THE END l คืนที่ดาวพราวฟ้า [ สำนักพิมพ์ มายดรีม ]

ตอนที่ 3 : คืนที่ดาวพราวฟ้า ตอนที่ 3/รีรัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 ส.ค. 57


 



ตอนที่ 3

 

วันรุ่งขึ้นจอมพธูชั่งใจอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าเป็นนานสองนาน คิดว่าจะแต่งตัวแบบสบายๆแต่สวยเก๋มีรสนิยม หรือว่าจะแต่งตัวให้ดูสุภาพแบบบุคลิกสาวทำงาน ครั้นนึกขึ้นได้ว่าเลือกทำอะไรตามใจเสียดีกว่า ในเมื่อไม่ต้องเข้าไปทำงานตามจริง หล่อนจึงหยิบชุดอย่างไม่เป็นทางการ ด้วยเสื้อคอวีผ่าลึกเข้ารูป ผ้าไหมตัดเฉลียง สีเขียวมะปราง ใส่กับกระโปรงป้าย ยาวคลุมเข่า ผ้าไหมพิมพ์ลายตัดต่อลายผ้า สีเขียวไล่โทนจากเข้มไปหาอ่อน ส่วนลำคอนั้นเปิดโล่งไร้เครื่องประดับ เช่นเดียวกับข้อแขน

                ทรงผมที่ยาวประบ่าวันนี้ก็เลือกชโลมเจลชนิดลื่นเป็นเงางาม จนเรียบอย่างกับเพิ่งหมาดน้ำ หวีเปิดหน้าผากเผยให้เห็นดวงหน้ารูปไข่กระจ่างชัด ดวงตารียาวกรีดอายไลเนอร์สีน้ำตาลเข้ม รับกับคิ้วเรียวโก่งซึ่งพาดอยู่เหนือแผงขนตาหนาทั้งสองข้าง

                เมื่อเลือกสีผ้าในโทนเข้มแล้ว จอมพธูจึงแต่งหน้าเพียงบางๆ เผยให้เห็นความอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง กลับไปเน้นที่ริมฝีปากบางด้วยสีลิปสติกชมพูอ่อน ราวกับกลีบกุหลาบแรกแย้ม

                สวยสะดุดตาเสียจนน้าปองทิพย์ ซึ่งเดินสวนกันที่กรอบประตูบ้านด้านหน้าสุด ยังเอ่ยทัก จะออกไปทำงานเหรอจ๊ะ แล้ววันนี้ทำไมจอมถึงได้แต่งตัวซะเปรี้ยวกว่าทุกวันเลยเชียว

                คนถูกทักจึงสำรวจตนเองอีกครั้ง พลางยิ้มเขิน น้าปองว่าจอมแต่งตัวแบบนี้แล้วเป็นยังไงบ้างคะ นานๆทีถึงจะหยิบชุดแบบนี้มาใส่สักครั้ง ยังรู้สึกเขินๆอยู่เหมือนกัน

                ถึงว่าไม่เคยเห็นชุดนี้มาก่อน แต่น้าว่าแบบนี้ก็ดูเก๋ดีออกดูเป็นสาวเปรี้ยวเชียว เคยเห็นแต่จอมชอบแต่งแบบเรียบๆจนชินตาละ น้าปองทิพย์ออกความเห็นสั้นๆ ก่อนจะเปลี่ยนไปถามถึงเรื่องทานอาหารเช้า แล้ววันนี้ทานอะไรตอนเช้าแล้วรึยัง น้ากำลังจะเข้าไปในครัว

                ไม่ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวออกไปทานข้างนอก แล้วแม่ล่ะคะ ทานอะไรตอนเช้ารึยัง ท้ายประโยคจอมพธูถามถึงมารดา

                ตอนเช้าทานข้าวต้มไปหน่อยนึงแล้วล่ะ เพิ่งจะอิ่ม เห็นบ่นๆว่าอยากดื่มชาน้ำขิงซักถ้วย น้าเลยว่าจะเข้าไปชงให้ในครัว

                แม่อยู่ในสวนหน้าบ้านใช่ไหมคะ งั้นเดี๋ยวจอมแวะไปคุยกับแม่ด้านนอก รอน้าปองชงชาให้เสร็จก่อน แล้วค่อยออกไปทำงานนะคะ

                ฝ่ายนั้นรับคำ แล้วก็ผลุบหายไปทางหลังครัว ส่วนจอมพธูนั้นเดินไปยังบริเวณสวนพรรณไม้ด้านนอก มองเห็นมารดากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย ซึ่งตั้งเรียงสามตัวติดกันอยู่ใต้ร่มเงาต้นแสงจันทร์ สีเหลืองอมเขียวอ่อนซ้อนลดหลั่นตามกิ่งก้านซึ่งยื่นกินวงกว้าง ราวกับมันคือหลังคาของต้นไม้ แม้ยังไม่ใช่กลางคืนที่ต้นแสงจันทร์จะนวลกระจ่างตา ทว่าความเขียวชอุ่มนั้น ก็ทำให้เย็นใจเมื่อได้มอง

                ด้านหน้าเก้าอี้หวาย ซึ่งคุณญาดานั่งอยู่ มีรั้วไม้ระแนงตีซี่เป็นแนวสานอยู่ในกรอบปูนเป็นช่อง มีไม้คลุมดินขึ้นหลากชนิด กนกนารีทอดเลื้อยไปตามผิวดินสลับช่องกับปริกน้ำค้างขึ้นเป็นพุ่มเตี้ย ใบสีเขียวฝอยกระจายตัวอยู่เหนือก้อนหินสีขาว

                เหนือพื้นดินซึ่งปูด้วยแผ่นหินทราย มีต้นกุหลาบขึ้นหลายกอ สีแดงของดอกอันเบ่งบาน ชูโดดอยู่เหนือใบเขียว ผู้เป็นมารดากำลังลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินช้าค่อยๆไปหยุดมองที่หน้าต้นกุหลาบ ท่านเหมือนกำลังเอื้อมมือไปแตะกลีบดอกกุหลาบ ผู้เป็นลูกเห็นไวๆจากด้านหลัง จึงไม่รู้ว่าแท้จริงท่านเอื้อมไปหักกิ่งกุหลาบต่างหาก

                จอมพธูมาหยุดยืนด้านหลัง พลางโอบรอบเอวมารดา ทำอะไรอยู่คะแม่

                ท่านเอี้ยวตัวหันมองหน้าลูก ใบหน้าเรียบเฉย มองหล่อนด้วยสายตาแบบที่มักจะเห็นเป็นประจำในช่วงนี้ก็คือ คำถามที่ว่า หล่อนคือใคร

                เช้านี้แม่คงจะจำหล่อนไม่ได้ตามเคย ในรอยยิ้มครึ่งๆกลางๆ จึงดูเหมือนว่าหล่อนคือคนแปลกหน้า ดังนั้นจึงไม่แปลกในประโยคที่ท่านเอ่ยขึ้น

                มาหาใครจ๊ะ...ฉันยังไม่ว่าง

                คุณญาดายืนตัวแข็งในอ้อมกอดของลูกสาว จนหล่อนต้องค่อยคลายมือออก จากนั้นจึงตอบคำถามด้วยความใจเย็น

                แม่ไม่ว่าง แล้วกำลังทำอะไรอยู่คะ

                มารดาหันตัวกลับไปทางกอกุหลาบด้านหน้า และพูดสั้นๆ ดอกไม้...สวย

                นี่ก็เป็นอาการอีกอย่างหนึ่ง ที่มักจะพบในตัวคุณญาดา นั่นคือเรื่องของการตัดสินใจ ท่านมักคิดอะไรที่ช้าลง พูดซ้ำย้ำคำเช่นเดิม และบางครั้งก็ไม่อาจบ่งบอกในสิ่งที่ตนเองคิดได้เสมอราวกับคำพูดนั้นสูญเสียทางอิสรภาพไป

                เหตุการณ์เล็กๆขณะนี้ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ได้เช่นกัน เมื่อจอมพธูสังเกตถึงการยืนของมารดา หล่อนจึงเห็นว่าระหว่างที่พูดคุยกับหล่อน มือข้างหนึ่งของท่านยังคงเอื้อมไปจับที่นิ้วมืออีกข้างหนึ่งตลอดเวลา ผิดวิสัยของคนที่ยืนตามปรกติ

                ผู้เป็นลูกจึงเอื้อมไปคว้ามือทั้งสองข้างของมารดาขึ้นมา พร้อมกับอุทานเสียงเบา...

                เลือด...แม่เลือดออกนี่คะ

                สิ่งที่เห็นคือเม็ดเลือดขึ้นตุ่มหนึ่ง แม้จะไม่ใช่แผลใหญ่โตนัก แต่ก็บ่งได้ว่า ผู้ป่วยคงไม่น่าจะรู้ตัวสักนิด ว่าเลือดแดงตุ่มนั้นเกิดจากเหตุอันใด จึงได้แต่มองด้วยความสงบ ไม่ใคร่รู้ ไม่เกิดคำถาม แล้วความรู้สึกเฉยชาอันนี้ ก็ทำให้หล่อนนึกกลัว...ถึงวันข้างหน้าเสียจริง

                น้าปองทิพย์เดินออกมาพอดี ในมือถือถ้วยชาสองที่ คงหวังจะชงมาเผื่อหล่อนหนึ่งถ้วย แต่เมื่อเห็นสีหน้าหล่อนไม่ดี ถึงจะไม่โวยวาย แต่ก็ทำให้น้าปองทิพย์ต้องรีบวางถาดในมือลงบนโต๊ะตัวเล็ก

                มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ...ทำไมจอมทำหน้าแบบนั้นล่ะ

                เลือดออกที่นิ้วมือแม่ค่ะ สงสัยว่าจะถูกหนามกุหลาบตำโดนนิ้ว นั่นไงคะ กุหลาบยังหักคาต้นอยู่เลย

                น้าปองทิพย์เหลียวไปมองหลักฐานคาต้น ซึ่งก้านหนึ่งถูกหักจนงอ แสดงให้เห็นว่ามารดาของหล่อน คงอาจจะเด็ดก้านนั้นในชั่วความคิดหนึ่ง ทว่ามืออาจจะพลั้งไปเกี่ยวโดนหนามแหลมซึ่งขึ้นอยู่ตามก้าน ไม่ทันระวังปลายนิ้วจึงเกี่ยวเข้าให้ เลือดจึงปุดขึ้นเป็นเม็ด และท่านก็คงไม่รู้สึกต่อเลือดนั้น จึงอาจจะบีบมันเล่น จนเม็ดเลือดบวมเป่งขึ้น

                น้าปองทิพย์กุลีกุจอกลับเข้าไปในบ้าน พร้อมเครื่องมือปฐมพยาบาลกล่องเหล็ก นำออกมาพร้อมกับใช้สำลีชุบเลือดออก และฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ จากนั้นจึงทายาแดงแบบง่ายๆ เพราะแผลก็ไม่ใหญ่โตนัก

                แม่ไม่เป็นอะไรมาก จอมไม่ต้องทำหน้าเศร้าอย่างนั้นหรอกจ้ะ

                “ค่ะ...วันนี้ยังเป็นแค่แผลเล็กๆ แต่จอมกลัวจังเลยค่ะน้าปอง กลัวว่าวันนึง มันจะมีแผลอย่างอื่น ที่มันอาจจะใหญ่ซะจน...

                อย่าไปคิดมากเลยจ้ะ แล้วก็อย่าไปกลัวอะไรที่มันยังมาไม่ถึง

                จอมพธูให้คำตอบกับตนเอง เช่นเดียวกับที่บอกน้าปองทิพย์...นี่เป็นสัญญาณว่าอาการของมารดา กำลังมากขึ้น หนักขึ้น และนานไปก็คงจะต้องมีอาการอีกหลายสิ่ง ที่ทุกคนในบ้านคงยากทำใจ

                หล่อนขอตัวออกไปทำงาน...ทั้งที่หัวใจยังห่อเหี่ยว ยิ่งนึกว่าตอนนี้ชีวิตอยู่ในภาวะของคนเพิ่งตกงาน หัวใจก็ยิ่งหม่นลงอย่างช่วยไม่ได้ แต่สีเทาในความคิด ก็ยังมีแสงสีทองเจือแสงอยู่ เมื่อนึกว่าวันนี้ หล่อนจะไม่ปล่อยให้งานออกแบบซึ่งรับมาด้วยเหตุบังเอิญ ต้องหลุดมือไป

                หวังก็แต่ว่า...ผู้ช่วยอย่างอานนท์ จะรับหน้าที่เป็นหนุ่มนักออกแบบได้สมกับที่คุยกันไว้ ไม่เผลอหลุดไปปิ๊งปั๊ง หรือวี้ดวิ้วทำตาหวานใส่ หากผู้จ้างวานรายนั้นหล่อ หรือหน้าตาดีอย่างที่เอามาหลอกล่อเพื่อนรัก ไม่เช่นนั้นแผนแตกแน่นอน!

....................................................

                เออน่า...เอาหัวเป็นประกันได้เลย ว่าเราจะไม่เผลอทำตัวแต๋วแตก ให้ลูกค้าของเธอจับได้เป็นอันขาด ต่อให้เขาจะหล่อปานเทพบุตรขนาดไหนก็ตาม

                อานนท์เอ่ยคำสัญญา ระหว่างที่เขาอาสาเป็นสารถีจำเป็น โดยให้เจ้าของรถนั่งเป็นตุ๊กตาด้านหน้าเคียงคู่คนขับไปตลอดทาง

                นนท์ลองทำเสียงให้มันแมนๆหน่อยได้ไหมล่ะ พูดให้เหมือนผู้ชายปรกติแบบที่เขาพูดกัน ซ้อมไว้ตอนนี้เลย เดี๋ยวพอไปถึงที่บ้านลูกค้า จะได้ชิน แล้วก็ไม่เผลอดัดหางเสียงว่า ฮ่ะ...หรือไม่ก็เสียงอ่อนเสียงหวานแบบที่พูดตอนนี้ จอมล่ะกลั๊ว...กลัว

                จะกลัวอะไรล่ะ เราไม่ทำให้เสียแผนหรอก รับประกันได้

                ขนาดบอกว่าไม่ทำให้แผนการล้มเหลว ไม่วายอานนท์ยังคงพูดติดสำเนียงนุ่มนิ่มอย่างเคย ทว่าถูกจอมพธูส่งสายตาปริบๆขอร้อง เจ้าตัวจึงแกล้งเก๊กเสียงให้เข้มขรึมตามคำขอ เสียงแค่นี้ เข้มพอรึยังครับ

                จอมพธูจึงหัวเราะเต็มเสียง เมื่อฟังสำเนียงชนิดใหม่ ซึ่งเพื่อนรักพยายามพูดกลบเกลื่อน ให้ดูเป็นเหมือนผู้ชายคุยกัน ได้ๆ แค่นี้ก็พอได้

                พอบอกว่าพูดเข้าที่เข้าทาง อานนท์ก็ไม่ยอมเก๊กเสียงเต็มร้อยแบบเมื่อครู่ โดยอ้างว่า เห็นไหมล่ะ ว่าถ้าเราจะพูดตามปกติ เราก็พูดได้ ฉะนั้นตอนนี้เราขอพูดกับเธอแบบที่เคยคุยกันไปก่อนนะ ไม่งั้นมีหวังเราได้อกแตกตายแน่ๆ

                จอมพธูจึงจำนนต่อข้ออ้าง แต่ถึงเวลา นนท์ต้องทำให้มันแนบเนียนหน่อยนะ ห้ามให้ใครจับได้เด็ดขาด

                แล้วเธอจะปิดเป็นความลับกับเจ้าของบ้านนานขนาดไหนกัน เพราะถึงยังไง เราก็ไม่มีความรู้เรื่องออกแบบบ้านสักนิดเดียว

                เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ขอแค่ให้ลูกค้าคนนั้น เขามอบหมายงานให้เราทำก่อนเถอะ ที่เหลือเราจะเป็นคนจัดการทุกอย่างเอง

                แล้วถ้าเกิดเขาจับได้ขึ้นมาล่ะ ว่าเราไม่ใช่นักออกแบบตัวจริง แต่กลายเป็นเธอ...เราไม่เข้าใจจริงๆเลย ว่าลูกค้าของเธอคนนั้น นึกยังไง ถึงเจาะจงว่าจะไม่เอานักออกแบบผู้หญิง

                จอมพธูส่ายหน้าพลางบ่นอุบอิบ นั่นน่ะสิ...ผู้หญิงทำงานพวกนี้ละเอียดอ่อนจะตาย เผลอๆอาจจะทำได้ดีกว่าผู้ชายเป็นไหนๆ หรือว่าเขาจะเป็น...

                คำพูดซึ่งละเอาไว้ ทำให้อานนท์ต่อประโยคให้เสร็จสรรพ เป็นเกย์รึเปล่าล่ะ

                แล้วฝ่ายที่พูด จึงทำตัวกระดี๊กระด๊าทันตาเห็น เมื่อพาดพิงถึงว่าที่ลูกค้า ทำให้จอมพธูที่อดขันในความคิดตนกับเพื่อน รีบจุปากเป็นเชิงปราม อย่าพูดไปเชียวนะ เกิดไม่ใช่ขึ้นมา จอมจะชวดงานจนได้

                ทั้งคู่ยังคุยจนเพลิน ท่ามกลางท้องถนนที่มีรถหนาแน่น มุ่งหน้าจากเส้นพหลโยธิน ตัดเข้าสู่ห้าแยกลาดพร้าว ขับมาเรื่อยจนถึงซอยหนึ่ง ซึ่งหล่อนจดรายละเอียดไว้ในเศษกระดาษ

                จอมลองโทร.ติดต่อลูกค้าดูซิ ว่าเขาอยู่บ้านรึเปล่าตอนนี้

                หญิงสาวจึงกดโทรศัพท์หาฝ่ายนั้น...ทว่าปลายทางไม่มีผู้รับสาย ต่อไปสองสามครั้ง จึงตัดสินใจให้อานนท์ขับรถเข้าซอย ลัดเลาะไปตามหาบ้านเลขที่ซึ่งจดไว้เมื่อวาน ขับเข้าไปในซอยไม่ลึกนัก ลองไล่บ้านเลขที่ดู จึงพบว่าบ้านหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ชิดถนน มองจากภายนอก เห็นเป็นตัวบ้านซ้อนบ้าน ซึ่งกินพื้นที่ไม่กี่ตารางวา หลังที่อยู่หน้าสุดทาสีสันฉูดฉาด แต่มันก็ดูออกว่าขณะนี้ ยัง ไม่ลงตัว

                ยิ่งตัวบ้านส่วนหลัง ยิ่งแล้วใหญ่ สีของปูนดูกระดำกระด่าง ราวกับบ้านที่ช่างตกแต่งไม่ตั้งใจทำ...จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งทำให้บ้านหลังนี้ดูพิกลพิการทางสายตาของนักออกแบบ แต่มันก็ระบุชี้ชัดถึงบ้านเลขที่ตรงหน้า ว่าเป็นหลังที่หล่อนกำลังตามหา

                ใช่บ้านหลังนี้รึเปล่าน่ะ

                อานนท์ขับรถไปจอดชิดรั้วปูนของฝั่งตรงข้าม ท่าทีอันมาดมั่นเช่นชั่วโมงก่อน บัดนี้มลายหายไปหลายส่วน เกิดการประหม่าอย่างช่วยไม่ได้ จอมพธูสังเกตเห็นได้ชัด เมื่อเขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

                ไหวไหม...มาถึงที่แล้ว จอมว่าหลังนี้นั่นล่ะ บ้านเลขที่ก็ตรงตามที่จดไว้ แถมดูสภาพบ้านสิ ดูไม่จืดเชียวล่ะ จอมรู้แล้วว่าทำไมเจ้าของบ้าน ถึงอยากจะหานักออกแบบภายในคนใหม่

                เรื่องนั้นค่อยพูดกันอีกที แต่ตอนนี้เธอดูมือเราก่อนสิ

                อานนท์ยื่นมือสองข้างมาถึงตัว หล่อนลองจับดู พบว่าเย็นเฉียบ ในขณะที่เหมือนจะมีเหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นตามฝ่ามือ อย่าบอกนะ ว่าตอนนี้นนท์กำลังกลัว

                “ไม่ใช่กลัว แค่ตื่นเต้นนิดหน่อย เธอลองคิดดูสิ ว่าอยู่ดีๆคุณครูสอนร้องเพลงอย่างเรา ก็ต้องมากลายร่างเป็นนักออกแบบบ้าน แถมยังต้องเก๊กแมนต่อหน้าคนอื่นอีก

                ต้นเรื่องอย่างจอมพธูจึงตีหน้าเศร้าอย่างเคย มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าเพื่อนไม่ช่วยเพื่อน จอมจะไปพึ่งใครล่ะ นนท์ก็รู้ไม่ใช่เหรอ ว่าตอนนี้ชีวิตของจอมต้องเจอกับอะไรบ้าง ทั้งเรื่อง...

                พอๆ ไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดหรอก ขอเวลาเราห้านาที นั่งทำใจแป๊บนึง

                จอมพธูจึงลงจากรถมาก่อน ปล่อยให้อานนท์นั่งทำใจอยู่ในรถเสียให้พอ ส่วนตนเองก็เดินไปยังประตูรั้วขนาดเตี้ย ซึ่งกั้นไว้พอเป็นพิธี ชะเง้อมองไปยังสวนหย่อมขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ข้างตัวบ้าน ดูแล้วน่าจะเป็นส่วนที่ดูดีที่สุด ในสายตาหล่อน เมื่อสำรวจสภาพรวมของบ้านหลังนี้

                แล้วลูกค้าคนนั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันนะ?

                จะหนุ่มหรือแก่ ตัวหล่อนเองก็พลอยลุ้นมาตลอดทาง แต่เขาจะหน้าตาเป็นเช่นไรก็ช่างเถอะ ขอให้เขามอบหมายงานออกแบบภายในให้แก่หล่อนเป็นพอ รับรองว่าจะเนรมิตให้บ้านน้อยหลังนี้ สวยงามอย่างที่เจ้าของบ้านอดตะลึงไม่ได้

                จอมพธูหันไปมองเพื่อนหนุ่มอีกครั้ง พยักหน้าเรียกเป็นสัญญาณให้เขาลงมาจากรถ...ส่วนตนเองก็หมุนตัวกลับไปหน้าประตูรั้ว สูดหายใจจนลึกเข้าเต็มปอดเช่นกัน

                นึกแล้วก็อดขันตนเองไม่ได้ ในชีวิตนี้ถือว่าการรับงานชิ้นนี้ เป็นครั้งที่ตื่นเต้นที่สุด!

..........................................

                เมื่อหายใจทั่วท้อง อานนท์ซึ่งอยู่ในชุดสุภาพ เสื้อเชิ้ตสีกาแฟตัดเข้ารูปอย่างทันสมัย กางเกงสแล็กสีน้ำตาลเข้มยาวคลุมรองเท้าหนังปลายแหลม เนื้อตัวทุกกระเบียดนิ้วของเขาบ่งว่าเป็นคนเอาใจใส่ ดูแลตนเองเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเครื่องหน้าซึ่งแม้จะมีกรามสองข้างเป็นเหลี่ยม ดวงตารีเฉียงชี้ขึ้นรับกับคิ้วดก จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักหนาในแบบฉบับผู้ชายมาดเข้ม แต่ผิวที่ขาวจัด ช่วยให้โดยรวม เขากลายเป็นหนุ่มหล่อมีเสน่ห์อย่างที่ใครถ้าไม่รู้จักตัวตนแท้จริง คงจะนิยมชมชอบจนอยากคบหาด้วย

                เราพร้อมแล้วล่ะ เธอลองกดกริ่งเรียกเจ้าของบ้านดูสิ

                ทว่ายังไม่ทันได้เอื้อมมือไปยังกริ่งตรงต้นเสาด้านนอก ประตูไม้บานหน้าสุด ซึ่งถูกทาด้วยสีฟ้าน้ำทะเลก็เปิดผลัวะ พร้อมกับร่างสูงของชายคนหนึ่ง เดินออกมาด้วยใบหน้าถมึงทึง เขาคนนั้นมองหล่อนกับอานนท์ด้วยหางตา แต่ก็ไม่สนใจนัก ยังคงตะโกนด้วยถ้อยคำไม่พอใจใครสักคนในบ้าน ฟังแล้วทำเอาหล่อนต้องกระเถิบไปยืนตัวลีบอยู่ด้านข้างกำแพงทีเดียว

                กูก็ไม่อยากทำงานร่วมกับพวกมึงนักหรอก ดูเหอะว่ามึงสองคนถ้าไม่มีกูช่วยจัดแสงให้ แล้วจะไปกันได้สักกี่น้ำวะ

                เสียงใครอีกคนตะโกนไล่หลัง ก่อนที่เจ้าตัวจะโผล่หน้ามา ค่อยๆพูดค่อยๆจากันก็ได้ ทำงานมาด้วยกันตั้งหลายครั้ง มันก็ต้องมีทะเลาะ ถกเถียงกันบ้าง แต่เราก็หาเหตุผลคุยกันสิวะ ไม่ใช่ใช้แต่อารมณ์แบบนี้

                ผู้พูดโผล่หน้ามาเมื่อจบประโยค และชะงักไปนิดหนึ่ง เมื่อพบว่าบริเวณนอกรั้วบ้าน ไม่ได้มีแค่คนที่ตะโกนด่าปาวๆอยู่ลำพัง กลับปรากฏคนแปลกหน้าอีกสอง เสียงของเขาคนนั้นจึงเบาลงในช่วงท้าย

                แต่ฝ่ายที่กำลังโกรธ และด่าทอเมื่อครู่ยังไม่ลดละ มึงมันก็พวกเดียวกัน สองคนรวมหัว...เชิญมึงรับงานกันตามสบาย ต่อไปกูจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก

                “ใจเย็นๆสิวะเพื่อน

                เขาคนนั้นพูดเหมือน ตัดเป็นตัดตายและคงจะจากไปโดยไม่เผาผี เมื่อคำพูดถัดไปซึ่งฟังแล้วแสลงหูกว่าเก่า กูไม่นับมึงสองคนเป็นเพื่อนแล้วเว้ย คนอย่างกูไม่มีวันจนตรอก รับรองวันข้างหน้า ถ้ากูไปได้ดีกว่า กูจะมาเหยียบมึงให้จมดิน...

                จอมพธูได้แต่ยืนนิ่ง มือหันไปคว้าข้อมือของอานนท์ไว้แน่น ได้แต่มองผู้ชายที่หน้าตาดุดัน ปากร้ายวาจาเชือดเฉือนผู้นั้น เดินอาดๆอย่างนักเลง ไปขึ้นรถซึ่งจอดห่างจากตัวบ้านไม่ไกลนักแล้วบึ่งรถหายไปทางซอยด้านหน้าจนลับตา จึงกลับมามองผู้ชายอีกหนึ่งคนที่ยืนส่ายหัว ถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำอีก

                เพียงครู่หนึ่ง เขาคนนั้นเริ่มหันมาทางหล่อน...น้ำเสียงบ่งว่าอารมณ์ยังคงตกค้างจากการทุ่มเถียงกันเมื่อครู่

                คุณสองคนมาหาใคร

                คนถูกถามหน้าซีดตัวสั่น เพราะเดาจากสถานการณ์ได้อย่างเดียว ว่าผู้ชายที่ยืนหน้าบอกบุญไม่รับตรงหน้า คงจะเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นฝ่ายนัดหล่อนมาแน่

                ฉันจะมาคุยเรื่องตกแต่งภายในค่ะ ที่นัดกับคุณไว้เมื่อวานตอนเย็นๆ

                เขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวด พูดเบาแต่ก็พอจับใจความได้ ถึงการไม่ยินดียินร้ายในการนัดพบเจอกันตอนนี้ ซึ่งหล่อนเห็นว่าสิ่งที่เขาสองคนทะเลาะกันนั้น มันไม่เกี่ยวกับหล่อนสักนิด

                ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเข้าข้างใน

                ฟังแล้วห้วนจนนึกอยากจะถอดใจ ยิ่งเห็นใบหน้ากลมขาวของฝ่ายนั้น แสดงรอยเคร่งเครียด ดวงตารีภายใต้แว่นตาหนากรอบทอง หารอยยิ้มได้ไม่ พอหันกลับไปมองอานนท์ ขานั้นทำหน้าเบ้ ปากเบะเป็นการใหญ่ ก่อนจะแอบนินทาผู้ชายเจ้าของบ้าน ซึ่งทีแรกนั้นคาดหวังไว้ดิบดี ว่าคงจะหน้าตาดี หล่อสมาร์ทอย่างที่ตั้งธงไว้

                ผิดหวังจริงเชียว ทีแรกก็นึกว่าจะหล่อ สูง ถึงจะไม่ได้อย่างที่คิดไว้ แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะอ้วน เตี้ย แล้วก็หน้ากลมยังกับซาลาเปาแบบนี้ นี่ถ้ามีจุดแดงๆกลางหน้าผาก เราต้องคิดว่าเป็นไส้หมูไข่เค็มแน่นอน

                อานนท์พูดติดตลกทิ้งท้าย แต่ดูเหมือนว่าเสียงนั้นจะไม่เบานัก ผู้ที่เชื้อเชิญเข้าบ้านทีแรก จึงชะโงกหน้ากลับมามองตาเขียว จอมพธูจึงถองข้อศอกใส่ หวังหยุดการนินทาอีกฝ่าย แล้วมันก็ได้ผล เมื่ออานนท์หุบปากฉับ แล้วทั้งสองจึงเดินตามเจ้าของบ้านเข้าไป

                คุณนามคะ

                จอมพธูร้องเรียก เมื่อผู้ชายที่หล่อนคาดว่าเป็นเจ้าของชื่อ กำลังจะเดินหายลับไปยังทางเชื่อมของบ้านหลังเล็กด้านหน้า หายไปสู่ตัวบ้านด้านหลัง เขาหันกลับมาตามเสียงเรียก เห็นได้ชัดว่าคิ้วสองข้างนั้นชนกันจนกลายเป็นเส้นเดียว แสดงความขุ่นข้องหมองใจบางอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ปริปากพูดอะไรออกมามากไปกว่า

                เชิญคุณสองคนนั่งคอยที่ชุดรับแขกด้านหน้าครับ...เดี๋ยวผมไปตามเจ้าของบ้านมาให้

                เขาหายลับไปแล้ว ทั้งสองคนจึงทิ้งตัวลงบนชุดรับแขก ซึ่งตั้งชิดผนังห้องด้านหนึ่ง หันไปมองหน้ากัน ก็ยังต้องแสดงความมึนงงไปชั่วคราว อานนท์เป็นฝ่ายเอ่ยข้อสงสัยขึ้นมาก่อน

                ตกลงตาคนนั้นไม่ใช่เจ้าของบ้านหรอกเหรอ...แล้วเป็นใคร ยังไงก็ไม่แนะนำตัว เสียมารยาทที่สุดเลย แขกมาหาถึงบ้าน กลับเดินดุ่มๆหายไปซะดื้อๆ เราว่าสงสัยงานตกแต่งที่เธอจะรับบ้านนี้ เห็นทีจะงานช้างไม่ก็งานหินซะแล้ว

                นนท์ก็อย่าพูดเกินไปสิ...เห็นเขาไม่หล่อถูกสเป็กหน่อย ทำเป็นตินั่นติโน่นเชียวนะ

                พักหนึ่งผู้ชายร่างท้วมคนเดิม ก็เดินกลับมา พร้อมกับในถาดมีแก้วน้ำเปล่าสองใบ เขานำมาเสิร์ฟด้วยตนเอง และหย่อนก้นลงนั่งฝั่งตรงข้าม

                คุณแวะมาคุยเรื่องงานตกแต่งภายในใช่ไหมครับ

                เขาจงใจถามอานนท์ เพราะตามเดิมน่าจะเข้าใจแบบแรก ที่คิดว่าผู้ชาย ก็คือบุคคลที่นัดมาพบ ดังนั้นเมื่อคนถูกถามยังนั่งเงียบ จอมพธูจึงต้องสะกิดเข้าที่สีข้าง

                อ่อ...ใช่ครับ ผมอานนท์ ที่คุยกับคุณเมื่อวาน...เอ่อ...คุณชื่อนาม ใช่ไหมครับ

                อานนท์โพล่งถามชื่ออีกฝ่ายไปตามตรง  หลังจากที่นึกสงสัยว่าเจ้าของชื่อที่พูดถึง ตกลงใช่เจ้าของบ้านหรือไม่...แล้วคำตอบก็ทำเอาคนถามเกือบหน้าหงาย เมื่อสีหน้าที่บึ้งตึงของฝ่ายนั้นเริ่มดีขึ้น มีรอยยิ้มเจือที่มุมปาก ดูจะเป็นขบขันในบางสิ่ง

                โทษทีนะครับ ที่ผมยังพูดไม่เคลียร์...ผมไม่ใช่ทั้งเจ้าของบ้านที่นี่ และก็ไม่ใช่ผู้ชายชื่อ นามคนที่คุณเอ่ยถึง

                จอมพธูพูดแทรก หมายความว่ายังไงคะ

                ผมชื่อชุมสายครับ เป็นเพื่อนของคนที่คุณพูดถึง...นั่น...เจ้าตัวออกมาพอดี

                แขกทั้งสองคนผู้มาเยือน จึงหันไปมองตามการบอกกล่าวของชุมแสง และเมื่อเจ้าของบ้านตัวจริงโผล่หน้ามา นั่นถึงกับทำให้อานนท์ ซึ่งเคยสัญญาว่าจะไม่ออกอาการวี้ดว้าด ถึงกับสะกิดจอมพธูยิกๆ

                ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก...เพราะความโดดเด่นทั้งมวลในตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของบ้านและเจ้าของชื่อนั่นต่างหาก

                อานนท์กระซิบเสียงเบา แทบจะลอดริมฝีปาก จับใจความได้ว่า หล่อจัง

.............................................

49 ความคิดเห็น

  1. #49 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2557 / 11:08
    รออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #49
    0
  2. #24 Kim YuRi" (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มกราคม 2556 / 23:08
    ฮ่าๆ เปิดตัวคุณนามนี่คงจะหล่อกระชากใจนายนนท์ อิอิ
    #24
    0