บุรพนิมิต

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 2 เสียงเพรียกหาจากอดีตกาล(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 689
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    20 ม.ค. 54

 
 

ตอนที่ 2 เสียงเพรียกหาจากอดีตกาล
 
ห้วงเวลาผันผ่าน... แต่ความรักของข้ามิเคยผันแปร
 
            เธอกำลังจะคลั่ง! อมิตดาคิดขณะที่รื้อเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าในห้องพักของโรงแรมระดับ 5 ดาวในเมืองต้าลี่แล้วพบว่าหมวกไหมพรมใบใหม่ยี่ห้อดังสีขาวครีมที่เธอเพิ่งซื้อมากลับกลายร่างแปรสภาพเป็นหมวกไอ้โม่งสีเขียวขี้ม้าของบิดาซึ่งใครบางคนหวังดีนำมันมาใส่ไว้ให้แทน หมวกฉันอยู่ไหน! ตอนนี้เธออยากจะบ้าบิ่นกรีดร้องกรี๊ดๆออกมาเสียจริงๆ
 
 
“คุณมิตรคะ เดี๋ยวพวกเราจะออกไปเดินเล่นกันไม่ทราบว่าจะไปด้วยกันไหมคะ?” เสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงของปนัดดาเพื่อนร่วมกรุ๊ปทัวร์ดังขึ้น จนดวงหน้าหวานต้องแหงนเงยใบหน้าออกจากกองสัมภาระ รีบจับทุกสิ่งทุกอย่างโยนเข้าไปในตู้เสื้อผ้าแล้วเดินไปเปิดประตูให้ผู้มาเยือนทันที
 
 
“มิตรกำลังจัดของอยู่เลยค่ะคุณดา ขอเวลาอีก 5 นาทีนะคะเดี๋ยวมิตรตามลงไป” หญิงสาวเอ่ยกับเพื่อนใหม่ด้วยรอยยิ้มซึ่งอีกฝ่ายเองก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
 
 
“ก็ได้ค่ะ งั้น...เดี๋ยวดากับเพื่อนๆลงไปรอคุณมิตรที่ล๊อบบี้นะคะไปกันหลายๆคนจะได้สนุก”
 
 
“ค่ะๆ ขอบคุณมากเลยนะคะคุณดา”
 
 
“ด้วยความยินดีค่ะ” ปนัดดาตอบ ยกมือขึ้นโบกลาก่อนเดินหายไปจากโถงทางเดินโดยมีเสียงกรี๊ดกร๊าดดังลั่นไปตลอดทาง
 
 
            อมิตดายิ้มกว้าง เฝ้ามองแผ่นหลังของเพื่อนใหม่กลุ่มเล็กๆจนลับสายตา ก่อนส่ายหน้าแล้วหันหลังกลับเข้าไปภายในห้องพักของตนเอง หญิงสาวหันซ้ายแลขวาเมื่อตกลงใจล้มเลิกแผนการที่จะจัดเก็บสัมภาระเข้าตู้ให้เรียบร้อยแล้วจึงหยิบกระเป๋าสตางค์กับคีย์การ์ดติดตัวไปเพียงเท่านั้นแล้วก้าวเท้าออกไปอย่างรวดเร็วด้วยเกรงว่าคนอื่นๆจะต้องรอนาน...



                 โถงทางเดินในยามนี้ยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ซึ่งอมิตดาเดาว่าคงเป็นเพราะโรงแรมแห่งนี้อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวและตั้งอยู่บนเมืองต้าลี่เก่า จึงเป็นที่นิยมสำหรับกรุ๊ปทัวร์และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการความสะดวกสบาย อย่างน้อย เธอก็เป็นคนหนึ่งในนั้นล่ะนะ หญิงสาวคิดอย่างขำๆก่อนจะรีบวิ่งไปยังลิฟต์ที่มีผู้คนเนืองแน่นเต็มไปหมด


“รอด้วยค่ะ” หล่อนร้องบอกเป็นภาษาไทย เมื่อเห็นเพื่อนร่วมกรุ๊ปทัวร์ยืนอยู่ข้างในพร้อมด้วยคนอื่นๆในครอบครัว


“วิ่งเร็วๆค่ะน้อง เดี๋ยวลิฟต์เต็ม!” เสียงเจื้อยแจ้วเป็นภาษาไทยดังขึ้นอย่างหวังดีเมื่อเห็นชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานที่แต่งกายด้วยเสื้อโค้ทสีเข้มแต่ยังคงสวมแว่นดำไว้แม้มันจะเป็นยามวิกาลก็ตาม กำลังเดินตรงมาที่ลิฟต์เช่นกัน


            หญิงสาวเร่งฝีเท้า ยิ้มร่า ยามจรดปลายเท้าก้าวเข้าไปในลิฟต์ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันที่ผู้ชายคนนั้นก็ก้าวเข้ามายืนพอดี เสียงเตือนอันไม่พึงปรารถนาก็ดังขึ้นทันควันจนหญิงสาวสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ


ตืด.... อมิตดาก้าวถอยหลังไปสองก้าว เสียงไม่พึงประสงค์จึงเงียบลง


ตืด...หญิงสาวลองก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์อีกครั้ง เสียงนั้นจึงดังขึ้นทันควันจนหญิงสาวหน้าแดงอย่างเขินอาย เมื่อคราวนี้กลับได้ยินเสียงหัวเราะอันครื้นเครงที่ดังออกมาจากริมฝีปากผู้โดยสารคนอื่นๆ จนเธอนึกอยากมุดหัวลงไปในกระถางต้นไม้ที่อยู่ในบริเวณนั้นให้รู้แล้วรู้รอดไป


“ไปกันก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวหนูรอลิฟต์ตัวต่อไปก็ได้” หล่อนกล่าวพลางยิ้มแหย แต่ก็อดชำเลืองมองชายหนุ่มคนที่ทำให้เธอต้องกลายเป็นคนน้ำหนักเกินไม่ได้ เมื่อเขายังคงเชิดหน้าไม่สนใจสิ่งต่างๆรอบข้างเลยด้วยซ้ำ น่าหมั่นไส้สิ้นดี! หญิงสาวคิดอย่างพาลๆ


“แล้วเจอกันนะคะพี่มิตร” เสียงใสๆของเด็กน้อยที่มากับผู้ปกครองเอ่ยกับเธอด้วยรอยยิ้มพลางยกมือขึ้นโบกจนประตูลิฟต์ปิดลง โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำนั้นส่งผลให้พ่อคนที่ไม่สนใจผู้ใดตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นระรัวยามได้เห็นดวงหน้างดงามของหญิงสาวที่กำลังยิ้มร่าโบกมือลาแม่หนูน้อยข้างในจนกระทั่งลับสายตา


            ในที่สุด ผมก็ได้พบคุณ! ถังหย่งไซว่คิดก่อนกดปุ่มให้ประตูลิฟต์เปิดออกด้วยหัวใจอันร้อนรน แต่อนิจจา...เมื่อทุกอย่างไม่อาจเป็นได้ดั่งใจปรารถนาเมื่อลิฟต์โดยสารเคลื่อนตัวแล้วก็ไม่อาจทำอะไรกับมันได้อีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจกดปุ่มหมายเลขชั้นถัดไปในทันที


            ขอให้ทันด้วยเถอะ! เขาภาวนาอย่างสิ้นหวัง ยามวิ่งไปตามโถงทางเดินแล้วก้าวเท้าขึ้นบันไดด้วยความว่องไวทั้งหมดที่ตนมี และสิ่งที่ชายหนุ่มได้รับจากความพยายามในครั้งนี้ คือ ความว่างเปล่า เมื่อหญิงสาวที่เขาเฝ้าฝันหาได้หายไปจากตรงนั้นอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงอาการปวดแปลบในหัวใจเมื่ออะไรๆไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหมายเลยสักนิด...


            ทางด้านอมิตดาหลังจากที่พลาดหวังจากลิฟต์ตัวแรกไปแล้วก็เหมือนกับสวรรค์เป็นใจ เมื่อลิฟต์ตัวใหม่ที่อยู่ด้านข้างเปิดออกเมื่อมาถึงชั้นของเธอ  


“รอนานไหมคะ?” เสียงใสๆของหญิงสาวเอ่ยขึ้นพลางส่งรอยยิ้มอ่อนหวานให้เพื่อนร่วมทางที่กำลังยืนสนทนาอยู่กับเพื่อนๆอย่างเมามันส์บริเวณหน้าล๊อบบี้ของโรงแรมซึ่งยังคงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ต่างพากันเดินเข้าเดินออกเพื่อชมความงามของเมืองต้าลี่ยามค่ำคืน


“ไม่นานเลยค่ะคุณมิตร” เปิ้ลหรือเปมิกา เพื่อนสนิทของปนัดดาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มก่อนหันไปหัวเราะคิกคักกับเพื่อนๆของพวกเธอต่อ


“ค่อนข้างจะดีด้วยซ้ำที่พวกเรายืนรอคุณมิตรตรงนี้ เพราะได้เห็นอาหารตาดีๆตั้งหลายคน” ตบท้ายด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าดของปนัดดาและสุธิดาที่ส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างชอบใจโดยไม่สนใจเลยว่าพวกตนจะกลายเป็นจุดสนใจของผู้ที่กำลังสัญจรไปมา


“มีอะไรดีๆอย่างนั้นเหรอคะ?”เอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่สิ่งที่ได้รับคือการโดนฝ่ามือซัดเข้าที่ต้นแขนเธอเบาๆโดยฝีมือของสุธิดา ที่หัวเราะคิกคักแล้วตอบกับเธอว่า


“ก็ผู้ชายน่ะสิคะคุณมิตร หล่อมากกกกกก...เลยล่ะ” ลากเสียงยานคาง เพื่อย้ำว่า หล่อมาก อย่างที่กล่าวอ้างจริงๆ


“ขนาดนั้นเลยหรือคะ?”ลูบต้นแขนตนเองป้อยๆพลางหัวเราะร่ามองบุคคลตรงหน้าอย่างไม่เชื่อถือเท่าไรนัก


“จริงๆค่ะ ถ้าคุณมิตรได้เห็นคงต้องเคลิ้มเหมือนพวกเราแน่นอน” ปนัดดาพยักหน้าหงึกหงักเพื่อยืนยัน ในขณะที่เปมิกาก็เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีใครยอมใคร


“ตัวหอมด้วยค่ะ”


“ใช่ๆ แค่เดินผ่านก็ใจแทบละลาย...” สุธิดาเอ่ยเสริมด้วยแววตาเคลิ้มฝัน


“พูดกันซะมิตรชักจะเสียดายที่ไม่ได้เห็นแล้วนะคะนี่” หล่อนว่า ก่อนเอ่ยเย้า “ถ้าคุณดา คุณเปิ้ล คุณสุ หายเคลิ้มแล้วเราก็ไปเดินเที่ยวกันดีกว่านะคะ เพราะมิตรได้ยินมาว่าที่ต้าลี่พอถึงสี่ทุ่มร้านค้าก็ปิดไฟกันหมดแล้ว นี่ก็สองทุ่มพอดี มิตรว่าเรารีบไปกันดีกว่าค่ะ”


            ทุกคนพยักหน้ารับ ก่อนเดินออกจากโรงแรมแห่งนั้นด้วยเสียงอันเจื้อยแจ้ว และหัวข้อสนทนาที่สาวๆยังคงเถียงกันไม่หยุดว่า ชายหนุ่มรูปงามที่พวกเธอได้พบเจอนั้นเป็นใครและจะได้พบอีกไหม ซึ่งนั่นก็เป็นคำถามที่อมิตดาเองก็ร่วมตอบไปด้วยไม่ได้เหมือนกันและก็ไม่คาดหวังด้วยว่า จะได้พบเจอใครที่หล่อเหลาและงดงามเท่าหย่งไท่ ชายในฝันของเธอ...


“สวยจังเลยนะคะ” อมิตดาเอ่ยกับปนัดดาด้วยรอยยิ้มยามไล่สายตาไปตามสองข้างทางซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าที่ประดับโคมไฟระย้าสีแดงแบบโบราณซึ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังเดินหลงวนอยู่ในวัฒนธรรมอันดั้งเดิมของเมืองนี้อย่างแท้จริง


“นั่นซีคะ ดูมีมนต์เสน่ห์แบบแปลกๆจริงๆ อย่างกับหลุดมาอยู่ในหนังจีนกำลังภายในแน่ะ” ปนัดดาตอบ ก่อนทั้งสองจะหันหน้าเข้าหากันพร้อมทั้งปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเมื่อต่างฝ่ายต่างมีความคิดเห็นว่าเป็นจริงตามนั้นทุกประการ


“ดูนั่นซีคะ มีผ้าพื้นเมืองวางขายด้วย” อมิตดาเอ่ยก่อนเดินตรงปรี่ไปหยุดอยู่ตรงหน้าแผงขายของข้างทางที่มีผ้าลวดลายต่างๆวางหราเต็มไปหมดโดยมีก้อนหินอ่อนวางทับเพื่อกันปลิวหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็ยังคงสวยงามในสายตาเธออยู่ดีนั่นแหล่ะ


            มือบางเอื้อมออกไปเลือกผ้าพื้นเมืองลวดลายต่างๆหลายขนาดอย่างสนุกสนาน เมื่อคนอื่นๆเริ่มตามมาวิพากษ์วิจารณ์ และสนทนากันว่าผืนไหนสมควรซื้อไปฝากใคร สายตาของหญิงสาวก็สะดุดเข้ากับผ้าผืนหนึ่งที่เป็นผ้าพื้นสีดำแต่กลับทอลายผีเสื้อตัวใหญ่ได้ออกมางดงาม สะดุดตา และสะดุดหัวใจของเธอเข้าอย่างจัง บอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงได้ชอบลวดลายของผ้าผืนนี้เหลือเกิน...และเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เธอก็มีผ้าผืนนั้นติดมือมาเพียงอย่างเดียวระหว่างที่เดินทางกลับโรงแรมโดยอมิตดายังคงกอดผ้าผืนนั้นไว้แนบอก จนหลับไปตลอดทั้งคืน...
 
 
                     นี่คือประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ดีเกินกว่าเธอคาดหวังไว้ อมิตดาคิดอย่างอิ่มเอมใจยามกดไล่ดูรูปภาพที่บันทึกจากกล้องดิจิตอลของตน ภาพของเจดีย์สามองค์ในวัดฉงเซิ่งซึ่งมีบริเวณด้านหลังเป็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาซังซานอันสูงสง่าและด้านหน้าเป็นทะเลสาบเอ๋อไห่ที่สวยงามกว้างใหญ่กินเนื้อที่ไปหลายตารางกิโลเมตร จึงเป็นทะเลสาบบนที่ราบสูงที่ใหญ่เป็นอันดับสองใน สาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นสถานที่ที่ทำให้เธอรู้สึกสงบได้อย่างน่าประหลาดใจเลยทีเดียว
 
 
“ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่เขตเมืองโบราณลี่เจียงแล้วนะคะ”
 
 
            เสียงสดใสของไกด์นำเที่ยวดังขึ้นส่งผลให้ดวงหน้าหวานผินหน้าออกไปทางด้านนอกแล้วเก็บกล้องดิจิตอลของตนใส่กระเป๋าตามเดิม เมื่อได้เห็นภาพของชายหญิงที่แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองแบบโบราณเดินไปมาอย่างกับเธอกำลังหลุดเข้าสู่อีกยุคหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น แต่ที่สะดุดตาอมิตดาที่สุดคงหลีกไม่พ้น ต้นหลิวต้นใหญ่ที่พลิ้วไหวระสายน้ำข้างลำคลองอันเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่ไหลไปหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเมือง
 
 
            คุ้นเคย...นั่นคือความรู้สึกแรก
 
 
            แต่ความรู้สึกถัดมากลับทำให้เธอเจ็บแปลบในทรวงอกอย่างประหลาด เหมือนเธอจะชื่นชอบที่ได้ยืนจ้องมองต้นหลิวมากๆ ถึงกระนั้นก็ยังคงรู้สึกได้ว่าตนกำลังโดนใครสักคนต่อว่าถึงบางอย่างที่เคยได้กระทำลงไป แต่คำถาม คือใคร? และเมื่อไรกัน? มันเป็นความรู้สึกที่กดดันพอๆกับตอนที่ได้ไปเที่ยวชมสวนสาธารณะเหยหลงถาน หรือ สระน้ำมังกรดำเลยทีเดียว ทั้งเป็นสุขที่ได้มาเยือนและหมองเศร้าอยู่ในคราเดียวกัน จนบางครั้งเธอก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองคงใกล้เคียงกับคำว่า คนบ้า หรือ จอมเพ้อเจ้อเข้าไปทุกทีเสียแล้ว...
 
 
“คุณมิตรคะ ทุกคนกำลังจะเดินไปกันหมดแล้วนะ” สุธิดาตะโกนเรียกหญิงสาวที่ยังคงยืนนิ่ง เหม่อมองต้นหลิวที่แผ่กิ่งก้านห้อยระย้าลงไปในสายน้ำอย่างมิยอมละสายตา จนเธออดส่งเสียงเตือนอมิตดาที่เอาแต่เหม่อลอยจนไม่รับรู้ถึงเหตุการณ์รอบด้านอย่างเป็นห่วงไม่ได้ และสุธิดาก็มีความรู้สึกเหมือนกับว่าตนกำลังสะดุดลมหายใจ ยามดวงหน้าหวานใสของอีกฝ่ายหันมาพร้อมทั้งสายลมที่พัดผ่านร่างบางจนเส้นผมยาวสยายคลอเคลียใบหน้าเกิดเป็นภาพซ้อนของหญิงสาวอีกคนที่แต่งกายด้วยชุดจีนสมัยโบราณสีเขียวอ่อนดูงดงามกลมกลืนไปกับบรรยากาศรอบกายจนชวนตะลึง
 
 
“ขอบคุณมากค่ะคุณสุ” อมิตดาสาวกล่าวยามยกมือบางขึ้นทัดปอยผมไว้ข้างหู แล้วก้าวเข้าไปหาสุธิดาที่ยังคงยืนนิ่งอย่างตกตะลึงด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานก่อนจะหุบลงอย่างงงัน เมื่ออีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง  “คุณสุคะ” กล่าวเรียกซ้ำ ยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าดวงตาเล็กเรียวของสุธิดาที่ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง
 
 
“........”
 
 
“คุณสุ!” ขึ้นเสียงพลางเขย่าร่างของอีกฝ่ายที่เริ่มรู้สึกตัวแล้วหันมามองตนตาปริบๆอย่างมึนงงไม่แพ้กัน
 
 
“คุ...คุณมิตร” เอ่ยตะกุกตะกัก ก่อนสะบัดร่างออกจากอุ้งมือของเพื่อนร่วมทางอย่างรวดเร็วเมื่อภาพก่อนหน้ามันยังคงติดตรึงจนรู้สึกขนลุก “มะ...เมื่อกี้ สุ... สุเห็น อะ...โอย ไม่ไหวแล้ว” ว่าก่อนหันหลังวิ่งหนีอมิตดาอย่างรวดเร็วเมื่อมิอาจทนสนทนากับหญิงสาวตรงหน้าได้อีกต่อไป สัญชาตญาณบางอย่างกำลังบ่งบอกเธอว่าคนอย่าง อมิตดา คงมีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และเธอก็ไม่อยากอยู่ใกล้เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีนี้เสียด้วย ให้ตายก็ไม่เอา!
 
 
“แปลกคน...” อมิตดาบ่นพึมพำ ยามมองตามร่างของสุธิดาที่วิ่งหนีเธอหน้าตื่น  ไหล่บางไหวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจกับท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของสุธิดา เมื่อตอนนี้เธอเล็งเห็นแล้วว่าบรรยากาศและผู้คนพื้นเมืองที่เดินผ่านไปมาสองข้างทางนั้นน่าสนใจกว่าเป็นไหนๆ จึงไม่ได้สนใจที่จะสนทนากับเพื่อนร่วมกรุ๊ปทัวร์คนใดอีกเลยจนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น และเดินทางเข้าสู่ที่พักซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวซึ่งอยู่ในเมืองนั้นนั่นเอง...
 
 
            ทางด้านถังหย่งไซว่ หลังจากที่ชายหนุ่มไม่อาจข่มตาหลับได้ตลอดทั้งคืนเนื่องจากพลาดหวังการได้พบหน้าหญิงสาวในฝันนั้น  เขาก็รู้สึกทุรนทุรายจนอยากดับลมหายใจตนเองเพื่อบรรเทาความรู้สึกอัดอั้นที่ยังคงก่อตัวอยู่ภายในหัวใจ ณ วินาทีนั้นเลยทีเดียว หรือว่าเพ่ยหลินจะพูดถูก ที่บอกว่าคนอย่างเขาก็มีดีแค่หน้าตา แต่ความสุขุมน่ะยังห่างไกลกับอาป๊าลิบลับเลย! ทายาทหนุ่มแห่งตระกูลถังคิดระหว่างที่นอนพลิกกายแล้วยกแขนขึ้นก่ายหน้าผาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงจดจำคำพูดของมารดาที่เอ่ยก่อนเขาจะเดินทางมายังประเทศจีนว่า
 
 
            “แม่เชื่อว่าจากนี้ไปต้องมีอะไรดีๆรอลูกชายแม่อยู่ที่เมืองไทยอย่างแน่นอน”
 
 
“ภาษาไทย...”ถังหย่งไซว่บ่นพึมพำ หลังจากที่นัยน์ตาคมปิดลงเมื่อพยายามไล่ลำดับภาพเหตุการณ์ที่ได้เจอกับผู้หญิงคนนั้น “แปลว่าเธอเป็นคนไทย ถ้าอย่างนั้น...กลุ่มนักท่องเที่ยว กรุ๊ปทัวร์” ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองก่อนผุดลุกขึ้นนั่งแล้วต่อสายตรงไปยัง Front desk  แล้วกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจแบบไม่สนใจความถูกต้องตามแบบฉบับคนที่ต้องการอะไรแล้วต้องได้ว่า
 
 
            “ฉันต้องการเอกสารที่รวบรวมข้อมูลของแขกคนไทยทุกคนที่เข้าพักอยู่ชั้น 4  ภายใน 35 นาทีนี้ให้ผู้จัดการหวังนำมันขึ้นมาส่งให้ด้วย!”
 
 
----------------------------------------------
 
 
            “ชักจะเกลียดอากาศหนาวเสียแล้วสิ” อมิตดาบ่นอุบอิบขณะที่แต่งกายด้วยเสื้อคอเต่าแขนยาวสีน้ำเงินเข้มตามด้วยเสื้อโค้ทตัวหนาสีขาวและถุงมือเข้าชุดกันที่ตนซื้อมาจากเมืองไทยเพื่อป้องกันความหนาวเย็นสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในวันนี้ที่ตามตารางได้บอกไว้ว่าช่วงเช้าจะเป็นการเดินทางสู่ Jade Dragon Snow Mountain หรือ เทือกเขาหิมะมังกรหยก นั่นเอง
 
 
            มือบางหยิบหมวกไอ้โม่งสีเขียวขี้ม้าของบิดาออกมาจากกระเป๋าอย่างช้าๆ ลังเลว่าจะยอมสวมมันเมื่อถึงจุดชมวิวบนภูเขาหิมะมังกรหยกดีหรือไม่ หรือว่าเธอจะเก็บมันเอาไว้ตามเดิมแล้วไปเช่าที่นั่นดี ณ เวลานี้ ระหว่างความอยากสวยกับความรักบิดาที่มีกำลังถกเถียงกันอย่างวุ่นวาย
 
 
ใจหนึ่ง ก็อยากถ่ายรูปออกมาสวยๆ
 
 
แต่อีกใจ ก็อยากรักษาน้ำใจและความหวังดีของบิดา
 
 
            อมิตดาส่ายหน้า ถอนหายใจออกมาอย่างช้าๆ ตัดสินใจสวมหมวกไอ้โม่งสีเขียวขี้ม้าลงบนศีรษะทันทีก่อนพับส่วนที่ไม่ต้องการขึ้นไปอยู่บนหน้าผากแล้วส่องกระจกอีกครั้งเพื่อเช็คความเรียบร้อย
 
 
“เอาล่ะ! สวยแล้ว...” หญิงสาวเอ่ยพลางส่งยิ้มหวานให้กับเงาของตนเองในกระจกก่อนยกมือขึ้นโบกไปมาพลางแลบลิ้นออกมาอย่างทะเล้นแล้วเดินออกจากห้องพักไปด้วยความมั่นใจเล็กๆ ที่เธอนั้นคิดว่าตนเองยังคงพอมีมันหลงเหลืออยู่บ้างล่ะนะ
 
 
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณมิตร” ไกด์สาวเอ่ยทักทายอมิตดาด้วยรอยยิ้มสดใสขณะที่กำลังยืนเช็ครายชื่อลูกทัวร์คนอื่นๆว่ามากันพร้อมหน้าจนสามารถออกเดินทางได้เลยหรือไม่
 
 
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” หญิงสาวทักทายกลับด้วยรอยยิ้มก่อนเดินตรงไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆที่กำลังยืนเรียงแถวกันจนดูเหมือนเด็กอนุบาล(ตัวโตๆ)กำลังรอคุณครูพาไปทัศนะศึกษาอย่างไรอย่างนั้น
 
 
“ชุดสวยจังเลยค่ะพี่มิตร” เสียงเจื้อยแจ้วของน้องไข่มุกเด็กหญิงวัย 6 ขวบ เพื่อนร่วมทางตัวน้อยของอมิตดาดังขึ้นจนหญิงสาวต้องหันหลังกลับไปมองแล้วส่งยิ้มหวานให้เด็กน้อยและครอบครัวที่กำลังเดินมาสมทบอย่างเป็นมิตร
 
 
“ของน้องไข่มุกก็สวยค่ะ” เอ่ยชมเด็กหญิงที่แต่งกายด้วยชุดกันหนาวสีชมพูสดกับที่ครอบหูขนปุยสีขาวด้วยรอยยิ้มแล้วเอื้อมมือออกไปหยิกแก้มป่องนวลใสของเด็กน้อยอย่างเอ็นดู
 
 
“พี่มิตรอย่าลืมไปเล่นหิมะเป็นเพื่อนไข่มุกนะคะ คุณพ่อคุณแม่บอกว่าเขาจะพาเราขึ้นกระเช้าไปจุดที่สูงที่สุดและก็สวยที่สุดของภูเขา ที่มีหิมะให้เราเล่นด้วยแหล่ะค่ะ” เด็กหญิงตาโตอธิบายอย่างตื่นเต้นในขณะที่บิดามารดายิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับความช่างพูดของบุตรสาวที่ทำมือประกอบท่าทางจนดูวุ่นวายแต่ก็น่าเอ็นดูอยู่ในที
 
 
“น้องไข่มุกไม่เคยเห็นหิมะเหรอคะ?”
 
 
“ไม่เคยค่ะ ไข่มุกเลยอยากถ่ายรูปไปเยอะๆจะได้เอาไปอวดเพื่อนที่โรงเรียน” ตอบพลางส่ายหน้าไปมาจนผมแกละทั้งสองข้างสะบัด
 
 
“อืม...พี่มิตรก็ไม่เคยเห็นหิมะเหมือนกันค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราสองคนมาถ่ายรูปด้วยกันเยอะๆเลยเนอะ”
 
 
“โอเคค่ะ!” เด็กน้อยตอบเสียงใสก่อนจะหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างชอบใจเมื่อได้เพื่อนเล่นใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
 
 
            อากาศบริเวณจุดชมวิวทิวทัศน์ที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 4,506 เมตรบนภูเขาหิมะมังกรหยกนั้นหนาวจนเกินกว่าอมิตดาจะทนรับไหว เมื่ออุณหภูมิติดลบแบบนี้นั้นมันช่างแตกต่างจากอากาศร้อนอบอ้าวของเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง หญิงสาวลนลานดึงเนื้อผ้าส่วนที่เหลือที่พับไว้ของหมวกไอ้โม่งลงมาคลุมใบหน้าจนมิด เหลือไว้เพียงลูกกะตากลมโตทั้งสองข้างเพียงเท่านั้นที่ได้ออกมาท้าทายลมหนาว ส่วนอื่นๆของใบหน้าเธอน่ะเหรอ? ตอนนี้มันอยู่อย่างมีความสุขภายใต้ไหมพรมของหมวกไอ้โม่งซึ่งอภินันทนาการมาจากบิดาของเธอไปแล้วล่ะ
 
 
“อิอิอิ...พี่มิตรแต่งตัวตลกจังเลยค่ะคุณแม่” เด็กหญิงไข่มุกหัวเราะร่าพลางชี้มือมายังตัวเธอด้วยท่าทางขบขัน เมื่อเห็นการกระทำสุดเพี้ยนแบบไม่แคร์สายตาใครของเธอแบบนี้
 
 
“อุ๊บ!ไข่มุก หนูอย่าไปชี้พี่เขาอย่างนั้นสิลูก เสียมารยาท” มารดาของเด็กน้อยเอ่ยห้ามปราม แต่หญิงสาวและสามีกลับยิ้มทั้งปากทั้งตายามมองมายังตัวเธอที่กำลังเดินตรงเข้าไปหาเด็กหญิงที่กำลังยืนกรี๊ดกร๊าดอย่างชอบใจ จนใครอีกคนที่มายืนรอพบหญิงสาวในฝันอยู่ภายในบริเวณนั้นต้องหันมาเหลียวมองอย่างสนใจ แล้วพบกับภาพของหญิงสาวที่แต่งกายด้วยเสื้อโค้ทสีขาวแต่กลับปิดหน้าจนเหลือแต่ลูกกะตากลมๆหนึ่งคู่เท่านั้นเอง
 
 
“หึ! ผู้หญิงพิลึก” ถังหย่งไซว่เอ่ยเสียงแผ่วพลางทำเสียงหัวเราะขลุกขลักอยู่ในลำคอ ดวงหน้าหล่อเหลาหลบอยู่หลังแว่นกันแดดสีดำแบรนด์ดังและเสื้อโค้ทตัวนั้น อมิตดาก็ยังคงจำได้อย่างไม่มีวันลืม ว่าคนที่กำลังส่งเสียงหัวเราะเธอเบาๆอย่างไร้มารยาทคนนี้ คือ ชายคนเดียวกันกับที่ทำให้เธอขายหน้าเมื่อคืนวาน!
 
 
            อมิตดาค้อนขวับตากลมโตฉายแสงเอาเรื่อง แต่คนถูกมองกลับตีหน้าตายหันซ้ายแลขวาไปทั่วทั้งบริเวณนั้นอย่างช้าๆ ไม่ได้นึกหวั่นไปกับสายตาขุ่นเคืองของหญิงสาวแสนประหลาดคนนั้นเลยสักนิด
 
 
“พี่มิตรดูตลกมากเลยเหรอคะ?”  หญิงสาวส่งเสียงอู้อี้ผ่านไหมพรมถามเด็กน้อยที่ยังคงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากวิ่งกระโดดไปมารอบตัวเธออย่างสนุกสนาน
 
 
“อะไรนะคะ?” ไข่มุกตะโกนถาม ยกมือขึ้นป้องหูพลางเอนศีรษะหาหญิงสาวที่เด็กหญิงนึกชื่นชอบ
 
 
“พี่มิตรถามว่า พี่ดูตลกมากเลยเหรอคะ?” เอ่ยถามอีกครั้งโดยการร่นหมวกขึ้นเพื่อเผยริมฝีปากอิ่มสีสดที่เคลือบลิปบาล์มไว้เพื่อป้องกันปัญหาริมฝีปากแตก แห้ง ให้สนทนากับเด็กน้อยได้สะดวกขึ้น
 
 
“ตลกมากๆเลยค่ะพี่มิตร แต่ไข่มุกก็ชอบนะ” ร่างเล็กกล่าวพลางหัวเราะคิกคักและรางวัลที่ได้รับก็คือรอยจุมพิตบริเวณแก้มเนียนใสและการถูกโอบกอดไว้ด้วยร่างของหญิงสาวที่โดนกล่าวหาว่าเป็นตัวตลก
 
 
“ไข่มุกมาดูนี่สิลูก” บิดาของเด็กหญิงเอ่ยเรียกบุตรสาว ที่ผละออกจากอ้อมกอดของอมิตดาตรงไปหาบิดาอย่างว่าง่าย
 
 
“อะไรคะคุณพ่อ?”
 
 
“มาใกล้ๆสิ” บิดาของเด็กหญิงต่อรองพลางนั่งยองๆเหนือกลุ่มหิมะที่จับตัวหนาอยู่เต็มบริเวณจุดชมวิว
 
 
“ไหนคะ?...ว้าย!” เด็กหญิงเอ่ยถาม เคลื่อนกายเข้าหาบิดาอย่างอยากรู้อยากเห็นก่อนจะหวีดร้องออกมาตามด้วยเสียงหัวเราะร่ายามบิดานำหิมะแนบแก้มเนียนใสของเด็กน้อยจนไข่มุกสะดุ้งเฮือก “คุณพ่อน่ะ!” เสียงใสๆพ้อบิดา ก่อนยืนนิ่งกลอกตาไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ยามบิดาเอื้อมมือออกมาช่วยปัดหิมะให้ออกจากแก้มของตน
 
 
            เด็กน้อยทรุดตัวลงแล้วกอบหิมะเอาไว้ในอุ้งมือทั้งสองข้าง ก่อนไพล่มือแอบไว้ข้างหลังแล้วเดินตรงเข้าไปหาหญิงสาวที่กำลังยกกล้องถ่ายรูปด้วยท่าทางน่ารักแล้วเอ่ยว่า
 
 
“พี่มิตร นั่งลงซีคะ ไข่มุกมีอะไรจะให้”
 
 
“อะไรเหรอคะ?” เอ่ยถามด้วยความแปลกใจแต่ก็ยอมเก็บกล้องดิจิตอลลงไปในกระเป๋าตามเดิมแล้วย่อตัวลงตามคำขอของเด็กหญิง
 
 
“เอาหมวกขึ้นอีกหน่อยซีคะ”
 
 
“โอเคค่ะ แล้วไงต่อคะ?”
 
 
“นี่ไงคะ!” กล่าวพลางยิ้มร่าแล้วแนบก้อนหิมะลงบนใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งอึ้งอย่างตกตะลึง
 
 
            เพียงวินาทีแรกที่ความเย็นเยือกของหิมะสัมผัสเข้ากับใบหน้า หญิงสาวก็รู้สึกเจ็บปวดไปถึงดวงหทัย คล้ายร่างกายและจิตใจกำลังจะแตกแยกออกจากกันเป็นเสี่ยงๆ อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนคนที่กำลังเจ็บปวดทุรนทุรายยามลมหายใจและร่างกายกำลังจะสิ้นสูญ รู้สึกหมองเศร้าและหนาวไปจนถึงขั้วหัวใจ จนหยาดน้ำใสไหลลงมาเป็นสายอย่างไม่รู้ตัว
 
 
“พี่มิตร...”เด็กน้อยเอ่ยเรียกอมิตดาเสียงแผ่ว เมื่ออีกฝ่ายเริ่มหอบหายใจถี่กระชั้นพร้อมๆกับหยาดน้ำตาที่หลั่งไหลลงมาไม่ขาดสายจนมือบางต้องถอดหมวกออกแล้วปามันทิ้งไป เมื่อรู้สึกอัดอัดจนหายใจไม่ออก
 
 
“พ่อขา! แม่ขา!” ไข่มุกเรียกหาบิดามารดาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก เมื่ออมิตดาเริ่มปล่อยเสียงร่ำไห้ปริ่มว่าจะขาดใจพลางยกมือขึ้นกุมศีรษะแล้วกอดรัดร่างของตนเองไว้แน่นพลางส่ายหน้าไปมาแล้วส่งเสียงกรีดร้องคล้ายคนเสียสติ
 
 
“พี่มิตร!” เด็กหญิงตะโกนเสียงสั่น วิ่งเข้ากอดแขนบิดาแน่น เมื่อเห็นความทุกข์ทรมานฉายอยู่บนใบหน้างดงามของอมิตดา จนคนอื่นๆที่อยู่ในบริเวณนั้นเริ่มหันมามอง
 
 
            ความวุ่นวายของผู้คนที่เริ่มมองไปยังจุดเดียวกันด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและเสียงกรีดร้องปริ่มว่าจะขาดใจของหญิงสาวกระแทกเข้าสู่หัวใจของถังหย่งไซว่เข้าอย่างจัง เพราะน้ำเสียงแบบนั้นมันช่างเหมือนกับในฝันร้ายของเขาเหลือเกิน
 
 
            เสียงร้อง...ของหญิงอันเป็นที่รักก่อนร่างกายของนางจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา
 
 
            ชายหนุ่มพุ่งตัวเข้าหาร่างที่ยังคงสะบัดกายไปมาจนคนอื่นๆมิสามารถแตะต้องร่างกายของหญิงสาวได้ แล้ววาดวงแขนโอบรัดรอบกายบางของเธอนั้นด้วยแรงทั้งหมดที่เขามีและต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อได้เห็นดวงหน้าหวานของหญิงสาวที่กำลังสติแตกเต็มๆตาๆ เธอคนนั้น คนที่เขาเฝ้าฝันหาแทบทุกวันคืน
 
 
“เหม่ยเหริน...” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาเสียงแผ่วอย่างลืมตัว ในขณะที่หญิงสาวในอ้อมแขนหยุดชะงัก จ้องมองหน้าเขาอย่างค้นคว้าจนถังหย่งไซว่ตัดสินใจถอดแว่นกันแดดออกแล้วเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคุ้นตาซึ่งยังคงวนเวียนมาหาเธอแทบทุกคืนวันที่ไร้แสงจันทร์
 
 
“หย่งไท่...” อมิตดาเอ่ยออกมาเป็นคำสุดท้ายก่อนร่างกายจะทรุดฮวบลงไปพร้อมทั้งสติที่ลางเลือน
 
 
            ถังหย่งไซว่โอบรัดร่างบางของคนที่หมดสติในอ้อมแขนของเขาไว้แน่น ก่อนอุ้มอมิตดาเดินไปจากบริเวณนั้นโดยไม่สนใจผู้ใด ณ เวลานี้ หัวใจเขามันกำลังปวดปร่าอยากตะโกนบอกแม่ร่างบางที่อยู่ในอ้อมแขนเหลือเกินว่าเขาชื่อ ถังหย่งไซว่ ไม่ใช่คนที่ชื่อ หย่งไท่ หรือใครที่เธอเรียกหาเลยสักนิด!!!
 
 
แต่อนิจจา...เหตุใดใจข้าจึงมิอาจเกลียดเจ้าลง
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ครบ 100% แล้วนะคะ ^^

ขอโทษด้วยที่หายหน้าหายตาไปนาน ไม่ทราบว่ายังมีคนรออ่านอยู่หรือเปล่าเอ่ย? ถ้ามีก็ส่งเสียงกันหน่อยนะคะ เดี๋ยวเค้าเหงา น้อยใจ หนีไปซบอกคุณอาไม่รู้ด้วย อิอิอิ
 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 21 มกราคม 2554 / 00:49
    เย้ๆ ได้อ่านครบ100% แล้ว    ขอบคุณพี่รมย์ชลีมากๆค่า ที่มาอัพนิยายให้ได้อ่านกันนะคะ
    หน้าหนาวอากาศเปลี่ยนไวมาก รักษาสุขภาพกันทั้งครอบครัวนะค้า  ^_^
    #25
    0
  2. #24 รณรต (@ronnaroth) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มกราคม 2554 / 20:03
    อ่านแล้วติดงอมแงมเลยเรา ไม่น่าเลย
    รีบๆมาอัพนะครับ กำลังรออ่านอยู่

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 20 มกราคม 2554 / 20:06
    #24
    0
  3. #23 หยกเย็นพันปี (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มกราคม 2554 / 14:41
    ยังรอติดตามผลงานอยู่ นา อย่าใจน้อยรีบมาอัพไว ไวจ้า
    #23
    0
  4. วันที่ 11 มกราคม 2554 / 02:20
    *0* รูปน้องๆน่ารักจังเลย เหมือนจับตุ๊กตามาแต่งคอสเพลย์
    สวัสดียามดึกนะค้า พี่รมย์ชลี ^_^
    ยังติดตามรอลุ้นต่อเสมอค่า
    ปล. อยากอ่านตอนพิเศษของคุณอากับน้องลี ไวๆจังเลย ลุ้นๆ  ถ้าตีพิมพ์เมื่อไรประกาศด้วยนะค้า จะตามไปซื้อเก็บ อย่างว่องไวเลยค่า >_<\\



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 11 มกราคม 2554 / 02:22
    #21
    0