อ้อมกอดหัวใจ อุ่นไอรัก สนพ.Touch ลงตอนจบ ลบเที่่ยงคืนจ้า

ตอนที่ 5 : (ชื่อ)ปานตะวันเป็นเหตุ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,474
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    11 ก.ค. 54

 

         วางโทรศัพท์จากเพื่อนสาวที่โทรมาชวนกลับไปรับงานเดินแบบเปิดตัวโรงแรมระดับห้าดาวที่พัทยาเรียบร้อยแล้วอิงไอรักก็มาเดินทอดน่องรับแสงแดดยามเย็นอยู่ในไร่

มะเขือเทศสีแดงสดที่เคยเห็นอยู่ไกลลิบๆเมื่อวันก่อนหายไปหมดแล้ว เหลือแต่ลูกเล็กๆ และเพิ่งจะเริ่มแก่จัดเป็นสีชมพูอ่อนซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กับที่ลูกใหญ่ๆสีแดงๆที่หั่นเป็นแว่นในจานสลัด รองเท้าส้นสูงสามนิ้วดูจะไม่ค่อยเป็นอุปสรรคในการเดินบนทางขรุขระกับเธอสักเท่าไหร่ถ้าเทียบกับความคิดอยากเอาชนะสามีที่มัวแต่ตรวจเอกสารและเดินป้วนเปี้ยนอยู่กับคนงานที่ลำเลียงกล่องสีขาวๆขึ้นรถ

ไม่อยากสนใจก็ไม่เห็นจะง้อ เดินคนเดียวก็ได้ เธอคิดขณะเดินย่ำเท้าหนักๆเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่ข้างแปลงมะเขือเทศ ยืนนึกชื่ออยู่ราวครึ่งนาทีเพราะจำได้เพราะเมื่อเช้าเธอได้คุยกับลุงคนนี้บ้างแล้ว

“ลุงปานจ๊ะ มะเทศพวกนี้มันยังไม่สุกเลยนี่ทำไมรีบเก็บกันจัง”

นายหญิงคนสวยถามคนงานวัยห้าสิบเศษๆ ที่เพิ่งนึกได้ว่าชื่อลุงปานขณะก้มลงมองผลมะเขือเทศสีครีมปนชมพูอ่อนที่กำลังถูกเก็บจนจวนจะถึงท้ายแปลงด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้

                “เราต้องรีบเก็บก่อนที่มันจะสุกเต็มที่ครับนายหญิง มะเขือเทศพวกนี้สำหรับกินสดๆ กว่าจะไปถึงโรงงานหรือวางในห้างมันก็จะเป็นสีแดงสวยพอดี เว้นแต่จะเป็นพวกสายพันธุ์ที่ต้องแปรรูปเป็นมะเขือเทศบดก่อนส่งออกหละครับที่จะเก็บผลผลิตตอนสุกได้ที่ ” คนถามพยักหน้าช้าๆกับคำตอบอย่างผู้รู้จริงของลุงปาน ก่อนจะเดินเรื่อยๆไปตามทางเดินระหว่างแปลงที่มีคนงานกระจายอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบคน

                “นายหญิงสวยจังเลยค่ะ” เสียงเล็กๆของใครคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง อิงไอรักขมวดคิ้วน้อยๆ พอหันไปตามเสียงก็เห็นมีคนงานหญิงสามคน ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นแม่กับลูกสาวสองคนเพราะหน้าตาที่มีเค้าเหมือนกันอยู่มาก แต่คนตัวเล็กสุดสวมหมวกและมีผ้าปิดอยู่ทำให้มองไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

                ถึงจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดแต่อิงไอรักก็ส่งยิ้มบางๆให้ทั้งสามคน แต่ประโยคถัดมาของคนที่เธอคิดว่าคงเป็นพี่สาวทำให้ยิ้มของเธอหุบลงทันที...

                “ก็แน่ล่ะซีนังปอ ไม่สวยนายจะเอามาทำเมียเร๊อะ ดูอย่างคุณเมรินลูกสาวผู้ว่าคนก่อนกับคุณปานตะวันก็น่าจะรู้แล้ว สองคนนั้นสวยระดับดารายังอาย ยิ่งรายหลังนี่ถ้าไม่ถูกศัตรูคว้าไปทำเมียตัดหน้าเสียก่อนป่านนี้เธออาจจะได้เป็นนายหญิงของที่นี่ไปแล้วก็ได้ ถึงตอนนี้ก็เถอะ...ยิ่งมาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันอย่างนี้ด้วย...” คำพูดที่คนงานวัยไม่น่าจะเกินยี่สิบห้าใช้ตอบโต้น้องสาวนั้นเล่นเอาคนฟังถึงกับหน้าร้อนขึ้นมาทันที

                “หุบปากพาลงนรกของเอ็งไปเลยนะนังเปีย เอ่อ...นายหญิงคะ อิฉันต้องขอโทษแทนนังเปียด้วยนายหญิงอย่าถือสามันเลยนะคะ” หันไปถลึงตาใส่ลูกสาวคนโตแล้วคนเป็นแม่ก็ขอโทษขอโพยหญิงสาวเสียงนอบน้อม

แต่อิงไอรักมีหรือจะลืมหรือทำหูทวนลมได้ง่ายๆ

 

ไม่กี่นาทีต่อมาคนงานสาวชื่อเปียก็มานั่งคุกเข่าท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของคนงานอีกนับสิบในบริเวณโรงบรรจุสินค้าที่เพิ่งจะเสร็จงานประจำวัน จนชยังกูรต้องสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับที่พัก

“นี่มันอะไรกัน” เสียงทรงอำนาจถามขึ้นเมื่อบริเวณนั้นเหลือแค่เขา ภรรยา รัชชุ และคนงานสาวอีกหนึ่งคนที่เดินก้มหน้าตามอิงไอรักออกมาจากในไร่

“ปานตะวันคือใครคะ” ถามออกไปแล้วก็ได้เห็นสีหน้าแสดงความแปลกใจของสามี ก่อนที่แววตาเรียบจัดนั้นจะเริ่มเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ

“เรามาที่นี่ทำไม” แทนที่จะตอบคำถามของเธอแต่เขากลับหันไปถามคนของเขาเสียงเข้ม คนก่อเรื่องก้มหน้างุดต่างกับตอนพูดเรื่องเจ้านายฉอดๆในไร่เป็นหน้ามือกับหลังมือ

“อิงถามคุณ ไม่ได้ให้คุณไปถามคนอื่น” หญิงสาวเริ่มขึ้นเสียงเมื่อสามีไม่มีทีท่าว่าจะใส่ใจกับคำถามของเธอ

ดูเหมือนอิงไอรักจะลืมไปแล้วว่าเธอกับเขาแต่งงานกันแล้วและผู้หญิงที่ถูกถามถึงเป็นเพียงอดีตที่ชยังกูรเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ เขาไม่ได้รักและไม่เคยรักปานตะวัน ชายหนุ่มเองก็เพิ่งจะรู้ความจริงข้อนี้ด้วยตัวเองเมื่อวันที่ตัดสินใจบอกรักปีศาจตัวน้อยๆที่ยืนรอเอาเรื่องเขาอยู่ตรงหน้านี้ หลังจากที่ตอนแรกรู้สึกเหมือนถูกเหยียบจมูกอยู่พักใหญ่

                “ไม่อยากให้ถามคนอื่น แล้วอิงไปพาคนอื่นมาทำไม” ชายหนุ่มย้อนถามอย่างชักจะมีน้ำโหบ้าง จู่ๆเธอก็มาเค้นถามเรื่องไม่เป็นเรื่องแถมยังมองเขาด้วยสายตากล่าวหาต่อหน้าบริวารของเขาอีกนับสิบ

                “อิงถามว่าปานตะวันเป็นใคร แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน...คนของคุณบอกว่าเขาเกือบจะได้เป็นนายหญิงของที่นี่มันหมายความว่ายังไงคะหมอก” เธอยิงคำถามเดียวกับที่ถามคนงานที่ชื่อเปียแต่ไม่ได้รับคำตอบเพราะสาวชาวไร่ไม่ยอมปริปากพูดอะไรใส่สามีอีกครั้ง

                “เป็นคนที่อิงไม่ควรจะสนใจ ไม่ควรจะพูดถึง” ชายหนุ่มพยายามรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดทั้งที่อยากจะกระชากคนอวดดีที่ยืนเท้าสะเอวจ้องเขาตาลุกเป็นไฟเข้าไปซัดก้นซักเผี๊ยะ

“เปียกลับไปทำงานได้แล้ว” ปะกาศิตของผู้มีอำนาจสั่งการสูงสุดในไร่ทำให้คนงานสาวไม่รอช้า รีบพาตัวเองกลับเข้าไปในไร่อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอให้บอกซ้ำ ก่อนที่นายหญิงจะสะบัดหน้างอๆเดินลงส้นมุ่งหน้าไปยังถนนที่ทอดไปทางบ้านใหญ่และต่อยาวไปจนถึงเรือนหอหลังงาม แต่ไปได้ไม่ถึงสิบก้าวคนเดือดจัดเพราะอารมณ์หึงหวงแบบไร้สาระหาเหตุผลแทบไม่ได้ก็ถูกอุ้มพาดบ่ากลับไปยังรถคันงามที่จอดอยู่ที่เดิมตั้งแต่เมื่อเช้า

“จะอาละวาดเรื่องอื่นผมไม่ว่า แต่อย่าขุดเรื่องอดีตไร้สาระนั่นมาทำให้ผมปวดหัวเข้าใจมั้ย!!!” คนที่อุ้มเธอพาดบ่าเข่นเขี้ยวเสียงลอดไรฟันก่อนจะเปิดประตูรถแล้วยัดร่างนุ่มๆของภรรยาเข้าไปอย่างไม่ปราณีปราศรัยแล้วรีบอ้อมไปนั่งที่นั่งคนขับและพารถเคลื่อนออกไปยังบ้านใหญ่อย่างรวดเร็ว อิงไอรักนั้นไม่ต้องพูดถึง เธอทั้งโกรธทั้งร้อนใจ น้อยใจและคับข้องใจจนพูดอะไรไม่ออก รู้แต่ว่ามันจุกไปหมด ไม่อยากทำตัวงี่เง่าไร้สาระแต่ลองใครมาได้ยินแบบเธอบ้างสิ ทำเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อนได้ก็ถือว่าเก่งล่ะ

 

*****

“ตาหมอก น้องโกรธอะไรเรารึเปล่าลูก ทำไมดูท่าทางแปลกๆพูดน้อย ไม่ยิ้มไม่อ้อนเหมือนเดิม” ศจีถามบุตรชายอย่างอดไม่ได้ทันทีที่ลับหลังลูกสะใภ้ เธอลอบสังเกตอาการของทั้งคู่อยู่ตลอดเวลาบนโต๊ะอาหาร พอสบโอกาสตอนที่อิงไอรักขอตัวไปคุยโทรศัพท์กับผู้จัดการส่วนตัวที่บอกว่ามีเรื่องด่วนจะพูดด้วยเธอจึงรีบถามคำถามที่สมาชิกอีกสามคนบนโต๊ะก็นึกสงสัยเช่นเดียวกัน

 

“นั่นสิฮะ ผมก็กะจะถามอยู่เหมือนกัน ปกติถ้าเจอปุยฝ้ายนี่พี่สะใภ้ผมเป็นต้องกระโดดกอดไปแล้ว แต่วันนี้มาแปลกแฮะ” ชยรพเสริมขึ้นในขณะที่พี่ชายวางช้อนยกน้ำขึ้นจิบด้วยสีหน้าเครียดจัด

“โดนโรคงี่เง่าเล่นงานเอาน่ะสิฮะ” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ หลังจากมองออกไปเห็นแผ่นหลังของภรรยาที่นั่งคุยโทรศัพท์อยู่บริเวณเทอเรสกว้างหน้าบ้าน ปกติถ้าเจอกับพิรัลดาหรือพี่ปุยฝ้ายของเธอ อิงไอรักเป็นต้องคุยจ้อไม่ยอมหยุดแล้ว แต่คราวนี้แม่ตัวยุ่งกลับเพียงแต่ยิ้มจืดๆ เท่านั้น

“ตายแล้ว!!!  ทำไมว่าน้องอย่างนั้นล่ะลูก นี่เล่ามาให้หมดเลยนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่งงานได้ไม่กี่วันก็มีเรื่องซะแล้ว นี่มันอะไรกันลูกชายลูกสะใภ้ฉัน”

“นิดหน่อยเองครับแม่” ชยังกูรก็ยังตอบแบบประหยัดคำพูดอีกตามเคย

“ยัยหนูถึงกับหงอยไปเป็นคนละคนอย่างนั้นคงไม่นิดหน่อยม้างไอ้ลูกชาย ยังไงก็อย่าให้พ่อเขามาว่าเอาได้ล่ะว่าเอาลูกสาวเขามาแล้วข่มเหงไม่รักษาน้ำใจน้องจนกลายเป็นคนละคนกับตอนมาวันแรก”บิดากล่าวเตือนเสียงราบเรียบเมื่อคิดว่าหนทางชีวิตคู่ของลูกชายคนโตเริ่มขรุขระบ้างแล้ว มีอย่างที่ไหนแต่งงานได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็มีเรื่องให้มึนตึงไม่พูดไม่จากัน

 

*****

                ดวงตาดำใหญ่เป็นประกายกล้าอยู่ตลอดเวลาของวินธัยเหลือบมองคนตัวเล็กๆที่ดูเหมือนพยายามจะเดินเว้นระยะห่างจากเขาให้มากที่สุดอย่างไม่พอใจหลังจากพาเธอมาเดินอยู่ในศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดร่วมชั่วโมง เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองมีอะไรที่น่ารังเกียจนักหนาเธอถึงได้อยากอยู่ให้ห่างๆเขานัก

                “อุ้ย!!! ปล่อยนะคะคุณจะทำอะไรของคุณ” ปานตะวันอุทานอย่างตกใจเมื่อจู่ๆคนที่เดินอยู่ห่างกันเกือบสามเมตรก็กรากเข้ามาคว้าหมับที่แขนของเธอแล้วดึงเข้าไปจนชิดตัวเขา

                “ฉันต่างหากที่ควรจะถามเธอว่าคิดจะทำอะไร เดินกับฉันนี่มันเสียหายหรือน่าอับอายมากเลยหรือไงถึงต้องถ่อไปเดินห่างเป็นกิโลขนาดนั้น” เขาเข่นเขี้ยวขณะโอบแขนไปรอบเอวเล็กอย่างถือวิสาสะและแสดงความเป็นเจ้าของเต็มที่ลูกน้องสองคนที่เดินตามหลังในตอนแรกทิ้งระยะห่างออกไปเหมือนจะรู้หน้าที่ของตัวเองและรู้ใจเจ้านาย

                “ปล่อยเถอะค่ะ คนเขามองกันใหญ่แล้ว อายเขา” คนตัวเล็กวิงวอนทั้งน้ำเสียงและแววตา

เธอรู้ฐานะของตัวเองดี คนเกือบทั้งจังหวัดรู้ว่าเขาเป็นใคร และมีอีกไม่น้อยที่รู้ว่าเธอเป็นใคร อยู่กับเขาในฐานะอะไร ถ้าไม่จำเป็นปานตะวันไม่อยากออกมาเผชิญโลกภายนอกจนกว่าจะหลุดพ้นสภาพที่ไม่รู้จะเรียกตัวเองว่าอะไรนี้ด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อเป็นปะกาศิตของเขาเธอหรือจะกล้าขัด ถ้าเขาบอกว่าจะพามานั่นหมายถึงเขาสั่งให้มาและถ้าเธอไม่มาคงไม่ต้องให้บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

                “อายทำไม มีอะไรน่าอาย ผัวจะกอดจะโอบเอวเมียตัวเองนี่มันเป็นเรื่องน่าอายตรงไหนไม่ทราบ” เขาพูดพร้อมกับยักไหล่อย่างไม่แคร์ แต่กลับทำให้คนฟังถึงกับแก้มแดงปลั่งขึ้นมาทันที

“อย่าพูดอย่างนี้เลยค่ะ ในเมื่อคุณเองก็รู้ว่ามันไม่ใช่ ป่านไม่ใช่เมียแต่เป็นแค่คนที่คุณหิ้วมาเป็นคู่นอนด้วยวิธีสกปรกเพราะอยากเอาชนะศัตรูก็เท่านั้น” เธอแย้งเสียงเบา ความประหม่าเขินอายกับคำพูดตรงๆลุ่นๆของเขาในตอนแรกเปลี่ยนเป็นความเจ็บพุ่งจี๊ดเข้าสู่กลางใจเมื่อสำนึกอย่างหนึ่งเตือนว่าอย่าลืมฐานะของตัวเอง

“พูดเหมือนเมียขี้ใจน้อย” เขายังยืนยันคำพูดเดิมทั้งที่เธอแย้งว่าไม่ใช่ก่อนจะหัวเราะหึอย่างไม่ใส่ใจอะไรมากนัก วันนี้เขาอารมณ์ดีเกินกว่าจะมาเอาเรื่องกับคำพูดขัดแย้งปนตัดพ้อเหมือนจะน้อยเนื้อต่ำใจของคนที่นอนเตียงเดียวกับเขามากว่าสองปีเศษแต่เจ้าของเตียงยังมองไม่เห็นวี่แววของคำว่าเบื่อหรืออิ่มในตัวเธอเลยแม้แต่น้อย

ขณะที่เขาพาเดินผ่านแผนกเสื้อผ้าและของใช้เด็กที่มีแต่สีสันสดใสบ้างก็สีหวานจนทำให้บริเวณนั้นดูอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจในความรู้สึกของปานตะวัน อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเธอเกิดมีเจ้าตัวเล็กๆขึ้นมาแล้วได้มาเดินเลือกของใช้พวกนี้ให้ลูกกับเขาจะมีความสุขแค่ไหน

อย่าบ้าน่ะยัยป่าน เธอลืมไปแล้วรึไงว่าตัวเองต้องมาอยู่ในสภาพหวานอมขมกลืนฝืนใจไม่ให้รักอย่างนี้เพราะอะไร เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเบื่อ หรือพี่ชายสามารถหาเงินมาคืนเขาได้ สองปีที่ผ่านมาความผูกพันที่ทำท่าจะก่อตัวแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆในหัวใจที่แสนจะบอบช้ำของเธอจะต้องมีค่าเท่ากับศูนย์โดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น

“อยากได้เหรอ เข้าไปดูกันมั้ย” เสียงห้าวถามขึ้น ปลุกคนที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยให้ตื่นจากพวัง

“ขะ...คะ ไปดูอะไรเหรอคะ”

แทนคำตอบมือเรียวแข็งก็ลากเธอตรงเข้าไปในแผนกของใช้เด็กอ่อน ปานตะวันพอหายงงก็เริ่มสงสัยว่าเขาคิดจะทำอะไร หรือว่าเขาจะรู้ว่าเมื่อกี้เธอคิดอะไรอยู่ เอ หรือเขาจะให้เธอช่วยเลือกของพวกนี้ไปฝากคนรู้จักที่เพิ่งคลอดลูก...

พนักงานสาวในชุดฟอร์มของร้านเดินตรงมาพร้อมกับส่งยิ้มเป็นมิตร

“คุณวินพาป่านเข้ามาในนี้ทำไมคะ จะซื้อของใช้เด็กอ่อนไปฝากใคร” เธอรีบถามคนข้างๆเมื่อพนักงานคนนั้นเดินเข้ามาจวนจะถึงตัว เห็นสีหน้าและแววตาก็รู้แล้วว่าเจ้าหล่อนคงจะคิดว่าทั้งคู่คงจะเป็นสามีภรรยาที่มาซื้อหาของใช้ให้เบบี๋อย่างคู่อื่นๆ แต่ปานตะวันนั้นรู้และท่องเอาไว้จนขึ้นใจเลยล่ะว่า ไม่มีวัน

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าต้องการเดินชมสินค้าก่อนหรืออยากเจาะจงสินค้าชนิดไหนเป็นพิเศษรึเปล่าคะ ของใช้สำหรับเด็กอ่อนเราจะแยกจัดไว้ตามอายุของน้อง ถ้าเป็นเสื้อผ้าจะมีตั้งแต่แรกเกิดถึงหนึ่งขวบแต่ถ้าของเล่นอื่นๆมีให้เลือกจนถึงอายุสามขวบเลยนะคะ” คนที่ลากเธอเข้ามายืนฟังคำแนะนำของพนักงานราวกับสนใจเสียนักหนา ปานตะวันเงยหน้ามองเขาอย่างรอคำตอบว่าเขาจะซื้อของพวกนี้ไปให้ใคร หรือว่านอกจากเธอแล้วเขายังมีผู้หญิงคนอื่นอีก และผู้หญิงคนนั้นก็กำลัง...

“เอ่อ ไม่ทราบว่าน้องอายุกี่เดือนแล้วคะ” สาวเจ้าถามมาอีกเพราะคิดว่าทั้งคู่อาจจะไม่ได้เอาลูกมาด้วย คนถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคุณแม่ถึงกับหน้าร้อนวูบวาบ

“ยังไม่เกิดครับ” วินธัยตอบหน้าตายแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด เล่นเอาทั้งคุณแม่กำมะลอและพนักงานต่างก็เหวอไปตามๆกัน เห็นอาการของสองสาวแล้วชายหนุ่มก็รีบพูดเสริมอีกว่า

“แต่คิดว่าคงจะอีกไม่นาน ก็เลยอยากมาเลือกๆเอาไว้รอ...จริงมั้ย?”ท้ายประโยคหันมาถามคนที่ยื่นมือไปจับเสื้อตัวจิ๋วหลบหน้าหลบตาเขากับพนักงานสาวที่เพิ่งจะหายจากอาการอึ้งไปชั่วขณะ ปานตะวันพยักหน้าหงึกหงักแต่ไม่ยอมละสายตาจากเสื้อผ้าสีหวานเนื้อผ้าอ่อนนุ่มมือที่แขวนช้อนกับเป็นตับ

“จะ...จริงค่ะ จริง” เธอไม่เข้าใจจริงๆว่าเขาเกิดนึกพิเรนอะไรขึ้นมาถึงได้เล่นแบบนี้

“อ๋อ งั้นก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยนะคะ เชิญว่าที่คุณพ่อคุณแม่เลือกชมสินค้าได้ตามสบายเลยค่ะ” สาวใหญ่กล่าวพร้อมกับพยักหน้ายิ้มๆก่อนจะผละไปอีกทาง

“คุณทำแบบนี้ทำไมคะ” ปานตะวันถามขึ้นทันทีที่ถูกทิ้งให้อยู่ด้วยกันตามลำพัง แล้วก็เห็นหัวคิ้วเข้มๆของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“ทำอะไร”

เธอคิดว่าเขาถามกลับเหมือนต้องการจะแกล้งเสียมากกว่า ในเมื่อเขาเองก็รู้ว่าเธอหมายความถึงอะไร

“ก็...เอ่อ...คุณบอกว่า เรา...อีกไม่นาน เราจะมีลูกทั้งที่คุณก็รู้ว่ามัน...เอ่อ...มันเป็นไปไม่ได้” วิยธัยปรายตามองคนพูดติดๆขัดอย่างขำๆ ความจริงเขาก็ไม่ได้คิดที่จะพาเธอแวะเข้ามาในนี้ตั้งแต่แรกหรอก แต่เห็นแววตาอ่อนแสงจนกลายเป็นอ่อนโยนของเธอที่มองเข้ามาในนี้แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขามีลูกกับผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัวคนนี้ขึ้นมาจริงๆ เขาจะเป็นผู้ชายที่น่าอิจฉาแค่ไหน

สาบานได้ว่าวินาทีแรกที่ได้เห็นเธอเขาไม่เคยคิดจะรัก มีเพียงความรู้สึกอยากได้อยากแย่งชิงให้สาแก่ใจเท่านั้น กับผู้หญิงคนอื่นไม่ว่าจะสวยหยาดฟ้ามาดินแค่ไหนก็ไม่เคยมีอายุไขการเป็นคู่ควงหรือคู่นอนมากเกินสองเดือน แต่กับผู้หญิงคนนี้ คนที่เขาใช้อำนาจเงินกลั่นแกล้งและต้อนครอบครัวเธอให้จนมุมเพื่อที่จะได้เธอมาครอบครองทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าความเบื่อหรือเอือมระอากับรสชาติเดิมๆอย่างที่เคยรู้สึกกับผู้หญิงอื่นมันไม่เคยย่างกรายเข้ามาในความรู้สึกของเขาอีกเลย

“ทำไม...เธอเป็นหมันเหรอ”ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ คนขี้อายยิ่งหน้าแดงเข้าไปใหญ่ สองปีที่ตกเป็นของเขาถ้าไม่ใช่เพราะยาคุมกำเนิดที่ต้องกินอยู่เป็นประจำปานตะวันก็ไม่อยากจะคิดว่าชีวิตน้อยๆที่เขาพูดถึงเมื่อครู่อาจจะออกมาลืมตาดูโลกเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้

“ป่าน เอ่อ..ป่านอยากกลับแล้วค่ะ คุณจะซื้ออะไรอีกรึเปล่าคะ” พูดจบก็ทำท่าจะเดินหนีเขาไปอีกทาง วินธัยมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเปรยขึ้นเสียงดังๆ

“มาช่วยฉันเลือกเสื้อผ้าเด็กพวกนี้หน่อยสิ มันเยอะแยะไปหมดเลือกไม่ถูก”

นั่นแหละคนหน้าบางถึงลากเท้ากลับมาที่เดิม

“คุณชอบแบบไหนล่ะคะ ป่านเลือกไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าจะซื้อให้เด็กคนไหนอายุเท่าไหร่” เธอถามพลางช้อนตาขึ้นมองตาคมกริบของอีกฝ่ายที่มองเสื้อผ้าสีสันสดใสรอบตัว

“เอาตั้งแต่แรกเกิดเลย เลือกแบบที่ใส่ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย...แต่เท่าที่ดูๆนี่มีแต่สีหวานๆซะมากกว่า เอาเป็นว่าตามใจเธอเลยแล้วกัน จะเอาตัวไหนยังไงก็เลือกได้ตามใจ” อย่าว่าแต่คนฟังเลยที่แปลกใจ แม้แต่คนพูดเองพูดออกไปแล้วก็แปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อยว่าเขาเกิดบ้าอะไรขึ้นมาถึงได้พาเธอมาเลือกเสื้อผ้าเด็กแบบนี้ เขารู้แต่ว่าเขาต้องการให้เธอเลือก และเธอก็ต้องเลือก ตอนนี้วินธัยไม่อยากคิดถึงเหตุผลหรือความจริงอะไรทั้งนั้น

เมื่อทิ้งหน้าที่เลือกเสื้อผ้าตัวจิ๋วให้เป็นของภรรยาทางพฤตินัยเรียบร้อย เจ้าของรีสอร์ทหนุ่มก็ผละไปเดินดูมุมรองเท้าเด็กที่อยู่ไม่ห่างกันนัก

ชายหนุ่มไล้ปลายนิ้วไปตามรองเท้าบูทขนาดจิ๋วทำจากผ้าเนื้อนุ่มสีชมพูหวานประดับด้วยดอกไม้เล็กๆสีครีมอย่างเบามือ...นี่กระมังที่เขาว่า ตีนเท่าฝาหอย คนจิตใจแข็งกระด้างคิดก่อนจะยิ้มอ่อนโยนที่สุดในรอบหลายปี

“เสื้อผ้าหรือว่าของใช้ที่เกี่ยวกับเด็กๆส่วนมากก็กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักอย่างนี้แหละค่ะ” เสียงหวานคุ้นหูดังมาจากด้านหลังเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ พอหันกลับไปดูก็เห็นนางฟ้าคนเดิมที่เขาพามายืนเอียงคอส่งยิ้มบางๆให้เขา ด้านหลังมีพนักงานคนเดิมยืนถือตะกร้าสีหวานที่บรรจุเสื้อผ้าชิ้นน้อยสีลูกกวาดไว้เต็มไปหมด

รอยยิ้มแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นได้บ่อยนัก ยิ้มนี้จะมีให้เห็นแค่ในยามที่เธอเผลอหรือลืมเรื่องที่ขุ่นข้องหมองใจกับการกระทำของเขาไปชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ชายหนุ่มบอกตัวเองก่อนจะซึมซับภาพนั้นไว้หล่อเลี้ยงหัวใจที่แห้งแล้งความรักความอาทรของเขา

“เรียบร้อยรึยัง” เสียงห้าวฟังดูคลายความกระด้างลงกว่าปกติทำให้ปานตะวันกล้าที่ขยับเข้าไปใกล้ๆเขา

“เรียบร้อยแล้วค่ะ แต่ไม่รู้ที่เลือกไปจะถูกใจคุณรึเปล่า รองเท้าสีชมพูนั่นสวยจังเลยนะคะไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนสวมมันได้ เล็กขนาดนั้นน่าจะเป็นรองเท้าตุ๊กตามากกว่า” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เธอกล้าที่จะเป็นฝ่ายพูดหรือออกความคิดเห็นกับเขาก่อน สายตาสองคู่มองเพ่งลงไปยังจุดเดียวกัน

“เอาคู่นี้ด้วยนะ” คนที่เคยชินแต่กับการออกคำสั่งหันไปบอกพนักงานก่อนจะเปิดประเป๋าสตางค์หยิบบัตรเครดิตแพลตตินั่มสีเทาดำหรือที่มีบางคนเคยเปรียบเปรยไว้ว่าคนที่ได้ถือบัตรนี้ก็เหมือนถือตะเกียงอาลาดิน อยากได้อะไร อยากไปไหนก็เสกสรรได้ตามใจชอบยื่นให้พนักงาน

“คุณวินคะ ป่าน...เอ่อ ป่านขอแวะบ้านซักสิบนาทีได้มั้ยคะ ป่านคิดถึงแม่คิดถึงร้าน” ปานตะวันก็ตัดสินใจขออนุญาตในเรื่องที่เธอชั่งใจอยู่เป็นนานสองนานว่าจะพูดหรือไม่พูดดีด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ ระหว่างทางกลับรีสอร์ทขณะที่รถกำลังมุ่งหน้าออกไปทางนอกเมืองละกำลังจะผ่านร้านเบเกอรี่ของเธอ

“นะคะ...ป่านขอร้อง ถ้าคุณไม่อยากเสียเวลาจะกลับไปก่อนก็ได้แล้วป่านจะให้พี่ปุ๊ไปส่งเอง นะคะ”

“จะคิดถึงอะไรกันนักกันหนากับอีแค่ร้านเล็กๆ ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ” เขาถามสับยอกอย่างไม่คิดจะรักษาน้ำใจซึ่งก็เป็นผลให้คนข้างๆหน้าตึงขึ้นมาทันที

 ร้านเล็กๆที่เขาว่านั้นอย่างน้อยก็ทำให้ครอบครัวมีรายได้ส่งเสียเธอเรียนจนจบปริญญาตรี และรายได้ทั้งหมดที่หล่อเลี้ยงหลายชีวิตในครอบครัวของเธอก็ได้มาจากการขายขนมในร้านแทบทั้งสิ้น

“ร้านเล็กๆ ที่คุณว่า คือชีวิต คือครอบครัวของเราค่ะ ถ้าคุณคิดว่าร้านเล็กๆของเราไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วคุณยื่นมือเข้ามายุ่งกับมันทำไม คุณพยายามบีบพวกเราทุกทางทั้งที่ครอบครัวป่านไม่เคยทำอะไรให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจเลยแม้แต่น้อย ขอได้สะใจเท่านั้นเป็นพอ คุณเอาร้านเล็กๆแต่สำคัญกับครอบครัวป่านที่สุดมาเป็นเครื่องมือที่จะตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อย่างเลือดเย็น นี่เหรอคะร้านที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ...อย่างน้อยมันก็น่าสนใจถึงขนาดที่ทำให้ป่านยอมเอาตัวเข้าแลก ยอมมาตกนรกทั้งเป็น” ถึงจะไม่พอใจอยู่มากแต่ปานตะวันก็ยังพยายามที่จะไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรงตอบโต้เขาแต่ก็เน้นเสียงหนักตรงคำว่าร้านเล็กๆ อย่างแดกดันอยู่ในที

“แน่ใจเร้อว่าอยูกับฉันน่ะเหมือนตกนรก ฉันนึกว่าไอ้ที่เธอครางอืออาอยู่ทุกคืนนี่เพราะฉันพาไปขึ้นสวรรค์ซะอีก” คนถือไพ่เหนือกว่าย้อนกลับได้อย่างเจ็บแสบและสร้างความอับอายให้กับเธอจนหน้าชาไปหมด คนขับรถของเขายังคงรักษาระดับความเร็วและสีหน้าให้เป็นปกติเหมือนไม่ได้ยินในสิ่งที่เจ้านายพูด ปานตะวันอยากจะโทษให้เป็นความผิดของตัวเองที่ไปยอกย้อนเขาทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่มีวันชนะ

เงียบเสียดีกว่ายัยป่าน หญิงสาวบอกตัวเองก่อนจะปิดปากเงียบเก็บซ่อนความเจ็บช้ำใจไม่ให้แสดงออกผ่านทางสายตา รถวิ่งเข้าใกล้เขตบ้านของเธอเข้าทุกทีแต่เธอคงหมดหวังแล้วกระมัง

“อยากกลับไปหาแม่ก็ทำตัวให้มันน่ารักๆหน่อยซิ่ นี่อะไร เถียงฉอดๆแบบนี้ใครที่ไหนจะอยากตามใจ” พูดออกไปแล้วก็อดสงสารคนตัวเล็กไม่ได้ ยิ่งเห็นเธอนั่งเงียบ ผินหน้าออกไปนอกรถเขาก็ยิ่งใจอ่อน

“นี่...ฉันพูดด้วยไม่ได้ยินรึไง หรือว่าไม่อยากกลับไปหาแม่แล้ว” ชายหนุ่มพูดเหมือนจะให้ความหวัง คนคิดถึงบ้านเริ่มหันหน้ากลับไปมองหน้าหล่อเหลาอย่างไม่แน่ใจ

“คุณ...จะพาป่านแวะหาแม่เหรอคะ”

คนใจร้ายพยักหน้าแต่แววตาเป็นประกายไม่น่าไว้ใจ

“แต่มีข้อแลกเปลี่ยน” พูดจบก็รั้งร่างนุ่มเข้าไปกอดอย่างอดรนทนไม่ไหวเมื่อเห็นสีหน้าคลางแคลงใจของเธอ ปานตะวันยอมให้เขากอดแต่โดยดี อึดใจต่อมาพวงแก้มสุกปลั่งก็ถูกจมูกโด่งๆของคนบ้าอำนาจจู่โจมเอาอย่างย่ามใจ

“ขะ...ข้อแลกเปลี่ยน อะไรเหรอคะ”

“เธอต้องไปงานแต่งลูกสาวอาเผดิมกับฉัน รับปากฉันว่าจะไม่ทำหน้าอมทุกข์ ที่สำคัญ...เธอต้องทำให้ไอ้ชยังกูรมันเห็นว่าเธอมีความสุขแค่ไหนที่ได้อยู่กับฉัน ถ้าเธอรับปากเธอจะได้กินมื้อเย็นกับแม่เธอ อ้อ...กับฉันด้วย” คนยื่นข้อเสนอยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตานั้นร้ายอย่าบอกใครเลยล่ะ

กินข้าวเย็นกับแม่อย่างนั้นเหรอ นานแค่ไหนแล้วนะที่บนโต๊ะอาหารที่บ้านเหลือแค่มารดา พี่สาว พี่ชายพี่สะใภ้และหลานสาวตัวน้อยๆ ที่อยู่ในวัยน่ารักน่าชัง

“ตกลงค่ะ ป่านรับปากแต่ไม่รับรองนะคะว่าจะทำได้ดีแค่ไหน”

*****

 

 

                รู้สึกว่าจะมีการแย่งซีนกันเกิดขึ้น อิอิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

400 ความคิดเห็น

  1. #188 NetiiZ.Colourful_safety-first (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:57
    ต่อไปป่านต้องรักคุณวินมากแน่ ๆ เลย >< หนูอิงเริ่มขี้นเยอะอ่าา คุณหมอกอย่าเพิ่งเบื่อนะคะ !!
    #188
    0
  2. #84 annie (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 มกราคม 2555 / 18:31
    เพิ่งเข้ามาอ่านชอบคู่ป่านมากค่ะ ไม่ชอบหนูอิงอ่านแล้วรู้สึกเหนื่อยกะหนูอิงมากเลยนิสัยเอาแต่ใจสุดๆ ยกคู่นี้ให้เป็นคู่เอกค๊า
    #84
    0
  3. #57 plalawan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 / 21:08
    คู่นี้เป็นอีกคู่ที่น่าสนใจนะเนี่ย
    #57
    0
  4. #42 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2554 / 11:31
    ชอบทั้งสองคู่เลยทีเดียว แต่แอบหมั่นไส้คู่หนูอิงที่แอบเอาแต่ใจจนพระเอกปวดหัว แล้วแอบสงสารป่านที่สามีทั้งดุทั้งขรึมแต่ก็รักแต่ยังปากแข็ง
    #42
    0
  5. #40 somjeed2 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2554 / 15:40

    ชอบทั้งสองคู่เลยค่ะ

    #40
    0
  6. #39 นัควัต (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2554 / 12:28
    มารออ่านค่า
    #39
    0
  7. #37 tunasandwich (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2554 / 09:36
    อยากอ่านคู่ของป่านเยอะๆค่ะ
    #37
    0
  8. #36 Kamecat (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2554 / 23:20
     ชอบคู่ป่านกับคุณวินค่ะ
    รออยู่ๆ
    #36
    0
  9. #35 nickna (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2554 / 19:46
    รอค่ะรอ คุณหมอกนี่ใช้ไม่ได้จริงๆ พ่อกับแม่สามีน่ารักอ่ะ
    #35
    0
  10. #34 yingkub (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2554 / 02:29
    เรื่องแบบนี้มันเรื่องใหญ่เชียวหละคุณหมอกไม่ใช่เรื่องงี่เง่านะจ๊ะสำหรับคนเป็นเมีย
    #34
    0
  11. #32 somjeed2 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2554 / 13:10
    มาให้กำลังใจค่ะสู้ๆนะค่ะ
    #32
    0
  12. #31 nickna (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 / 23:02
    เออ...จริงเห็นด้วยกับนางเอก ใครจะไปทนได้
    #31
    0