Hello dear ! สวัสดีที่รัก

ตอนที่ 3 : ขนหงส์กับหนังหมา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 162
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 ส.ค. 53

บทที่  3  ขนหงส์กับหนังหมา

 

           

ยัยแก้มป่องร้องไห้จนน้ำตาเปียกหลังเขามาตลอดทาง...

 

 แม้จะขยะแขยงสิ่งที่ทำให้หลังเปียกชื้นไม่สบายตัวเพราะระบุไม่ได้ว่ามันเป็นน้ำตาหรือน้ำมูก แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ความรู้สึกสงสารที่ผุดขึ้นในหัวใจ...

 

เจ๋ง... น้ามม่ายดีโตรงหนายยยย...

 

แม่คุณเอ๊ย... ที่บ้านไม่มีกระจกหรือยังไง ผู้ชายที่ไหนจะอยากควงกับผู้หญิงที่แม้แต่แป้งที่หน้าก็ยังไม่ทาด้วยซ้ำ แถมเสื้อผ้า... เขายังไม่แน่ใจเลยว่าเสื้อผ้าที่เธอใส่นั่นน่ะ หาซื้อตามห้างได้หรือเปล่า แม้แต่ที่ตลาดนัดก็ไม่น่าจะหาได้ด้วยซ้ำไป น่าจะซื้อได้ที่ห้างนิวเวิลด์บางลำภูเท่านั้นละมั้ง

 

นี่ หัวหน้า ผู้ชายน่ะนะ เค้าไม่ควงผู้หญิงที่พาไปเจอเพื่อนแล้วเพื่อนไม่ร้องอู้หูร้อก... ตอบให้เธอเสร็จสรรพ นั่นเพราะรู้หรอกน่าว่าเธอจะไม่ได้ยินมัน ... อยากให้เจ๊ได้เห็นแฟนผมเหลือเกิน...

 

พูดไปแล้วหัวใจก็สะท้อนเอง แฟนเหรอ ? เขาไม่ได้คุยกับเธอมาหลายวันแล้ว มันเนิ่นนานจนเขารู้สึกราวกับว่าผืนดินที่เหยียบยืนอยู่นี้มันคลอนแคลนโคลงเคลง หาความมั่นคงไม่ได้เลย หัวในหวั่นไหวประหลาดแม้จะมั่นใจว่าเธอไม่มีทางรักใครอื่นได้มากกว่าเขา...

 

แต่... เธอโกรธเขาถึงขนาดปิดเครื่องหนี หรือแท้จริงแล้ว เธอเองก็อยากจะเลิกกับเขาอยู่เหมือนกัน นั่นเป็นข้อเท็จจริงที่เขายังหาไม่ได้ และไม่กล้าที่จะคิดว่าเราเลิกกันแล้ว หรือหวังว่าเธอจะโทร.กลับมา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ความรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ เหมือนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความสับสนและไม่แน่ใจ เธอบอกเลิก แต่เขาไม่ได้ตอบรับมันสักหน่อยนี่ มันต้องไม่มีผลสิ ใช่มั้ย...

 

ชะลอรถที่หน้าปากซอยตามคำบอกเล่าของคนเมาเพื่อนซี้ของคนที่นั่งแปะหลังฟูมฟายอยู่ มืดสนิทดีแท้... แน่ละ นี่มันจะตีหนึ่งแล้วนี่หว่า...

 

นี่ คุณ บ้านคุณหลังไหนเนี่ย ?

 

คันหลังก็เกาเด้... ตอบมาคนละเรื่อง ปักเป้าถอนหายใจอย่างหงุดหงิด

 

นี่ คุณผู้หญิง ผมไม่ได้มีเวลาเป็นปีนะครับ บอกมาดี ๆ ว่าบ้านคุณหลังไหน...

 

เงียบกริบ มีแต่เสียงกรนแว่วมาเข้าหู ชายหนุ่มส่ายหน้ากับตัวเอง เอี้ยวตัวหันหลังไปเรียก นี่ คุณอบเชย บ้านคุณน่ะหลังไหน คุณ คู๊ณ !

 

ไอ้ซ่า เลิกเห่าเหอะน่ะ หนวกหู จะนอน... เคี้ยวปากเสียงดังจั๊บ ๆ ด้วยซ้ำไป

 

ไม่ตอบดี ๆ จะเอาทิ้งไว้ตรงนี้เลยนะ ! ขู่ไปก็เท่านั้น อีกฝ่ายจะได้ยินหรือก็เปล่า ชายหนุ่มถอนหายใจ กวาดสายตามองเข้าไป บอกตรง ๆ ไม่กล้าเข้าไปเลยจริง ๆ

 

นี่ คุณ... เปลี่ยนน้ำเสียงให้ซอฟท์ลงทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด ก็ยัยคนที่นั่งแปะเป็นเนื้องอกอยู่นี่ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวเลยนี่นา ... บอกมาดี ๆ เหอะว่าบ้านคุณอยู่ตรงไหน ผมต้องรีบกลับนะ พรุ่งนี้ต้องทำงานด้วย...

 

คร่อก....

 

เสียงที่ได้ตอบกลับมามีเพียงเท่านั้น ปักเป้าถอนหายใจอีกครั้ง... คำบอกเล่าของเมย์ที่เขากำลังพยายามนึกอยู่นี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยเหมือนกัน

 

อยู่ซอย 35 นะ เข้าไปจะเจอถนนใหญ่ ไม่ใช่ ๆ ๆ  เจอถนนซอย อ๊ะ หรือถนนใหญ่ ? นั่นละ ๆ ๆ ๆ  เลี้ยวเข้าไปจะเจอบ้านเยอะ ๆ  ถามคนแถวนั้นเอาแล้วกันว่าหลังไหน เมย์อธิบายไม่ถูกหรอก...

 

เรียกว่าไม่ได้อธิบายอะไรเลยจะตรงกว่า ชายหนุ่มเอี้ยวตัวไปมองคนข้างหลังอีกครั้ง แม่อบเชยข้างหลังเขายังคงหลับ ละเมอมาเป็นเฮือก ๆ พอให้ได้ดีใจเล่นบ้าง สุดท้ายก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย...

 

 

 

 

 

น้ำเย็นลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงุนงง ห้องฉัน ? ทำไมผนังไม่เป็นสีชมพู ?

 

กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ใครเอาโปสเตอร์ของ Linkin’ Park มาติดแทนโปสเตอร์ Clash ของฉัน ...

 

กวาดสายตาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง... สะดุดที่ใครบางคนที่นอนคลุมโปงอยู่หน้าเตียง...

 

หญิงสาวลุกพรวด ก่อนจะล้มลงไปใหม่อีกรอบเพราะอาการเวียนหัวอย่างสุด ๆ นอนตาโพลงมองเพดานตรงหน้า ขณะมือค่อย ๆ ยกขึ้นลูบตามเนื้อตัวของตัวเอง พอไล้ไปเจอสาบเสื้อติดระบายของตัวเองก็โล่งใจ...

 

เอียงหน้าช้า ๆ หันไปทางคู่กรณีที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างเตียง... หมอนั่นนอนตะแคงตัวขดกลม หันหน้ามาทางนี้พอดิบพอดี พอให้เห็นได้ว่าเป็น... นายปัก-เป้า ?!

 

นาย... เฮ้ ตื่นเดี๋ยวนี้นะ ตื่นเซ่ !

 

ชายหนุ่มขยับตัวนิดหนึ่ง รู้สึกเหมือนมียุงมาบินหึ่ง ๆ อยู่ข้างหู ชวนให้รู้สึกรำคาญขึ้นมาติดหมัด ขยับผ้านวมขึ้นคลุมจนมิดหัวแล้วทำท่าจะหันหลัง

 

หนอย คิดจะหนีความผิดเหรอ ? ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ลุก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ  ฉันบอกให้ลุกไง !!! “

 

เสียงนั้นดังมาก เหมือนยุงจะมากันทั้งหมู่บ้าน ชายหนุ่มสะดุ้ง ลืมตา ... ยุงเหรอ ? ไม่ใช่หรอก เป็นยัยตัวยุ่งตะหากล่ะ

 

ยันตัวลุกขึ้นมา ปรือตามองเธอที่นอนแผ่แน่นิ่ง แต่เอียงหน้ามาทาเขา สายตาจิกกัดนั้นเหมือนกับเจ้าตัวพยายามจะให้มันดูอำมหิต เมื่อหญิงสาวบนเตียงเอ่ยช้า ๆ ชัด ๆ ได้ใจความ

 

นาย... วางยาฉันแล้วพามาบ้านนายงั้นเหรอ ?

 

หา ? สมองที่เบลอเพราะเพิ่งจะตื่น คิดไม่ทัน ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่จึงเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามจะบอก อะไรนะ ?

 

นาย... วางยาในเครื่องดื่มของฉันที่ร้านเหล้าละสิ... ยังคงนอนนิ่ง แต่เสียงประณามยังมาเรื่อย ๆ ไม่หยุดไม่หย่อน อันที่จริงก็อยากจะลุกมาชี้หน้าด่าอยู่เหมือนกัน แต่... เวียนหัวจนลุกไม่ไหวนี่นา

 

ปักเป้าทำตาโตมองเธออยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็หลุดขำพรืด ตามด้วยอาการหัวเราะเอาเป็นเอาตายที่ทำให้น้ำเย็นยิ่งหงุดหงิด หัวเราะไร ? มีอะไรขำมากเหรอ ไอ้โรคจิต หนอย... คิดมิดีมีร้ายกะฉันเหรอ ? เดี๋ยวนายได้ไปนอนคุก กินข้าวผัดกะโอเลี้ยงแน่...

 

เออ ดี ผมจะได้บอกตำรวจว่าพวกเพื่อน ๆ ที่ทำงานน่ะพากันวางยาคุณ ยาที่ชื่อ hundred pipers ซะด้วยนะนั่น... โอ้ คุณตำรวจคงจะรีบจับผมกะเพื่อน ๆ คุณเข้าตะรางแหง ๆ ...

 

น้ำเย็นเม้มปาก สีหน้าคล้ายกำลังใช้ความคิด

 

ไง พูดไม่ออกเลยใช่มะ ?

 

เปล่าซะหน่อย ฉันกำลังพยายามจะจำไอ้ชื่อยาสลบที่นายบอกตะหากล่ะ อะไรนะ... hundred...

 

เขาทำสีหน้าคล้ายไม่อยากจะเชื่อ ผู้หญิงคนนี้... หล่อนไม่ใช่คนแน่ ๆ ต้องเป็นร่างแปลงของมนุษย์ต่างดาว ?! จากที่นั่งขำก็เลยขำไม่ออกอีกต่อไป เฮ้ย คุณ ไอ้ hundred นั่นน่ะ มัน...

 

ไม่ต้องมาแก้ตัว หนอย หน้าซีดเชียวนะยะ กลัวคุกกลัวตะรางเหมือนกันเรอะ ? ได้ทีสำทับเข้าไปอีก คอยดูเถอะ คอยดู ฉันจะเอานายเข้าคุกให้ได้...

 

ก่อนจะเอาผมเข้าคุกให้ได้ คุณพาสังขารตัวเองลุกขึ้นมาจากเตียงผมก่อนเหอะ ...

 

ฉันลุกแน่ ใช่ว่าอยากจะนอนหรอกนะ... แต่... หัวมันหนักชะมัด หนักเหมือนใครเอาโซ่มาล่าม เอาลูกตุ้มมาถ่วงไว้ยังไงยังงั้น ว่าแต่... นายจะไม่มีน้ำใจมาช่วยดึงฉันลุกหน่อยรึไง ?

 

เห็นปากเก่งออกนะ ยังมาขอความช่วยเหลือทำไม ? แต่ก็ยื่นมือไปฉุดเธอให้ลุกขึ้นมานั่งแต่โดยดี และทั้ง ๆ ที่ยังนั่งโงน ๆ เงน ๆ อย่างนั้น คนขอความช่วยเหลือเมื่อครู่ก็ยังปากดีไม่เลิก

 

ถึงจะช่วยก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่เอาเรื่องนายหรอกนะ...

 

โห คุณเชย คุณเชยคร้าบ... หันมาสวนคำพูดทันควันเหมือนกัน ถามจริง ๆ คุณคิดว่าผมจะพิศวาสคุณตรงไหนไม่ทราบ ? ขอโทษที แค่คิดว่าต้องแกะกระดุมเสื้อเรียงเป็นตับขนาดนั้นก็หมดอารมณ์แล้ว... แล้วยังกระโปรงนั่นอีก กว่าจะได้เห็นขาอ่อนคุณผมไม่ต้องเปิดเป็นวันเหรอ ? หัดดูตัวเองซะก่อนแล้วค่อยคิดว่าคนอื่นเค้าจะคิดอกุศลกับคนอย่างคุณได้...

 

พูดไปแล้วก็เสียใจอยู่เหมือนกันเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายสลดลงทันที ปักเป้าหยุดปากทันควัน เขาพูดมากเกินไปแล้ว และสิ่งที่พูดออกไปนั้นก็คงจะทำร้ายคนตรงหน้าได้ไม่มากก็น้อย

 

ความจริงก็คือ คนอกหักมักจะมีหัวใจที่บางกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว และโรคอกหักมักจะมีผลข้างเคียงที่ทำให้เราเป็นภูมิแพ้ แพ้คำพูดที่ทำให้เรายิ่งรู้สึกแย่ ๆ กับตัวเอง

 

คนอย่างฉันมันเป็นไง ? ใส่เสื้อผ้าแบบนี้แล้วเป็นไง ? แปลว่าฉันผิดใช่มะ ? ที่เลิกกันก็เพราะฉันผิดใช่มั้ยที่ไม่ใส่สายเดี่ยว ไม่ใส่มินิสเกิร์ต ไม่ใส่กางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋ แล้วที่เรารักกันมาสิบเจ็ดปีมันหมายความว่ายังไง ?

 

เธอซบหน้าลงกับฝ่ามือ เริ่มต้นร้องไห้อีกครั้ง จากฮือ ๆ เบา ๆ ก็กลายเป็นแง ๆ แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นโฮ ๆ ลั่นห้องเลยทีเดียว

 

เฮ้ย นี่คุณ... พยายามจะให้สติ ผมไม่ได้หมายความว่างั้นหรอกน่า อย่าร้องไห้ไปเลย ผมปลอบใครไม่เป็นหรอกนะ...

 

นั่งพับเพียบมองเธออย่างอ่อนใจอยู่ครู่ใหญ่ก็เล่นไม้ตาย นี่ คุณ วันนี้วันทำงานนะ คุณไม่กลัวไปทำงานสายเหรอ ? นี่มันเจ็ดโมงเช้าแล้วนา...

 

ได้ผลแฮะ คุณนายอบเชยเหมือนจะได้สติขึ้นมาทันที เออ จริงสิ วันนี้วันอังคารนี่นา ตายแล้ว ๆ ๆ ๆ สายแล้ว ๆ ๆ ๆ 

 

จะโวยวายทำไมเนี่ย ?

 

ฉันไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน... หันมาทางเขาอย่างรวดเร็ว นาย... หามาให้ฉันหนึ่งชุด เดี๋ยวนี้ !

 

คุณจะบ้าเรอะ ? จะไปหาจากที่ไหนล่ะ ? ผมเป็นผู้ชายนะ เป็นผู้ชายสูงเกือบร้อยแปดสิบ ผมไม่มีเสื้อผ้าไซส์เดียวกะคนแคระหรอกนะ...

 

ฉันสูงร้อยหกสิบห้านะ ! หันมาแหวทันควัน ไม่รู้ละ ถ้าหาให้ฉันไม่ได้ก็อย่าหวังว่าฉันจะให้นายผ่านทดลองงานเลย นายปัก-เป้าเอ๋ย...

 

เขายืนเท้าเอว มองผู้หญิงตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ เธอ ยัยร่างแปลงมนุษย์ต่างดาว... เอาเรื่องงานมาขู่กันเหรอ ?

 

ไม่ได้ขู่นะ... คำตอบรวดเร็ว สีหน้าชวนให้รู้สึกหมั่นไส้เหลือกำลัง นายจะลองดูก็ได้ แต่อย่าลืม ฉันเป็นหัวหน้างานของนายโดยตรง เพราะงั้น หยิบมาหนึ่งชุด ชุดที่ฉันใส่ได้และพอใจด้วย...

 

เออ คงมีหรอก ที่นี่ไม่ใช่ตลาดร้อยปีนะครับจะได้หาเสื้อผ้าตามรสนิยมของคุณได้น่ะ... แม้จะแดกดันแต่ก็ยังอุตส่าห์ไปเปิดตู้หา น้ำเย็นชะโงกหน้ามามองเสื้อยืดลายจัดจ้านแขวนเรียงเต็มตู้ มีเพียงมุมเล็ก ๆ ประมาณไม่กี่ไม้แขวนเสื้อเท่านั้นที่เป็นที่อยู่ที่เจียดให้กับเสื้อเชิ้ตใส่ทำงาน...

 

พลัน สายตาก็กวาดลงไปเห็นเสื้อผ้าที่ถูกพับอยู่มุมหนึ่งในตู้ เสื้อผ้าที่แม้จะไม่ได้เห็นทั้งชิ้นก็รู้ได้ว่าเป็นของผู้หญิงแหง ๆ  นั่นไง...

 

ชายหนุ่มมองตามปลายนิ้วที่ชี้ไปในตู้เสื้อผ้า นั่นมัน... ไม่ได้ ! นั่นเสื้อแฟนผม ...

 

ทำไมต้องหวง แค่ขอยืม ไม่ได้ขอเลยซะหน่อยนี่... ทำท่าจะผวาไปคว้า ดีที่เขาคว้ามือเล็ก ๆ นั่นไว้ได้ทัน

 

ไม่ได้ คุณไม่เข้าใจรึไง นี่มันของแฟนผม...

 

จะเอาเสื้อแฟนหรือเอางาน ? หยุดมือที่ยื้อแย่งมาเท้าเอวถามด้วยน้ำเสียงตีรวน

 

งานก็เอา แต่เสื้อแฟนก็ไม่ให้ มีไรมะ ?

 

แฟนนายคงดีใจนะ ถ้านายรักษาเสื้อผ้าของเค้าไว้ได้ แต่พลาดงานในบริษัทดี ๆ เงินเดือนเกือบสองหมื่นบาทอย่างงั้นน่ะ...

 

ปักเป้าจ้องหน้าเธอ โมโหขึ้นมาทันที คุณกล้าเอาเรื่องงานมาขู่ผมเหรอ ? จะใช้อำนาจมืดมากลั่นแกล้งกันน่ะผมไม่ยอมหรอกนะ

 

ถามจริง ๆ เหอะ จะหวงไว้ทำไม ? ฉันก็แค่จะยืมใส่ ไม่ได้อยากได้เสื้อผ้าแฟนนายซะหน่อย...

 

ไม่ได้ คุณไม่รู้หรอกว่าแฟนผมน่ะสวยขนาดไหน นางฟ้าชัด ๆ แล้วคุณจะเอาเสื้อผ้าเค้าไปใส่เนี่ยนะ ? มันก็เหมือนเอาขนหงส์ไปแปะหนังหมาละสิคุณ... คุณไม่คู่ควรหรอก...

 

ไอ้... น้ำเย็นชะงักกึก รู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่พากันแล่นขึ้นหัวจนแก้วหูลั่นเปรี๊ยะ ๆ  หนอย... ไอ้... แกกล้าเปรียบฉันเป็นหมา...

 

นายไม่มีทางผ่านทดลองงาน ฉันสาบานได้เลยด้วยเกียรติของหลานสาวเจ้าของบริษัท !

 

อะไรนะ ? คุณว่าคุณเป็นอะไรนะ ? ย้อนถามอย่างไม่เชื่อหู

 

ถ้าไม่เชื่อ วันนี้เข้าบริษัท นายลองเอานามสกุลฉันไปเทียบกะนามสกุล MD ได้เลย นายปัก-เป้า... เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นชวนขนหัวลุก พยายามเข้านะ แต่นายจะไม่มีทางได้อยู่ในบริษัทได้เกินสามเดือนหรอก ฉันรับประกันได้เลย... ต่อให้นายเก่งแค่ไหนก็ตาม ถ้าฉันไม่ให้ผ่านละก็ คุณลุงจะไม่มีวันขัดใจฉันแน่ ๆ ...

 

เธอ... แม้จะยังโกรธแต่น้ำเสียงก็อ่อนลงเยอะ อยากจะรักษาเสื้อผ้าของหงส์เอาไว้ แต่ถ้าเขาชวดงานนี้ไปอีกละก็ เพลงจะมองเขาแบบไหนกัน...

 

มือขาวเอื้อมไปหยิบเสื้อที่มุมตู้อย่างไม่เต็มใจนัก หญิงสาวยื่นมือไปรับแต่อีกฝ่ายยังคงดึงไว้ จ้องหน้าเธอจริงจัง ต้องเอามาคืนนะ...

 

เออน่า...

 

ห้ามทำเปื้อนด้วย...

 

รู้แล้ว ๆ ๆ พยายามจะกระตุกมาอีก แต่เหมือนอีกฝ่ายยังไม่หมดเรื่องจะสั่งเสีย

 

ห้ามทำขาด

 

เออ น้ำเสียงห้วนขึ้นเรื่อย ๆ

 

ซักมาคืนด้วย ตอนซักต้องแช่น้ำยาปรับผ้านุ่ม downy สีชมพูเท่านั้นนะ...

 

เธอปล่อยมือทันที นายเก็บเอาไว้เหอะ ฉันไม่เอาแล้ว เดี๋ยวไปชุดเดิมก็ได้ แต่ยังไงวันนี้ก็ต้องไปบริษัทละนะ เพราะต้องไปคัดเลือกใบสมัครหาพนักงานใหม่มาอีกสักคน...

 

ก็เอาไปเด้... ยื่นมาอย่างแรง เหมือนอยากจะเอามันกระแทกหน้าเธอมากกว่า น้ำเย็นยื่นมือไปรับมา เดินแซงอีกฝ่ายเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว

 

ปักเป้าถอนหายใจยาว มองประตูที่ปิดลงอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ยังไม่ทันถอนหายใจได้สุดด้วยซ้ำเมื่อคนแก้มป่องแง้มประตูยื่นหน้าออกมาอีกครั้ง นี่ ขอยืมผ้าเช็ดตัวหน่อย...

 

ถอนหายใจแรง ๆ อีกครั้ง พร้อมกับสีหน้าเบื่อหน่ายแบบไม่คิดจะปิดบัง กระชากผ้าขนหนูจากตู้เสื้อผ้าออกมาให้เธอ

 

ฉันจะเอาผ้าขนหนู ไม่ใช่ผ้าเช็ดเท้า...

 

มันก็แค่เก่าครับ คุณนายอบเชย แต่มันสะอาดดี ผมรับประกันได้ คุณไม่ต้องกลัวตายเพราะเช็ดตัวหรอกครับ น่าจะกลัวต้องตายเพราะปากคุณเองจะดีกว่า... หมุนตัวหันหลังให้เธอทันที ไม่สนใจกิริยาเบ้ปากของคนเบื้องหลัง จนกระทั่งประตูห้องน้ำปิดลงอีกครั้งแล้วนั่นละชายหนุ่มจึงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนใจ

 

 

 

 

 

อ้าว มาด้วยกันได้ไง ?

 

เมย์ สาวสวยแสนเปรี้ยวตำแหน่งประชาสัมพันธ์เอ่ยทักทันทีที่เห็นคนตัวสูงเดินเคียงมากับคนตัวเล็กแก้มป่อง ผ่านประตูเข้ามา ยัยน้ำ เธอมากับปักเป้าได้ไงน่ะ หรือว่าเมื่อคืน เธอสองคน...

 

ไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกน่ะ... ปักเป้ารีบตัดบททันทีที่เห็นสายตาเหมือนจะคิดลึกไปแล้วของสาวในคอก ก็เมื่อคืนเมย์บอกให้ผมไปส่งคุณอบเชยไม่ใช่เหรอ ? บอกว่าบ้านผมกะบ้านเค้าอยู่ใกล้กันไง...

 

บ้านปักเป้าอยู่แถวจรัลฯ เหรอ ? คนฟังย้อนถามมาทันที ชายหนุ่มทำตาโต เห็นในใบสมัครเขียนว่าพักอยู่แถวรามฯ  แล้วทำไมไปอยู่จรัลฯ ล่ะ ?

 

อะไรนะ ? ย้อนถามเธอเสียงดังทันควันเหมือนกัน ใครอยู่จรัลฯ นะ ? ก็เมื่อคืนเมย์บอกผมไม่ใช่เหรอว่าบ้านเค้าอยู่รามฯ สามสิบห้า...

 

เมย์บอกว่าจรัลฯ ... ยังยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองอย่างหน้าตาเฉย ปักเป้าเกาหัวแกรก ตกลงเมื่อคืนกูบ้าหรือว่ายัยสองคนนี้เพี้ยนกันแน่วะ

 

บ้านฉันอยู่จรัลสนิทวงศ์ซอยสามสิบห้า... น้ำเย็นตอบเสียงเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนหันไปทางเพื่อนรัก นายนี่วางยาสลบฉัน พาฉันไปที่บ้านมัน...

 

จะบ้าไปใหญ่แล้ว ! โวยทันที นี่คุณ อกหักเอง กินเหล้าจนเมาไม่ได้สติเอง ถามอะไรก็ตอบอีกอย่างหาสาระใจความอะไรไม่ได้ แล้วยังจะมาโทษคนอื่นอีกเรอะ ! ฮึ่ย ! “

 

ทำเสียงฮึดฮัดโมโหตัวเองชะมัด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงทำเพียงแค่เดินเลี่ยงมาอย่างหงุดหงิด ๆ ไม่ลืมที่จะเหลือบมองชื่อและภาพถ่ายของ MD ที่โชว์หราอยู่ที่ห้องรับแขก จริงเสียด้วย นามสกุลเดียวกับคุณนายอบเชยเป๊ะ ๆ ...

 

ไอ้บิ๊กกำลังจิบกาแฟอยู่เมื่อเขาไปถึง เฮ้ย เกือบสายแน่ะ มัวทำอะไรอยู่วะ ?

 

ทะเลาะกับหมา... ไม่ใช่หมาธรรมดาด้วยนะ หมาต่างดาว เฮอะ กระทั่ง hundred ก็ไม่รู้จักด้วยนะ... บ่นเสียงงุ้งงิ้งด้วยความหงุดหงิด กระแทกตัวลงนั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่งของตัวเอง บิ๊กยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนกวาดสายตาไปเจอะเข้ากับหัวหน้าในชุดคุ้นตา

 

เฮ้ย ๆ ๆ ๆ ไอ้เป้า นั่นมันเสื้อผ้าของเพลงไม่ใช่เหรอ ?

 

เออ ก็อย่างที่เห็น... ไม่เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำไป เสก้มลงไปเปิดคอมพิวเตอร์ของตัวเอง

 

พอแต่งตัวอย่างงี้แล้วคุณเย็นก็น่ารักดีนะ... มันเปรยเบา ๆ ให้เขาได้หัวเราะทันที

 

น่ารักเหรอ ? ตรงไหนไม่ทราบ ? มันก็แค่หมาที่หุ้มด้วยหนังหงส์เท่านั้นละวะ...

 

เฮ้ย แรงไปป่าว หงุดหงิดอะไรวะ ? ไอ้เพื่อนรักหันมาถามจริงจัง

 

เป็นมึงไม่หงุดหงิดเหรอ ? กูไม่ได้คุยกะเพลงมาสามสี่วันแล้ว จะบ้าตายอยู่แล้วเนี่ย ตกลงเค้าอยากจะเลิกกับกูจริง ๆ รึไงวะ ? เข้าสู่โหมดคร่ำครวญได้ทันทีเหมือนกัน ... กูต้องทำยังไงวะเนี่ย ...

 

ไม่ต้องทำอะไร... มันตอบหน้าตาเฉย เลิกคิ้วมองตอบกลับเมื่อเขามองมันด้วยสายตาสงสัย ... มึงต้องพิสูจน์ ว่าความรักที่มึงมีให้กับเค้ามันเป็นของจริง มันทำให้มึงเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เค้าน่าจะอยากเห็นนะว่ามึงวางแผนอนาคตของตัวเองไว้ยังไง ความรักมันไม่ใช่แค่วันนี้นะโว้ย แค่รักไม่พอหรอก...

 

เขาถอนหายใจเฮือก แล้วกูควรทำไง ?

 

ตั้งใจทำงาน เก็บเงิน สร้างฐานะ พิสูจน์ตัวเองสักครึ่งปี...

 

ทำหน้าเหมือนจะตายขึ้นมาทันที ใครจะไปทนไหว แล้วในระหว่างที่ไม่เจอกัน เพลงเค้าจะไม่มีคิดว่ากูไปมีลูกกะใครเค้าแล้วเรอะ ?

 

นั่นไม่สำคัญหรอก เพราะถ้ามึงทำได้ เพลงเค้าจะได้รู้ความจริงในวันนั้น...

 

แล้วเพลงล่ะ ? เค้าจะมีใครรึเปล่า ? เค้าจะหาคนอื่นเข้ามาแทนที่กูมั้ย เวลาหกเดือนมันนานนะโว้ย...

 

ไอ้บิ๊กยิ้ม ยิ้มนิ่ง ๆ ยิ้มเรียบ ๆ พอ ๆ กับสิ่งที่มันพูดออกมา นั่นก็จะช่วยพิสูจน์ได้ว่า ความรักที่เพลงเค้ามีให้มึง ไม่ใช่ของจริง... ไอ้เป้า ความรักก็คือความรัก ไม่มีวันที่ความเหงา ความหวาดระแวงจะทำลายความรักลงได้ หาคนอื่นมาแทนที่เหรอ ? อย่างมากมันก็ได้แค่อยู่ข้างตัว ไม่ได้อยู่ในหัวใจ มึงจะกลัวไปทำไม...

 

ยื่นมือไปโอบบ่าไอ้เพื่อนรักที่ทำหน้าเหมือนกำลังกินยาขมที่ขมที่สุดในโลกหล้า ... แค่หกเดือน ไม่นานพอที่จะทำลายความรักเจ็ดปีของมึงได้หรอก แต่ถ้ามันจบลง มึงก็ทำใจซะเหอะว่ามันไม่ใช่ของจริง...

 

มันยักคิ้วให้เขาอีกครั้งก่อนจะเดินแยกไปยังโต๊ะทำงานของ หัวหน้า ที่วันนี้อยู่ในชุดของ หัวใจ ของเขา ชุดที่ดูไม่เหมาะกับเธอเลยสักนิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเธอแต่งมันแล้วก็น่ารักดีเหมือนกัน...

 

ชายหนุ่มถอนหายใจกับตัวเอง จริงหรือไม่จริง เขาไม่สน แต่ถ้าถึงเวลานั้นแล้วได้รู้ว่ามันไม่ใช่ของจริง เขาได้เจ็บจริงแหง ๆ  แน่นอนซะเหลือเกิน...

 

 

 

 

 

กลับมาแล้วค่า...

 

น้ำ วันนี้แม่ทำน้ำส้มไว้ให้ด้วยนะลูก... ร่างสูงโปร่งของแม่เดินระเหิดระหงออกมาจากห้องครัว พร้อมกับแก้วที่บรรจุน้ำส้มไว้เต็มเปี่ยม อันที่จริงไม่ควรเรียกภาชนะแบบนั้นว่าแก้ว ควรเรียกว่าเหยือกจะเหมาะกว่าเพราะดูเหมือนสิ่งที่บรรจุอยู่นั้น น่าจะมาจากส้มแพ็คสิบกิโลกรัมเห็นจะได้

 

แม่ขา ถ้าหนูกินหมดนั่นละก็ มีหวังวิตามินซีในเลือดพุ่งกระฉูดแน่ ๆ ...

 

กิน ๆ ไปเหอะน่า... จัดแจงวางลงบนโต๊ะไม้หน้าโทรทัศน์ กดเธอให้ลงนั่งบนโซฟา แล้วทิ้งตัวเองนั่งตามลงมาติด ๆ น้ำเย็นหลุบตาลงมองเหยือกที่ถูกป้อนมาถึงปากอย่างระแวง

 

แม่อยากได้อะไรเหรอคะ ?

 

เปล่าน้า ~ “ เสียงสูงปรี๊ดเชียวละ

 

บอกมาเถอะค่ะ...

 

คนเป็นแม่มองหน้าลูกสาวคนเดียวนิ่ง ประเมินสถานการณ์ เห็นว่าคงจะใช้วิธีประจบไม่ได้ผลแล้วเลยเปลี่ยนแผนเป็นพูดไปตรง ๆ น่าจะมีโอกาสได้สิ่งที่ต้องการมากกว่า

 

แม่จะไปฮ่องกง สักระยะ...

 

สักระยะของแม่น่ะ ขนาดไหนล่ะคะ ? สามวัน ห้าวัน หรือว่าอาทิตย์นึง ?

 

คนถูกถามยิ้มแหย แม่คิดว่า... มันน่าจะประมาณปีนึงนะลูก...

 

สำลักน้ำส้มพรวดทันควัน อะไรนะคะ ?!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

28 ความคิดเห็น

  1. #4 nuri.j (@nuri) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2553 / 14:48

    คู่นี้มีฮา...น่าสนุกแล้วค่ะ
    แต่ว่า คุณแม่ขา  สักระยะที่ว่าน่ะ ตั้งปีเชียวนะคะ

    แล้วน้ำเย็นจะอยู่กับใครล่ะเนี่ย

    #4
    0