หอสมุดต้องห้ามแห่งดาร์คแลนด์

ตอนที่ 141 : วัฒนธรรมย่อย Gothic

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 430
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ธ.ค. 59

วัฒนธรรมย่อย Gothic

 


          กอธิค (Gothic) มีความหมายครอบคลุมประวัติศาสตร์ศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม สถาปัตยกรรม การแต่งกาp จนกลาเยป็นวัฒนธรรมย่อยร่วมสมัย

ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ได้มีการนำศิลปะแบบกรีก-โรมัน ที่มีกฏเกณท์ชัดเจน   รื้อฟื้นกลับมาปรับใช้ในยุคสมัยของตน จนทำให้ยุคนี้น ถูกเรียกขานว่า ยุคเรอเนซองค์ หรือฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ซึ่งหมายถึงย้อนกลับไปรื้อฟื้นศิลปวิทยาการแบบกรีก-โรมันขึ้นมาอีกนั้น


คำว่า "โกธิค" เริ่มใช้ครั้งแรกโดยนักวิจารณ์ศิลปะสมัยสมัยนั้น เพื่อเรียกรูปแบบของศิลปะ ที่มีลักษณะของซุ้มประตูโค้ง หลังคาโค้งยอดแหลม เป็นเอกลักษณ์เกิดขึ้นในระหว่างคริสต์สตวรรษที่ 12-15 ศูนย์กลางอยู่ที่ฝรั่งเศส เชื่อว่า เป็นผลงานของพวกชนเผ่า Visigoths ได้แก่ พวกกอท (Goths) แฟรงก์  (Franks) ลอมบาร์ค (Lombards) สลาฟ (Slaves) และแซกซัน (Saxsons) ซึ่งต่างเป็นชนเผ่าป่าเถื่อน ไร้ความเจริญทางศิลปวิทยาการ และยัง เป็นชนเผ่าที่ทำลายจักรวรรดิโรมัน ดังนั้นถ้อยสำเนียงหรือนัยยะ ที่ใช้เรียกว่า "ศิลปะโกทิก"  จึงเป็นการเรียกขานที่บ่งบอกไปในทางเย้ยหยันมากกว่าการชื่นชม


เมื่อเปรียบเทียบกับคุณค่าศิลปะแบบกรีก–โรมัน ที่มีกฏเกณท์ชัดเจน  จึงยิ่งส่งผลให้มองศิลปกรรมอันเกิดจากฝีมือของผู้ทำลายอาณาจักรโรมันยิ่งดู ไร้คุณค่าไร้รสนิยมยิ่งขึ้น จนนักวิจารณ์บางคนในยุคเรอเนซองส์ใช้คำกล่าวหาศิลปะโกธิคค่อนข้างรุนแรงว่า เป็นศิลปะที่ "ไร้รสนิยม"  และ "วิตถาร"



อย่างไรก็ตาม ชาวยุโรปทั่วไปนอกจากชาวอิตาลี มักจะเรียกศิลปะโกธิคแบบยอมรับมากกว่าดูแคลน โดยพวกเขาจะเรียกศิลปะกลุ่มนี้ว่า Opus Modernum หรือ งานสมัยใหม่



ต่อมาศิลปะโกธิคได้เป็นที่นิยมมากในประเทศอังกฤษในสมัยศตวรรษที่ 18 ทั้งในยุโรปและอเมริกา จนกลายเป็นยุคที่เรียกว่า Gothic Revival และในยุควิคตอเรียน (Victorian) ของอังกฤษมีการบูรณะโบราณสถานต่างๆ ให้มีรูปแบบศิลปะโกธิคมากยิ่งขึ้น เรียกกันว่า สถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอทิก ( Neo-Gothic architecture หรือ Gothic Revival architecture) หรีอ สถาปัตยกรรมวิกตอเรีย (Victorian architecture) โกธิคจึงถูกนำมาใช้เรียกเป็นรุปแบบของปรัชญา วรรณกรรม  

สถาปัยกรรม

มีผนังเปิดกว้าง มีส่วนสูงเด่นเป็นพิเศษและมีแบบที่ออกมาเป็นลายเส้นอันซับซ้อน ทุกส่วนล้วนประกอบเข้าด้วยกันเป็นสัญลักษณ์นิยม ทางศาสนา โครงสร้างหลังคาเป็นโค้งแหลม ลักษณะต่างๆ เหล่านี้จะหาดูได้จากมหาวิหารในฝรั่งเศส, เยอรมนี และ อังกฤษ เช่น มหาวิหารแซ็ง-เดอนี (ฝรั่งเศส) มหาวิหารนัวยง (ฝรั่งเศส) มหาวิหารล็อง (ฝรั่งเศส) มหาวิหารอามีแย็ง (ฝรั่งเศส) มหาวิหารกลอสเตอร์ (อังกฤษ) และ มหาวิหารเอ็กซีเตอร์ (อังกฤษ) เป็นต้น



ประติมากรรม
]
ชอบทำเป็นรูปคนหรือสัตว์ ตามระเบียง หลังคา แล้วเจาะรูตรงปากเพื่อให้น้ำฝนผ่าน เวลา ฝนตกจะดูเหมือนกำลังพ่นน้ำออกมา เรียกประติมากรรมแบบนี้ว่า “การ์กอย” งานประติมากรรมสมัยนี้ทำขึ้นเพื่อประดับตกแต่งทั้งภายนอกและภายในอาคาร มีทั้งประติมากรรมแบบนูนสูงและแบบลอยตัว มีสัดส่วนสูงชลูดตามโครงสร้างตัวอาคารส่วนมากทำเป็นรูปพระเยซู เน้นรอยย่นบนใบหน้าและไม่คำนึงถึงสัดส่วนจริงของมนุษย์

เครื่องประดับ


การออกแบบเครื่องประดับในสมัยโกธิคได้เริ่มต้นการออกแบบที่มีเทคนิคซับซ้อนมากขึ้น โดยมีการออกแบบเครื่องประดับแบบ Radial Balance หรือการจัดวางให้สมมาตรแบบมีจุดศูนย์กลางและแผ่รัศมีออกเป็นวงกลมเป็นส่วนใหญ่จัดแพทเทิร์นอย่างกลมกลืนกัน มักประดับด้วยไข่มุก นอกจากนี้ยังมีการฝังหินแบบ Crown หรือแบบมงกุฎหุ้มอัญมณีเจียระไนเบี้ยหลังเต่า มีการลงยาแบบ Bass Taille แต่ช่วงปลายของสมัยโกธิค การออกแบบเครื่องประดับนิยมการแกะสลักภาพบุคคลมากขึ้น จึงมีการออกแบบแบบสมมาตรซ้ายและขวาร่วมอยู่ด้วย

จิตกรรรม


สมัยกอทิกมีพื้นที่เขียนภาพบนฝาผนังน้อยลง เพราะสถาปัตยกรรมมีช่องเปิดมาก ดังนั้นจึงมักเน้นไปที่การออกแบบกระจกสีบานหน้าต่าง สำหรับการเขียนภาพในหนังสือเขียน มักจะแสดงรูปคนที่สะโอดสะอง ในชุดเสื้อผ้าอาภรณ์ที่พลิ้ว และโค้งไหวอย่างอ่อนช้อย

วรรณกรรม

โกธิค จะมีฉากเป็นสมัยกลาง กล่าวถึงเรื่องราวของอัศวิน และสถาปัตยกรรมในเรื่องก็จะบรรยายให้เป็นลักษณะของโกธิค เช่น ปราสาหลังใหญ่โตตระหง่านท่ามกลางความมืดทะมึนน่าเกรงขาม มีห้องใต้ดินลึกลับ เรื่องราวมักข้องเกี่ยวกับความลึกลับ ภูตปิศาจ เป็นแนวสยองขวัญ เหนือธรรมชาติ มุ่งสร้างความน่าสะพรึงกลัวให้ผู้อ่าน

สำหรับขนบการเล่าเรื่องตามแบบนวนิยายโกธิค มักจะมีโครงเรื่องคล้ายคลึงกัน โดยมีองค์ประกอบคือ หญิงสาวบริสุทธิ์ ปราสาทลึกลับที่มีปริศนาหรือการฆาตกรรม คนชราผู้เป็นกุญเเจของเรื่องราว และ เจ้าของปราสาทผู้ลึกลับ โดยโครงเรื่องมักเป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่เหตุอันจำเป็นต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในปราสาทลึกลับหลังใหญ่ และได้พบกับปริศนามากมาย โดยมีตัวละครที่มักเป็นคนชราคอยทำหน้าที่เป็นกุญแจของเรื่องราว ซึ่งเบื้องหลังปริศนาเหล่านั้นมักเป็นชายหนุ่มเจ้าของปราสาทซึ่งเป็นพระเอกของเรื่อง


ดนตรี

ในช่วง 1970 ได้เกิดแนวเพลงที่พัฒนามาจากพังก์ร็อคของอังกฤษ โดยมีการนำเพลงร็อคมาเรียบเรียงให้ได้อารมณ์พลิ้วไหวและหดหู่ เรียกกันว่า โกธิค ร็อค จากนั้นก็เริ่มมีการออกแบบการแต่งงานโดยนำลักษณะการแต่งกายแบบวิคตอเรียนมาผสมกับแนวพังก์ ทำให้ความหมายของกอธิค กว้างยิ่งขึ้น

 

ภารกิจ วัฒนธรรมโกธิคในดาร์คแลนด์

จงวิเคราะห์ว่าเพราะเหตุใด ศิลปะประจำดาร์คแลนด์จึงต้องเป็นกอธิค
และ กอธิคส่งผลอย่างไรต่อสภาพสังคมในดาร์ค
และ หากไม่ใช่กอธิค คุณคิดว่า
ศิลปะประจำดาร์คแลนด์จะเป็นอะไร
จงอธิบายมาอย่างละเอียด

*ข้อควรระวัง ในการทำภารกิจแต่ละครั้ง โปรดแนบบัตรนักศึกษาของท่านทุกครั้ง




 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

970 ความคิดเห็น

  1. #946 Devil Del Olympus Diciness (จากตอนที่ 141)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:45
    ภารกิจวัฒนธรรมโกธิคในดาร์คแลนด์

    สาเหตุที่วัฒนธรรมกอธิคเป็นวัฒนธรรมประจำดาร์คเพราะเป็นวัฒนธรรมที่ดูมืดมนเหมาะกับชื่อ ซ้ำยังมีเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับภูติผีอีกด้วย ทำให้เหมาะสมกับดาร์คที่มีแนวทางการดำเนินชีวิตในทางเดียวกัน ยากที่จะหาวัฒนธรรมอื่นมาเทียบเคียงได้ เพราะวัฒนธรรมนี้ดูเข้ากันที่สุดแล้ว

    บัตร

    #946
    0
  2. #942 KaliferΩFun'd[พเนจร] (จากตอนที่ 141)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 02:46
    ภารกิจ วัฒนธรรมโกธิคในดาร์คแลนด์
     
              กอธิค มาจากภาษากรีกคำว่า Goetic ซึ่งแปลว่าเวทมนต์ และผู้คนที่ได้พบได้เห็นต่างลงความเห็นกันว่ามันงดงามมากเพราะไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงสัณฐาน ความสูงอย่างเหลือเชื่อ ความมีชีวิตชีวา และ อื่นๆอีกมากมาย ราวกับว่ามันถูกเนรมิตขึ้นมา ต่อมาการส่งผ่านลักษณะจากจิตรกรรมแบบโรมาเนสก์สู่โกธิคนั้นมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนอย่างมาก เพราะมีลักษณะที่คล้ายกัน แต่ห็นได้ถึงจุดเริ่มต้นของสไตล์ที่เรียกได้ว่าเป็นโกธิคของแท้คือ ดูโศกเศร้า มืดมน และ ดูมีความรู้สึกมากกว่าจิตรกรรมในยุคที่ผ่านๆมามากมายนัก แล้วถ้าหากจะให้วิเคราะห์ถึงที่มาของอารมณ์ที่ดู ดีเพรส โศกเศร้า มืดมน
     
              กอธิคมีผลต่อสภาพสังคม การแต่งกาย และสิ่งก่อสร้างในดาร์ค โดย
     
    เน้นความเรียบง่ายในความหวาดกลัว ชุดเรียบ ๆ เน้นสีเดียวเป็นหลัก  โดยศิลปะแบบดาร์คจะสะท้อนแนวคิดด้านลบ หรือด้านมืด ไปในเเนวทางเสียดสี และสะท้อนเเนวคิดทางจิตวิทยาด้านลบของมนุษย์ เช่น ความรู้สึกหวาดกลัว ความรู้สึกเพ้อฝัน ความรู้สึกหลอกตัวเอง ความรู้สึกรังเกียจ ทำให้ผู้ชมรู้สึก ลุ่มหลง คลั่งใคล้ งดงาม ชวนหลงใหล แต่ก็มีความน่าพรั่นพรึงเเละลึกลับบรรจุในภาพ
     
         หากไม่ใช่กอธิค ขอเสนอ 'เอกภาพ' แบบศิลปะรอคโคโค
     
              ศิลปะโรโกโก (อังกฤษ: Rococo) หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า "ศิลปะแบบหลุยส์ที่ 14" (Louis XIV Style) ศิลปะโรโกโกเริ่มพัฒนามาจากศิลปะฝรั่งเศส และการตกแต่งภายในเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 18 ห้องที่ออกแบบแบบโรโกโกจะเป็น เอกภาพ คือทุกสิ่งทุกอย่างในห้อง ไม่ว่าจะเป็นผนัง เครื่องเรือน หรือเครื่องประดับ จะออกแบบเพื่อให้กลมกลืนกันอันหนึ่งอันเดียวกันมิใช่จะอิสระต่อกัน คือไม่มีสิ่งใดในห้องนั้นที่นอกแบบออกมา ภายในห้องจะมีเครื่องเรือนที่หรูหราและอลังการ รูปปั้นเล็ก ๆ แบบประดิดประดอย ภาพเขียนหรือกระจกก็จะเป็นกรอบลวดลาย และพรมแขวนผนัง ที่ถ้าแยกอะไรออกมาก็จะทำให้ห้องนั้นไม่สมบูรณ์แบบ ศิลปะโรโกโกมาแทนด้วยสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิก
     
               ศิลปะโรโกโกเริ่มขึ้นจากศิลปะการตกแต่งและศิลปะการตกแต่งภายใน ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส เมื่อปลายรัชสมัยการตกแต่งอย่างหรูหราแบบโรโกโกก็เริ่มเบาขึ้น มีเส้นโค้งมากขึ้น และลวดลายเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น ลักษณะเช่นนี้จะเห็นชัดได้จากผลงานของ นิโคลัส พินเนอ (Nicholas Pineau) ระหว่างสมัยรีเจนซ์ (Régence) ชีวิตราชสำนักก็เริ่มย้ายออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ โรโกโกก็มีรากฐานมั่นคงขึ้นโดยเริ่มจากงานในวังหลวงแล้วขยายออกมาสู่งานสำหรับชนชั้นสูง
     
               ศิลปะแบบโรโกโกเผยแพร่โดยศิลปินชาวฝรั่งเศส แต่ผู้ที่ตื่นเต้นกับศิลปะลักษณะนี้มากก็คือสถาบันคาทอลิกทางใต้ของประเทศเยอรมนี บริเวณโบฮิเมีย (Bohemia-ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก) และประเทศออสเตรีย เพราะเป็นศิลปะที่สามารถประสมประสานอย่างกลมกลืนกับศิลปะบาโรกแบบเยอรมนีได้เป็นอย่างดี ศิลปะโรโกโกแบบเยอรมนีจะใช้กันมากในการสร้างโบสถ์ สำนักสงฆ์ (monasteries) และวัง ในสมัยพระเจ้าฟรีดริชมหาราช แห่ง ปรัสเซีย ศิลปินแห่งราชสำนักปรัสเซียก็เริ่มสร้างลักษณะโรโกโกที่เป็นของตนเองที่เรียกกันว่าโรโกโกแบบฟรีดริช (Frederician Rococo) ซึ่งมีอิทธิพลมาจากโรโกโกฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ สถาปนิกมักจะตกแต่งภายในด้วยปุยเมฆที่ทำจากปูนปั้น (stucco) ทั่วไปทั้งห้อง
     
    ตัวอย่างศิลปะแบบรอคโกโก






     
    #942
    0
  3. #915 Elegra (จากตอนที่ 141)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 21:31
    อะไรงิ

    #915
    1