้ว รู้สึกมันทะแม่งๆ ยังไงไม่รู้ว่ะ

นี่แหละ คำอวยพรจากใจพวกเราเลย ไอ้โอมชายหนุ่มเจ้าของแว่นกรอบทองว่า

ช่ายผู้ร่วมโต๊ะอีกคนสนับสนุน

เออๆ งั้นจะกัดฟันยอมรับก็แล้วกันชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของชื่อสั้นๆคำเดียว ว่า โอม พยักหน้ารับ ก่อนจะตั้งคำถามอีกว่าแต่ ฉันมีข้อสงสัยอีกข้อ

สงสัยอะไรเหรอหนุ่มหุ่นนักกีฬาถามโดยไม่ได้หันมามอง เนื่องจากกำลังให้ความสนใจกับชิ้นเนื้อสดที่เพิ่งคีบลงจุ่มในหม้อสุกี้

ตกลงมื้อนี้ ใครจ่าย

ก็นายไง

เดี๋ยวนะ ไอ้โยโอมขมวดคิ้วแต่ตามธรรมเนียมเนี่ย เจ้าของวันเกิด ต้องเป็นฝ่ายรับเลี้ยงสิ ถึงจะถูกเขากล่าวอย่างข้องใจ

เฮ้ย คนรุ่นใหม่ต้องไม่ยึดติดกับธรรมเนียมเดิม แล้วอีกอย่าง การที่พวกเราสองคนยอมมาให้นายเลี้ยงข้าวเนี่ย ถือเป็นการเสียสละอย่างใหญ่หลวงเชียวนะผู้ถูกเรียกว่า โย หรือชื่อเต็มคือ วาโย พูดก่อนจะคีบเนื้อหมูชิ้นที่สิบเข้าปากเคี้ยว 

ช่าย หากไม่รักกันจริง พวกเราไม่ยอมให้เลี้ยงหรอกหนุ่มแว่นกรอบทองสนับสนุน

ไอ้วีร์ มันพูดถูกแล้ว


โอมทำตาปริบๆ ขณะมองเพื่อนทั้งสองทำสถิติกินแหลกราวกับกำลังออกรายการทีวีแชมป์เปี้ยน ก่อนจะเปลี่ยนสายตาไปมองดูถาดสำหรับใส่เครื่องสุกี้ ที่เวลานี้กองสูงอยู่บนโต๊ะเกือบหนึ่งฟุต พร้อมกับนึกคำนวณค่าใช้จ่ายเทียบกับจำนวนเงินที่มีในกระเป๋า ซึ่งผลลัพธ์ของจำนวนทั้งสองนั้นใกล้เคียงกันจนน่าใจหาย

ขืนพวกนายรักฉันแบบนี้บ่อยๆ มีหวังกระเป๋าฉันแห้งแน่ๆชายหนุ่มเจ้าของวันเกิดพูดช้าๆแบบเน้นทีละคำด้วยหวังว่ามันจะทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกเกรงใจขึ้นมาบ้าง 

ไม่ดีเหรอหนุ่มแว่นกรอบทอง เจ้าของนาม วีร์ หรือ ปถวีร์ เลิกคิ้วเวลาไปไหนมาไหน นายจะได้ตัวเบาขึ้นไง แถมเดินก็สบายขึ้นด้วย

น่าน ไอ้วีร์ มันพูดถูกอีกแล้ววาโยรีบสนับสนุน

เออ รีบๆกินเหอะวะ วันนี้วันมงคล ฉันไม่อยากทำบาปโว้ยโอมรีบตัดบท เมื่อเห็นว่าคำพูดของเขาคงไม่อาจสร้างจิตสำนึกแห่งความเกรงใจให้เกิดกับผู้ฟังได้ ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างปลงตกและยอมรับความหายนะที่จะเกิดแก่เงินในกระเป๋าของเขา พร้อมกันนั้นก็พยายามคิดเสียว่า เขามาเลี้ยงข้าวเพื่อนเป็นการทำบุญสร้างกุศลวันเกิดให้ตัวเอง ก็แล้วกัน


      โอมรู้จัก วาโยกับปถวีร์ ตั้งแต่วันปฐมนิเทศก์นักศึกษาใหม่ โดยที่ทั้งสองคนนั้นต่างก็จบชั้นมัธยมมาจากโรงเรียนเดียวกันก่อนจะมาสอบเข้าเรียนได้คณะและมหาวิทยาลัยเดียวกันราวกับนัดกันยังไงยังงั้น ส่วนตัวของโอมนั้น จะเรียกว่าโชคดีหรือร้ายก็ไม่รู้ ตรงที่เขาเป็นนักศึกษาเพียงคนเดียวของรุ่นที่ไม่มีเพื่อนร่วมโรงเรียนเดิมมาสอบติดคณะเดียวกันเลยสักคน ดังนั้น เมื่อชายหนุ่มได้มารู้จักกับทั้งสองและพบว่าทั้งคู่มีนิสัยที่พอจะเข้ากับเขาได้ โอมจึงมาร่วมกลุ่มอยู่กับวาโยและปถวีร์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

  หลังเสร็จจากกินเลี้ยงวันเกิดหรือที่ถูกคือ เลี้ยงเพื่อนฉลองวันเกิดตัวเองเสร็จแล้ว โอมเดินเล่นในห้างกับเพื่อนทั้งสองต่ออีกพักหนึ่งเพื่อย่อยอาหารก่อนกลับบ้าน


   ขณะที่เดินผ่านแผนกเครื่องหนังนั่นเอง ทั้งสามก็เจอกับสาวๆรุ่นน้องปีหนึ่งร่วมคณะเข้าโดยบังเอิญ ทันทีที่เห็นสาวๆเหล่านั้นรีบเข้ามาทักทายพูดคุยกับปถวีร์และวาโยด้วยอาการกระดี๊กระด๊าตามประสาวัยรุ่น โดยในระหว่างนั้นโอมได้หลบฉากออกนอกวงสนทนาอย่างรู้งาน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถึงเขาจะยังอยู่ในวงสนทนา ก็ไม่มีใครสนใจอยู่ดี

เฮ้ย โอมวาโยหันมาเรียกพวกน้องๆเขาชวนไปดูหนัง ไปด้วยกันป่าว

ไม่เป็นไร ตามสบายเหอะ”ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยเราจะกลับแล้ว

จะรีบไปไหนกันวะ บ้านอยู่แค่นี้เองปถวีร์บ่นดูหนังด้วยกันก่อนค่อยกลับก็ได้

พอดีมีธุระนิดหน่อยน่ะโอมบอกก่อนจะตัดบทลาล่ะ พรุ่งนี้เจอกันกล่าวจบ ชายหนุ่มก็เดินแยกออกมาลงบันไดเลื่อน โดยไม่รอให้เพื่อนทั้งสองพูดอะไรอีก       

 
  
    ว่ากันตามจริง ถ้าไม่ใช่เพราะวาโยและปถวีร์เป็นเพื่อนสนิทเพียงสองคนที่เขามีในมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้วโอมก็คงไม่ค่อยอยากจะเดินกับสองคนนี่หรอก เหตุผลก็คือ นอกจากสองคนนี่ มันจะมีรูปร่างหน้าตาดีกว่าเขาหลายเท่าประมาณยอดเขาเอเวอเรสต์กับเหวทะเลมาเรียน่าแล้ว ทั้งคู่ยังมีคุณสมบัติชนิดเรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆได้เป็นอย่างดีอีกด้วย โดยวาโยนั้นเป็นนักฟุตบอลฝีมือฉกาจของมหาวิทยาลัย ขณะที่ปถวีร์นั้นนอกจากจะเรียนดีระดับแนวหน้าแล้วยังเล่นดนตรีได้เก่งระดับมืออาชีพยังชิดซ้ายด้วย  จึงทำให้บ่อยครั้งเวลาที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน มักจะมีสาวๆเข้ามาทักทายทั้งสองอยู่เสมอและในทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนั้น ตัวเขาเองก็จะมีสภาพเหมือนกลายเป็นอากาศธาตุไปชั่วคราว เหมือนอย่างเช่นครั้งนี้นั่นแหละ ซึ่งว่าไปแล้ว มันก็เป็นเรื่องปกติที่คนหน้าตาดี มีความสามารถย่อมได้รับความสนใจมากกว่าคนหน้าตาธรรมดา ความสามารถก็ไม่มี แต่มันจะผิดปกติก็ตรงที่คนสองกลุ่มนี้ ดันมาอยู่รวมกันจนทำให้เกิดการเปรียบเทียบแบบชัดๆนี่แหละ

บางครั้ง คนคนหนึ่งก็อาจกลายเป็นคนไม่มีตัวตน เพียงเพราะเขาเป็นแค่คนธรรมดาที่บังเอิญอยู่ผิดที่ .....

….และก็เพราะเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้ชายหนุ่มปฎิเสธที่จะไปดูหนังกับเพื่อนๆในคืนนี้

******************

     เข็มนาฬิกาติดผนังราคาถูก ชี้บอกเวลาสี่ทุ่มเศษๆ ขณะที่โอมกลับเข้ามาในห้องพักขนาดกะทัดรัด ซึ่งอยู่ในอพาร์ตเมนท์กลางเก่ากลางใหม่ ห่างจากมหาวิทยาลัยที่เขาเรียนอยู่ประมาณหกป้ายรถเมล์ ซึ่งบางครั้งที่ตังค์หมด ไม่มีค่ารถ หรือ เกิดความหดหู่อยากเล่นบทเศร้าแบบพระเอกมิวสิคกะเขาบ้าง แม้ว่าหน้าจะยังห่างไกลก็ตาม โอมก็จะเดินจากมหาวิทยาลัยกลับมายังห้องพักตามลำพังอย่างเหงาๆ(และเหน็ดเหนื่อย)

    หลังจากเปิดไฟ ชายหนุ่มโยนเป้ใบโทรมคู่ใจใส่หนังสือที่สะพายอยู่ลงบนเบาะนั่งที่วางชิดกับผนังห้องด้วยท่าทางเซ็งๆ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นและหยิบขวดน้ำมาดื่ม

ลมเย็นพัดมาต้องผิวกาย จนเขารู้สึกเย็นยะเยือก โอมหันไปทางประตูที่เปิดออกสู่ระเบียง ผ้าม่านที่ถูกรูดปิดเอาไว้ ปลิวสะบัดตามแรงลมที่พัดผ่านประตูที่ตอนนี้ถูกเลื่อนเปิดกว้างแล้ว

โอมขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่า ก่อนไปเรียนเมื่อเช้า เขาปิดประตูระเบียงเรียบร้อยแล้ว และยังล็อคมันไว้ด้วย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วมันเปิดได้อย่างไร

    ชายหนุ่มเดินไปปิดประตูระเบียง แต่ก่อนที่จะเลื่อนบานประตูกระจกเข้าหากันนั้นเอง ก็มีเงาดำบางอย่าง บินโฉบผ่านหน้าเขาไปอย่างรวดเร็ว จนเกิดลมแรงพัดวูบมาปะทะผิวหน้า พร้อมกันนั้นจมูกก็ได้กลิ่นเหม็นสาบสางอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม กลิ่นดังกล่าวก็จางหายไปในเวลาไม่นาน เมื่อมีลมอีกสายพัดผ่านมา 

อะไรวะเนี่ยโอมพำพึมเบาๆ พร้อมกับรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มรีบเลื่อนประตูกระจกปิดเข้าหากันและลงล็อคประตูอย่างรวดเร็ว

      ว่ากันตามจริงแล้ว ตั้งแต่ขึ้นปีใหม่มานี้ โอมยอมรับว่าตัวเองเริ่มมีประสบการณ์ที่พอจะเทียบเคียงกับคำว่า เรื่องชวนขนหัวลุกได้สองสามเรื่องแล้ว โดยเรื่องแรก เกิดขึ้นตอนวันก่อนวันสุดท้ายของการสอบปลายภาคเทอมสองของปีหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 
  
ตอนนั้น เขาอ่านหนังสือสอบแบบมาราธอนสามวันสามคืน เพื่อชดเชยกับการที่โดดเรียนมาตลอดครึ่งเทอมหลัง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเกรดออกมา มันบอกให้รู้ว่ามันไม่อาจชดเชยกันได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ทั้งนี้ ประเด็นของเรื่องอยู่ที่คืนสุดท้าย ตอนที่เขาพักเบรกเพื่อออกไปซื้อกาแฟกินแก้ง่วงตอนเที่ยงคืน ในตอนออกจากร้านสะดวกซื้อหน้าที่พัก โอมเห็นสาวสวยคนหนึ่งแต่งกายเปรี้ยวโฉบเฉี่ยวแบบนักท่องราตรีทั่วไป ด้วยชุดกระโปรงสั้นสีดำโชว์ท่อนขาขาวเรียวงามยืนอยู่ที่หน้าร้าน ทุกอย่างของเธอปกติและโอเคเหมือนกับสาวสวยทั่วไป จะผิดกันก็แต่เธอคนนั้นมีใบหูยาวเรียวแหลมสีน้ำตาลอ่อนโผล่ออกมาจากเส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้ม

 
  
ถัดมาก็ช่วงเรียนซัมเมอร์ที่ผ่านมา(ซึ่งแน่นอน การเรียนซัมเมอร์ดังกล่าวเป็นผลมาจากเกรดของเทอมก่อนหน้านั้นนั่นแหละ) มีวันหนึ่งเขากับเพื่อนไปดูหนังรอบหนึ่งทุ่มที่ห้างสรรพสินค้าแถวมหาวิทยาลัย ตอนที่เขาแวะไปเข้าห้องน้ำก่อนเข้าจะโรงหนังนั้น โอมเห็นผู้ชายร่างสูงผิวขาวจนเกือบซีดสวมชุดสูทสีน้ำตาลเข้มใส่แว่นกันแดดสีดำคนหนึ่งกำลังยืนล้างมืออยู่ที่หน้ากระจกบานใหญ่ของห้องน้ำ รายละเอียดของใบหน้านั้นเขาจำไม่ได้ แต่ที่จำได้แม่นก็คือตอนที่เขามองไปยังกระจก โอมกลับไม่เห็นเงาของผู้ชายคนนั้นปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว


  สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อสามอาทิตย์ก่อนตอนที่ไปรับน้องที่ต่างจังหวัด โดยคณะของโอมได้จัดกิจกรรมไปรับน้องที่รีสอร์ทชายทะเลแห่งหนึ่งแถวหัวหิน ในตอนเย็นวันที่สองก่อนพลบค่ำเล็กน้อย หลังจากเสร็จกิจกรรมทั้งหมดแล้ว ชายหนุ่มได้ปลีกตัวไปเดินเล่นคนเดียวที่ชายหาดซึ่งอยู่ห่างจากที่พักพอสมควร ตอนที่เขากำลังทำท่าเดินย่ำเท้าช้าๆแบบเหงาๆเลียนแบบพระเอกมิวสิควีดีโอท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามอัสดงและเสียงเกลียวคลื่นซัดหาดทรายอยู่นั้นเอง เขาก็เหลือบไปเห็นเด็กสาววัยรุ่นสองคนสวมชุดว่ายน้ำแบบทูพีซสีเขียวนั่งอยู่บนโขดหินใหญ่ริมทะเล ผิวขาวเนียนของทั้งคู่แลดูโดดเด่นชวนมอง หากแต่สิ่งที่ผิดปกติ ก็คือ เส้นผมสีดำยาวสลวยของพวกเธอทั้งสองนั้นกลับยาวออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปกคลุมโขดหินที่พวกเธอนั่งอยู่จนมิด

 
     
อย่างไรก็ตาม ภาพอันแปลกประหลาดพวกนั้นต่างก็เกิดขึ้นในเวลาแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น ซึ่งพอโอมตั้งสติและมองซ้ำกลับไปอีกครั้งหนึ่ง เขาก็ไม่เห็นว่าคนพวกนั้นมีอะไรผิดปกติแบบนั้นอีกแล้ว ซึ่งในบางครั้ง เมื่อลองมาย้อนนึกดู ชายหนุ่มก็สงสัยไม่ได้ว่า ถ้าสิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่เรื่องจริงแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ว่า บางที สมองของเขาคงจะมีอะไรบางอย่างผิดปกติไปแล้วแน่ๆ ถึงได้เห็นอะไรเพี้ยนๆแบบนั้น   

*********************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #94 ฟ้าใส (@rakromantic) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 / 15:21
    ละสายตาไม่ได้ค่ะ ต้องตามไปอ่านเรื่อยๆ ไรเตอร์ร้อยเรียงเก่งจัง ตามไปๆๆ >>>> 
    #94
    0
  2. #75 jsoc (@jsoc99) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 กันยายน 2557 / 22:03
    พระเอกเจอแต่เรื่องน่ากลัวแฮะ
    #75
    0
  3. #28 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 / 17:01
    โอมหนอ..น่าจะหาคบเพื่อนคนอื่นๆ ในระดับธรรมดา ระดับเดียวกันบ้างดิ
    #28
    0
  4. #25 ToMoYa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 เมษายน 2556 / 13:00
    น่าติดตามครับ
    #25
    0
  5. #14 rinrana (@rinrana) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 เมษายน 2555 / 14:52

    ตอนแรกก็เริ่มตื่นเต้นนิดๆแล้วสิ

    #14
    0
  6. #5 volcanary (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 เมษายน 2555 / 00:02
    รู้สึกว่าโอมเนี่ย เป็นคนมีปมด้อยลึกๆนะ
    #5
    0
  7. #3 okaolala (@narine545) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มีนาคม 2555 / 15:37

    น่าสงสารโอมจัง ดันเกิดมามีเพื่อนเป็นคนเด่นเนี่ยน้า

    #3
    0