อ้อมกอดหัวใจ อุ่นไอรัก สนพ.Touch ลงตอนจบ ลบเที่่ยงคืนจ้า

ตอนที่ 4 : เดือดดาล...พาลเพราะรัก 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    2 ก.ค. 54

                บรรยากาศในห้องนอนเต็มไปด้วยความตึงเครียด อิงไอรักนอนตะแคงหันหลังให้คนที่เธอไม่ปรารถนาจะเห็นหน้าเขาเป็นที่สุด ไม่รู้ล่ะ งานนี้เขาผิดเห็นๆ ถามนวลดูก็ได้ ที่เธอยอมทิ้งความศิวิไลซ์ ทิ้งงานที่ตัวเองรัก ยอมมาอยู่ห่างเพื่อน ห่างอกอุ่นๆของพ่อแม่ ไม่ใช่เพราะรักเขาหรอกหรือ แล้วดูที่เขาตอบแทนความรักของเธอเข้าสิ

ใครรู้เข้าคงนึกขำแกมประหลาดใจว่าอิงไอรักยอมละทิ้งทุกอย่างเพื่อมานั่งจับเจ่าคอยสามีอยู่ในเรือนหอหลังงามกับสาวใช้ แต่งงานคืนแรกเขาก็หนีลงจากเตียงไปเฝ้าม้าตกลูกตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง สองวันต่อมาเขาก็ทิ้งเธอไว้บ้านทั้งวันจนถึงเย็นแถมยังมาชวนทะเลาะอย่างไม่รู้จักสำนึกในความผิดของตัวเองเอาซะเลย  

คอยดูนะถ้าไม่ยอมง้อคืนนี้อย่าได้มากอดเค้าเชียว!!! หญิงสาวคิดอย่างโกรธกรุ่นปนน้อยใจ นึกแล้วก็อยากจะหันกลับไปแอบดูว่าเขาจะมองเธออยู่รึเปล่า เขาไม่คิดจะง้ออิงไอรักเลยรึไงกันนะ สวีทฮาร์ทของเธอจะรู้บ้างรึเปล่าว่าถ้าไม่ได้นอนซุกอกเขาอิงไอรักก็คงจะนอนไม่หลับ แต่ถ้าจะให้เธอบอกตรงๆในสถานการณ์เช่นนี้ก็เมินเสียเถอะ

                “อิง” เสียงทุ้มเรียกชื่อภรรยาเหมือนจะหยั่งเชิง

                นั่นไง เขาเรียกเธอแล้ว คอยดูสิอีกหน่อยก็ต้องมาง้ออีกตามเคย คนถูกเรียกนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจเมื่อได้ยินเสียงทุ้มของสามีเรียกชื่อเธอเหมือนจะหยั่งเชิง

                “ขา” ถึงจะยังนอนตะแคงหันหลังให้แต่อิงไอรักก็ขานรับได้อย่างน่ารักตามความเคยชิน หญิงสาวมีข้อดีก็ตรงนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหนแต่คำพูดคำจาของเธอก็ยังคงน่ารักไม่เปลี่ยนตามอารมณ์ ในเมืองไทยจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่เรียกสามีว่าดาร์ลิ้งหรือสวีทฮาร์ทได้อย่างเต็มปากเต็มคำไม่เว้นแม้แต่เวลาโกรธหรือทะเลาะกัน  แต่แม่ยอดรักคนนี้กลับใช้บ่อยเสียจนติดปากและชยังกูรเองก็ชินกับมันตั้งแต่ตอนยังไม่ได้แต่งงานเสียอีก

                “สัญญากับผมได้มั้ยว่าจะไม่หนีออกไปแบบวันนี้อีก...ผมขอร้องนะครับ” เมื่อบอกดีๆก็แล้ว สั่งห้ามก็แล้ว คนนอนแขนก่ายหน้าผากมองเพดานนิ่งจึงตัดสินใจลงทุนขอร้องในที่สุด อิงไอรักทำตาปริบๆ ไม่นึกว่าจู่ๆเขาจะอ่อนข้อมาข้อร้องเธอง่ายๆ

แต่การขอร้องไม่ให้ออกไปนอกเขตไร่ตามลำพังก็ไม่ได้แปลว่าง้อนี่นา อีกใจหนึ่งแย้งขึ้น

                “ได้ค่ะ...สัญญา” เธอตอบสั้นๆแล้วก็รู้สึกว่าคนข้างๆเริ่มขยับเข้ามาใกล้จนเกือบชิดแผ่นหลังบางสวยใต้ชุดนอนสีเทาเนื้อผ้านุ่มเบาสบายของตัวเอง แต่หญิงสาวก็ยังนอนนิ่ง

                “อยากไปในไร่กับผมมั้ย” ประโยคคำถามสั้นๆนี้ทำเอาคนนอนให้หลังให้เขามาเกือบชั่วโมงพลิกตัวกลับแทบไม่ทัน

                “ไปได้เหรอคะ” เธอถามสีหน้าตื่นๆ ที่ถามก็เพราะเมื่อเช้าอิงไอรักก็ขอไปกับเขาจนคอแทบแตกแต่เขาก็ใจแข็งไม่ยอมให้ไปนี่นา

                ชยังกูรยักคิ้วให้เล็กน้อยๆ ซึ่งทำเอาคนมองแทบละลายกับความหล่อร้ายบนใบหน้ายิ้มกริ่มที่ยิ่งดูมีเสน่ห์ขึ้นมาอีกเท่าตัวนั้น

เฮ้อ...แล้วแบบนี้เธอจะให้เธอใจแข็งต่อได้ยังไง

                “แต่มีข้อแม้ว่าอิงต้องแต่งตัวให้มิดชิดนะ ในไร่มีคนงานอีกหลายสิบคนที่ยังไม่เคยเห็นอิง ก็พวกคนงานใหม่นั่นล่ะ ดีเหมือนกันจะได้พาไปโชว์ตัวซะเลย”

                “ทีเมื่อเช้าไม่ยอมให้ไป”       

                “ตอนแรกก็กะจะไม่ให้ไป แต่ตอนนี้บอกตรงๆว่าชักกลัว” พูดจบชายหนุ่มก็รั้งร่างนุ่มเข้าไปกอดเอาดื้อๆ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่อิงไอรักโผเข้าหาอกอุ่นๆนั้นอย่างอดไม่ไหว ได้ซุกอยู่ในที่ที่เธอชอบบนร่างแกร่งกำยำของคนที่เธอรัก     คนขี้งอนก็เริ่มอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะถามว่า

                “กลัวอะไรเหรอคะ”

                “กลัวเมียไม่รัก” เส้นผมอ่อนนุ่มจนแทบไม่น่าเชื่อว่าผ่านความร้อนและการทำสีมานับครั้งไม่ถ้วนถูกจมูกโด่งของ เขาซุกไซ้สูดดมเอาความหอมหนักๆ

                “ไม่อยากรักจะรักนักหรอก คนอะไรใจร้ายเป็นบ้า...หมอกขา ให้อิงไปทำงานด้วยทุกวันไม่ได้เหรอคะ อิงเหงาไม่อยากอยู่บ้าน” พูดจบสัมผัสบางเบาจากกลีบปากอ่อนนุ่มก็แตะลงบนแผ่นอกเรียบตึง ไม่รู้ว่าด้วยอารมณ์ซุกซนหรืออยากแสดงความรัก

                “ไม่ได้” ชายหนุ่มตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด มือเล็กๆที่ลูบไล้แผ่นหลังของเขาเล่นไปมานั้นหยุดชะงักทันที

                “ทำไมล่ะคะ”

                “ในไร่แดดแรงมาก เดี๋ยวผิวจะเสียเอา”

อิงไอรักคิดว่าเขาก็พูดเกินไป ทีเขาไปอยู่ในไร่ทุกวันมาตั้งหลายปียังไม่เห็นว่าผิวเขาจะเสียหรือคล้ำเลยนี่นา ตรงกันข้ามกลับยิ่งน่ามองด้วยซ้ำ เธอชอบผู้ชายผิวสีกาแฟแบบนี้ อ้อ กาแฟใส่นมข้นนะ ไม่ใช่กาแฟดำ สุดที่รักของเธอนั้นเรียกว่าเข้าข่ายชายชาตรีทุดกระเบียดนิ้วเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาและสีผิวที่ไม่ถึงกับขาวแต่ก็ไม่เข้มจนเกินไป

                “เสียก็ผิวอิงนี่คะ อีกอย่าง อิงมีซันบล็อคครีม SPF 60 รับรองเอาอยู่แน่นอน”              

                “เอาน่า...พรุ่งนี้ลองไปดูก่อน อิงอาจจะเปลี่ยนใจทีหลังก็ได้ ในไร่น่ะไม่ได้น่าอยู่เหมือนบ้านของเราหรอกแต่ที่ผมต้องไปขลุกอยู่ทั้งวันก็เพราะว่าเลี่ยงไม่ได้” ชายหนุ่มอธิบายก่อนจะซุกหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่นอย่างรวดเร็ว อิงไอรักดันศีรษะเขาออกเหมือนยังมีเรื่องต้องตกลงกันก่อน

                “งั้นพรุ่งนี้ให้อิงไปอยู่ในไร่กับคุณทั้งวันเลยนะคะ แล้วเรื่องวันต่อๆไปก็ค่อยว่ากันอีกที” เธอสรุปให้ ชยังกูรพยักหน้าส่งๆ เพราะมัวแต่สนใจร่างนุ่มของแม่ตัวยุ่งจนไม่อยากเสียเวลาพูดอะไรให้มากความ

 

*****

                “คุณวิน...เอ่อ...เรียกป่านมาพบ มีอะไรเหรอคะ” ปานตะวันถามเจ้าของห้องที่นั่งหันข้างให้ประตูด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แน่ล่ะ เขารับรู้การมาของเธอผ่านทางหางตาแต่คนใจร้ายก็ทำเฉยเสีย ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองผู้หญิงที่ตกเป็นของเขาเพียงเพราะเขาต้องการจะเอาชนะคู่แข่งอย่างชยังกูร

                “เมื่อเช้าตอนฉันไม่อยู่ ใครใช้ให้เธอเสนอหน้าลงไปต้อนรับแขกของฉัน” วินธัยถามเสียเย็นก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วย่างสามขุมเข้าไปหาคนที่ยืนตัวลีบอยู่หลังประตูอย่างคุกคามเต็มที่

 เห็นดวงตาเขาลุกโรจน์ราวกับมีเปลวเพลิงสุมอยู่ปานตะวันก็ถอยหลังกรูดแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดทันที แล้วก็รู้ว่าตัวเองหมดทางหนีเมื่อแผ่นหลังชนตุบเข้ากับบานประตู พอเขาก้าวถึงตัวใบหน้าหวานก็มีอันต้องเหยเกเมื่อไหล่ทั้งสองข้างถูกมือหนาขยุ้มแรงๆก่อนจะกระชากเข้าไปตะคอกถามด้วยสีหน้าดุดัน

                “เงียบหาพระแสงอะไร ฉันถามก็ตอบมาซิ่...ตอบมา!!!

                “โอ๊ย...ป่านเจ็บ” ทนแรงบีบที่หนักมือขึ้นเรื่อยๆของเขาไม่ไหวเข้าหญิงสาวก็ส่งเสียงประท้วง รู้สึกเจ็บร้าวบริเวณหัวไหล่จนน้ำตาแทบร่วง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำผิดอะไรหนักหนา เมื่อเช้ามีแขกวีไอพีมาขอพบเขานัยว่าเป็นพวกเจ้าของบริษัททัวร์จากต่างประเทศ แต่ชายหนุ่มไม่อยู่และใครก็ติดต่อไม่ได้เธอจึงลงไปรับหน้าไว้ก่อนอย่างที่เคยทำอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะอาละวาดเดือดดาลเหมือนครั้งนี้ ปานตะวันไม่ทันคิดว่าความหวังดีของเธอจะกลายเป็นการเสนอหน้าหรือถือสิทธิ์ไปเสียอย่างนั้น

                “พวกเขาเป็นแขกวีไอพี แล้วยังมาขอพบคุณ ป่านเห็นว่าคุณไม่อยู่ก็เลย...”

                “ก็เลยลอยหน้าลอยตาไปเที่ยวบอกใครต่อใครว่าเธอเป็นน้องสาวฉัน...อย่างนั้นใช่ไหม เธอก็รู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ไปหว่านเสน่ห์หรือทำตัวใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนคนไม่ผัวแบบนั้น หรือว่าลืมไปแล้วว่าตัวเองอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร หา!!! ถ้าลืมฉันจะได้เตือนความจำให้” คนพูดแยกเขี้ยวน่าชังในขณะที่คนฟังถึงกับหน้าซีดปากสั่นด้วยความกลัวเขาจับใจ แต่วูบหนึ่งของความกลัวนั้นมีความน้อยเนื้อต่ำใจแฝงอยู่ด้วย

คำพูดชื่นชมกับแววตาแสดงความสนอกสนใจของเจ้าของบริษัทท่องเที่ยวจากออสเตรเลียในยามที่พูดถึงปานตะวันไม่ขาดปากเมื่อตอนเขากลับจากทำธุระในเมืองนั้นทำให้วินธัยแทบจะตั้นหน้าไอ้หมอนั่นลงไปกองด้วยความหึงหวง ยิ่งพอได้ยินอีกฝ่ายชมว่าน้องสาวของเขาสวยราวกับนางฟ้าแถมยังเปรยๆทีเล่นทีจริงว่าอยากจะขอสมัครเป็นน้องเขยของเขานั่นแหละ ทำให้ชายหนุ่มถึงกับหูอื้อตาลายรีบขอแยกตัวกลับทั้งที่เพิ่งจะนั่งดื่มด้วยกันไม่ถึงชั่วโมง

                “คุณวิน!!!” คนไม่ค่อยมีปากมีเสียงร้องขึ้นอย่างหมดความอดทนเมื่อฟังคำพูดหยาบคายของเขา ใช้เล่ห์เหลี่ยมกับอาจเงินลากเธอมาย่ำยียังไม่พอ เขายังย่ามใจถึงขนาดพ่นคำพูดร้อนๆดูหมิ่นดูแคลนเธออย่างไร้ความปราณีเป็นทีสุด ความเจ็บปวดจากปลายนิ้วแข็งๆที่ขยุ้มไหล่เธอเข้าไปเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอนนั้นยังไม่ได้เศษเสี้ยวของความเจ็บปวดทางใจเลยด้วยซ้ำ

                “ดูถูกกันมากเกินไปแล้วนะคะ” ปานตะวันขึ้นเสียงใส่อย่างเจ็บช้ำน้ำใจ

                “ทำไม พูดแค่นี้ทนฟังไม่ได้รึไง หึ ทนฟังไม่ได้แต่ทำได้” พูดจบก็ผลักเธอใส่บานประตูเต็มแรงจนคนตัวเล็กๆ รู้สึก จุกร้าวไปทั้งร่าง มือบางควานหาลูกบิดแล้วทำท่าจะหมุนตัวกลับออกไปข้างนอกแต่ก็ถูกกระชากกลับเข้าไปปะทะอกแกร่งของเขาอีกครั้ง

                “ปล่อย ในเมื่อคุณบอกว่าฉันไม่มีสิทธิ์มาเสนอหน้าอยู่ที่นี่ ฉันก็จะกลับขึ้นไปอยู่ในที่ของฉันและจะไม่มาเดินเพ่นพ่านให้ใครเห็นอีก” คนเปลี่ยนสรรพนามเรียกตัวเองว่า ฉัน อย่างที่เขาใช้มาตลอดมองประสานสายตากับดวงตาดำใหญ่ที่ลุกเป็นไฟเพราะความโกรธทำให้เธอลืมกลัวไปชั่วขณะ

                “เธอไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน” เขาโต้กลับ หอบหายใจรุนแรงจนอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงหนักๆ แต่พอเริ่มได้กลิ่นหอมอ่อนๆที่เขาออกจะคุ้นเคยจากร่างงามเย้ายวนใจนั้นแววตากร้าวกระด้างก็เริ่มอ่อนแสงลงทันที แต่มีแววตาอีกชนิดหนึ่งมาแทนที่ซึ่งคนที่ใบหน้าอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบเห็นแล้วต้องขืนร่างหนีหลบประกายตาที่เริ่มฉายแววปรารถนาอย่างไม่บิดบังของเขาทันที

                “แล้วป่านมีสิทธิ์อะไรบ้างคะ ช่วยบอกให้รู้หน่อยว่าอยู่ที่นี่ป่านมีสิทธิ์อะไรบ้าง มีมีสิทธิ์ที่จะหายใจอยู่รึเปล่า” คนถูกรังแกถามแดกดันอย่างอดไม่ได้

เมื่อไหร่กันนะ เมื่อไหร่เธอจะหลุดพ้นจากสภาพนี้เสียที ปานตะวันนึกถึงคำพูดของพี่ชายที่ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างหมดหนทางที่จะช่วยน้องสาวให้พ้นเงื้อมมือของวินธัย พี่ขอโทษ พี่มันโง่เองที่ไปหลงติดกับดักของเขา ความจริงจะโทษคุณวินอย่างเดียวก็ไม่ถูกนัก ถ้าพี่ไม่ไปเข้าบ่อนเรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น อดทนหน่อยนะป่าน พี่สัญญาว่าจะรีบหาเงินไปใช้คืนเขาให้เร็วที่สุด อาจจะเปิดร้านดึกกว่าเดิมแล้วก็ทำขนมให้พี่ปิ่นไปฝากขายในร้านเล็กๆ ตามหน่วยงานราชการในจังหวัด คงได้เงินเพิ่มขึ้นและพวกเราจะช่วยกันประหยัดให้มากที่สุด ซักวันพี่จะต้องไปเอาตัวน้องสาวพี่กลับมาให้ได้พี่ปุ๊จ๋า กว่าจะถึงวันนั้นป่านก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะยังเหลือความเป็นคนอยู่รึเปล่า ป่านเจ็บเหลือเกิน เจ็บจนแทบจะทนไม่ไหวทุกครั้งที่เขาดูหมิ่นเหยียดหยามป่าน หญิงสาวร่ำร้องอยู่ภายในใจ

                “ขึ้นไปรอบนห้อง อีกสิบนาทีฉันจะตามไป” ปานตะวันแทบผงะ รู้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร หญิงสาวพยักหน้าช้าๆอย่างยอมรับในชะตากรรมของตัวเอง หน้าที่ของเธอมันก็มีอยู่แค่นี้...แค่นี้จริงๆ

ไม่อยากจะเชื่อว่าการที่ชยังกูรมาแสดงท่าทีว่าสนใจหรืออาจจะเป็นแค่สะดุดตาและถูกชะตากับเธอเมื่อหลายปีก่อนจะเป็นการชักนำภัยมาถึงตัวจนต้องมาตกอยู่ในขุมนรกกับผู้ชายคนนี้ ได้ยินว่าชยังกูรแต่งงานแล้วกับสาวสวยดีกรีนางแบบคนหนึ่ง แค่นี้ก็น่าจะบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาหมดความสนใจหรือแทบจะไม่ได้ใยดีปานตะวันเลยแม้แต่น้อย แล้วทำไมผู้ชายคนนี้ยังไม่ยอมปล่อยเธอไปนะ หรือว่าเธอจะต้องทนไปจนกว่าพี่ชายจะหาเงินจำนวนมหาศาลนั้นมาใช้เขาได้ อีกทางหนึ่งก็คือรอจนกว่าเขาจะเบื่ออย่างที่เขาเคยพูดไว้เมื่อครั้งได้ครอบครองเธอครั้งแรก

*****

                ร่างโปร่งบางได้สัดส่วนที่เดินกรีดกรายลงมาจากชั้นบนทำให้ชยังกูรแทบจะตีหน้าไม่ถูก เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกประชดด้วยการแต่งกายที่ มิดชิดเกินความพอดีของภรรยา หมวกปีกกว้างใบเก๋นั้นปิดใบหน้างามจนเกือบมิดเห็นเพียงส่วนริมฝีปากและปลายคางเมื่อเขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและเธอเดินลงมาหยุดหมุนตัวอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

                เขาชักไม่แน่ใจว่าเธอจะตามเขาไปทำงานหรือจะไปงานเดินวิ่งมินิมาราธอนกันแน่ เสื้อวอร์มแขนยาวสีชมพูอ่อนที่รูดซิบขึ้นไปถึงคอกับกางเกงขายาวรัดรูปสีเดียวกันคงทำให้หลายๆคนมองภรรยาของเขาด้วยสายตาประหลาดๆอย่างไม่ต้องสงสัย ยังดีนะที่เธอไม่สวมรองเท้าผ้าใบแต่เลือกรองเท้าหุ้มส้นซึ่งถ้าจำไม่ผิดทั้งหมวกทั้งรองเท้าที่สวมอยู่นี้ เขาเคยเห็นภรรยาสวมตอนไปเที่ยวเมืองนอก

                “เป็นไงคะ แบบนี้พอจะผ่านรึเปล่า...นี่มิดชิดที่สุดในชีวิตแล้วนะคะเนี่ย เอ้า...ถึงกับตะลึงไปเลยเหรอคะดาร์ลิ้ง” คนแต่งกายมิดชิดถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นพูดกับเขาเพราะปีกหมวกนั้นบังสายตาจนมองเห็นเพียงแค่ช่วงลำคอของสามี

                ชยังกูรยิ้มมุมปากน้อยๆ นึกหาวิธีกำจัดไอ้หมวกปีกกว้างดีไชน์เก๋ไก๋แต่ชวนให้นึกถึงพวกผู้ดีหลงกรุงในยามที่อยู่กลางไร่กลางเขาแบบนี้ออกไปให้พ้นจากศีรษะเล็กๆของเธอ

                “ผมว่า...หมวกใบนี้มันใหญ่ไปนะ ดูเกะกะ” ชายหนุ่มพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำพูดที่จะทำให้ใบหน้าเปื้อนยิ้มของภรรยาคนสวยมีอันต้องงอง้ำ ความจริงเขาคิดว่ามันดูตลกๆ ยังไงชอบกล จริงอยู่ที่ว่าคนสวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด แต่แม่ตัวยุ่งนี่เป็นเมียเขา เมียนายชยังกูร กลวัชร ที่เพียงแต่เอ่ยชื่อก็มีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก แถมตอนนี้คนงานอีกไม่รู้กี่สิบคนที่รอคอยที่จะได้ยลโฉมเธออยู่

                “ไม่สวยเหรอคะ” เธอถามไปอีกเรื่อง เริ่มทำสีหน้าเสียดายที่ชยังกูรพูดคล้ายๆจะตำหนิแบบรักษาน้ำใจ งั้นก็แปลว่าที่เขามองเธอตาไม่กระพริบราวกับตกตะลึงก็เพราะหมวกคู่ใจใบเก่งของเธอสินะ อิงไอรักก็หลงเป็นปลื้มนึกว่าสามีตกตะลึงในความสวยของเธอซะอีก

                “ไอ้สวยมันก็สวยดีอยู่หรอก แต่ผมว่า...มันไม่เหมาะที่จะสวมเข้าไปในไร่ซักเท่าไหร่ หมวกที่อิงขนมาจากกรุงเทพมีเกือบสิบใบ สวยๆทั้งนั้น แล้วก็เล็กกว่านี้ด้วย เดี๋ยวผมขึ้นไปหยิบให้ใหม่ดีกว่านะ” ยังไม่ทันที่ชยังกูรจะหมุนตัวไปทำอย่างที่พูดคนถูกขัดใจก็เริ่มย่ำเท้าน้อยๆ พอให้เป็นสัญญาณว่าถ้าขืนเขายังยืนยันจะเปลี่ยนหมวกให้เธอล่ะก็ คงต้องรบกันอีกซักยกสองยก

                “แต่อิงชอบใบนี้นี่นา พี่โบว์อุตส่าห์ซื้อมาฝากจากฝรั่งเศสเชียวนะ หมอกขา ดูดีๆสิคะสวยออก ทีเมื่อก่อนอิงสวมตั้งหลายครั้งคุณยังไม่เห็นเคยว่าอะไรซักคำ” เธอพยายามพับปีกหมวกเอียงคอให้เขาดูหวังจะให้ชายหนุ่มคล้อยตาม นึกถึงหน้าคนซื้อมาฝากแล้วเขาก็ไม่แปลกใจนักหรอก ยังจำสาวสวยเพื่อนร่วมวงการของภรรยาที่ชื่อโบว์ได้ติดตา ชื่อจริงชื่ออะไรเขาจำไม่ได้ แต่การแต่งตัวสุดเจิดจรัสเน้นความโอเว่อร์ของเจ้าหล่อนนี่สิทำเอาชยังกูรเริ่มกลัวว่าเมียเขาจะนึกบ้าจี้อยากเอาอย่างเธอขึ้นมาบ้าง

                “แต่นั่นมันตอนไปเมืองนอกกับไปทะเลนะ มันไม่เหมือนกัน ในไร่น่ะเวลาเดินต้องระวัง ถ้าเกิดไอ้หมวกนี่มันปิดหน้าปิดตาจน...”

                “ไม่รู้ล่ะ อิงจะใส่ใบนี้ ถ้าดาร์ลิ้งขัดใจอิงก็แปลว่าไม่อยากให้อิงไปด้วย”

                เอาแล้วไง!!! ชายหนุ่มคิดอย่างเพลียหัวใจ ลอบถอนหายใจหนักๆก่อนจะจูงแขนคนหัวดื้อออกไปขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าบ้าน นึกภาวนาอย่าให้ไอ้หมวกเจ้าปัญหากับรองเท้าหุ้มส้นคู่สวยแต่สูงไม่น่าจะต่ำว่าสามนิ้วนั้นเป็นต้นเหตุให้แม่ตัวร้ายของเขาได้รับบาดเจ็บหรือต้องล้มหัวทิ่มให้อายคนงานในไร่เลย

               

 

สายตาหลายสิบคู่ต่างก็มองหญิงสาวที่เดินลงจากรถของเจ้านายด้วยสายตาชื่นชม ขนาดคนที่เคยเห็นเธอมาก่อนหน้านี้แล้วก็ยังอดเพ่งพิศดูความงามที่เปล่งรัศมีมาแต่ไกลของนายหญิงคนใหม่ไม่ได้ หลายๆคนอมยิ้มทำสีหน้าทึ่งๆแกมประหลาดใจเมื่อเห็นเครื่องแต่งกายของเธอ

                “นายครับ พานายหญิงเข้าข้างในก่อนเถอะครับตรงนี้แดดแรงมาก” รัชชุ ลูกน้องคนสนิทของชยังกูรเดินออกมาจากโรงบรรจุผักด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อิงไอรักกวาดตามองไปรอบๆ มีลานคอนกรีตกว้างขวางเต็มไปด้วยลังบรรจุมะเขือเทศและพืชผักอื่นๆ ที่เห็นเยอะที่สุดก็มีมะเขือเทศกับแคนตาลุปผลโตๆ ซึ่งถูกลำเลียงเข้าไปด้านในด้วยกรรมวิธีทันสมัย ด้านข้างของตัวอาคารมีรถคอนเทรนเนอร์สี่คันจอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ

                อิงไอรักกำลังคิดว่าเธอไม่ได้มาเพื่อที่จะไปนั่งเป็นคุณนายอยู่ข้างในนั้นหรอกนะ มะเขือเทศสีแดงสดราวกับแปลงปลูกสตรอบอรี่นั้นน่าสนใจกว่าเยอะ นึกแล้วก็เคืองๆ คนที่ยืนปั้นหน้าขรึมๆอยู่ข้างเธอไม่น้อยที่เขามักจะพาเธอไปขลุกอยู่ที่คอกม้าและสนามฝึกขี่ม้าแทบจะทุกครั้งที่เธอมาที่นี่ มิน่าล่ะ คนงานพวกนี้ถึงมองเธอแปลกราวกับไม่เคยเห็นหน้าอิงไอรัก

                “แต่ฉันไม่ได้อยากเข้าไปในนั้น มีแต่คนกับเครื่องจักรไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจตรงไหน” เธอแย้งหน้าตาเฉยแต่รัชชุถึงกับยืนหน้าจืดไปต่อไม่เป็น ว่าแล้วก็หันหาสามีที่ยืนเท้าเอวอยู่ด้านหลัง

                “หมอกขา อิงอยากไปดูมะเขือเทศกับแคนตาลูปที่อยู่ในไร่ตรงโน้น” เห็นหน้าตึงๆของเขาแล้วคนเอาแต่ใจก็รีบทำเสียงอ้อนๆ

                “เดี๋ยวตอนเย็น แดดร่มๆแล้วผมจะพาไป ตอนนี้เข้าไปกินของเช้าข้างในก่อน รัชชุให้เด็กเตรียมไว้รอแล้ว” เขาพูดเสียงเฉียบขาดและไม่รอให้อีกฝ่ายได้เล่นแง่หรือขัดแย้งอะไรอีก มือแข็งๆคว้าหมับเข้าที่แขนเรียวเล็กของภรรยาก่อนจะจูงเธอตามเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็วชนิดที่อิงไอรักหมดสิทธิ์ดื้อใส่เขานั่นแหละ รัชชุมองนายหญิงที่ถูกกึ่งลากกึ่งจูงนำหน้าเขาไปพลางคิดว่า กับเธอคนนี้เจ้านายเขาค่อนข้างตามใจหรือจะเรียกอีกอย่างก็คือขัดไม่ค่อยได้ก็จริง แต่เวลาที่ชยังกูรเอาจริงขึ้นมาละก็ เขาทำได้ชนิดที่คนรั้นๆแสนพยศอย่างอิงไอรักพูดไม่ออกเชียวล่ะ

               

ภาพหญิงสาวร่างโปร่งบางได้สัดส่วนเดินเกาะหลังเกาะไหล่ผู้ชายตัวโตๆที่เดินเข้าออกระหว่างโรงบรรจุสินค้ากับมุมหนึ่งของลานกว้างด้านหน้าซึ่งเต็มไปด้วยเบี้ยมะเขือเทศสายพันธุ์ใหม่หลายพันต้นที่เตรียมลงแปลงราวกับลูกลิงตัวเล็กๆทำให้คนงานหลายคนที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานได้ชุ่มชื่นหัวใจอยู่ไม่น้อย หลายครั้งคนถูกเกาะทนไม่ไหวต้องหันไปจุมพิตแก้มใสๆนั้นอวดสายตาคนงานแต่ยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยตามแบบของเขา

                “ผมว่าอิงไปนั่งรอผมข้างในก่อนดีกว่า เดินตามผมอย่างนี้เดี๋ยวจะเมื่อยเอา” ไม่ใช่แค่กลัวเธอจะเมื่อยอย่างเดียวหรอก แต่เขากลัวว่าลูกน้องจะพลอยเวียนหัวจนไม่เป็นอันทำงานเพราะคนที่คอยป้วนเปี้ยนบ้างก็เดินตามเขาต้อยๆ แล้วไหนจะต้องคอยตอบคำถามของคนช่างซักอีกล่ะ

 หมอกขา นี่เค้าทำอะไรคะทำไมมีแต่เมล็ดอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมดเลย... เอ๊ะ!!! นั่นเขาใส่อะไรลงไปคะ...’ ‘แล้วทำไมต้องเอามะเขือเทศไปบดด้วยล่ะคะ... แล้วรถพวกนี้เขาจะเอามะเขือเทศไปส่งที่ไหนบ้างคะฯลฯ มันช่างเป็นคำถามที่ดูเหมือนจะไม่พยายามคิดเอาเองบ้างเลย บางครั้งคนตอบก็อดคิดไม่ได้ว่าภรรยากำลังเรียกร้องความสนใจจากเขามากกว่าที่จะอยากรู้จริงๆ

                “ไม่เอา...จะให้อิงไปนั่งรอสบายเฉิบอยู่ข้างในแล้วปล่อยให้ดาร์ลิ้งเหนื่อยอยู่คนเดียวได้ยังไงกัน...ถึงอิงจะช่วยคุมคนงานไม่ได้แต่อิงก็ซับเหงื่อได้นะจะบอกให้” แล้วเธอก็สาธิตวิธีซับเหงื่อที่เล่นเอาคนงานที่กำลังขนเบี้ยมะเขือเทศขึ้นรถต้องอึ้งกันเป็นแถบๆด้วยการรั้งใบหน้าหล่อเหลาที่เริ่มจะมีเหงื่อซึมออกมาอีกรอบเข้าไปแนบแก้มเนียนใสอมชมพูของตัวเองในขณะที่คนถูกซับเหงื่อแทบจะวางสีหน้าไม่ถูก บอกตัวเองว่า ถ้าไม่รีบหาทางปัดแม่ตัวร้ายออกไปให้ห่างงานของเขา เบี้ยมะเขือเทศที่วางเรียงรายอยู่นี่คงเฉาตายก่อนจะได้ลงแปลงปลูกแน่ๆ

                “ผมยังไม่ได้บอกว่าเหนื่อยเลยซักคำ” ชายหนุ่มว่าเสียงนุ่ม ทั้งที่คิดในใจว่าเขาจะเหนื่อยกว่าเดิมก็เพราะมีคนเดินขัดแข้งขัดขาบ้างก็เกาะไหล่เกี่ยวเอวเป็นเด็กไม่รู้จักโตนี่แหละ เขาอยากรีบเคลียร์งานให้เสร็จก่อนค่ำคนงานจะได้รีบแยกย้ายกันกลับที่พัก อีกอย่างวันนี้ต้องพาเธอไปทานข้าวเย็นที่บ้านใหญ่กับบิดามารดา เขาจึงต้องปล่อยสินค้าออกจากไร่ให้เรียบร้อยร้อยก่อนหกโมงเย็น

                แล้วก็เหมือนสววค์จะเป็นใจให้ชยังกูรเมื่อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่เธอเพิ่งสอยมาไม่ถึงอาทิตย์ดังขึ้นขัดจังหวะ

                “อุ๊ย!!! จีน่าโทรมาค่ะ...หือม์ นึกว่าจะลืมว่ามีเพื่อนอยู่กลางป่ากลางเขาแล้วซะอีก...ฮัลโหล ว่าไงจ๊ะคุณจินันดา นึกว่ามัวแต่เมคมันนี่จนลืมเพื่อนซะแล้ว...อะไรนะไม่ค่อยได้ยินเลย...อ๋อ ก็แน่ซิจ๊ะ หวานจนน้ำตาลยังอายเลยล่ะ โอ๊ย...เรื่องนั้นน่ะเหรอ สบายมาก อย่าลืมสิจ๊ะว่าถึงจะอยู่บนเขาแต่สัญญาณโทรศัพท์ก็เข้าถึง ที่นี่ไม่ได้กันดารอย่างที่พวกเธอคิดหรอกนะ ตอนนี้เหรอ...ไม่ได้อยู่บ้านหรอกอยู่ในไร่ พอดีสวีทฮาร์ทของฉันพามาด้วย อืม...จะบอกยังไงดีล่ะ คือเราห่างกันนานๆไม่ได้น่ะ...อุ้ยปากเสีย เรื่องอะไรมาแช่งให้คนเขาเบื่อกัน...”

                เหมือนแม่ตัวยุ่งจะเริ่มให้ความสนใจกับเสียงปลายสายมากกว่าที่จะยืนขวางการทำงานของเขาอีกต่อไป        ชยังกูรมองตามคนที่เดินผละห่างออกไปทางห้องพักแต่เสียงคุยโทรศัพท์ยังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ  ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะหันกลับไปสนใจคนงานที่กำลังลำเลียงเบี้ยมะเขือเทศขึ้นรถเพื่อย้ายเข้าไปปลูกในไร่ นึกอยากขอบคุณโทรศัพท์ที่เธอเอาห้อยคอมาด้วย แต่จะว่าไปแล้วเขาต้องขอบคุณเพื่อนของเธอที่ชื่อจีน่าสิถึงจะถูก



 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

400 ความคิดเห็น

  1. #319 pinzzz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มีนาคม 2555 / 12:25
    คุณเธอช่างเยอะจริงๆ น่ารักค่ะ
    #319
    0
  2. #109 auai_jaa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:09
    มีเมียเด็กก็งี้แหละค่ะคุณหมอก

    แถมไม่เด็กธรรมดาเอาแต่ใจสุดๆเลยด้วย 55+

    แต่น่ารักดีนะคะ อิอิอิ
    #109
    0
  3. #56 plalawan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 / 20:59
    อิอิ ช่างพูดจริงนะจ๊ะ
    สงสารป่านอ่ะ
    #56
    0
  4. #33 yingkub (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2554 / 02:25
    ปวดหัวแทนคุณหมอกเลยทีเดียว
    #33
    0
  5. #30 somjeed2 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 / 17:30

    ชอบนางเอกค่ะ น่ารักไม่เหมือนใครดี ชอบๆ

    #30
    0
  6. #29 นัควัต (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 / 11:40
    สงสารคุณป่านเนอะๆๆๆ
    #29
    0
  7. #28 เฉิ่ม (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2554 / 14:10
    เวอร์ก็น่ารักนะ
    #28
    0
  8. #27 นัควัต (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2554 / 11:28
    แหมมม คุณอิงนี่สุดยอดความเว่อรืเลย อิอิ แต่ก็น่ารัก
    #27
    0
  9. #25 jupiter-nan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 / 17:08
    สงสารป่านอ่ะ
    #25
    0
  10. #24 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 / 13:29
    หึงหละสิ ขนาดป่านแลดูซูบเซียวอย่างนี้ ยังมีคนชมก็ต้องหึงหวงเนอะ
    #24
    0