◄ Level down ► กับดักร้าย... นายไฮโซ !

ตอนที่ 3 : ► First fate.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 เม.ย. 55




บทที่ 1

 


 

            เฮ้อ...กรุงเทพฯ ทำไมอากาศมันร้อนแบบนี้นะ คนก็วุ่นวาย แออัดกันไปหมด อยู่กันไปได้ยังไงเนี่ย สู้บ้านเราก็ไม่ได้ฉันเดินบ่นด้วยความเหนื่อยใจ หลังจากที่เดินหาที่พักมาเป็นชั่วโมง นี่ถ้าฉันมีเพื่อนสนิทมาด้วยซักคน ฉันก็คงไม่เหนื่อยและก็ว้าเหว่ขนาดนี้ แต่จะทำไงได้ ฉันสอบชิงทุนมาได้คนเดียวนี่นา ไม่ใช่ว่าฉันเก่งหรืออะไรหรอกนะ แต่มันเป็นความบังเอิญเสียมากกว่า จริงๆ แล้วฉันไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเรียนในกรุงเทพเลยสักนิด ฉันอยากเรียนแถวบ้านมากกว่า จะได้อยู่ใกล้แม่กับน้องชายตัวแสบ แถมไม่ต้องมาเดินหาที่พักให้ล้าใจแบบนี้ด้วย เซ็งชะมัด!

            อ้าว! แม่หนูหอบข้าวของพะรุงพะรังไปไหนนั่นป้าแก่ๆ ท่าทางใจดีร้องทักฉันเสียงดังพร้อมทั้งกวักมือเรียกฉันให้เข้าไปหา ท่าทางฉันคงจะเหมือนอีบ้าหอบฟางเลยล่ะมั้งนี่

            อ๋อ พอดีหนูกำลังหาที่พักค่ะป้า นี่หามาเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่เจอเลยค่ะ คุณป้าพอจะรู้จักห้องเช่า คอนโด หรืออะไรที่เขามีให้เช่าพักบ้างมั้ยคะฉันเอามือปาดเหงื่อตรงหน้าผาก ฉันแอบหวังในคำตอบคุณป้าลึกๆ เพราะฉันเหนื่อยมากเหลือเกินในการเดินหาที่พัก ในเมืองที่แออัด และร้อนอบอ้าวขนาดนี้

            โอ๊ย! หายากนะหนู ช่วงนี้มันเต็มหมดแล้วทุกที่ พวกนักศึกษาเขาก็มาจองกันไม่เหลือแล้วคุณป้าทำท่าคิด ก่อนจะตอบฉัน แต่คำตอบของป้าช่างดับฝันฉันเหลือเกิน

            เฮ้อ จริงหรอคะป้า แย่จังเลยค่ะ ทีนี้หนูจะทำไงดีนะฉันทรุดตัวลงไปนั่งยองๆ และเอามือกุมขมับพร้อมกับตอบป้าออกไป ฉันท้อและเหนื่อยแล้วจริงๆ

            เอ๊อ...เอาอย่างนี้ไหมล่ะ มาพักกับป้าก็ได้ เพราะบ้านป้ามีห้องเหลือ ชั้นสองกับชั้นสามก็ไม่มีคนอยู่ ป้าก็ว่าจะเปิดให้คนเช่าพักอยู่เหมือนกัน หนูสนใจมั้ยล่ะป้าเอามือแตะไหล่ฉัน จนฉันสะดุ้งก่อนจะบอกฉันถึงไอเดียดีๆ ที่ป้าแกนึกได้

            เอ่อ...จะดีหรอคะป้า คือหนู เอ่อ...ฉันลังเลนิดหน่อย ฉันไม่ค่อยอยากไว้ใจคนที่นี่สักเท่าไหร่จริงๆ ถ้าเกิดป้าเขาเป็นมิจฉาชีพมาหลอกฉันล่ะ ถ้าป้าทำมิดีมิร้ายกับฉัน ฉันต้องตั้งท้อง หอบลูกหอบหลานไปให้แม่เลี้ยง ฉันต้องโดนคนรอบข้างประณาม อ๊าย! ไม่นะๆ ม่าย!!!

            หนู! หนู! หนู!” คุณป้าเอามือเขย่าตัวฉัน เพื่อเรียกสติฉันกลับมา

            คะป้า? โทษทีค่ะ พอดีหนูคิดอะไรเพลินๆ อยู่ฉันก้มหัวผงกๆ ขอโทษคุณป้า นี่ฉันคิดไร้สาระอะไรนี่ คุณป้าแกเป็นผู้หญิงจะมาทำฉันท้องได้ยังไง แต่ก็นั่นแหละยังไงก็ไม่อยากไว้ใจง่ายๆ อยู่ดี ในบ้านมีใครอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้

            ป้ารู้ว่าหนูไม่อยากไว้ใจคนแปลกหน้า เป็นสาวเป็นนางไม่ไว้ใจใครง่ายๆ ก็ดีแล้ว แต่หนูไม่ต้องกลัวป้าหรอก ป้าก็แก่แล้วจะไปทำอะไรใครได้ แถมบ้านนี้ก็ไม่มีใครอยู่นอกจากป้าคนเดียว หนูหายห่วงได้เลยป้าพูดพร้อมทำท่าทางเข้าอกเข้าใจฉันเป็นอย่างดี

            นี่ป้าอยู่คนเดียวหรอคะ บ้านนี้ไม่มีผู้ชายอยู่เลยหรอคะ แล้วลูกๆ คุณป้าล่ะคะฉันถามพร้อมทำหน้าสงสัย ใครช่างปล่อยแม่แก่ๆ ให้อยู่คนเดียวนะ

            โอ๊ย! ป้าไม่มีลูกหรอก แต่งงานก็ยังไม่เคยเลย ป้าว่าอยู่คนเดียวมันสบายกว่าเยอะนะป้าพูดพร้อมเอามือปัดไปมา แต่ฉันว่าป้าแกดูเขินๆ ที่บอกว่าไม่เคยแต่งงาน คือฉันรู้สึกว่ามันความหมายเดียวกับขึ้นคานหรือเปล่า

            แล้วตกลงหนูสนใจบ้านป้ารึเปล่าล่ะนี่ป้ามองหน้าฉันยิ้ม และถามย้ำฉันอีกรอบ

            เอ่อ...เอาเป็นว่าหนูตกลงค่ะป้า หนูจะอยู่ที่นี่แหละค่ะฉันคิดว่าถ้าบ้านหลังนี้ มีป้าอยู่คนเดียว ฉันก็โอเค เพราะที่นี่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ เมื่อเจอบ้านที่สามารถอยู่ได้ต้องรีบคว้าไว้ก่อน ดีไม่ดีเดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลัง

            เรื่องค่าเช่าไม่ต้องห่วงหรอกนะ ป้าคิดไม่แพงหรอก ไม่ต้องมีล่วงหน้าด้วย ให้ป้าเดือนละสองพันบาทรวมค่าน้ำค่าไฟทุกสิ้นเดือน แต่ก็ช่วยกันประหยัดหน่อยนะ วันนี้ก็เข้าพักได้เลยจ้ะถ้าหนูต้องการป้าพูดพร้อมกับยิ้มให้ฉันอย่างใจดี ฉันไม่คิดเลยว่าในเมือง ยังเหลือคนแบบนี้อยู่อีก

            ขอบคุณมากนะคะคุณป้า หนูตกลงเข้าพักเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ส่วนเรื่องค่าเช่าป้าเอาไปเลยตอนนี้ค่ะ ไม่ต้องรอสิ้นเดือนฉันยัดเงินใส่มือคุณป้าทันที เพราะฉันถือว่าตัวเองโชคดีมากๆ ที่ได้เจอคนแก่ใจดีแบบนี้

            หลังจากนั้นคุณป้าก็พาฉันขึ้นไปดูห้องทั้งชั้นสองและชั้นสาม ฉันเลือกที่จะพักชั้นสาม เพราะฉันไม่อยากให้ใครเดินขึ้นลงผ่านชั้นที่ฉันอยู่ ซึ่งคุณป้าก็เห็นด้วย ฉันกับคุณป้านั่งคุย แนะนำตัว ทำความรู้จักกันสักพัก ก่อนที่คุณป้าจะให้เวลาฉันพักผ่อน และบอกให้ฉันลงมากินข้าวด้วยตอนเย็น เพื่อเป็นการเลี้ยงฉลองสมาชิกใหม่คนที่สองของบ้าน ซึ่งฉันก็ตกลงทันที เพราะไม่อยากให้คุณป้าเสียน้ำใจ

            เมื่อเก็บของเสร็จเรียบร้อย ฉันก็โทรหาแม่ทันที เพราะไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง พร้อมกับเล่าเรื่องของป้าซ่อ คนแก่เชื้อสายจีนที่ใจดีมากๆ ให้ท่านฟังอย่างละเอียดยิบ ก่อนจะขอวางสายเพื่อจะพักผ่อน เพราะฉันเหนื่อยมาทั้งวันแล้วจริงๆ และตอนนี้ฉันก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างบอกไม่ถูก เหมือนจะเป็นไข้อีกด้วย

            ปึ้ง!

            “คุณ! คุณ!

            “...”

            แย่แล้วครับป้า เธอตัวร้อนจี๋เลย สงสัยจะเป็นไข้หนักเลยครับ ผมว่าเราต้องพาเธอส่งโรงพยาบาลแล้วล่ะ ก่อนที่เธอจะมีไข้สูงกว่านี้ เดี๋ยวเธอจะช็อกไปซะก่อน

            “…” ฉันอยากจะบอกว่า ฉันรู้สึกตัวนะ ฉันเห็นภาพผู้ชายตรงหน้ามัวๆ แต่ก็รู้ดีเลยล่ะว่าเขาหล่อมาก ฉันยังเผลอคิดว่า ฉันฝันเห็นเทพบุตรที่ไหนซะอีก คนอะไรจะหล่อปานนี้ ยิ่งตอนที่เขาเรียกฉันให้ตอบ ฉันก็อยากจะขานรับคำเรียกของเทพบุตรรูปหล่อคนนี้ให้ได้จริงๆ เพราะมันช่างเป็นคำเรียกร้องที่อ้อนวอนเสียจริงๆ แต่ฉันไม่มีแรง แม้เพียงจะขยับริมฝีปากตัวเอง

            ฉันโดนอุ้มขึ้นอย่างเบามือ หัวของฉันซุกไปที่หน้าอกกว้างของเขา มันช่างแข็งแรงและอบอุ่น  ฉันรู้ได้เลยว่า ตัวเองจะต้องปลอดภัย ไม่นานนักฉันก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองมาอยู่ที่โรงพยาบาล ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะค่อยมืดลงและดำสนิท เสียงคนรอบข้างก็เบาลงเรื่อยๆ จนฉันไม่ได้ยินอะไร

           

…5 ชั่วโมงผ่านไป...

            โอ๊ย...ทำไมฉันถึงได้มึนหัวขนาดนี้นะ เอ๊ะ! นั่นมันผู้ชายคนที่ช่วยฉันนี่นาฉันตื่นและค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง ตอนนี้ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่แค่รู้สึกมึนๆ หัวนิดหน่อย และฉันก็เหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่ตรงโซฟา แน่นอนฉันจำได้ว่าเป็นเขา คนที่ช่วยฉัน แต่แค่คิดฉันก็เขินแล้ว เขินแบบไม่มีสาเหตุซะด้วย ก็นะ เขาหล่อขนาดนั้น

            โหย...ทำไมหุ่นเขาดีขนาดนี้นะ เฮ้ย! คิดอะไรนี่เราฉันพูดพร้อมเอามือปัดหน้าตัวเอง และบิดตัวไปมา

            แหม...เธอมองฉันตาไม่กระพริบเลยนะ อยู่ดีๆ เขาก็พูดขึ้นมา ทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าเขาจะหลับอยู่

            เฮ้ย! แย่แล้ว

            โป๊ก!

            โอ๊ย! เจ็บฉันตกใจหัวใจแทบวาย กำลังนั่งจ้องอยู่เพลินๆ เชียว จู่ๆ เขาก็พูด ฉันก็เลยรีบล้มตัวนอน เพื่อจะแกล้งหลับ เพราะกลัวเขาจะรู้ว่าฉันแอบมองเขาอยู่จริงๆ แต่หัวเจ้ากรรมมันดันไปโขกกับขอบเตียงซะก่อน

            เอาหัวไปโขกกับเตียงทำไมล่ะเขาพูดพร้อมลุกขึ้นจากโซฟา และเดินตรงมาหาฉัน

            อ๋อ พอดีฉันคงจะสงสัยมั้ง ว่าขอบเตียงมันแข็งหรือเปล่า ก็เลยทดลองเอาหัวโขกดูเล่นๆ

            โถ่! ทำเป็นประชดไปได้ ฉันแค่พูดเล่นนะ แล้วหัวเธอไม่เป็นอะไรใช่มั้ยเขาทำเสียงอ่อย พร้อมเอามือมาจับแขนของฉัน

            อืม ฉันไม่เป็นไร ยังไงฉันก็ต้องขอบใจนายมากนะ ที่ช่วยพาฉันมาส่งโรงพยาบาลฉันพยักหน้านิดๆ ก่อนตอบ

            เธอรู้ด้วยหรอนี่ ฉันก็นึกว่าเธอสลบซะอีก ดีนะ ที่ฉันไม่เผลอพูดอะไรออกไป ตอนที่อุ้มเธอเขาเอามือปิดปากตัวเอง

            พูด? แล้วนายจะพูดอะไรฉันสงสัยมาก และรู้สึกหมั่นไส้ท่าทางของเขานิดๆ จึงถามเขาเสียงแข็ง

            ฉันจะพูดว่า เธอหนักมากๆ เลยนะ ฮ่าๆ ฉันล้อเล่นอีกแล้วนะ อย่าคิดมาก เอางี้...เรามาแนะนำตัว เพื่อทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการดีกว่า ฉันขอเริ่มก่อนเลยละกัน...สวัสดี ฉันชื่อลุกซ์ ยินดีที่ได้รู้จักเขาเอามือจับหน้าอกตัวเอง เหมือนเป็นการแนะนำตัว และโน้มหัวให้ฉันเล็กน้อยอย่างน่ารัก

            เอ่อ...ฉันชื่อน้ำหอม ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะฉันแนะนำตัวกลับ และยิ้มให้เขาอ่อนๆ

            เธอก็เรียกฉันแค่ลุกซ์ ส่วนฉันก็จะเรียกเธอว่าน้ำหอม ถึงแม้ว่าฉันอาจจะอายุมากกว่าเธอ เพราะหน้าเธอดูเด็กกว่าฉัน แต่ไม่ต้องเรียกฉันว่าพี่ เพราะฉันไม่ค่อยชอบ โอเคนะ

            อืม โอเคฉันพยักหน้า พร้อมกับพูดตกลง

ฉันพักอยู่บ้านป้าซ่อที่เดียวกับเธอ ฉันอยู่ชั้นสอง จริงๆ อยากได้ชั้นสาม แต่ดันมาช้ากว่าเธอ เลยพลาดไป ฉันสาบานได้ถ้าฉันไม่แวะกินข้าวซะก่อน เธอต้องได้อยู่ชั้นสองแน่นอน เพราะฉันต้องมาถึงก่อนเธออยู่แล้ว

แต่ในความเป็นจริงนายก็มาช้ากว่าฉันอยู่ดี พูดไปก็เท่านั้นฉันแกล้งพูดเยาะเขานิดๆ

เฮ้อ อันนั้นก็จริง ฉันไม่เถียงเขาพูดและทำหน้าเบื่อๆ เห็นแล้วอยากจะขำซะจริงๆ หน้าเขาเหมือนเด็กเสียดายของเล่น ประมาณว่าอยากได้สองชิ้น แต่แม่ซื้อให้ชิ้นเดียวอะไรประมาณนั้นแหละ

เอ้อ...ตอนนี้ฉันว่าเธอก็ควรจะนอนพักผ่อนต่อได้ละ เพราะนี่มันเที่ยงคืนกว่าแล้ว ฉันง่วงมากด้วย ฝันหวานนะ น้ำหอม

            งั้นนายก็ไปนอนเถอะ ฝันหวานลุกซ์ฉันพูดพร้อมกับยิ้มให้เขา แต่ก็รู้สึกเสียดายนิดหน่อยที่เขาจะไปนอน เพราะคุยกับเขา ฉันก็รู้สึกสนุกดี

            ยังไงก็ตาม ฉันก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ดีที่มีผู้ชายมานอนอยู่ในห้องเดียวกับฉัน ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นโรงพยาบาล และเขาก็เป็นคนที่ช่วยฉันก็เหอะ แต่ฉันก็ไม่ค่อยชินกับอะไรแบบนี้ซักเท่าไหร่ อีกอย่างฉันเพิ่งตื่นด้วย จะไปหลับลงได้ยังไง ฉันอยากมีเพื่อนนั่งคุยด้วยมากกว่า แต่ฉันก็เห็นใจลุกซ์อยู่นะ วันนี้เขาคงจะเหนื่อยกับฉันพอตัวเลยแหละ การให้เขาได้ไปพักผ่อนนั่นก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วล่ะ หลังจากนั้นฉันก็นอนคิดอะไรๆ ไปเรื่อยเปื่อยก่อนที่ตัวเองจะผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

            ฉันตื่นขึ้นในตอนเช้า เพราะมีพยาบาลเข้ามาเช็ดตัวให้ และมีหมอเข้ามาตรวจอาการของฉัน ก่อนจะอนุญาตให้ฉันกลับบ้านได้ในตอนสาย ซึ่งวันนี้ป้าซ่อเป็นคนมาคอยดูแลฉัน รวมทั้งพาฉันกลับบ้านอีกด้วย ฉันแอบแปลกใจนิดหน่อยที่ตัวเองไม่พบลุกซ์เลย ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งถึงตอนนี้ ฉันแอบมองหาเขาบ้างนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่เจอแม้เงา แต่ช่างเหอะเขาอาจมีธุระต้องไปทำก็ได้

            ป้าว่าวันนี้หนูหอมนอนพักให้เต็มที่อีกวันหนึ่งละกันนะ จะได้รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม ดูหนูยังไม่ค่อยมีแรง ส่วนเรื่องมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้ค่อยไปก็ได้ แล้วเรื่องเข้าคณะวันนี้ ลุกซ์เขาจะจัดการให้ พอดีเขามาคุยกับป้า คุยไปคุยมาเลยรู้ว่าหนูเรียนที่เดียวกับเขา และเป็นรุ่นน้องในคณะ เขาเลยอาสาไปจัดการเรื่องของหนูที่มหาวิทยาลัยให้ แล้วเขายังฝากป้ามาบอกว่า ไม่ต้องห่วงที่ไม่ได้เข้าคณะวันแรก เขาสัญญาว่าจะไม่มีรุ่นพี่คนไหนมาทำโทษหนูแน่นอนป้าซ่อพูดกับฉันเป็นชุด อย่างกับท่องมา จนฉันนึกขำ ว่าป้าแกหายใจทางไหนกันแน่ แต่คิดไปคิดมา รู้สึกตัวเองคิดบาปๆ ยังไงก็ไม่รู้ ผู้ใหญ่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจ

            ค่ะป้าซ่อ น้ำหอมขอบคุณป้ามากๆ เลยนะคะ ที่คอยดูแลน้ำหอมอย่างกับลูกหลาน และน้ำหอมต้องขอโทษป้าด้วยค่ะที่มาพักวันแรกก็ทำให้ป้าเดือดร้อนเลย ฉันพูดพร้อมยกมือขึ้นไหว้ป้าซ่อ เพราะฉันซาบซึ้งในน้ำใจของผู้ใหญ่คนนี้ซะจริงๆ

            เอาน่ะ ไม่เป็นไรหรอกหนู เรื่องเล็กน้อย ไม่มีใครอยากป่วยหรือทำให้ใครวุ่นวายหรอก ป้าเข้าใจหนูจ้ะ หนูขึ้นไปพักผ่อนเถอะนะ ตอนเย็นป้าจะทำข้าวต้มอร่อยๆ ให้กิน

            ก๊อกๆๆ

            คุณหนูน้ำหอมครับ คุณป้าซ่อให้มาตามไปรับประทานอาหารเย็นครับ ฮ่าๆฉันจำเสียงกวนๆ นี้ได้ดีเลย ผู้ชายอะไรขี้เล่นขนาดนี้นะ

            มาแล้วค่ะๆ แหม...ทำมาเป็นเรียกซะเพราะเลยนะฉันเปิดประตู และยิ้มให้เขาทันทีที่เห็นหน้า

            เธอเป็นไงบ้าง หายหรือยัง ยังตัวร้อน มีไข้ หรือเป็นอะไรรึเปล่าเขาพูดพร้อมเอามือมาแตะหน้าผากฉัน ท่าทางเป็นห่วง

            ฉันไม่เป็นไรแล้ว ขอบใจมากที่นายเป็นห่วงนะ แล้ววันนี้ที่มหาวิทยาลัยมีรุ่นพี่ดุฉันรึเปล่า

            บอกแล้วไง ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการให้เรียบร้อยแล้ว เอาเป็นว่าเดี๋ยวเราค่อยนั่งคุยกัน หลังจากกินข้าวเสร็จละกันนะ ตอนนี้ไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า กลิ่นมันชวนหิวดีจริงๆ

            เมื่อลงมาถึงห้องครัว ฉันพบว่า ป้าซ่อได้เตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว และเมนูวันนี้ก็คือ ข้าวต้มกุ๊ย และก็มี หัวไชโป๊ผัดไข่ หัวไชโป๊ยำ ผัดผักบุ้งใส่เต้าเจี้ยว ถั่วลิสงทอด มันน่ากินมากๆ และที่สำคัญมันอร่อยมากๆ ด้วย ป้าซ่อบังคับให้ฉันกินเยอะๆ ส่วนลุกซ์...ป้าซ่อบอกว่าคงไม่ต้องบังคับ เพราะเติมข้าวต้มไปสี่ถ้วยแล้ว ป้าซ่อทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่กับแม่ ฉันรู้สึกอบอุ่นมากจริงๆ หลังจากที่พวกเรากินกันเสร็จเรียบร้อย ฉันกับลุกซ์ก็ช่วยกันเก็บของ และให้ป้าซ่อไปนอนพักผ่อน

            อ้า...เรียบร้อย ลุกซ์! ที่มหาวิทยาลัยวันนี้เป็นไงบ้างเหรอเมื่อเก็บของเสร็จ ฉันก็ถามลุกซ์ทันที เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย

            ก็ไม่มีอะไรมาก วันนี้รุ่นพี่ก็พูดคุยกับน้องเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป มีการเล่นกิจกรรมกันนิดหน่อย แล้วก็มีการจับพี่เทคน่ะ เธอก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีพี่เทคนะ เพราะพี่เทคของเธอก็คือฉันนี่แหละ

            โห่ว ฉันไม่มีสิทธิ์เลือกเลยหรอเนี่ย เฮ้อ!”

            นี่! ทำไมเธอต้องทำท่าเซ็งขนาดนั้นด้วยฮะ เธอรู้ตัวรึเปล่า เธอได้พี่เทคที่ฮอตติดอันดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัยเลยนะ ยังจะอยากเลือกอะไรอีก

            แหม...แกล้งนิดแกล้งหน่อยทำเป็นขึ้น ฉันก็พูดเล่นไปงั้นแหละ ทีตอนอยู่โรงพยาบาลนายยังแกล้งฉันเลย

            โหว นี่แก้แค้นกันเหรอนี่

            เราสองคนนั่งคุยกันเป็นชั่วโมง เกี่ยวกับเรื่องที่มหาวิทยาลัย ลุกซ์อธิบายทุกอย่างให้ฉันฟังอย่างละเอียด ทั้งเรื่องการวางตัว แล้วก็ยังให้คำแนะนำสำหรับเรื่องการเรียน เท่าที่คุยกับเขา ฉันก็พอจะดูออกว่าเขาท่าทางจะเรียนเก่งเอามากๆ ถ้าเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังไม่ได้โม้นะ ส่วนเรื่องการเดินทาง เขาบอกให้ฉันไปพร้อมเขา เพราะเขาเช็คตารางเรียนของฉันแล้ว เราสองคนเรียนวันเดียวกันทั้งหมด ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน และนัดเจอกันข้างล่างพร้อมกันตอนเช้า เพื่อไปเรียนด้วยกัน และพรุ่งนี้รุ่นพี่เรียกประชุมรุ่นน้องตอนแปดโมงตรง ซึ่งเขาบอกฉันว่า ห้ามไปสายเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม ไม่งั้นจะมีรุ่นพี่ทำโทษ

            ฉันยอมรับเลยว่า ฉันกับลุกซ์ เราสองคนสนิทกันเร็วมากๆ เขาเป็นคนน่ารัก อ่อนโยน แล้วก็อบอุ่นมาก ฉันเคยฝันอยากจะมีพี่ชาย แต่มันเป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ฉันก็เลยไม่เคยได้รับความรู้สึกแบบนั้นสักครั้ง แต่ตอนนี้ เขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมีพี่ชายเพิ่มเข้ามาในชีวิตอีกคนหนึ่ง ซึ่งมันรู้สึกดีมาก แต่ฉันก็ยังไม่กล้าจะเล่าอะไรเกี่ยวกับลุกซ์ให้แม่ฟังมาก เพราะหากท่านไม่เข้าใจฉัน เดี๋ยวจะไม่สบายใจเอา

            ฉันตื่น อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแต่เช้า และโทรหาแม่ทันที เพื่อขอพรจากท่านในการไปเรียนวันแรก ฉันทำแบบนี้เสมอ เพราะแม่เป็นกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับฉัน เพียงแต่ปีนี้ต่างจากปีอื่นตรงที่ท่านอวยพรฉันผ่านโทรศัพท์ แต่มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาเลยสักนิด เมื่อคุยกับแม่เสร็จเรียบร้อย ฉันก็รีบลงมารอลุกซ์ข้างล่าง

            มีเรียนแต่เช้าเลยนะหนูหอมป้าซ่อยิ้มและเดินเข้ามาคุยกับฉันทันที ที่เจอหน้า

            ค่ะป้า ป้าซ่อตื่นแต่เช้าเลยนะคะฉันหันไปตอบป้าซ่อ และยิ้มรับทันที

            ป้าตื่นตั้งแต่ตีห้าแล้วจ้ะ ตอนเช้าอากาศมันดี ต้องรีบลุกขึ้นมาสูดอากาศ

            เห็นทีหนูจะต้องตื่นมาสูดอากาศตอนเช้าบ้างแล้ว จะได้สวยๆ แล้วก็ดูไม่ค่อยแก่เหมือนป้าซ่อ ฮ่าๆฉันพูดยอป้าซ่อ และเข้าไปกอดแขนป้าแก

            แล้วนี่รอไปมหาวิทยาลัยพร้อมตาลุกซ์รึไงจ๊ะ

            ใช่ค่ะ ลุกซ์ให้น้ำหอมไปมหาวิทยาลัยด้วยทุกเช้า จะได้ไม่ต้องลำบากไปเองค่ะ เพราะเราสองคนเรียนเวลาเดียวกัน แถมยังคณะเดียวกันอีกฉันตอบยิ้มๆ

            ระหว่างรอลุกซ์ ฉันก็เลยชวนป้าซ่อคุยไปเรื่อยเปื่อย เพราะฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบรอใครนานนัก ยิ่งถ้านั่งรอเฉยๆ ฉันอาจจะหงุดหงิด งุ่นง่าน จนแทบจะฆ่าคนได้เลยทีเดียว แต่การที่มีป้าซ่อคุยด้วยระหว่างที่รอ ฉันจึงไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก แต่ก็รู้สึกว่า บางทีลุกซ์ก็ให้ฉันรอนานไปนะ

            เดี๋ยวป้าขอตัวไปนั่งเอนหลังก่อนนะ เดินไปเดินมาชักรู้สึกเมื่อย เป็นคนแก่นี่มันไม่ดีจริงๆ เฮ้อ!” ป้าซ่อทำหน้าเบื่อๆ และส่ายหัวไปมา

            น้ำหอมว่าป้าไม่เห็นจะแก่ตรงไหนเลยค่ะ ยังดูแข็งแรงอยู่เลย

            แหมๆ อย่ามาแกล้งชมให้คนแก่ดีใจเล่นเลย ป้าไปละ ปวดเมื่อยไปทั้งตัว ไม่ไหวจริงๆ ป้าซ่อเอามือมาตีที่แขนของฉันเบาๆ และเมื่อพูดจบป้าแกก็เดินไปที่ห้องของตัวเอง

            ฉันเดินไปเดินมาอยู่ตรงหน้าบ้านสักพัก และเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเอามากๆ ที่ต้องมายืนรอนานขนาดนี้ จึงตัดสินใจ เดินขึ้นไปเคาะประตูห้องของลุกซ์ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ เหมือนกับไม่มีคนอยู่ในห้องด้วยซ้ำ ตอนนี้ฉันปี๊ดเข้าขั้นสูงสุด เพราะเขาเป็นคนนัดฉัน และย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามสาย แต่เขากลับผิดนัดซะเอง และตอนนี้ก็ใกล้จะแปดโมงแล้ว ตึกคณะ หรือจุดที่รุ่นพี่นัดอยู่ตรงไหน ฉันก็ไม่รู้เลย แต่ถ้าให้ฉันยืนรอเขาต่อไปคงไม่มีทาง

            ฉันรีบออกจากบ้านทันที เพื่อตรงดิ่งไปมหาวิทยาลัย ฉันตัดสินใจขึ้นแท็กซี่ แทนการขึ้นรถโดยสารประจำทางที่คนแออัด เบียดเสียดกันแน่น จนรถแทบจะระเบิด แต่ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดไปมากๆ เพราะถึงแม้จะขึ้นแท็กซี่ แต่รถก็ไม่สามารถกระดิกไปไหนได้เลยแม้แต่นิด เพราะรถติดเอามากๆ บางทีถ้าเดินไปเอง ฉันอาจจะถึงก่อนด้วยซ้ำ ฉันจึงขอลงจากรถและจ่ายค่ามิเตอร์ให้โชเฟอร์ ก่อนจะโบกมือเรียกมอเตอร์ไซด์รับจ้างแทน และมันก็เป็นวิธีที่เยี่ยมมาก เพียงไม่นานนักฉันก็มาถึงหน้าตึกคณะบริหารธุรกิจ

            ให้ตายเถอะ! ฉันต้องแย่แน่ๆฉันก้มมองนาฬิกา และอุทานออกมาเสียงดัง เพราะฉันสายไปครึ่งชั่วโมงแล้ว

            ฉันรีบกวาดสายตามองไปรอบตึกคณะ เพื่อหาจุดที่รุ่นพี่นัดประชุม และฉันก็เห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังนั่งฟังอะไรอยู่สักอย่าง ฉันไม่รอช้ารีบเดินดิ่งตรงเข้าไป ตรงกลุ่มเป้าหมาย เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ฉันเห็นป้ายเขียนว่า จุดนัดพบรุ่นน้องคณะบริหารธุรกิจ ปี1 ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจว่ามาถูกที่ยิ่งขึ้น ฉันจึงรีบวิ่งและเข้าไปนั่งเนียนๆ กับคนที่นั่งอยู่ก่อน

            นั่นใครน่ะ ใครที่นั่งลงไปเมื่อกี้ ยืนขึ้นซิรุ่นพี่หน้าโหด คนหนึ่งตะโกนขึ้นทันที ที่ฉันนั่ง

            เอาจริงๆ นะ ฉันไม่ได้ปอดแหกหรอก แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ยังไงไม่รู้ ฉันนั่งนิ่ง ไม่กล้าลุกขึ้นยืน ตามที่รุ่นพี่หน้าโหดคนนั้นสั่ง บรรยากาศรอบๆ ตัวดูเงียบชอบกล ทุกคนในที่นี้หันหน้ามามองฉันกันจนเป็นตาเดียว ถึงใครไม่รู้งานนี้ก็ต้องรู้แล้วล่ะว่าเป็นฉันที่มาสาย

            นี่! เธอไม่ได้ยินในสิ่งที่ฉันพูดรึไงรุ่นพี่คนเดิม โวยวายขึ้นมาอีกครั้ง  

            แย่แล้ว ฉันจะทำยังไงดีเนี่ย รุ่นพี่หน้าโหดเดินเข้ามาใกล้ฉันแล้ว ฉันต้องตายแน่ๆ ฮือๆ พ่อแก้ว แม่แก้ว ช่วยลูกด้วย ลุกซ์อยู่ไหน รีบมาช่วยฉันที แล้วฉันจะยกโทษเรื่องวันนี้ ที่นายปล่อยให้ฉันรอให้

                โอ๊ย!” ฉันร้องเสียงดัง เมื่อรุ่นพี่หน้าโหด เดินเข้ามากระชากเสื้อให้ฉันลุกขึ้น เขากระชากแรงมากจนฉันเจ็บ

                ฉันสั่งเธอให้ลุกขึ้น กล้าดียังไง ถึงไม่ทำตาม เธอแน่นักรึไง ฮะ!!!” เขาตะคอกฉันเสียงเข้ม และจ้องหน้าฉันเขม็ง ฉันกลัวจนไม่กล้าสบตาเขา ได้แต่ยืนทื่อเป็นท่อนไม้ ไม่พูดไม่จาอยู่อย่างนั้น

                “…” ฉันไม่กล้าตอบอะไรเขาทั้งสิ้น ฉันกลัวเขามากจริงๆ

                ยัยปัญญาอ่อน! เธอเป็นใบ้รึยังไง เธอจะลองดีกับฉันใช่มั๊ย ได้เลย! ” เขาพูดพร้อมกับยิ้มโหดๆ และง้างมือขึ้นจะตบฉัน ฉันหลับตาปี๋ ทำไมนะ แค่มาสายนิดเดียว ถึงต้องทำกันขนาดนี้ ฮือๆ TT

                โอ๊ย...ฉันได้ยินเสียงรุ่นพี่หน้าโหดร้องลั่น จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น และฉันก็เห็น

                ลุกซ์!” ฉันเรียกชื่อผู้ชายตรงหน้าเบาๆ เขากำลังล็อคแขนรุ่นพี่คนนั้น ฉันแอบน้ำตาซึมนิดๆ ไม่รู้ว่าถ้าลุกซ์ไม่มา ฉันจะเป็นยังไง

                นายจะทำอะไรลุกซ์ถามรุ่นพี่คนนั้นเสียงแข็ง ในขณะที่เขายังล็อคแขนไม่ปล่อย ฉันรู้เลยว่า รุ่นพี่คนนี้ต้องเจ็บมากพอสมควร เพราะหน้าเขาเหยเก และส่งเสียงร้องเบาๆ

                ก็ยัยนี่มันไม่ยอมพูด ฉันถามอะไร มันก็ไม่ตอบ ฉันก็แค่จะสั่งสอนนิดหน่อย

                มันมากไป ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่าก่อนหน้านี้ นายจะไปโมโหอะไรมา แต่นายไม่มีสิทธิ์จะเอาอารมณ์มาลงที่รุ่นน้องเมื่อลุกซ์พูดจบ เขาก็ปล่อยแขนออกจากรุ่นพี่หน้าโหด

                ฉันก็ไม่ได้คิดจะตบยัยนี่จริงๆ สักหน่อย ทำไมนายต้องแหกหน้าฉันขนาดนี้ด้วยรุ่นพี่หน้าโหดพูดพร้อมกับจับแขนตัวเองด้วยความเจ็บ

                นายสมควรโดนแล้ว ฉันจะสั่งปลดนายออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะอีกด้วย นายไม่มีหน้าที่มาทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว เข้าใจไว้!” ลุกซ์พูดเสียงเข้ม

                นายมันก็แค่รองประธานคณะ ไม่มีอำนาจพอจะไล่ฉันสักหน่อย คนที่จะไล่ฉันได้ มีแค่ประธานคณะเท่านั้น รู้ไว้ซะรุ่นพี่พูดพร้อมจ้องหน้าลุกซ์เขม็ง

                ฉันไล่นายออกผู้ชายร่างสูง หน้าตาหล่อเข้มมากๆ ที่เพิ่งเดินเข้ามาพูดขึ้น ทุกคนหันไปมองที่เขาเป็นตาเดียว สาบานได้นี่คนเหรอ เขาดูเท่ห์และเนี้ยบมาก เขาดูไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

                ดีทรอยต์! นายจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ ฉันทำทุกอย่างไปตามหน้าที่รุ่นพี่หันไปพูดกับผู้ชายคนนั้น ซึ่งทำให้ฉันรู้ว่า เขาชื่อดีทรอยต์ หล่ออย่างเดียวไม่พอ ดูสิ ชื่อยังเท่ห์อีก ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงที่มีเจ้าชายขี่ม้าขาวถึงสองคนมาช่วยจากเงื้อมือโจรใจร้าย

                “…” เขาไม่พูดอะไรกับรุ่นพี่คนนั้นอีก นอกจากหันไปมองหน้า

                นายคงได้ยินชัดแล้วนะ ประธานเป็นคนไล่นายเองแล้ว มันจบแล้วเฟอร์ลุกซ์พูดขึ้น ฉันจึงได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกว่า ดีทรอยต์ เป็นประธานคณะ และรุ่นพี่หน้าโหดคนนี้ชื่อ เฟอร์

                เฮ่ย! พวกแกคิดว่าตัวเองเท่ห์กันมากรึไง ถุย! ระวังตัวกันไว้ให้ดีเถอะเฟอร์พูดอย่างโมโห พร้อมกับถ่มน้ำลายลงพื้น ก่อนที่เขาจะเดินจากไปอย่างเร็ว เกิดมาฉันเพิ่งเคยเจอคนนิสัยอันธพาลแบบนี้

                หลังจากที่เฟอร์เดินออกไป ฉันคิดว่าทุกอย่างจะดีขึ้นซะอีก แต่เปล่าเลย ฉันหันไปเห็นลุกซ์กับดีทรอยต์จ้องหน้ากันตาไม่กระพริบ บรรยากาศรอบตัวดูตึงเครียด รุ่นพี่คนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นก็ ไม่มีใครพูดจากัน ฉันอ่านสายตาสองคู่ของคนสองคนนั้นไม่ออกเลยจริงๆ ว่าพวกเขาคิดอะไรกันอยู่ แต่ฉันรู้เพียงว่า ทั้งสองคนนี้ต้องมีเรื่องบาดหมางกันแน่นอน จนกระทั่งมีรุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้น

                เอ่อ...ฉันว่าเราปล่อยรุ่นน้องเลยดีมั้ย พวกนายว่าไงรุ่นพี่ถามความเห็นลุกซ์ และดีทรอยต์ น้ำเสียงของเขาแสดงออกถึงความประหม่าอย่างชัดเจน  ซึ่งฉันก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน ลุกซ์คนที่อยู่ตรงหน้าฉัน ช่างดูแตกต่างจากคนเมื่อวานเหลือเกิน

                อืม...ทั้งสองคนตอบสั้นๆ พร้อมกัน ก่อนที่รุ่นพี่คนนั้นจะประกาศปล่อยรุ่นน้องออกจากลานประชุม

                ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันกลับเลยละกัน ไปสิน้ำหอมลุกซ์พูดขึ้น พร้อมหันมามองฉัน

                ผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนนายเหรอดีทรอยต์พูดขึ้น พลางมองมาทางฉัน ก่อนจะหันหน้าไปทางลุกซ์

                แล้วนายยุ่งอะไรด้วย แค่นั้นยังไม่พอเหรอลุกซ์หันกลับมาพูด น้ำเสียงเย็นชา

                นายโง่กว่าที่ฉันคิดนะดีทรอยต์พูดพร้อมกับยิ้มมุมปากนิดๆ

                ใช่! ฉันโง่มากจริงๆ โง่ที่... 

                หยุดพล่ามเรื่องเก่าๆ ซะที ฉันเหนื่อยลุกซ์ยังพูดไม่ทันจบ ดีทรอยต์ก็พูดขึ้นก่อน และเดินไป

                โถ่เว้ย!” ลุกซ์ตะโกนขึ้นมาและฟุบหน้าลงกับโต๊ะ จนฉันสะดุ้ง ฉันไม่รู้และไม่เข้าใจเรื่องที่สองคนนี้คุยกัน และไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องอะไรได้เลย แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้ทำให้ลุกซ์อ่อนแอ เพราะฉันแอบเห็นน้ำตาเขาคลอนิดๆ

                นายไม่เป็นไรนะ ฉันจะทำยังไงดี นายถึงจะรู้สึกดีขึ้นฉันเอามือแตะไหล่เขา ซึ่งยังคงฟุบหน้าอยู่ที่โต๊ะ และพูดขึ้นอย่างเป็นห่วง

                ขอบใจมาก ฉันไม่เป็นไรเขาพูดก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองฉัน และยิ้มให้ จนเห็นฟันที่เรียงกันสวยงาม

                ถ้าอย่างนั้น เรากลับบ้านกันเถอะฉันพูดยิ้มๆ

                ฉันยังไม่อยากกลับบ้านเลย เราไปหาไอศกรีมกินกันดีกว่า ไปมั๊ยเดี๋ยวฉันเลี้ยงเธอเอง

                จริงเหรอ งั้นเราไปกันเลย ฮ่าๆฉันพูดพร้อมกับชี้มือไปข้างหน้า และหัวเราะเสียงดัง ฉันไม่ได้ตะกละที่จะได้กินของฟรีหรอกนะ เอ่อ...แต่อาจจะมีความรู้สึกนั้นปนมาบ้างนิดหน่อย แต่จริงๆ แล้ว ฉันแค่อยากให้ลุกซ์ได้ทำอะไรที่เขาจะสดชื่นขึ้นแค่นั้นเอง

                หลังจากนั้น ลุกซ์ก็พาฉันซ้อนมอเตอร์ไซด์คันเก่งของเขา และพาฉันมาที่ร้านไอศกรีมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านที่ค่อนข้างหรูมาก แต่บรรยากาศดูสดใสและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ลุกซ์บอกฉันว่า ที่นี่มีชื่อเสียงมาก ไอศกรีมของร้านนี้รสชาติเยี่ยมที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมา เขาจะมาที่นี่แทบทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ เพราะถึงแม้ร้านนี้จะเป็นร้านไอศกรีมที่คนเยอะมาก แต่ก็มีมุมส่วนตัวสำหรับ VIP และที่สำคัญที่นี่ยังมีกาแฟที่หอมกรุ่น กับโซนหนังสือแทบจะทุกแนวให้ได้หยิบอ่านตามใจชอบ และแน่นอนลุกซ์เป็นลูกค้า VIP ของที่นี่ เพราะเขาชอบกินไอศกรีมเป็นชีวิตจิตใจ

                อ่ะ เลือกสั่งจากเมนูได้ตามสบายเลยนะ จะเยอะแค่ไหนก็ได้ ฉันจะเลี้ยงเธอเองเขาพูดพร้อมส่งเมนูมาให้ฉัน

                นี่นายจะเลี้ยงฉันจริงเหรอ ฉันนึกว่านายพูดเล่นนะเนี่ย ที่นี่ดูราคาใช่ย่อยเลยนะ

                อ้าว...ฉันบอกเลี้ยงก็คือเลี้ยงสิ เป็นการตอบแทนที่เธออยู่เป็นเพื่อนฉันไง เวลาเห็นหน้าเธอฉันรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย

                ได้! งั้นฉันจะกินให้นายจนเลยคอยดู คิคิ

                เอาสิ ไอศกรีมสตรอเบอรี่ แล้วก็บลูเบอรี่ที่นี่อร่อยมาก ผู้หญิงหลายคนถึงกับหลงรักที่นี่เลยแหละ เธอลองกินดูมั้ยเขาพูดแนะนำ

                ไม่ดีกว่า ฉันชอบกินไอศกรีมรสกาแฟ ฉันจะเอาอันนี้ฉันพูดพร้อมกับชีนิ้วไปยังรูปไอศกรีมในเมนูให้พนักงานดู

                งั้นผมขอ $#&*$$*$%#สตรอเบอรี่*&(^%^&บลูเบอรี่&*%^%&# ” เขาหันไปสั่งไอศกรีมอะไรก็ไม่รู้ฉันไม่เคยได้ยิน แต่ที่แน่ๆ มันมีสตรอเบอรี่ แล้วก็บลูเบอรี่ผสมอยู่ด้วย

                นายนี่กินไอศกรีมรสอย่างกับผู้หญิง

                ก็เหมือนเธอแหละ กินรสอย่างกับผู้ชาย ผู้หญิงทั่วไป เขาไม่ค่อยกินกาแฟกันหรอก เพราะกินแล้วจะหน้าแก่เหมือนเธอไง ฮ่าๆ

                อ้าวเฮ้ย! นายว่าฉันหน้าแก่หรอ นายหนุ่มตายแหละ นายตุ๊ด! ว๊ายๆ

                โหว...เยอะไปละ ฉันล้อเล่นนิดเดียว เธอว่าฉันเป็นตุ๊ดเลย ไม่เล่นแล้วดีกว่า ฉันเสียหายมากไปเขาพูดยิ้มๆ

                นายนี่อ่อนจริงๆฉันพูดเยาะเย้ยเขา

                เขาหันมามองหน้าฉันนิ่งๆ จนฉันรู้สึกว่า ที่ตัวเองพูดออกไปเมื่อกี้ มันผิดหรือเปล่า มันอาจจะทำให้เขาเสียศักดิ์ศรี และอาจจะโกรธฉันได้ เขาดูอารมณ์ดีขึ้นแล้วแท้ๆ ฉันนี่มันปากพาซวยจริงๆ ฉันอยากจะตบปากตัวเองให้ฉีกซะให้รู้แล้วรู้รอดเลย ทำไมเขามองหน้าฉันนิ่งอย่างนี้นะ

                ตอนนี้ ฉันก็ยอมให้เธอแค่คนเดียวเท่านั้นแหละเขาพูดพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ จนฉันรู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก

                เอ่อ...ฉันขอบใจนายมากนะ จริงๆ แล้วนายไม่ต้องยอมฉันก็ได้ ถ้าฉันปากไม่ดี นายมีสิทธิ์ด่าฉันได้เลย อิอิฉันขยับหน้าออกห่างจากเขา และก็พูดพร้อมหัวเราะออกไปเก้อๆ

                ไอศกรีมที่สั่งได้แล้วค่ะพนักงานเสริ์ฟพูดขึ้น พร้อมนำไอศกรีมของฉันและเขามาวางไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะเดินออกไป

                ฉันว่าเรารีบกินไอศกรีมกันดีกว่า ก่อนที่มันจะละลายนะฉันพูดขึ้น

                อืมเอาสิ รีบจัดการกันเลยเขาตอบ

                เมื่อกินเสร็จลุกซ์ก็พาฉันกลับบ้าน เพียงไม่นานนักเราสองคนก็มาถึง ฉันรู้เลยว่า การใช้มอเตอร์ไซด์ในเมือง มันรวดเร็วและสะดวกกว่าการขับรถยนต์มากๆ แต่ข้อเสียก็มี คือเราอาจได้รับมลพิษ แต่ก็อีกแหละ ดีกว่าฉันต้องเป็นโรคประสาท เพราะติดแหงกอยู่กับการจราจรที่ติดขัดบนรถยนต์

                วันนี้ขอโทษนะ ที่ปล่อยให้เธอรอ มันจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก ฉันสัญญาเขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หลังจากที่ฉันลงจากมอเตอร์ไซด์เรียบร้อย

                ไม่เป็นไรหรอก ฉันยกโทษให้นายเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่นายมาช่วยฉันวันนี้ฉันพูดยิ้มๆ ฉันไม่ได้โกรธเขาแล้วจริงๆ ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่ในตอนนั้น ฉันโกรธเขาจนเลือดแทบออกตา

                ฮ่าๆ รอดตายไปฉัน นึกว่าจะโดนเธอด่าหูชาซะแล้ว

                ก็เกือบจะโดนแล้วแหละ นายต้องขอบคุณเรื่องวันนี้

                นี่ฉันต้องไปขอบใจไอ้เฟอร์ใช่มั้ยเนี่ย ที่มันทำให้ฉันได้เป็นพระเอกเขาพูดขำๆ

                ใช่ๆ เอ้อ...แล้วนายกับผู้ชายที่ชื่อดีทรอยต์มีเรื่องอะไรกันเหรอ ฉันรู้สึกเหมือนนายสองคนไม่ถูกกันเลยฉันนึกถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมาได้ จึงถามขึ้น อันที่จริงหน้าของผู้ชายคนนี้ยังติดตาฉันอยู่ตลอดเวลา เขาดูดีมากสุดๆ หน้าตาเขาเหมือนกับเดินออกมาจากหนังสือนิยายที่อ่านสมัยอยู่ม.ต้นเลยทีเดียว

                เธอสนใจมันหรือไง ถึงได้ถามฉัน คงจะเห็นมันหล่อ เท่ห์สินะ ผู้หญิงนี่แย่เหมือนกันหมดลุกซ์ทำหน้าดุ และพูดเสียงแข็งใส่ฉัน

                ถ้าฉันสนใจเขา แล้วนายจะทำไม ยังไงนายก็ไม่มีสิทธิ์มาว่าฉันแบบนี้ อ้อ...แล้วที่ฉันถาม เพราะฉันเป็นห่วง ฉันเพียงแต่เห็นนายเครียดมาก ตอนเจอหน้าเขา ฉันแค่อยากให้นายได้ระบายบ้างฉันพูดเหวี่ยงใส่ลุกซ์ ก่อนจะหันหลังให้เขา เพื่อจะเดินเข้าบ้าน

                น้ำหอม! ฉันขอโทษ ฉันเสียใจ ที่พูดไม่ดีกับเธอ ยกโทษให้ฉันนะลุกซ์พูดขึ้น และวิ่งมาจับข้อมือฉันไว้

                การกระทำแบบนี้ มันแย่มากสำหรับฉัน อย่าทำแบบนี้กับฉันอีก นี่เป็นแค่ครั้งแรก ฉันจะไม่โกรธนายฉันหันไปมองหน้าเขา และพูดเสียงดุ

                โอเค! มันจะไม่เกิดขึ้นอีก ถ้าเธอไม่โกรธฉันแล้ว ไหนลองยิ้มหวานๆ ให้ฉันดูหน่อยสิเขาเอามือมาจับไหล่ของฉันทั้งสองข้าง และยิ้มให้ฉัน

                J ยิ้มนี้ นายต้องขอบคุณ ไอศกรีมวันนี้ฉันยิ้มให้ ตามที่เขาบอก ยังไงก็ตาม ฉันโกรธผู้ชายคนนี้ไม่ลงจริงๆ เขานิสัยน่ารัก แล้วก็อบอุ่นมาก

                ฮ่าๆ เอาอีกแล้ว ฉันต้องขอบคุณอีกแล้วเขาหัวเราะลั่น

                นายนี่มันโชคดีจริงๆ นะ วันเดียวรอดตายสองครั้ง

                ใช่ ยังไงก็ขอบใจมากนะน้ำหอม วันนี้ถ้าไม่มีเธอ ฉันก็คงยังนั่งเครียดอยู่ ขอบคุณที่ฟ้าส่งเธอมาเขาพูดยิ้มๆ พร้อมกับมองหน้าฉัน

                นายก็น้ำเน่าเกินไปแล้ว แต่ยังไง ฉันก็อยากขอบคุณฟ้าที่ส่งนายมาเหมือนกัน นายเป็นผู้ชายในแบบที่ฉันใฝ่ฝันให้เป็นพี่ชาย ขอบใจมากนะ

                เอ่อ...พี่ชาย เธอก็พูดเป็นเล่นไปเขาพูดตะกุกตะกัก

                ใช่! พี่ชาย นี่นายตื่นเต้นขนาดนั้นเลยเหรอ ที่ได้น้องสาวแบบฉัน ไม่เป็นไรน่า ไม่ต้องดีใจมากก็ได้ฉันพูดและเอามือตบแขนเขาเบาๆ

                อิอิ ฉันว่าเธอไปพักผ่อนได้แล้วแหละ พรุ่งนี้เจอกันเวลาเดิมนะเขายิ้มนิดๆ ก่อนพูด

                โอเค! นายก็ห้ามมาสายอีกนะ ไม่งั้นนายไม่รอดแน่ หึหึฉันทำเสียงขู่เขา

                ครับผม คุณหนูเขาพูดและโน้มหัวลง

                หลังจากนั้น พวกเราก็แยกย้ายกันขึ้นห้องของตัวเอง วันนี้ฉันร็สึกดีมาก ถึงแม้จะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น และมีเรื่องที่น่าสับสนเข้ามา แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เรื่องที่ฉันยังคงอยากรู้ก็คือ เรื่องของลุกซ์กับดีทรอยต์

                ทำไม? เขาถึงมองหน้ากันแบบนั้น

                ทำไม? ลุกซ์ต้องร้องไห้

                อะไร? คือเรื่องโง่ที่ทั้งสองพูดถึง

                ทำไม? ลุกต้องโมโหใสฉันขนาดนั้น ตอนพูดถึงดีทรอยต์

                แล้วทำไม? หน้าของดีทรอยต์ แล้วก็เรื่องราวของเขา ยังวนเวียนอยู่ในหัวฉันแบบนี้นะ

                เอ๊ะ! หรือว่าทั้งคู่เป็นคู่เกย์กัน แล้วดีทรอยต์ก็หึงที่ลุกซ์อยู่กับเรานะ ใช่ ต้องใช่แน่ๆ อ๊าก...น้ำหอมนี่แกคิดอะไรบ้าๆ หล่อเท่ห์ทั้งคู่ขนาดนั้นจะเป็นเกย์ได้ไง 

                ฉันนอนคิดและกลิ้งไปมาอยู่บนเตียง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ฉันคิดอะไรออกสักนิด จนเผลอหลับไปตอนไหนก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ดีไม่ดีคืนนี้อาจจะเก็บเรื่องนี้ไปคิดต่อในความฝันซะอีก





 



พัดลมชวนคุย

ร้อยเต็มแล้วค่ะ

ฝากผลงานพัดลมด้วยนะคะ เพิ่งเริ่มเขียนเป็นเรื่องแรก ไม่ดียังไงขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้ด้วย

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ จุ๊บบบๆ ♥

           

           

                   

 

         

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

19 ความคิดเห็น