Love Glamour พิสูจน์รักเสน่ห์ร้าย

ตอนที่ 7 : บทที่ 3 สะกดทุกลมหายใจ | PART 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 694
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ก.ย. 62

สะกดทุกลมหายใจ | PART 2


เราสบตากัน...ดวงตาเบิกกว้างด้วยกันทั้งสองฝ่าย รถเริ่มขยับ...ใกล้จุดที่เขายืนอยู่เข้าไปเรื่อย ๆ เมื่อเรามาอยู่ในระดับเดียวกัน เราสองคนต่างยิ้มและโบกมือให้กันและกัน ฉันไม่อาจหยุดยิ้มได้เพราะนึกประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราผ่านกันมาไกลแล้ว

ตลกจังเลย” ฉันส่ายหัวอย่างอดยิ้มไม่ได้ เมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมองดูหมายเลขรถที่ตัวเองขึ้นอีกครั้งก็รู้ว่าฉันขึ้นรถผิด ฉันเกือบจะกดกริ่งเพื่อวิ่งลงจากรถในป้ายที่กำลังจะถึง แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันในวันนี้แล้วฉันเลยปล่อยเลยตามเลย ให้รถพาฉันไปที่ไหนก็ตามที่ฉันยังไม่เคยมีโอกาสได้ไปชมในนิวคาสเซิล

ฉันไม่อยากรู้สึกหดหู่หรือแม้แต่นั่งเบื่อที่จะต้องยอมรับความจริงว่า ตัวเองไม่มีความสามารถที่จะสมัครงานให้เป็นที่ยอมรับที่ไหนได้ จึงคิดว่าการเปิดช่องว่างให้ตัวเองแบบนี้อาจจะช่วยฉันได้บ้างก็ได้

รถแล่นผ่านถนนขนาดใหญ่โดยที่สองข้างทางมีพื้นที่เป็นลานทุ่งหญ้ากว้างซึ่งดูเหมือนเป็นที่ไว้ให้ผู้คนใช้สำหรับพักผ่อน มีต้นไม้เรียบกับทางเดินที่ขนานไปกับถนนดูร่มรื่นต่างจากพื้นที่ที่ฉันอาศัยอยู่โดยสิ้นเชิง

เมื่อรถแล่นเข้าสู่หมู่บ้านที่มีชื่อว่ากอสฟอร์ท (Gosforth) ฉันก็เพิ่งจะได้เห็นความงามของหมู่บ้านในนิวคาสเซิลเป็นครั้งแรกในชีวิต บ้านแต่ละหลังในแถบนี้ล้วนดูดีและมีขนาดใหญ่กว้างขวาง ไม่ใช่อิฐสีแดงเหมือนหมู่บ้านที่ฉันอาศัยอยู่ในตอนนี้ สีขาวของตึกอาคารที่เรียงรายสวยงามตัดกับสีเขียวอันร่มรื่นของต้นไม้อย่างสวยงาม บ่งบอกให้รู้อย่างชัดเจนถึงฐานะของผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านแห่งนี้

ไม่ใช่ว่าในชีวิตนี้ฉันจะไม่เคยอยู่ในที่แบบนี้มาก่อน แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากมายภายในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ทำให้ฉันต้องพลัดพรากออกห่างจากพวกมัน อยู่ห่างไกลจากคำว่าการใช้ชีวิตอย่างหรูหราในบ้านหลังโตที่ดูสวยงาม และอาศัยอยู่ในแฟลตขนาดเล็กในเมืองใหญ่เพื่อที่จะรักษาอาชีพการงานที่ฉันสามารถคว้าเอาไว้ได้ในตอนนั้น

จนกระทั่งฉันเริ่มรู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบนั้นถึงจุดอิ่มตัวของมันแล้ว และฉันก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตเสียใหม่ด้วยการตัดสินใจย้ายมาที่อังกฤษนี่ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เกือบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยหากไม่นับรวมว่าสถานที่ที่ฉันพักอาศัยอยู่นั้นแคบกว่าเดิม และฉันก็กลายเป็นผู้หญิงตกงานที่อยากจะขยับตัวเองให้เป็นนักศึกษาที่มีวี่แววเหมือนกับว่าจะไส้แห้งในไม่ช้าหากไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนส่วนที่สึกหรอของชีวิตได้

ฉันตัดสินใจที่จะลงรถยังป้ายที่สองของหมู่บ้านแล้วเดินเรียบถนนไปเพื่อเชยชมและซึมซาบความรู้สึกอันหรูหราผ่านการมอง สูดดมอากาศบริสุทธิ์จากต้นไม้อันแสนร่มรื่น เคลิบเคลิ้มหลงใหลไปกับมันและเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่งฉันจะต้องมายืนอยู่ ณ จุดจุดนี้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองให้ได้ ตอนนี้หัวใจของฉันแสวงหาความสุขสบายแม้จะรู้ว่ามันยังคงอยู่ห่างไกลฉันออกไปมากเหลือเกิน แต่อย่างน้อยความเพลิดเพลินในตอนนี้ก็ทำให้ฉันรู้สึกหายกลัดกลุ้มจากคำปฏิเสธต่าง ๆ นานาที่ฉันได้ประสบในวันนี้ไปบ้าง

ฉันเดินผ่านแถบบ้านพักอาศัยมาเข้าสู่ย่านการค้าที่เรียบสองข้างทางของหมู่บ้านกอสฟอร์ท ผ่านโบสถ์ขนาดเล็กแล้วฉันก็ตัดสินใจไปนั่งพักอยู่ที่นั่นเพื่อแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอย่างรู้สึกผ่อนคลายแล้วใบหน้าของผู้ชายคนนั้นก็ลอยผ่านเข้ามาในหัวฉันอีกครั้ง

ผู้ชายที่ฉันไม่รู้แม้กระทั่งชื่อและรู้สึกชื่นชมเขาตั้งแต่แรกเห็น ใบหน้าคมคายกับดวงตาคู่สีเขียวบวกกับบุคลิกที่ดึงดูดใจของเขาสะกดฉันเอาไว้ในห้วงฝัน ฉันฝันว่าจะได้ใกล้ชิด ฉันฝันว่าจะได้เจอเขาอีกครั้ง แต่ฉันไม่พยายามที่จะสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างเราตอนที่มีโอกาส ฉันแทบจะลืมไปเสียสนิทเรื่องที่เราเคยกล่าวเอาไว้ลอย ๆ อย่างเข้าข้างตัวเองว่าจะได้เจอกันอีก ไม่น่าเชื่อว่าในที่สุดฉันก็เจอเขาจริงๆ

ก้อนเมฆสีขาวที่ลอยคว้างอยู่บนท้องฟ้าทำให้ฉันนึกถึงตัวเองที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างไร้จุดหมาย แต่ความสดใสของสีฟ้าทำให้ฉันนึกถึงเขา รอยยิ้มของเขา ความรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันได้เห็นเขาตอนเราอยู่ที่ฮีทโธรว์ กลิ่นกายของเขาที่ฉันพอจะจดจำเอาไว้ได้กับภาพหยดน้ำฝนที่เกาะอยู่ตามกระจกของรถอินเตอร์เนชันแนลเอกซ์เพรสกำลังสะกดฉันเอาไว้อีกครั้ง

เราน่าจะลงจากรถบัสป้ายถัดมา...” ...เพื่อกลับไปหาเขา อย่างจงใจ “ไม่หรอก เราไม่ควรทำอย่างนั้น เราต้องมีจุดหมาย” แม้ว่าการตัดสินใจของฉันไม่ได้บ่งบอกเลยสักนิดว่าฉันมีจุดหมายอะไร

ฉันตัดสินใจลุกขึ้นเดินผ่านร้านขายของต่าง ๆ ไป จนกระทั่งตัวเองมาหยุดอยู่ตรงหัวมุมของสี่แยกที่ดูเหมือนกับว่าเกือบจะสุดหมู่บ้านแต่ไม่ใช่ ฝั่งตรงข้ามที่ฉันยืนอยู่มีผับอังกฤษซึ่งมีลักษณะสวยงามเตะตาเหมือนกับผับอังกฤษทั่ว ๆ ไปที่ฉันพอจะได้เห็นมาบ้างแล้ว ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่สะดุดดึงดูดใจฉันมากกว่าคือป้ายรับสมัครพนักงานทำครัวที่แปะอยู่กับกระจกนั่น

ฉันรอให้ไฟรูปคนสีแดงเปลี่ยนเป็นเขียวแล้วข้ามถนนไปที่นั่นอย่างไม่รีรอ เดินเข้าไปด้านในแต่กลับพบแต่ความว่างเปล่า จนกระทั่งฉันกวาดตามองไปรอบ ๆ ผับและกำลังชื่นชมความงดงามของมัน ใครคนหนึ่งก็เดินออกมาจากประตูบานหนึ่งที่อยู่หลังบาร์

สวัสดีตอนบ่ายครับคุณผู้หญิง มีอะไรให้ผมช่วยรึเปล่า” เด็กหนุ่มในชุดบาร์เทนเดอร์เอ่ยทักทายฉันอย่างเป็นมิตร เขามีเรือนผมสีดำนัยน์ตาสีน้ำตาล มีคิ้วที่คมเข้มและเห็นได้ชัดว่าเขามีอายุอ่อนกว่าฉันอีกหลายปี แต่รอยยิ้มบนใบหน้าไม่ได้บ่งบอกว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้เป็นเพียงหน้าที่ แต่เขารักที่จะทำมัน ใบหน้าของเขาบ่งบอกถึงดวงวิญญาณของนักให้บริการเป็นอย่างดี

สวัสดีค่ะ พอดีฉันเห็นป้ายรับสมัครพนักงานในครัวติดอยู่ข้างร้านเลยเดินเข้ามา”

คุณจะมาสมัครงานเหรอครับ”

ใช่ค่ะ”

อันที่จริงล่าสุดเจ้านายผมกำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจอยู่เรื่องพนักงานในครัว ส่วนป้ายที่ติดอยู่นั่นเป็นความสะเพร่าของผมเองที่ลืมแกะมันออก” เขาแสดงสีหน้าเสียใจ

เหรอคะ” ฉันรู้สึก...ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย สงสัยฉันจะถูกปฏิเสธจนตายด้านไปแล้วจริงๆ เย้...อย่างน้อยฉันก็ไม่รู้สึกเสียใจอะไร อาจจะเป็นเพราะว่าฉันยังไม่ได้ปล่อยให้หัวใจคาดหวังอะไรจนถลำลึกไปมากเหมือนอย่างงานที่ฉันเข้าไปสัมภาษณ์วันนี้ก็ได้ “ขอบคุณมากค่ะ” ฉันบอกแล้วตัดสินใจหันหลังให้เด็กหนุ่มคนนั้น

เดี๋ยวครับ” เขารั้งฉันไว้ “ถ้าคุณไม่รังเกียจ จะทิ้งประวัติส่วนตัวของคุณเอาไว้ก็ได้ถ้าคุณมี เพราะบางทีพวกเขาอาจจะรับพนักงานเสิร์ฟพาร์ทไทม์เพิ่มเติมก็ได้”

อาจจะ...ใช่ไหมคะ” ฉันยิ้มกว้าง ไม่ได้คาดหวังอะไรขณะยืนจ้องหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่ จากนั้นก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋าสะพายแล้วหยิบซองประวัติส่วนตัวออกมา พร้อมส่งมันให้เขา “ฉันไม่มีสิทธิ์รังเกียจที่จะทิ้งประวัติส่วนเอาไว้นี่ตอนที่ตัวเองกำลังตกงานเสียด้วยสิ”

ผมจะพยายามพูดกับเจ้านายดู พวกท่านใจดีมาก คุณอาจมีหวัง”

แต่หากหัวหน้าคุณมีเพียงตำแหน่งว่างแค่ตำแหน่งเดียวและมีคนตกงานแบบฉันยื่นใบสมัครเข้ามาถึงยี่สิบคนพวกเขาคงไม่สามารถใช้ความใจดีตัดสินเลือกฉันได้หรอกนะคะ ไม่ต้องพยายามปลอบใจฉันหรอกค่ะ ฉันจะยอมรับผลปฏิเสธได้อย่างแน่นอน”

ผมว่า...คุณควรจะมองโลกในแง่ดีบ้างนะครับ”

ฉันมองโลกในแง่ร้ายหรือคะ” ฉันเลิกคิ้วสูง

วิธีการพูดของคุณไม่ได้ทำให้ผมคิดว่าคุณมองโลกในแง่ดีนี่ครับ”

ฉันจะพยายามค่ะ” ฉันบอกเขา “ขอบคุณมากที่เตือนสติฉัน ฉันจะดีใจมากหากได้ร่วมงานกับคุณ แต่ถ้าฉันไม่ได้งานที่นี่ฉันก็อยากจะบอกว่าฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เจอคุณในวันนี้”

ผมก็เช่นกัน บอกตามตรง ผมอยากให้คุณร่วมงานกับเราแล้วสิ น่าเสียดายที่ผมเป็นแค่ลูกน้อง” เขาบอกอย่างเป็นกันเอง

ขอบคุณค่ะ ลาก่อนนะคะ...”

คุณต้องบอกว่า...แล้วเจอกันใหม่ครับ” เขาบอก

แล้วเจอกันใหม่ค่ะ” ฉันเอ่ยตามที่เขาบอก จากนั้นก็เดินออกจากร้านมา ฉันยืนอยู่หน้าร้านแล้วก็ยืนกอดอกแน่น “ว้าว...เขาทำให้ฉันอยากทำงานที่นี่จริง ๆ แล้วสิ”



 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

316 ความคิดเห็น