I Remember ปลดล็อกหัวใจ ไขความทรงจำ [ สนพ. แจ่มใส ธันวาคม ]

ตอนที่ 3 : Chapter 1 [ 100% ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,015
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    20 ส.ค. 58


            

            เอ่อ... เขาพูดกับฉันงั้นเหรอ?

            หลังจากปล่อยให้รอบตัวเงียบอยู่พักใหญ่ ฉันก็พยายามมองซ้ายมองขวาหากล้องที่อาจจะซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่ง บางทีมันอาจเป็นการถ่ายรายการล้อกันเล่นหรืออะไรทำนองนั้นก็ได้ แต่มองจนทั่วแล้ว ก็ไม่พบวัตถุต้องสงสัยอยู่ในบริเวณนี้เลย แถมพอหันหน้ากลับมา ก็ถูกคู่กรณีทำหน้างงใส่อีกต่างหาก

            “?”      

ฉันคิดว่าเขาไม่ควรเป็นฝ่ายทำหน้าติดเครื่องหมายคำถามใส่ฉันนะ =_=

            “ผมชื่อรันโซ เขาพูดย้ำอีกครั้ง ด้วยสีหน้าแบบเดิม แบบที่... เหมือนเด็กน้อยผู้ใสซื่อน่ะ

            หวังว่านี่คงไม่ใช่มุกจีบหญิงแบบใหม่ หรืออะไรทำนองนั้น ใช่มั้ย ฉันยกมือขึ้นเสยผม และขมวดคิ้วถามอย่างจริงจัง ท่าทางตอนนี้คงจะดูเอาเรื่องไม่น้อย

            “?” แต่หมอนี่กลับทำหน้างง อีกแล้ว และนั่นทำให้หางตาฉันเริ่มกระตุกด้วยอย่างไม่สบอารมณ์

 “โอเค... รันโซ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายมาจากไหน หรือต้องการอะไร แต่ถ้านายกำลังหลงทางล่ะก็ ฉันขอแนะนำว่าถ้าเดินต่อไปอีกหน่อยก็จะเจอป้อมตำรวจ ซึ่งนายสามารถขอความช่วยเหลือได้ตามสบาย ฉันบอกพร้อมชี้มือไปตามทางที่ว่า หวังว่านายจะเข้าใจที่ฉันพูดนะ?” เลิกคิ้วถาม

...แต่แน่นอนว่าคนตรงหน้าไม่ได้ตอบอะไร นอกจากจะมองกลับมานิ่งๆ ดวงตาสีนิลฉายแววเป็นประกายแบบที่ฉันไม่เข้าใจ

นี่ตั้งใจจะกวนประสาทกันหรือยังไงเนี่ย?  

ฉันกลอกตาด้วยความเซ็ง ก่อนจะหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวมไว้เหมือนเดิม และลุกขึ้น เตรียมเดินหนี

            “ผมจำได้นะ” แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะก้าวขา เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นมา ทำให้ฉันหยุดชะงัก และหันกลับไปขมวดคิ้วมองผู้ชายหน้ามึนคนนั้นอีกรอบ

            “?”

            “ผมจำคุณได้” แล้วเขาก็พูดย้ำด้วยสีหน้าแบบเดิมอีกครั้ง พร้อมกับหยิบโค้กกระป๋องใหม่ขึ้นมาดื่มหน้าตาเฉย

            “...” ฉันนิ่งไป มองใบหน้าเจ้าของดวงตาสีนิลอย่างพิจารณาอีกครั้งและพยายามคิดว่าฉันเคยเจอเขาที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะนึกยังไง ในหัวมันก็ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับผู้ชายตัวสูงหน้ามึนคนนี้เลย หรือว่าหมอนี่จะแค่โกหกเพื่อหาเรื่องคุยกับฉันนะ? ผู้ชายชอบใช้กันนี่ ไอ้มุกประมาณว่าคุณหน้าเหมือนคนที่ผมรู้จักเลย อะไรแบบนี้น่ะ

หรือไม่... ฉันก็แค่หน้าโหล จนเขาอาจจะจำผิดไปก็เท่านั้น

            “ขอโทษนะ แต่ฉันจำนายไม่ได้” ฉันตอบอย่าง (พยายาม) สุภาพ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากมา

พอเดินข้ามถนนมาถึงอีกฝั่งฉันก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปดูว่าผู้ชายคนนั้นจะมีปฏิกิริยายังไง แต่ภาพที่เห็นคือเขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม ดื่มน้ำอัดลมกระกระป๋องเดิม และมองไปที่ป้ายโฆษณานั่นอย่างเหม่อลอย ท่าทางจะไม่ได้สนใจเลยว่าฉันหนีออกมาแล้ว แต่ก็โชคดีแล้วล่ะที่เขาไม่เดินตามมา ไม่งั้นฉันจะกรี๊ดดังๆ แน่ สาบานได้

           

            ฉันเดินกลับอพาร์ตเมนต์ด้วยความรู้สึกค้างคา ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันแน่ ทำไมอยู่ๆ ก็เข้ามาคุยกับฉัน แถมยังบอกว่าจำฉันได้อีก หน้าตาดูซื่อๆ แบบนั้นฉันไม่อยากจะคิดหรอกนะว่าจะเป็นพวกโรคจิต แต่งตัวก็ดูดีนี่นา ถ้าเป็นโรคจิตจริงๆ สังคมสมัยนี้ก็น่ากลัวเกินไปแล้ว

            หือ?

            ฉันชะงักเท้าอย่างแปลกใจเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องของตัวเองแล้วพบว่าประตูที่ควรจะล็อกอยู่กลับถูกเปิดแง้มเอาไว้จนแสงสลัวจากภายในลอดออกมาถึงระเบียงทางเดิน

ฉันว่าก่อนออกไป ฉันก็ปิดประตูไว้สนิทดีแล้วนี่...

เอ๊ะ...หรือว่า...

            ฉันเปิดประตูเข้ามาในห้อง และก็เป็นอย่างที่คิด ผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่บนโซฟารับแขกด้วยท่าทางสบายใจ ผมของเขาเป็นสีควันบุหรี่ไม่ต่างไปจากป้ายโฆษณาที่เห็นก่อนหน้านี้ ในมือมีกีตาร์สีขาวซึ่งเป็นของฉันไว้ในครอบครอง แม้ว่านิ้วเรียวสวยนั่นจะดีดมันออกมาไม่เคยเป็นเพลงก็ตาม

            นายกำลังจะทำให้ห้องฉันเต็มไปด้วยกลิ่นบุหรี่นะฉันส่งเสียงตำหนิอย่างไม่จริงจังนักหลังจากยืนยันตัวได้แล้วว่าเขาเป็นใคร

            แดนเจอร์เงยหน้าจากกีตาร์ขึ้นมาสบตาฉันก่อนจะกระตุกยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก ...นัยน์ตาเทาเข้มของเขายังคงมีเสน่ห์น่าหลงใหลไม่เคยเปลี่ยน

            นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันคิดว่าจะได้ยินจากปากของแฟนที่ไม่ได้เจอกันตั้งเกือบหกเดือนหรอกนะเสียงต่ำกลั้วหัวเราะพลางอัดควันเข้าปอดอีกครั้ง ก่อนจะบี้บุหรี่ลงกับที่เขี่ยซึ่งฉันซื้อมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ แล้วหันมายักไหล่ล้อเลียน

            ฉันยักไหล่ตอบ และเดินไปที่ครัวเพื่อเอาเบียร์ไปเก็บไว้ในตู้เย็น  ทุกคนต้องกำลังคิดว่าฉันบ้าแน่ๆ ที่ไม่ได้มีท่าทีตื่นเต้นอะไรเลย ทั้งๆ ที่ผู้ชายที่ฉันคุยด้วยคนนั้นคือแดนเจอร์  ไคลน์ ...แดนเจอร์  ไคลน์เชียวนะ! ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงจะกรี๊ดสลบไปแล้วด้วยซ้ำที่ได้เจอกับแร็ปเปอร์ชื่อดัง (แถมหล่อมาก) ระดับโลกอย่างเขา แต่เพราะฉันเป็นฉัน เขาเป็นเขา ...และเราสองคนกำลังคบกัน ดังนั้นมันจึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ฉันจะมานั่งกรี๊ดกร๊าดแฟนตัวเองเพียงเพราะเขาเป็นซุปเปอร์สตาร์

            “อ๊ะ!” แรงโอบรัดจากด้านหลัง ทำให้ฉันที่กำลังยืนเรียงกระป๋องเบียร์ใส่ตู้เย็นสะดุ้งนิดๆ อ้อมแขนแข็งแกร่งกอดฉันไว้แน่นก่อนที่เจ้าตัวจะเอาคางมาเกยไว้ที่ไหล่ของฉัน

            “มันอึดอัดนะ ฉันแกล้งทำเสียงตำหนิพลางแกะมือเขาออก แต่แดนเจอร์กลับกอดฉันแน่นกว่าเดิมจนฉันรู้สึกว่าตัวเองจะหายใจไม่ออกขึ้นมาจริงๆ แล้ว

            คิดถึงเธอเป็นบ้า เขากระซิบเบาๆ ที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงแหบต่ำที่เชื่อว่าคงจะทำให้ผู้หญิงทั่วโลกอ่อนระทวยกันหมดแน่ถ้าหากได้ยินในระยะประชิดขนาดนี้ กลิ่นกายที่เจือไปด้วยกลิ่นบุหรี่อันคุ้นเคยทำให้ฉันแทบจะลืมไปเลยว่า เราไม่ได้เจอกันตั้งหกเดือน

ที่ผ่านมาเขาคงจะทำงานหนักมาก ถึงฉันจะไม่ค่อยได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับวงการบันเทิงสักเท่าไหร่ แต่แดนเจอร์มักจะโทรมาบ่นเสมอว่าเขาต้องทัวร์คอนเสิร์ตแทบทุกวัน วันไหนที่ไม่มีคิวคอนเสิร์ตเขาก็มีนัดให้สัมภาษณ์ ถ่ายแบบลงนิตยสาร บลาๆๆ จนฉันฟังไม่หมดว่าวันวันหนึ่งเขาต้องทำอะไรบ้าง ทุกวันนี้เราคุยโทรศัพท์กันไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำหรือบางครั้งคุยๆ กันอยู่เขาก็หลับคาโทรศัพท์ไปเลยด้วยความเหนื่อย

ฉันปล่อยให้แดนเจอร์กอดไว้อย่างนั้นเผื่อว่าจะทำให้เขารู้สักผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง ก่อนจะหยิบเบียร์กระป๋องสุดท้ายออกมาจากถุง และเปิดมันขึ้นดื่ม

            สักหน่อยมั้ย? ฉันยื่นมันไปตรงหน้าเขา มือหนาปล่อยเอวฉันพลางหัวเราะออกมาเบาๆ

            ยัยขี้เมา เขายื่นมือมาขยี้ผมฉัน ก่อนจะแย่งกระป๋องเบียร์ไปถือไว้เอง ฉันเชื่อว่าเธอต้องมีอะไรที่ดีกว่าแอลกอฮอล์ถูกๆ ให้ฉันกินแน่ เขาพูดยิ้มๆ พร้อมกับโน้มตัวลงแช่เบียร์ของฉันไว้ในตู้เย็นหน้าตาเฉย

            ขอโทษนะ ที่ต้องทำลายความเชื่อของนาย แต่ห้องฉันไม่มีของกินอะไรหลงเหลืออยู่เลยจริงๆ ฉันยักไหล่ แต่แดนเจอร์กลับดูไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ เขาหัวเราะ แล้วยื่นหน้าเข้ามาพูดใกล้ๆ ด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

ถ้างั้น...ฉันขอกินเธอก่อนได้หรือเปล่า J

            “-_-;

            “หึ...”

            โอเค ฉันจะลองดูละกัน ว่าพอมีอะไรเหลือให้นายกินบ้างหรือเปล่า ฉันรีบตัดบทอย่างเอาตัวรอด และทำทีเป็นสนใจของในตู้เย็นอีกครั้งเพื่อหาอะไรให้ผู้ชายที่กำลังหิวกระหายคนนี้ได้ใช้ประทังชีวิต ก่อนที่เขาจะเกิดบ้าอยากกินฉันขึ้นมาจริงๆ แดนเจอร์หัวเราะอีกรอบพลางยื่นมือมาขยี้ผมฉันอย่างมันเขี้ยวก่อนจะเดินออกไปรอข้างนอก ฉันมองตามร่างสูงของเขาไป แล้วถอนหายใจเบาๆ

            ให้ตายเถอะ หมอนั่นชอบล้อเล่นให้ใจฉันแกว่งแบบนี้ทุกทีสิน่า

 

            วัตถุดิบในตู้เย็นมีเพียงแค่ไข่ไก่อยู่หนึ่งฟองเท่านั้นเอง นอกนั้นก็มีแค่น้ำเปล่า กับเบียร์กระป๋องที่ฉันเพิ่งจะแช่ลงไป มันช่วยไม่ได้นะ ก็ปกติฉันทำกับข้าวเองที่ไหนกันล่ะ ทุกวันนี้ฉันมีชีวิตรอดได้จากกับข้าวถุงและอาหารสำเร็จรูปเท่านั้นแหละ

ฉันลงมือทำไข่เจียวรูปร่างไม่น่ากินได้ออกมาจานหนึ่งก่อนจะเดินออกมาตามแดนเจอร์ที่ออกไปนั่งสูบบุหรี่ที่ระเบียง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาที่กำลังตั้งอกตั้งใจในการเขียนข้อความซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นเนื้อเพลงลงบนสมุดบันทึกเยินๆ ในมือ

ทั้งที่คนตรงหน้าอยู่ในชุดเสื้อยืดคอมกลมสีขาว กับกางเกงยีนสีตุ่น ธรรมดาๆ แท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมฉันกลับมองว่าเขาดูดีกว่าตอนที่สวมชุดจัดเต็มบนเวทีเสียอีก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ชายคนนี้มีใบหน้าที่หล่อเหลาเกินไป จนบางครั้งฉันยังแอบคิดเล่นๆ ว่าเขาอาจเป็นเทวดาปลอมตัวมาด้วยซ้ำ ไม่แปลกเลยจริงๆ ที่สาวๆ ทั่วโลกจะพากันคลั่งไคล้จนทำให้เขาติดอันดับ Top10 ในโพลชายหนุ่มที่ฮอตที่สุดในโลก

แต่ใครจะไปเชื่อล่ะว่าคนดังระดับนั้น จะมาอยู่ตรงหน้าผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างฉัน... ขนาดตัวฉันเองยังไม่อยากจะเชื่อสายตาเลยด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เรามาอยู่ตรงนี้ได้ ไม่ใช่แค่พรหมลิขิต... ระหว่างเรามันมีอะไรมากกว่าแค่นักร้องดังที่จับพลัดจับผลูมาเป็นแฟนกับยัยจิตกรโนเนม เพราะถ้าเขาเป็นแค่แดนเจอร์  ไคลน์ ไม่แน่ว่าฉันอาจจะไม่ได้สนใจเขามากไปกว่าผู้ชายที่อยู่บนหน้าปกนิตยสาร

แต่สิ่งที่ดึงดูดฉันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ก็คือเงา... เงาของ ผู้ชายคนหนึ่ง ที่สะท้อนอยู่บนใบหน้าของแดนเจอร์ ผู้ชาย...ที่ไม่ว่าจะทำยังไง เขาก็ไม่ยอมหายไปจากความทรงจำของฉันสักที...ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้น

เหตุการณ์ระทึกขวัญ ที่ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะประสบมาก่อนในชีวิต

เหตุการณ์เครื่องบินตกเมื่อสี่ปีที่แล้ว

มันเป็นอุบัติเหตุที่สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยล่ะ จำได้ว่าตอนนั้นมันเป็นข่าวครึกโครมทีเดียว ใบหน้าบวมช้ำและร่างที่ยังไม่ได้สติของฉันโชว์หราอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ฉันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกภายในเวลาชั่วข้ามคืน ในฐานะเด็กสาววัยสิบแปดปีเพียงคนเดียว ที่รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ ในขณะที่นักบิน แอร์โฮสเตรส และผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างก็เสียชีวิตกันหมด... รวมถึงพ่อกับแม่ของฉันด้วย

มันน่าเศร้า ฉันรู้ แต่ ก็น่าตลกนะ ที่ฉันกลับไม่ได้รู้สึกเศร้าอย่างที่คิด

            หมอบอกว่าสมองฉันได้รับการกระทบกระเทือนจนความจำเสื่อม ใช่...ฉันจำอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น่ากลัวนั่น หรือเรื่องก่อนหน้านั้น ฉันจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน หรือพ่อแม่ของฉันเป็นใคร

ฉันไม่รู้อะไรเลย

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ฉันถูกอุปการะโดยป้าลอร่ากับลุงวิล สองสามีภรรยาซึ่งอ้างตัวว่าเป็นลุงกับป้าแท้ๆ ของฉัน จำได้ว่าตอนที่ลืมตาขึ้นมา ฉันก็เห็นหน้าพวกท่านก่อนเป็นอันดับแรก ป้าลอร่าเอาแต่ร้องห่มร้องไห้และแสดงความเสียใจกับเรื่องพ่อแม่ของฉัน โดยที่ฉันได้แต่มองด้วยความงุนงง

พ่อแม่... คือใครกันล่ะ? ฉันจำไม่ได้แม้กระทั่งหน้าตาของพวกท่านด้วยซ้ำ

แต่ที่น่าทึ่งคือ มันกลับมีบางสิ่ง... ไม่สิ ใครบางคน ที่ไม่ได้ถูกอุบัติเหตุครั้งนั้นช่วงชิงไปจากความทรงจำของฉันด้วย เขาคือผู้ชายคนหนึ่ง... ผู้ชายที่มีรอยยิ้มเปล่งประกายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น ผู้ชายที่ฉันเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร และเราเกี่ยวข้องกันยังไง

ฉันคิดว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่จำหน้าพ่อแม่ไม่ได้ แต่กลับมีความทรงจำเกี่ยวกับผู้ชายที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อวนเวียนอยู่ในหัวเต็มไปหมด แน่นอน...ฉันอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร อยากรู้ใจแทบขาดเลยล่ะ แต่ว่า...ฉันจะไปถามใครที่ไหนล่ะ นอกจากลุงและป้าแล้ว ที่อเมริกาฉันก็ไม่รู้จักใครเลย และที่สำคัญ ฉันจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ยังไง ในเมื่อเขาอยู่ในความทรงจำของฉันเท่านั้น รูปทุกใบในอัลบั้มที่ป้าเอาให้ฉันดู หรือสมบัติทุกชิ้นที่เก็บมาจากบ้านหลังใหญ่ในประเทศไทย ไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกถึงการมีตัวตนของผู้ชายคนนั้น

และเพราะไม่สามารถกดปริ๊นต์รูปของเขาออกมาจากสมองได้ ฉันจึงขอให้ป้าส่งฉันเข้าโรงเรียนสอนศิลปะ ฉันต้องการให้เขากลายเป็นรูปธรรมขึ้นมา ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำไปตลอดกาล ฉันต้องอึดอัดตายเข้าสักวันแน่ๆ ถ้าต้องมานั่งบรรยายให้ใครต่อใครนึกภาพตามเวลาที่ถามว่าเขาเป็นใคร ดังนั้นการวาดรูปเขาออกมาให้เหมือนที่สุด ก็คือสิ่งเดียวที่ฉันคิดออก ฉันเริ่มเรียนตั้งแต่พื้นฐานการวาดเส้น การลงสี และอื่นๆ อีกมากมาย และพบว่ามันง่ายดายมากซะจนแอบคิดไปเองว่าก่อนหน้าที่จะความจำเสื่อมฉันจะต้องเป็นจิตรกรเอกของเมืองไทยมาก่อนแน่ๆ ฮะๆ

...แต่ก็นั่นแหละ ถึงฉันจะวาดออกมาได้เหมือนแค่ไหน ก็ไม่มีใครรู้จักเขาอยู่ดี

            ฉันอยู่กับลุงและป้าที่อเมริกาเป็นเวลาสองปี ท่านทั้งสองพยายามอย่างมากที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของฉัน ป้าพูดเสมอว่าต่อให้ความทรงจำไม่กลับมาก็ไม่เป็นไร ฉันควรเดินหน้าต่อ และเริ่มชีวิตใหม่ที่มีความสุข... แต่การไม่รู้อะไรเลยมันทำให้ฉันอึดอัด มีเรื่องมากมายที่ยังค้างคาอยู่ในความรู้สึก ภาพในอดีตที่แวบเข้ามาเป็นครั้งคราวราวกับชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจายอยู่ในสมองยิ่งทำให้ฉันอยากรู้ว่าในอดีตฉันเคยเป็นใคร ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจว่าจะกลับมาที่เมืองไทย คิดแค่ว่า บางทีการได้กลับมาในสถานที่เดิมๆ ที่คุ้นเคย อาจจะทำให้ความทรงจำของฉันมันกลับมาก็ได้

และที่สำคัญ ที่นั่นอาจทำให้ฉันได้เจอกับ เขา

            แต่เรื่องตลกก็คือ... อุบัติเหตุบ้าๆ นั่น ทำให้ฉันกลายเป็นคนกลัวเครื่องบิน

            มันงี่เง่ามาก ฉันรู้ ทั้งที่จำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ภายในใจลึกๆ กลับบอกให้หลีกเลี่ยงมันอย่างถึงที่สุด แต่ในเมื่อฉันตัดสินใจไปแล้วนี่ จะให้ถอยหลังกลับอย่างคนขี้ขลาดได้ยังไง ถ้าถอยกลับไป ก็จะต้องกลายเป็นคนไร้ความทรงจำแบบนี้ไปตลอด และมีเรื่องค้างคาใจไปจนวันตาย ในที่สุดฉันก็รวบรวมความกล้า เข้าไปนั่งอยู่ในนกเหล็กที่เคยช่วงชิงความทรงจำและคนที่ฉันรักไป อีกครั้ง...  

ฉันกลัว ใช่...กลัวมาก กลัวจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด ฉันได้แต่ขดตัวอยู่บนเบาะนั่งด้วยความรู้สึกที่เหมือนจะหายใจไม่ออก ฉันไม่มองหน้าใคร ไม่สบตา และไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับใครทั้งสิ้น วินาทีนั้นฉันเอาแต่คิดว่าไม่เอาแล้ว... ต่อให้ต้องกลายเป็นคนความจำเสื่อมไปตลอดชีวิตก็ไม่เป็นไร

ใครก็ได้ ช่วยพาฉันออกไปทีเถอะ

            เฮ้ เป็นไรมั้ย?

            แต่แล้ว เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นมา น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ และมีเอกลักษณ์แบบที่ไม่เคยได้ยินจากผู้ชายคนไหนมาก่อน ฉันเงยหน้าขึ้นจากเข่าของตัวเองเพื่อมองหน้าเขา และวินาทีที่สบตากับดวงตาสีเทาเข้มคู่สวย สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดของฉันก็คือ... พระเจ้าต้องเล่นตลกอะไรกับชีวิตฉันอีกแน่

            หรือไม่ ฉันอาจจะกลัวเครื่องบินจนเพ้อไปแล้ว  

มันจะเป็นไปได้ยังไงที่เขาจะมาอยู่ตรงหน้าฉันแบบนี้ จะเป็นไปได้ยังไง ก็ในเมื่อผู้ชายคนนี้...คือผู้ชายที่อยู่ในความทรงจำของฉันมาตลอด

            เฮ้ย นี่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอร้องไห้นะเขาบอก สีหน้าตกใจ และนั่นทำให้ฉันรู้ตัวว่าน้ำตาของฉันมันไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ฉันเช็ดน้ำตาออกอย่างลวกๆ ด้วยความรู้สึกอับอายที่เผลอทำอะไรขายหน้าออกไป

            อ่ะมือหนายื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ ฉันมองอย่างลังเลนิดหน่อยก่อนจะรับมันมาเช็ดคราบน้ำตา

            อันที่จริงที่ตรงนั้นเป็นของฉัน เขาชี้ไปยังที่ว่างติดหน้าต่าง แต่ถ้าเธอไม่สะดวกที่จะนั่งใกล้ๆ ฉันล่ะก็...

            ไม่ๆ นายนั่งเถอะฉันตอบอย่างรวดเร็วจนตัวเองยังตกใจ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะถาม

            แน่ใจนะว่าน้ำตาเธอมันจะไม่ไหลออกมาอีก ถึงฉันจะไม่ค่อยเข้าใจว่าไปทำอะไรให้ก็เถอะเขาเกาหัวอย่างงงๆ ในขณะที่ฉันรู้สึกแย่ในใจอย่างบอกไม่ถูก

            ไม่หรอก ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะนาย ฉันแค่...ฉันพยายามจะคิดหาข้อแก้ตัว คิดถึงพ่อกับแม่น่ะ

            มันเป็นข้อแก้ตัวที่อนุบาลสุดๆ ไปเลย ร่างสูงโคลงศีรษะเล็กน้อยก่อนจะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นทำเอาฉันถึงกับชะงักไปพร้อมกับหัวใจที่เหมือนกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ

รอยยิ้มแบบนั้นมัน...

            อ่าฮะ... ถึงท่าทางเธอจะดูไม่เหมือนลูกแหง่ติดแม่สักเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้ เวลาที่เราต้องจากบ้านไปไกลๆ ล่ะนะ

            ฉันยิ้มเจื่อนๆ กลับไป ไม่ได้บอกว่า อันที่จริง ฉันกำลังจะกลับไปยังสิ่งที่เรียกว่า บ้าน ของฉันจริงๆ ต่างหาก

            ผู้ชายคนนั้นเงียบไปสักพักและมองหน้าฉันอย่างพิจารณา ใจฉันเต้นรัวจนแทบจะระเบิดเมื่อสบตากับดวงตาสีเทาเข้มอีกครั้ง บางที เขาอาจจะจำได้แล้วว่าเราเคยรู้จักกัน ใช่แล้ว... ถ้าเขาคือคนคนเดียวกันกับผู้ชายที่อยู่ในความทรงจำของฉันจริงๆ เขาต้องรู้สิว่าฉันเป็นใคร บางทีเขาอาจจะถามฉันว่า เธอคือลีอาใช่มั้ย และต่อจากนั้นก็เล่าเรื่องต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นระหว่างเราให้ฟัง อธิบายว่าเขาเป็นใครกันแน่ ทำไมฉันถึงมีแต่ใบหน้าของเขาวนเวียนอยู่ในหัวเต็มไปหมด           

            แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิด ไม่เลย...

            เธอ...เพิ่งนั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรกเหรอ?

            อะ...ฮะ?  

เขา ถามว่าอะไรนะ?

            ฉันหมายถึง... ฉันเห็นเธอเอาแต่นั่งตัวเกร็ง แล้วก็ดู...หวาดกลัว มันทำให้ฉันนึกถึงตอนที่ฉันนั่งเครื่องบินครั้งแรกตอนเจ็ดขวบไม่มีผิด

            ท่าทีของเขา ไม่ได้บ่งบอกว่าเคยรู้จักกับฉันมาก่อนเลยสักนิด

            เปล่า ฉันเคย... เคยสิ เพียงแต่ มันนานมากแล้ว และฉันแค่ยังไม่ชินฉันตอบพลางหลบตาลง ไม่อยากแสดงท่าทีผิดหวังเกินไปจนเขาสังเกตได้ ฉันพยายามปลอบตัวเองว่า บางทีเขาอาจจะเป็นเพียงคนที่หน้าคล้ายกันเท่านั้น หรือไม่ นี่อาจจะเป็นความฝันก็ได้ พอฉันลืมตาตื่นขึ้นมา คนตรงหน้าก็จะหายไปและกลายเป็นเพียงความทรงจำของฉันอีกครั้ง

            สนใจแลกที่นั่งกันมั้ย?เขาถาม ฉันจึงเงยหน้าขึ้นมามองอย่างงงๆ เจ้าของเสียงทุ้มเลยพูดต่อ ฉันแค่คิดว่าบางที เมฆข้างนอกนั่นอาจจะทำให้เธอผ่อนคลายลงบ้าง

            ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ เมฆข้างนอกนั่นมีแต่จะทำฉันรู้สึกว่าตัวเองอยู่สูงจากพื้นดินที่ฉันต้องการแค่ไหนมากกว่า

            ไม่ล่ะฉันปฏิเสธสั้นๆ ร่างสูงจึงยักไหล่ก่อนจะแทรกตัวเข้ามานั่งประจำที่ของตัวเอง

            สาบานได้ว่าฉันพยายามทำตัวปกติแล้วจริงๆ แต่...ให้ตายเถอะ ฉันจะละสายตาจากเขาได้ยังไง ในเมื่อเขาเหมือนขนาดนั้น เหมือนเกินไปจนฉันแทบอยากจะพุ่งเข้าไปเค้นคอให้เขาสารภาพออกมาว่าจริงๆ แล้วเขาคือคนคนเดียวกับผู้ชายที่อยู่ในความทรงจำของฉัน แต่แค่แกล้งทำเป็นไม่รู้จักฉัน หรือพูดอะไรก็ตาม ที่จะช่วยให้ฉันไม่ต้องรู้สึกอึดอัดจนแทบบ้าอยู่แบบนี้

            หน้าฉันมีอะไรติดอยู่งั้นเหรอ เขาหันกลับมาขมวดคิ้วถามงงๆ หรือเธอกำลังเสียใจ ที่ไม่ยอมแลกที่นั่งกับฉันตั้งแต่ต้น เขาพูดติดตลก แต่แน่นอนว่าฉันไม่ขำ

            มีอะไรหรือเปล่า? ท่าทางเหมือนเธออยากพูดอะไรสักอย่างนะ เขาขมวดคิ้วยิ่งกว่าเก่า

            นายจำฉันได้ใช่มั้ย?

            เฮ้ ว่าไง มีอะไรจะพูดมั้ย

            ที่จริงแล้ว นายรู้จักฉันใช่หรือเปล่า...

          ฉันอยากจะถามคำถามพวกนั้นออกมาใจแทบขาด แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ฉันพูดออกไป ก็แค่

          ไม่มีอะไร ฉันตอบแล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง เอนตัวพิงเบาะและหลับตาลงอย่างอ่อนล้า ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองใกล้เสียสติเข้าไปทุกที คิดผิดจริงๆ ที่ขึ้นเครื่องบินบ้านี่

            ...!’ ฉันสะดุ้งพร้อมกับลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความตกใจ เมื่ออยู่ๆ คนที่นั่งข้างๆ ก็ยัดอะไรบางอย่างเข้ามาในหู ฉันหันกลับมามองเขาด้วยความงุนงง แต่เจ้าของดวงตาสีเทาเข้มกลับยิ้มมุมปากก่อนจะหยิบหูฟังที่หลุดออกไปตอนที่ฉันหันกลับมายื่นมาให้

            ลองฟังดู เมื่อเห็นว่าฉันได้แต่นั่งอึ้ง เขาจึงจัดการยัดมันกลับเข้ามาในหูฉันอีกรอบ ก่อนจะกดเพลย์บนไอพอดที่อยู่ในมือ รับรองเลยว่าเธอไม่เคยฟังเพลงนี้จากที่ไหนแน่ๆ

            สิ่งที่ส่งผ่านหูฟังนั่นเข้ามาคือเพลงจังหวะประหลาดๆ และเสียงทุ้มต่ำที่พ่นเนื้อร้องออกมาเป็นชุดจนฉันฟังแทบไม่ทัน เขาหัวเราะกับท่าทีมึนงงที่ปิดไม่มิดของฉัน

            ฟังไม่ทันล่ะสิ ฉันพยักหน้า ยอมรับตามตรง

เธอไม่ได้เป็นคนแรกหรอกนะ ที่บอกว่าเพลงฮิพฮอพมันฟังไม่รู้เรื่องสิ้นดี เขายิ้มมุมปาก เป็นครั้งแรกที่ฉันยิ้มตาม เพราะมันเป็นเรื่องจริง ฉันกำลังคิดว่าไอ้เสียงบ่นที่ได้ยินอยู่ มันแทบไม่น่าจะเรียกว่าเพลงด้วยซ้ำ

            แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคงฟังมันไปเรื่อยๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย แค่นิดเดียวเท่านั้นจริงๆ ...เพราะถ้าหากว่ากันตามตรงแล้ว สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกดี ไม่ใช่เพลงที่ฉันแทบจะฟังไม่รู้เรื่องนี่ แต่เป็นผู้ชายตรงหน้าฉันคนนี้ต่างหาก แค่เขาหันมายิ้มมุมปากให้ฉัน พูดกับฉันด้วยน้ำเสียงคีย์ต่ำที่แสนจะมีเสน่ห์นั่น ก็ทำให้ฉันลืมไปเลยว่าตัวเองกลัวเครื่องบินขนาดไหน

ที่สำคัญ เขาทำให้ฉันสัมผัสได้ว่านี่คือเรื่องจริง... และผู้ชายที่อยู่ในความทรงจำของฉัน อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป

 

ฉับแทบไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมาถึงเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ สองเท้าเหยียบแผ่นดินเกิดของตัวเองด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย มันทั้งดีใจ และรู้สึกเศร้าในเวลาเดียวกัน แล้วฉันก็ชั่งน้ำหนักไม่ได้ด้วยว่าสิ่งไหนมีมากกว่า ฉันลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กออกมาจากสนามบินโดยไม่คิดจะมองหาว่าจะมีใครมารอต้อนรับหรือเปล่า เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มี   

ข้าวของส่วนใหญ่ของฉันถูกส่งไปที่อพาร์ตเมนต์ ซึ่งป้าให้คนรู้จักที่อยู่ที่นี่จัดหาให้ ...ไม่ต้องแปลกใจหรอกที่ฉันต้องย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์ เพราะหลังจากที่พ่อกับแม่เสีย ฉันก็ได้ยินว่าบริษัทที่พวกท่านทั้งสองก่อตั้งมาก็อยู่ในภาวะตกต่ำถึงขีดสุดจนสุดท้ายบริษัทก็ต้องปิดตัวลง หนี้สินกองโตทำให้ป้าลอร่าที่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของพ่อ และเป็นญาติเพียงคนเดียวที่รับเลี้ยงฉัน เข้ามาจัดการเรื่องนี้เพราะฉันที่เป็นทายาทไม่อยู่ในภาวะที่จะจัดการอะไรได้ ป้าตัดสินใจขายบ้านที่กรุงเทพฯ พร้อมกับสมบัติหลายๆ อย่างเพื่อนำเงินไปใช้หนี้จนหมด แถมยังมีเงินส่วนหนึ่ง เหลือเอาไว้ให้ฉันใช้จ่ายอย่างสบายอีกด้วย (แต่ก็ต้องรบกวนให้ลุงกับป้าจ่ายค่าเล่าเรียนให้อยู่ดี)

ฉันกลับไปที่บ้านหลังนั้นหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นหน้าเจ้าของคนใหม่เลย ยามที่เฝ้าอยู่บอกเพียงแค่ว่าเจ้าของบ้านเป็นลูกชายของนักธุรกิจที่รวยมากคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เขาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศจึงทำให้มันกลายเป็นบ้านเปล่าที่ไม่มีคนอยู่ แต่มียามเฝ้า และมีแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดตลอดเวลา  

            สองเดือนหลังจากกลับมาที่ไทย ฉันอยู่ตัวคนเดียว และเริ่มปรับตัวได้กับชีวิตความเป็นอยู่ของที่นี่ อันที่จริงฉันอยู่อย่างสุขสบายเกินไปด้วยซ้ำ เงินจำนวนมากที่ถูกเก็บไว้ในบัญชี ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำงานอะไรเลย แถมลุงกับป้าก็ส่งค่าใช้จ่ายมาให้ฉันแทบทุกเดือนอีกต่างหาก (ถึงฉันจะปฏิเสธแล้ว แต่ป้าก็ไม่ยอมฟังอยู่ดี) ฉันใช้ชีวิตอยู่กับการวาดรูปซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันรัก และรูปที่ฉันวาดบ่อยที่สุดคงจะหนีไม่พ้นภาพของผู้ชายคนนั้น ...คนที่อยู่ในความทรงจำของฉัน... แล้วทุกครั้งที่ผู้ชายคนนี้ผุดขึ้นมาในสมองของ ผู้ชายอีกคนที่มีใบหน้าเหมือนกับเขาราวกับแกะ ก็มักจะปรากฏขึ้นมาด้วยเสมอ

            ฉันเพิ่งรู้เมื่อไม่นานหลังจากนั้นว่าผู้ชายที่ฉันได้เจอบนเครื่องบินเป็นคนที่โด่งดังแค่ไหน ใบหน้าหล่อเหลาของเขาปรากฏอยู่บนทีวีทุกช่อง เพลงฮิพฮอพที่ฉันฟังไม่รู้เรื่องของเขาเป็นที่โปรดปรานของนักท่องราตรีตามคลับดังๆ แทบทุกที่ ชื่อของเขาโชว์หราอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต และสื่อต่างๆ มากมายเท่าที่โลกนี้จะมี

เขาคือแดนเจอร์  ไคลน์ แร็ปเปอร์น้องใหม่ไฟแรง ที่ทำให้วงการดนตรีทั่วโลกต้องสั่นสะเทือนด้วยเพลงฮิพฮอพท่วงทำนองแปลกใหม่ เนื้อหารุนแรง และน้ำเสียงทุ่มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เพลงของเขาครองชาร์ตอันดับหนึ่งได้อย่างรวดเร็วและยาวนาน ใบหน้าหล่อเหลาและเสน่ห์ร้อนแรงที่ส่งผ่านออกมาจากดวงตาสีเทาเข้มคู่สวย ทำให้แดนเจอร์  ไคลน์ ถูกโหวตจากนิตยสารชื่อดังระดับโลกให้เป็นผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุดแห่งปี เพียงแค่ปีแรกที่เขาแจ้งเกิดในวงการบันเทิง 

แต่... ใครจะไปเชื่อล่ะว่าผู้ชายที่เจ๋งขนาดนั้น จะมาอยู่ตรงหน้าคนธรรมดาๆ อย่างฉัน ณ ตอนนี้ เวลานี้....มันเป็นความจริงที่ราวกับความฝัน

หรือถ้าเป็นฝัน ก็เป็นฝันที่น่าทึ่งที่สุดในชีวิตฉันเลยล่ะ


-- makok_num --

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

498 ความคิดเห็น

  1. #493 รันรัณญ์. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 / 01:33
    นางเอกก็ดูน่าจะสวยน้าาาา
    แต่แดนเจอร์คือรู้สึกเลยว่าต้องโด่งดังมากแน่ๆ
    คือหล่อระทวยไรงั้น เข้าใจนางเอกกก
    อยากรู้เรื่องต่อเลยยย
    #493
    0
  2. #471 Benettaaiiria (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มีนาคม 2557 / 20:00
    รันโซเปิดตัวได้น่ารักมาก >w #471
    0
  3. #448 chibi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มีนาคม 2557 / 16:19
    สงสัยจังใครคือคนในความทรงจำอ่ะ
    #448
    0
  4. #430 prang-plft (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2557 / 18:42
    แป่ว ตอนแรกนึกว่าผู้ชายในความทรงจำจะเป็นรันโซซะอีก
    #430
    0
  5. #379 PHANTOM (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2556 / 14:30
    นางเอกเราน่าสงสาร T^T แดนเจอร์ก็น่ารัก แต่เราเชียร์รันโซ 555+

    ขอโทษนะแดนเจอร์ T/\T
    #379
    0
  6. #352 BlueNok (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 13:32
    อยากรู้ว่าคบกันยังไงอ่ะ
    #352
    0
  7. #319 {ณ บัดนาว} (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 กันยายน 2555 / 08:49
    ดำเนินเรื่องได้เยี่ยมมม 55
    ชอบค่ะชอบ ไม่น่าเบื่อ
    แถมอ่านๆ ไปก็รู้สึกว่านิยายเรื่องนี้
    น่าติดตามมมม
    555
    #319
    0
  8. #311 YositaAomAom (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กันยายน 2555 / 18:52
    น่าติดตามมม ><
    #311
    0
  9. วันที่ 26 มิถุนายน 2555 / 20:50

    การดำเนินเรื่องดี มีจุดเด่นทำให้น่าสนใจ ;))

    ส่วนใหญ่นิยายเเนวนี้มีค่อนข้างมากเเต่จะเเต่งใด้ดึงดูดมันยาก เเต่ที่ไรเตอร์เขียนก็ออกมาได้ดี

    การบรรยายเห็นภาพใช้ได้เลยคะ

    #277
    0
  10. #267 MaiL-MelodY (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2555 / 13:59
    แดนเจอร์น่ารักนะ อร๊ายย ><
    ตกลงผู้ชายที่อยู่ในความทรงจำโมนา
    คือแดนเจอร์ หรือรันโซ กันแน่ เริ่มลังเล -*-
    #267
    0
  11. #238 B.Khunnie (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2555 / 19:12
    คาดว่าอาจจะมีศึกชิงนางหรือเปล่า
    แต่ที่รู้ๆตอนนี้แอบหลงรัก รันโซ ไปเรียบร้อยแล้ววว >O<
    #238
    0
  12. #222 LittleDomino (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 / 14:52
     เนื้อเรื่องน่าติดตามมากเลยค่ะ แต่ตรงเด็กหญิงวัยสิบแปดปี น่าจะเป็นเด็กสาววัยสิบแปดปีนะคะ คหสตจ้า 
    บรรยายให้ความรรู้สึกนึกคิดดีค่ะ 
    .............

    ฝากนิยายเราด้วยนะ แลกกันๆ 

    #222
    0
  13. #187 ll<Sleepy_Neko>ll (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 / 21:33
    ชีวิตนางเอกนี่ท่าจะมีปริศนาเยอะ
    T^T
    #187
    0
  14. #161 กะลาน้อย ' (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2555 / 12:50
     จะผิดมั้ยถ้าเค้าจะอิจฉามากกว่าสงสาร?
    ง่า~! -w- ' ดูจากคร่าวๆ แล้วอาจจะมีศึกชิงนางในตอนท้าย 55
    แอร๊ย! ชีวิตเธอดูน่าสงสารจริงๆ นั่นแหละ~ แต่ไม่เป็นไรนะ
    พระเอกเรา (หรืออิแดน?) จะเป็นคนชะโลมใจให้เอง วะฮ่า! ''
    อะไรของดิฉันนี่ เลี่ยนจริงๆ 5555555 XD '.
    #161
    0
  15. #145 Mayl3 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 เมษายน 2555 / 19:36
     แลดูชีวิตนางเอกจะมีเงื่อนงำให้ต้องติดตามมากเลยนะเนี่ย 
    แดนเจอร์ นายแอบหื่นนิด ๆ >< 55
    #145
    0
  16. #135 jennesa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 เมษายน 2555 / 14:27
    คำผิดตอนนี้ ขมแฟน แก้เป็น ชมแฟนนะจ๊ะ

    ฮืมมมมม ยังน่าตามติดอยู่จ๊ะ..

    ความสงสัยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเลเวล
    #135
    0
  17. #116 LuKtArN (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2555 / 19:26

    ปริศนาเยอะมากค่ะ

    ติดตามๆๆ

    #116
    0
  18. #97 chococream (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 มีนาคม 2555 / 19:29
    น่าเอกน่าสงสารอ่าาา TT.TT

    แล้วคนที่นางเอกจำหน้าได้นั่นเป้นแดนเจอร์จริงๆหรือป่าวหว่าา =0=

    อืม...ปริศนาเยอะแยะ -0-;;

    สู้ๆค่าไรเตอร์ ^____^
    #97
    0
  19. #72 หมวย'เหม่ง :) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มีนาคม 2555 / 13:06
    อ่านแล้วเพลินมาก
    ติดตามค่ะ สู้ๆ
    #72
    0
  20. #31 Falim (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:20
     นั่นสินะ 555555 ฝันป๊าวววว
    #31
    0
  21. #30 Pitch M'c (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 / 19:29
    อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกว่าชอบนางเอกมากกกกกกกกกก  > <"
    #30
    0
  22. #29 >>Numissile<< (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 / 18:05
    อ้าก รันโซ
    มาแร้วก้อไป 55
    #29
    0
  23. #28 IRIPOP (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:17
     แดนเจอร์ แดนเจอร์ !!
    #28
    0
  24. #27 รัตติกาลแห่งความมืด (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 / 19:56

    น่าสงสารนางเอก ว่าแต่จะจำเรื่องอะไรได้บ้างไหมค่ะเนี่ย

    #27
    0
  25. #26 JENNYHA (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 / 19:19
    นางเอกแอบน่าสงสารและน่าอิจฉาในเวลาเดียวกันจิง ๆ
    #26
    0