เทพบุตรซาตาน-นิยายลำดับ 2 ซีริส์ชุดหนึ่งนางกลางใจ

ตอนที่ 14 : บทที่ 5 (1) ฉันไม่ใช่โสเภณี!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 719
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    5 ส.ค. 58


นิยายเรื่องเทพบุตรซาตาน ราคาปก 279 บาท มีจำหน่ายแล้วตามร้านหนังสือทั่วไปและเว็บไซต์สำนักพิมพ์ค่ะ

http://www.lightoflovenovel.com/showbook.php?bid=38

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บทที่ 5 (1) ฉันไม่ใช่โสเภณี!

                        ากาศหนาวเหน็บกลางท้องทะเล ทำให้ร่างบางที่นอนหลับอุตุต้องขยับตัวหาพื้นที่คลายอาการเหน็บหนาว กระไอจากอะไรบางอย่างทำให้เธอรู้สึกอุ่นสบาย โสภิญาจึงเขยิบกายเข้าไปหากระไอที่อบอุ่นแข็งแรงมากขึ้น เอวบางถูกกอดกระหวัด ดึงเข้าชิดความอุ่นร้อน ร่างบางเริ่มแข็งขืน ดวงตาคู่สวยลืมขึ้นช้าๆ เมื่อรับรู้ว่าตนไม่ได้นอนอยู่ลำพังอีกแล้ว

 

                        “กัปตัน”

 

                        หญิงสาวเบิ่งตากว้าง อาการงัวเงียหายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อจู่ๆ ตนก็ตกมาอยู่ในอ้อมกอดของเขาเฉยเลย เท่านั้นยังไม่พอ เจ้าของร่างอุ่นที่พยายามกดเธอไปเบียดชิดยังไม่มีอาภรณ์ติดกายอีกต่างหาก

 

                        “ค...คะ...คุณขึ้นมานอนบนเตียงตั้งแต่เมื่อไร ป...ปะ...ปล่อยฉันก่อน”

 

                        “ปัดโธ่เอ๊ย! คนจะนอน พูดหนวกหูอยู่ได้ พื้นข้างล่างมันเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งซะอีก ฉันไม่ยอมหนาวตายฟรีๆ หรอกนะดอนนา” คนหงุดหงิดตวาดกร้าว ก่อนจะดึงคนเอวเล็กเข้าไปหาอาการเกือบเป็นกระชาก

 

                        “ชีวิตของฉันมีคุณค่า และที่สำคัญฉันยังไม่ได้รวบรวมเธอเข้ามาอยู่ในลิสต์รายชื่อของสาวๆ ที่ฉันได้สะบึมไปเลยนะ เพราะฉะนั้นฉันถึงต้องกลับขึ้นมาบนเตียงใหม่ ทำให้ร่างกายของตัวเองได้อุ่นสบาย ชีวิตจะได้ยืนนาน เพื่อสักวันจะได้จัดการกับเธอ!”

 

                        กรุงกล่าว จ้องคนที่พยายามดิ้นหนีอ้อมแขนเขาอย่างฉิวๆ ผู้หญิงบ้าอะไรสะบัดสะบิ้งเล่นตัวชะมัด

 

                        “ฉันจะงดทำตัวเป็นสุภาพบุรุษในถิ่นของตัวเอง และฉันจะไม่เอาใจผู้หญิงความจำเสื่อมที่จู้จี้จุกจิกอย่างเธออีกแล้ว ถึงเธอจะมองว่าฉันเป็นผู้ชายห่วยแตก โผล่มาจากนรกขุมไหนก็ตาม ฉันจะไม่ใส่ใจ!

 

                        กรุงเอ่ยเสียงแข็งเป็นชุดๆ แววตาเกรี้ยวกราดหงุดหงิด เห็นสตรีตรงหน้าจ้องฝ่าความมืดมาที่ตนอย่างหวาดกลัว ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบๆ ใส่เขา ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงตะกุกตะกัก ให้หงุดหงิดประสาทหูของคนที่กำลังสับสนในใจว่าตนต้องการจะหลับ หรือว่าจับใครปล้ำดี

 

                        “ท..ทะ...แทนที่คุณจะมานอนกอดฉัน ส...สะ....สู้คุณป...ปะ...ไปใส่เสื้อผ้านอนให้มันเรียบร้อยไม่ดีกว่าเหรอคะ ค...คะ...คุณจะได้หลับสบาย ไม่ต้องหนาวแบบที่บ่นอยู่นี่ไง อุ๊ย! อย่าค่ะ”

 

                        กล่าวแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อร่างบางถูกกอดกระชับมากขึ้น

 

                        “ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเธอเลยนะแม่คุณ ฉันอยู่ของฉันแบบนี้มานานแล้ว และก็จะแก้ผ้านอนไปตลอดชีวิตด้วย”

 

                        กรุงเอ่ยแล้วกอดร่างที่ดิ้นหนีเขาให้แน่นขึ้น หรี่ตามองคนข้างเคียงด้วยดวงตาเพียงข้างเดียว

 

                        “เธอเป็นแค่ผู้อาศัย จะต้องปรับตัวเข้าใจไหม”

 

                        “งั้นคุณก็นอนไปคนเดียวเถอะ ฉันจะไปนอนข้างล่างเอง อย่างน้อยฉันก็ไม่ใช่คนหัวดื้อ รู้ว่าอะไรปลอดภัย และทำให้ตัวเองอุ่นสบายเป็น โดยไม่จำเป็นต้องหาไออุ่นหรือกวนใจใครเลยสักคน”

 

                        “หุบปาก! แล้วก็ห้ามดิ้น ห้ามหนีไปไหนอีกทั้งนั้น ไม่งั้นฉันจับเธอปล้ำจริงๆ ด้วย”

 

                        เสียงขึงขัง พร้อมสายตาที่จ้องมาอย่างเอาจริงนั้น ทำให้โสภิญาไม่กล้าขยับตัว อย่าว่าแต่กระดุกกระดิกเลย แม้แต่หายใจเธอยังไม่ค่อยจะกล้า

 

                        “ดีมาก! พูดให้รู้จักฟังแบบนี้ ดูแล้วสวยขึ้นเป็นกองเลยรู้ไหม”

 

                        คนชมเอ่ยจบก็ประกบปากจุมพิตคนตัวหอมเอาดื้อๆ ฝ่ายคนโดนจูบก็ไม่กล้าผลักไสหรือต่อต้านเลย คิดเสียว่ายอมเขาบ้างก็ยังดีกว่าถูกจับปล้ำ ดูหน้าเมื่อครู่นี้ก็รู้แล้วว่าเขาไม่ได้ขู่กันสักนิด

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

                        สียงประตูห้องน้ำภายในเคบินเล็กๆ ถูกเปิดออก พร้อมร่างสูงของเจ้าของห้องปรากฏตัวเบื้องหน้าในสภาพหมิ่นเหม่ ผ้าขนหนูที่พันสะโพกหลวมๆ ดูเหมือนจะหลุดมิหลุดแหล่นั้น ทำเอาโสภิญาใจเต้นแรง

 

                        “ถ้าไม่รู้จะทำอะไรละก็ ช่วยจัดเสื้อผ้าให้ฉันหน่อย เอาเสื้อเชิ้ตเนื้อเบาๆ ใส่สบายๆ ส่วนกางเกงชั้นในขอสีขาวนะวันนี้”

 

                        คำสั่งสุดท้ายนั้นทำเอาคนที่กำลังจะปฏิบัติตามชะงัก สองแก้มแดงปลั่งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล หันกลับไปมองเขาก็หน้าร้อน เมื่ออีกฝ่ายมองมาสายตามีเลศนัยกึ่งล้อเลียนกันนิดๆ

 

                        “เร็วสิน้ำตาล อยู่กับผู้หญิงสวยๆ ในสภาพที่ผ้าใกล้จะหลุดแบบนี้ ฉันไม่รับรองความปลอดภัยให้ใครทั้งสิ้นนะ”

 

                        สิ้นเสียงนั้น โสภิญาก็ไม่ชักช้าตรงรี่ไปที่ตู้เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว หยิบเอากางเกงยีน เสื้อเชิ้ต เสื้อกันหนาว ผ้าพันคอมาวางเรียงกันบนเตียง พอเห็นเขาจะเดินเข้ามาก็รีบถอยกรู

 

                        “อุ๊ย! ร้องได้เท่านั้นมือบางก็ถูกฉุดไปชิดเขา หญิงสาวพยายามโก่งตัวหนี ไม่ยอมให้กายชิดอกเปลือยหนั่นแน่นที่มีไรขนอ่อนๆ

 

                        “กางเกงชั้นในฉันล่ะน้ำตาล ถ้าไม่เอามาให้ ฉันก็จะไม่ยอมใส่อะไรทั้งสิ้น จะกอดให้เธอตกอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการถูกปล้ำอย่างนี้แหละ ตอนนี้แค่ปลดผ้าขนหนูออก ทุกอย่างก็พร้อมที่จะสั่งสอนคนบอกดื้อบอกยากแบบเธอแล้ว เชื่อที่ฉันพูดไหม”

 

                        เสียงกระเส่าพร้อมกับมือหนาที่กดสะโพกกลมมนให้ชิดสะโพกเพรียวของเขานั้น ทำให้โสภิญาสะดุ้ง หน้าร้อนไปถึงใบหูเมื่อรู้ว่าเขาพร้อมที่จะทำเรื่องบ้าๆ กับเธอแล้วจริงๆ

 

                        “ค่ะ ด..ดะ...เดี๋ยวฉันจะไปเอามาให้ด่วนเลยค่ะ”

 

                        กล่าวแล้วหมุนกายออกอย่างนุ่มนวล เห็นอีกฝ่ายจุปากแต่ก็ยอมคลายอ้อมแขน หน้าตานั้นเสียดายปนคาดโทษหน่อยๆ โสภิญาเลยรีบวิ่งไปยังตู้เสื้อผ้า

 

                        “กางเกงชั้นในของฉันอยู่ที่หีบทะเลข้างตู้นั่น”

 

                        “ค่ะ” ร่างบางเอ่ยเท่านั้น พอเปิดมาก็หน้าแดงก่ำ อึกๆ อักๆ ไม่กล้าล้วงมือเข้าไปหยิบของในนั้น จะเพราะอะไรนะหรือ ก็มันมีแต่ความลับของเขาทั้งนั้น ทั้งกางเกงชั้นในชาย และ..และ...ถุงยางอนามัย

 

                        อี๊! อีตาบ้าเอ๊ย! ซ่อนความลับส่วนตัวไว้ในนี้ แล้วทำไมไม่รู้จักเดินมาหยิบเองนะ

 

                        “น้ำตาล กางเกงชั้นในสีขาว อีกสามนาทีถ้าไม่มาก็จะไม่ใส่ แล้วก็จะถอดของเธอออกให้เหมือนๆ กันด้วย” คำขู่นั้นทำให้โสภิญาลืมกลัวลืมอาย รีบหยิบมันขึ้นมาแล้วเดินทื่อไปยื่นให้เขาหน้าตาแดงก่ำ

 

                        “ขอบใจมากนะน้ำตาล แม้จะทำอะไรยืดยาดไม่ได้ดังใจเอาซะเลย แต่ก็ยังดีที่อุตส่าห์ทำให้ คิดว่าอยู่ไปอีกสักสองสามวัน เธอก็คงจะทำหน้าที่ผู้หญิงใกล้ตัวของกัปตันลาร์นาโดได้คล่องกว่านี้”

 

                        อุ๊ย! ปล่อยดค่ะ คุณจะใส่เสื้อผ้าไม่ใช่หรือคะ?”

 

                        หญิงสาวบอก พยายามดิ้นหนีจากอ้อมแขนคนแข็งแรงที่ไม่ยอมหยิบของที่ตนต้องการไปซะที เอาแต่กอดกันอยู่นั่นแหละ

 

                        “ใส่เสื้อผ้าได้แล้วค่ะ คุณเร่งฉันให้หาเสื้อผ้าให้ไม่ใช่หรือคะ”

 

                        “ก็ได้”

 

                        กรุงเอ่ยพร้อมปล่อยร่างบาง แต่ไม่นานก็ฟาดสะโพกนุ่มนั้นหนึ่งป้าบ ทำเอาคนไม่ทันตั้งตัวสะดุ้ง ถอยกรูหนีไปยังอีกฟาก ยืนมองเขาด้วยนัยน์ตาตระหนก ริมฝีปากคู่งามของโสเภณีคนงามสั่นน้อยๆ ดูอ่อนเยาว์ใสซื่อ ไม่เหมือนผู้หญิงหากินที่กรำศึกเจนสังเวียนด้านกลกามเลย

 

                        แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะ ถ้าหล่อนไม่ใช่โสเภณี หล่อนจะขึ้นมาบนเรือนี้ทำไม แล้วมีจุดประสงค์อะไรกันแน่?

 

                        “ไปอาบน้ำได้แล้วน้ำตาล เดี๋ยวฉันจะพาเธอออกไปด้วย ต่อไปนี้เธอคือคนรับใช้ส่วนตัวของกัปตันลาร์นาโดเข้าใจไหม”

 

                        กรุงเอ่ยแล้วมองริมฝีปากที่พะงาบๆ เหมือนคนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่แล้วก็ไม่ยอมพูดสักที

 

                        “ไปสิสั่งอะไรก็รีบทำ ยังจะมายืนทำตาปริบๆ ใส่ฉันอยู่ได้ หรือว่าที่อ้อยสร้อยนี้เพราะอยากดูโชว์”

 

                        กรุงเอ่ยแล้วกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ นึกขันเมื่อโสเภณีคนงามหน้าแดงยิ่งกว่ามะเขือเทศสุก ก่อนจะเบิ่งตากว้างเมื่อเขาทำท่าจะกระตุกปมผ้าขนหนูออก

 

                        “คนบ้า! หน้าไม่อาย ลามก ทะลึ่งที่สุด”

 

                        โสเภณีแสนสวยเอ่ยเท่านั้นก็หมุนกายวิ่งปรู๊ดเข้าห้องน้ำไป กรุงหัวเราะชอบใจ แต่ไม่นานก็เสียงเข้มใส่คนปิดประตูเสียงดัง

 

                        “อย่ามาทำเป็นปิดประตูประชดกันเชียวนะ ฉันมีวิธีลงโทษผู้หญิงที่ทำตัวไม่น่ารักแบบเธอเป็นร้อยแปด”

 

                        เสียงแข็งๆ ที่ตะโกนใส่นั้น ทำให้คนโมโหที่ถูกยั่วหน้าเจื่อน มือบางกดล็อกให้เบาที่สุด ก่อนจะย่นจมูกใส่คนที่อยู่ด้านนอก พร้อมแลบลิ้นปลิ้นตาอย่างได้ใจ

 

                        ฮึถือว่าเป็นกัปตันเรือ ตัวโตกว่าเรา ถึงขู่ได้ขู่เอา เชอะ! คนนิสัยไม่ดี

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบตอน

 

            หมายเหตุ : Donna อ่านว่าดอนนา เป็นภาษาอิตาเลียน แปลว่าคุณผู้หญิง

 

 

                                                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

34 ความคิดเห็น