Hello dear ! สวัสดีที่รัก

ตอนที่ 15 : แล้วเธอก็ไป...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 พ.ค. 56

บทที่  15  แล้วเธอก็ไป...

 

           

บิ๊กอ้าปากค้าง ตาเบิกกว้างมองตามร่างเล็กของคนคุ้นตาที่วันนี้อยู่ในชุดที่แสนจะไม่คุ้นตา...

 

เสื้อเชิ้ตพอดีตัวลายดอกไม้สีชมพูอ่อนกับกระโปรงลูกไม้สีน้ำเงินกรมท่า มันก็ไม่แปลกเท่าไหร่นักหรอกที่จะอยู่บนตัวของน้ำเย็น ถ้าขอบของไอ้กระโปรงลายลูกไม้นั่นจะไม่ลอยอยู่เหนือเข่า !

 

สีหน้าประหม่าของเธอเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าเขาไม่ได้ตาฝาด และมันก็ทำให้บิ๊กลดความกว้างของตาลงนิด และหุบปากลงได้ทันที

 

“มันดูตลกมากเหรอ ?”

 

“ไม่หรอกครับ ออกจะสวยจนผมตะลึง...” ตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “...มั่นใจหน่อยสิครับ คุณเย็น คุณใส่แล้วน่ารักออก...”

 

น้ำเย็นยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างขัดเขิน ยังนึกไม่ออกว่าถ้าไอ้นายปัก-เป้าได้เห็นแล้ว มันคงจะแซวจนไม่ได้ผุดได้เกิดแน่

 

แต่... เธอลืมไป ฝ่ายนั้นกำลังตกอยู่ในห้วงทุกข์... ทุกข์เสียจนไม่สนใจสิ่งรอบตัวเอาเลยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง น้ำเย็นแน่ใจว่าแม้ตอนนี้โลกจะหมุนกลับด้านมันก็คงจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกเช่นกัน

 

“แก... ปักเป้าเป็นไรน่ะ ? ทำไมดูเหม่อๆ ลอยๆ เบลอๆ ชอบกล เมื่อกี้ก็เรียกฉันว่าเพลง...”

 

คนฟังถอนหายใจ “...คนมันกะลังเฮิร์ทละมั้ง...”

 

“ทำไมเฮิร์ท ?”

 

อยากจะตอบ อยากจะเมาท์กับยัยเมย์ให้น้ำลายแตกฟอง แต่... เรื่องของนายปัก-เป้ามันไม่ใช่เรื่องสนุก มันเป็นเรื่องจริง เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นจริงจากฝีมือของน้ำเย็นเอง...

 

ความรู้สึกผิดล้นหัวใจ ยิ่งเห็นนายปัก-เป้าหน้าหงอยเหมือนหมาเหงา แต่ก็ยังยิ้มกว้างจนตาหยีทุกครั้งที่เพื่อนร่วมงานมาทักหรือชวนคุย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่ากำลังเศร้า หรือเป็นเพราะตัวของเขาเองก็ยังยอมรับความจริงนั้นไม่ได้กันแน่

 

 

 

 

 

หลายวันผ่านไป...

 

สีหน้าของนายปัก-เป้ายังคงดูเศร้าหมอง แม้เขาจะยังคงแซวยัยเมย์ที่คอกประชาสัมพันธ์ทุกๆ เช้า ยังคงปะเหลาะป้าแม่บ้านในห้องกาแฟเพื่อขอแบ่งคุกกี้ของผู้บริหารมาแทะเล่นที่โต๊ะทำงาน ยังคงพูดจากวนประสาทน้ำเย็น...

 

และนั่นทำให้น้ำเย็นถอนหายใจเฮือก “นี่ นายปัก-เป้า...”

 

“ครับ” รับคำเสียงสดใสสุดฤทธิ์

 

“อยากจะเศร้าก็เศร้าเถอะนะ อย่ามาฝืนทำเป็นมีความสุขอยู่เลย...”

 

รอยยิ้มร่าเริงบนใบหน้าของชายหนุ่มชะงักค้างอยู่ประมาณห้าวินาที ก่อนที่มันจะหุบลงพร้อมๆ กับที่สีหน้ารื่นเริงของปักเป้าจะค่อยๆ เลือนลงไปด้วย

 

อยากจะต่อปากต่อคำกับเธอเหมือนที่เคย แต่... มันคิดคำพูดเจ็บๆ แสบๆ ไม่ออก สมองเหมือนยังเบลอๆ คล้ายเพิ่งจะผ่านการผ่าตัดใหญ่และยังคงไม่หมดฤทธิ์ยาสลบ

 

“ผม...”

 

“ฉันรู้ว่านายเศร้า เพราะตอนที่ฉันเลิกกับเจ๋ง ฉัน...”

 

“ผมไม่เศร้าเท่าคุณหรอกครับ ระยะเวลามันต่างกันเป็นสิบปี...” สุดท้ายปักเป้าก็ถอนหายใจ ยอมรับโดยดี “...ผมเทียบคุณไม่ได้หรอก...”

 

ผู้หญิง กับผู้ชาย เมื่อมีความรักก็มีทัศนคติต่อรักนั้นแตกต่างกัน ผู้หญิงชอบความรู้สึกมั่นคงที่ค่อยๆ ฝังรากลึกลงในความสัมพันธ์ หากผู้ชายนั้นกลับชอบที่จะให้มันขยับขยายและกินพื้นที่ความรักให้กว้างออกไปเรื่อยๆ และอาจจะเรื่อยไปกินพื้นที่หัวใจของใครอื่นๆ มากมายเข้าไปอีก

 

เมื่อต้องถูกทิ้ง เขาก็แค่เก็บธงปักอาณาเขตของตัวเองกลับมานั่งหงอยเป็นหมาเหงา แต่สำหรับผู้หญิง... การขุดรากถอนโคนความรู้สึกที่มีนั้นไม่น่าจะง่ายเลย...

 

น้ำเย็นชะงักไปนิด “มันไม่ใช่เรื่องเทียบได้หรือเทียบไม่ได้ จริงอยู่ นายอาจจะเศร้าไม่เท่าฉัน แต่นายก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำเป็นลืมความรู้สึกเศร้านี่... ที่จริง สำหรับนาย มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยจนทำเป็นลืมได้หรอก ไม่ใช่เหรอ ?”

 

“แล้วผมจะทำเป็นว่ามีมันอยู่ในชีวิตไปทำไม ?” ย้อนถามเสียงขุ่น เออหนอ ยัยคุณนายอบเชยนี่ก็แปลก คนเขากำลังพยายามจะลืมความเศร้า ลืมว่าถูกทิ้ง ก็มาตอกมาย้ำว่า นายถูกทิ้งนะ ต้องเศร้าเซ่ ไปเพื่อ... ?

 

“รู้ป่ะ เวลานายอยากจะลืมของอะไรสักอย่าง แล้วก็พยาย้าม พยายามจะหาอะไรเขาไปถมๆ กลบๆ ให้มันมองไม่เห็น ของสิ่งนั้นมันก็ไม่ได้หายไปไหนไม่ใช่เหรอ ? เมื่อไหร่ที่นายรื้อขยะที่นายพยายามจะโปะมันเอาไว้ นายก็ยังจะเจอมันอยู่ตรงนั้นอยู่ดีนั่นละ...”

 

เขาเงยหน้ามองสีหน้าจริงจังของคนแก้มป่องที่พาตัวเองมายืนกอดอกอยู่ที่ตรงข้ามโต๊ะ ให้ความรู้สึกเหมือนครูแก่ที่กำลังเลคเชอร์ให้นักเรียนหัวทึบสักคน “อยากจะลืม ต้องทำให้มันหายไป ไม่ใช่ทำเป็นเหมือนไม่มีมันอยู่...”

 

แล้วเธอก็กลับไปนั่งทำงานที่โต๊ะหลังจากทิ้งสัจธรรมก้อนใหญ่เอาไว้ให้แก่ปักเป้า สัจธรรมที่เขาก็รู้ว่ามันถูก แต่... มันก็ทำยากนี่หว่า

 

จะให้ลืมยังไงว่าเคยรักใครบางคนมาตั้งเจ็ดปี...

 

จะให้ลืมยังไงว่าเป็นฝ่ายที่ถูกทิ้ง...

 

จะให้ลืมยังไงว่าจะไม่มีเธอมางอน มาเอาแต่ใจ มาเอาใจใส่อีกต่อไปแล้ว...

 

น้ำตาเอ่อรื้นขึ้นมาเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มกำลังจะถอนหายใจ เมื่อเจ้านายโผล่หน้าจากประตูมาสั่ง “น้ำเย็นกับปักเป้าไปประชุมด่วนกับลูกค้าหน่อย เดี๋ยวนี้เลยนะ...”

 

 

 

 

 

การประชุมในวันนี้ค่อนข้างจะหนักเพราะเป็นเรื่องของคุณภาพซึ่งผิดเพี้ยนไปจากข้อตกลงที่ทำกันไว้ในเบื้องต้น...

 

คนที่ยังอยู่ในโหมดเศร้า แล้วยังต้องมาฟังอะไรเครียดๆ ถึงกับกุมขมับให้เพื่อนร่วมงานที่มาด้วยได้ออกปาก “...ไหวมั้ย ?”

 

“ไหวครับ...” พยายามจะกลับมาโฟกัสที่หัวข้อการประชุมตรงหน้าอีกครั้ง นี่มันเรื่องอะไรกันวะ ? งานคุณภาพแท้ๆ แต่ส่งฝ่ายขายอย่างเขากับคุณนายอบเชยมานั่งตอบโน่นตอบนี่ที่ล้วนแต่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเนี่ยนะ ?

 

แต่ยัยแสนเชยข้างๆ ก็ยังอุตส่าห์ตอบได้เป็นวรรคเป็นเวร “ คือตรงจุดนี้ อยากให้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องข้อจำกัดของชิ้นงานเองนะคะ ไม่ได้เกี่ยวกับศักยภาพในการทำงานของเรา...”

 

“ถ้างั้น ทางคุณก็น่าจะแจ้งตั้งแต่ก่อนที่เราจะส่งงาน mass เข้าไปแล้วนี่...”

 

“เพราะเราไม่เห็นทางคุณถามมา ก็เลยคิดว่าในจุดนี้ทางคุณคงจะ accept...” เธอตอบอย่างคล่องแคล่ว “...ดูจากงานตัวอย่างก็จะเห็นนะคะ มีปัญหาใน case นี้เหมือนกัน ไม่เห็นคุณแจ้งไปว่าอยากให้ปรับหรือว่าแก้ไข ทางเราก็เข้าใจว่าไม่มีปัญหาสิคะ...”

 

“ถ้าอย่างนั้น สำหรับงานชุดนี้ผมจะให้ลูกน้องแก้ไขที่หน้างานไปก่อน แต่สำหรับล็อตหน้า คุณจะแก้ไขเรื่องนี้ให้ผมได้มั้ย ?”

 

การประชุมจบลงเมื่อลูกค้าพอใจทางออกที่น้ำเย็นเสนอ และมีกำหนดที่จะติดตามผลกันในงานงวดต่อไป ปักเป้ารู้สึกว่าเขาเหมือนเป็นคนนอกสำหรับการประชุมในวันนี้ นั่นอาจเป็นเพราะไม่มีอะไรอยู่ในหัวเขาเลยตั้งแต่ตอนเข้าไปในห้องนั้นกระทั่งออกมา

 

“หิวข้าวชะมัด...” แล้วเปลี่ยนสายตาจากถนนแน่นขนัดมายังพลขับ “...แวะกินอะไรกันก่อนมั้ย ?”

 

พออีกฝ่ายหันมาขยับทำท่าจะพูด ก็ดักคอ “ฉันเลี้ยงนายเอง”

 

“ผมอยากกลับบ้าน...”

 

“ถ้าไม่กลับตอนนี้ มันจะงอนนายแล้วหนีไปไหนเหรอ ?”

 

ปักเป้าทำหน้าเหนื่อยหน่าย เออหนอ จะมีสักครั้งมั้ยที่ยัยคนแก้มป่องข้างๆ นี่จะจดจำบ้างว่าเขาเพิ่งจะอกหักและมีความอดทนต่อคำพูดยอกย้อนต่ำมากถึงมากที่สุด

 

แต่ก็ยังพยายามจะอดทน นั่นอาจเพราะเธอเป็นหลานรักของเจ้าของบริษัท “...ไม่หรอกครับ แต่ผมไม่อยากไปไ...”

 

เสียงอะไรบางอย่างระเบิดขึ้นใกล้ๆ กับรถที่ทั้งน้ำเย็นและปักเป้ากำลังนั่งเถียงกันอยู่อย่างออกรสออกชาติ ในระหว่างที่กำลังงุนงงสงสัยอยู่นั้น คำตอบก็มาในรูปของรถที่เปลี่ยนทิศทางเบนออกไปทางซ้ายอย่างกะทันหัน รถที่วิ่งตามหลังมาถึงกับกดแตรกันระงม

 

“อ๊ายยยยยย !!!!

 

ปักเป้าหันกลับมามองคนข้างๆ หลังจากที่หยุดรถได้สนิทแล้วอย่างปลอดภัยที่ริมถนน เจ้าหล่อนยังคงหลับหูหลับตากรีดร้อง ไม่ได้ดูสถานการณ์เลยว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว

 

“คุณ...” ยื่นมือไปสะกิด แน่ะ มีสะดุ้งด้วยนะ “ไม่เป็นไรแล้ว หยุดร้องเหอะ หูผมจะหนวกซะก่อนได้เปลี่ยนยาง...”

 

เธอหยุด ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองหน้าเขา ใบหน้าของเธอซีดเผือด รู้สึกเหมือนเพิ่งจะเดินผ่านประตูนรกไปหมาดๆ ดีนะ ที่มีบุญแค่ได้เดินผ่าน ยังไม่ได้เดินเข้าไป

 

แต่คำถามแรกที่ออกจากปากของเธอกลับเป็นสิ่งที่เขานึกไม่ถึงเลยจริงๆ “นายเป็นอะไรรึเปล่า ? ไม่เป็นไรใช่มั้ย ?”

 

แม้จะยังหน้าซีด หากยัยคุณนายอบเชยก็ยังมองเขาด้วยสายตาห่วงใยอย่างแท้จริง มือเล็กของเธอถูกส่งมาคลำเนื้อตัวหน้าตา แขนขาเขา พอไม่เห็นร่องรอยฟกช้ำอะไรก็ถอนหายใจโล่งอก “ฉันนึกว่าจะแย่แล้ว...”

 

“ผมน่ะ ไม่เป็นไรหรอก คุณน่ะสิ...”

 

หน้าผากด้านซ้ายของเธอนูนโนออกมาอย่างเห็นได้ชัด คะเนจากขนาดน่าจะเท่ากับลูกมะนาวขนาดย่อมๆ ได้เลย อาจเป็นเพราะตอนที่รถเหวี่ยง หัวกลมๆ ของคุณนายเธอคงจะเหวี่ยงไปกระแทกเข้ากับกระจกด้วยเหมือนกัน “หัวคุณ โนเท่าลูกมะนาว...”

 

น้ำเย็นยกมือขึ้นแตะที่ไรผมของตัวเอง รู้สึกเจ็บขึ้นมาทันทีที่รู้ตัวว่ามีแผล “โอ๋ย...”

 

“ถ้าผมไม่บอกจะเจ็บมั้ยเนี่ย ?” ถึงจะเห็นว่าอีกฝ่ายเจ็บแต่ก็ยังอดเหน็บแนมไม่ได้ “...คุณหาอะไรประคบซะสิ มันจะได้ไม่บวมมาก”

 

“ก็รถมันจอดตายอยู่ข้างทางเนี่ย จะให้เอาอะไรมาประคบ ก้อนหินรึไง ?”

 

“ก้อนหินมันไม่เหมาะจะใช้ประคบหรอกครับ...” ...เหมาะจะเอาไว้ให้คนปากมากอมมากกว่า... แต่เขาก็ทำได้เพียงต่อประโยคนั้นในใจ ก่อนจะพาตัวเองเปิดประตูลงจากรถ ดูยางที่ระเบิดกระจุย

 

คุณนายอบเชยก็ยังอุตส่าห์เปิดประตูลงมายืนดูด้วย “ยางมันระเบิดเหรอ ?”

 

ปักเป้าไม่ตอบ คิดว่ายางมันสามารถตอบด้วยตัวมันเองได้ดีกว่าเขาแน่ๆ  แต่เธอก็ยังไม่หมดคำถาม “แล้วเราจะทำไงกัน ?”

 

“ก็ต้องเปลี่ยน...” ตอบแม้มันจะเป็นคำถามไม่น่าถาม น่า... เธอนามสกุลเดียวกับ MD

 

“เปลี่ยนยังไง ?”

 

“ก็... เอายางอะไหล่ใส่เข้าไปแทน...”

 

“แล้ว... ทำยังไง...?”

 

“คุณเป็นญาติกับคุณปัญญาหรือไง ?” สุดท้ายก็ระงับความรำคาญไม่อยู่ เฮอะ ไอ้เฉพาะต้องหาทางงัดไอ้ยางอะไหล่ใต้ท้องรถออกมาเปลี่ยนก็เหนื่อยจะแย่ ยังต้องแบ่งพลังงานมาตอบคำถามไม่น่าตอบอีกเรอะ ?

 

“คุณปัญญาเป็นใคร ?”

 

สีหน้าของคนถามดูจะงุนงงสงสัยเอาจริงๆ แต่ปักเป้าน็อตหลุดเสียแล้ว หากพอเงยหน้าขึ้นมาตั้งท่าจะวีน เจ้าหล่อนก็เอ่ยสวนขึ้นมาก่อน เร็วจนเขาปรับอารมณ์แทบไม่ทัน

 

“อ๊ะ นั่นลูกชิ้นปิ้งนี่ เดี๋ยวมานะ...”

 

ไปซะที... ปักเป้าถอนหายใจ ไม่ใช่เพื่อระบายความเหนื่อยที่สุมแน่นในอก แต่ระบายความโมโห หายใจเข้าลึกๆ สลับกับหายใจออกยาวๆ อยู่ครู่ใหญ่ก็รู้สึกว่าหัวใจสงบลง จึงย่อตัวลงนั่ง สอดแม่แรงเข้าไปใต้รถ...

 

กำลังลงมือถอดล้อ พอหมุนน็อตออกมาได้ มือของใครบางคนสะกิดเข้าที่หัวไหล่ ชายหนุ่มสะดุ้ง น็อตขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กที่เพิ่งจะหลุดออกมาก็กระเด็นออกจากมือ กลิ้งหายไปในพงหญ้าข้างทางท่ามกลางความมืดสลัวยามค่ำอย่างรวดเร็ว

 

พอหันไปก็ได้เห็นคนแก้มป่องที่ยืนอยู่ข้างหลัง มือหนึ่งถือถุงลูกชิ้น อีกมือมีลูกชิ้นหนึ่งไม้ยื่นมาให้เขา สีหน้าท่าทางเหมือนไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อครู่นี้ทำอะไรลงไป

 

“กินมั้ย ?”

 

เขาลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูงที่มากกว่าเจ้าหล่อนเกือบคืบ ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้แก้มป่องๆ นั่นอย่างโมโหสุดขีด พร้อมกับเสียงตะคอก “ไม่กิน !  ผมอยากจะกินคุณนั่นแหละ !

 

ใบหน้าของคนตรงหน้าอยู่ใกล้เพียงชั่วลมหายใจเมื่อหมอกควันแห่งความเกรี้ยวกราดจางหายไปแล้ว ปักเป้าเห็นตาหยีๆ ของเธอเบิกกว้างมองตรงมาในดวงตาของเขา ใกล้มาก... จนเขาสามารถมองเห็นตัวเองในดวงตาคู่ที่สะท้อนอยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว

 

ชั่ววินาทีนั้นที่ความรู้สึกกระอักกระอ่วนประหลาดที่เขาก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหนก็ไหลบ่าเข้ามาท่วมท้นทับถมรอบกายของเขา วินาทีที่เขารู้สึกแปลกประหลาดกับเจ้าของใบหน้ากลมๆ ที่เบิกตามองเขาเหมือนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสักชิ้น...

 

หัวใจเต้นผิดจังหวะไปนิด ก่อนที่...

 

ปี๊นๆ ๆ ๆ  ๆ ๆ

 

เสียงกดแตรถี่ๆ ดังมากๆ มาจากเบื้องหลัง ราวกับระฆังช่วยให้ปักเป้าและน้ำเย็นก้าวออกจากบรรยากาศชวนอึดอัดตรงหน้า เจ้าของเสียงแตรมาจอดรถที่ข้างหลังรถของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่เขาไม่รู้ตัวเลย

 

“น้ำเย็น รถเป็นอะไร ?”

 

ไอ้พี่บอม มันมาได้ยังไง ? แถมยังเดินเร็วๆ มาพร้อมกับสายตาไม่ไว้วางใจเขาเสียด้วย ชายหนุ่มถอยหลังมาหนึ่งก้าวให้คุณนายอบเชยได้กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงด้วยเช่นกัน

 

“ยางรถมันระเบิด พี่บอมช่วยหน่อยสิ...”

 

บอมปรายสายตาหมิ่นๆ ไปยังคู่อาฆาต นึกดีใจที่ตัวเองมาทันกดแตรเรียกสติไอ้หมาปักเป้า หรือมันจะเหงาเพราะเพิ่งจะเลิกกับแฟนเลยมายืนจ้องตากับน้องแก้มของเขาอยู่ตรงนี้

 

“พี่เปลี่ยนไม่เป็น แต่ตามช่างให้ได้ ช่างที่สนิทกันเค้าอยู่แถวๆ นี้...” ปรายตามองคู่แค้นอีกครั้ง ก่อนหันไปยิ้มหวานกับเธอพร้อมกับทางออก “...เอางี้ มันจะมืดแล้ว น้ำเย็นกลับกับพี่ก่อน เดี๋ยวพี่โทร.ตามช่างมาให้ปักเป้า ดีมั้ย ?”

 

น้ำเย็นหันมองเพื่อนร่วมทาง ก่อนหันกลับไปตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “...แล้วน้ำจะทิ้งนายปัก-เป้าไว้คนเดียวได้ไง ?”

 

“ทำไมจะไม่ได้ ?” ย้อนถามเสียงแข็งทันควันตามประสาคนปากไว ก่อนแก้นิดหนึ่งเมื่อเธอมองมาด้วยสายตาไม่ชอบใจ “ก็บอกแล้วไง เดี๋ยวพี่ตามช่างมาให้... แป๊บเดียวก็เรียบร้อย...”

 

“คุณไปเฮอะ...” ปักเป้าโบกมือไล่สำทับ ด้วยไม่ชอบใจสายตาไม่ไว้วางใจของไอ้พี่บอมเอาเลยจริงๆ ...ทำยังกะเขาจะอยากอยู่สองต่อสองกับยัยคุณนายอบเชยนักหนาอย่างนั้นละ... “ผมไม่เป็นไรหรอก...”

 

หญิงสาวละล้าละลัง มองดูพี่บอมที่กดโทรศัพท์สนทนากับช่างแว่วมาเข้าหู มองสีหน้าเศร้าหมองของนายปัก-เป้ากับท่าทีเนือยๆ ของเขา ชั่งน้ำหนักระหว่างความสะดวกสบาย(ที่รู้สึกจะหนักกว่านิดๆ) กับความถูกต้อง...

 

สุดท้าย บอมก็เลยได้หัวเสียกับคำตอบ...

 

“น้ำจะอยู่เป็นเพื่อนนายปัก-เป้า”

 

 

 

 

 

กระบะหลังรถกลายเป็นโต๊ะอาหารเย็นชั่วคราวไปแล้ว เมื่อไอ้พี่บอมทำหน้าที่เจ้าถิ่น เดินไปกว้านซื้ออาหารคาวหวาน ขนมนมเนยจากตลาดนัดใกล้ๆ มาราวกับว่าที่ตรงนี้มันมีมนุษย์อยู่มากกว่าสามคนอย่างที่เป็นอยู่นี่กระนั้น

 

แม้จะไม่อยากกินของอีกฝ่ายให้เสียปาก แต่... ท้องมันมักจะไม่ฟังสมองเสมอ...

 

“กินเฮอะ ท้องนายร้องแน่ะ...” น้ำเย็นส่งปลาหมึกย่างน้ำจิ้มแซ่บทั้งถุงให้คนที่ปฏิเสธของกินแล้วเมินหน้าไปอีกทาง หลังจากที่ท้องของนายปัก-เป้ามันดันทรยศ โอดครวญมาค้านกับคำตอบหนักแน่นของเจ้าของซะอย่างนั้น

 

“ใครจะกินของเผ็ดๆ ตอนท้องว่าง เดี๋ยวปวดท้อง...” ยกมือขึ้นปัดเสียด้วย น้ำเย็นเม้มปาก หากความผิดที่ยังติดตัวอยู่ก็ทำให้ตัดใจหันกลับมา ค้นๆ หาอย่างอื่น

 

“เอ้า” ยื่นบางอย่างมาตรงหน้าเขาอีกครั้ง “...ซาลาเปา กินได้มั้ยทีนี้ ?”

 

หยิบมาอย่างเสียไม่ได้ หากตอนหันหนีคนทั้งคู่มาแล้วยกซาลาเปาขึ้นมากัดนั้นดูคล้ายตายอดตายอยากมาจากไหนจนคนแอบดูอดปากไม่ได้

 

“ไหนว่าไม่กินไง กัดซะคำใหญ่เชียว อร่อยเหรอ ?”

 

ชายหนุ่มชะงัก สงบลงนิดหนึ่งเมื่อตอบ “...ดีกว่าเอาปากถูดินนิดนึง...”

 

บอมปรายตามองอีกฝ่ายอย่างหมั่นไส้ เฮอะ หิวจนหน้าซีดแล้วยังจะมาปากดี “...กินๆ เข้าไปเหอะ พูดไม่เข้าหู
มากๆ ฉันอาจจะเอาดินถูปากนายแทนก็ได้นะ...”

 

คนโดนว่าทำเสียงฮึในลำคอ แต่ก็ไม่พูดอะไรอีก คนอายุมากว่าใครเพื่อนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “เกือบชั่วโมงแล้วนะ ช่างยังมาไม่ถึงอีก...”

 

“เค้าจะมาใช่มั้ย ?” น้ำเย็นเงยหน้าจากข้าวหมกไก่กล่องย่อมๆ ที่กำลังเพลินอยู่ “...ไม่ใช่หลอกให้เรารอ...”

 

“บ้าเหรอ...” ตอบพร้อมกลั้วหัวเราะ ก่อนชะงักเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือของตัวเองดังขึ้น “นี่ไง โทร.มาพอดี อ้าว เฮ้ย... นี่มันเบอร์ที่ออฟฟิศนี่หว่า...”

 

ปักเป้าหรี่ตามองคนที่เดินหนีไปคุยโทรศัพท์อีกทาง แว่วๆ ฝ่าเสียงรถรามากมายบนถนนมาเข้าหูบ้างพอปะติดปะต่อได้ว่า ที่โรงงานโทร.มาตามท่านผู้จัดการให้ไปทำอะไรสักอย่าง

 

และมันก็ทำให้ไอ้พี่บอมเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับสีหน้าเจื่อนๆ กับรอยยิ้มแหยๆ

 

“พี่ต้องไปที่โรงงาน... แป๊บเดียว... เดี๋ยวมาใหม่...”

 

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงเราสองคนหรอก เดี๋ยวช่างก็มาไม่ใช่เหรอ ?”

 

บอมพูดไม่ออก ไม่อยากจะพูดว่าเขาไม่ไว้ใจ และไม่วางใจเลยที่จะปล่อยให้เธออยู่ตรงนี้สองต่อสองกับไอ้หมาปักเป้า ก็... ไอ้ภาพที่ทำให้เขาต้องเบรกเสียหัวทิ่มหัวตำแล้วกระโจนลงจากรถมาห้ามทัพนั่นน่ะ มันยังติดตาอยู่เลยนี่

 

แต่ถึงแม้จะคิดอย่างนั้น ด้วยงานก็ทำให้เขาต้องตัดสินใจย้ายของกินจากท้ายรถตัวเองไปยังรถบริษัทของน้ำเย็น ออกรถมาโดยมีเธอยืนโบกมือหยอยๆ ให้อย่างน่ารัก น่ารักเสียจนเขาต้องจอดอีกครั้งตรงหน้าเธอ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

ถ้าพี่เสร็จงานแล้วรถยังซ่อมไม่เสร็จ พี่จะมารับน้ำเย็นตรงนี้... รอพี่นะ

 

เธอยิ้มกว้างจนตาหยี ยิ้มที่ทำเอาหัวใจของเขากลับสู่จังหวะปรกติของมันอีกครั้ง พร้อมกับคำตอบ ถ้าพี่มาทัน น้ำจะกลับกับพี่ก็แล้วกัน

 

ปักเป้าหันหลังให้ภาพนั้น เอาเฮอะ หวานกันซะให้พอ ไม่ต้องมาสนหรอกว่าไอ้คนเพิ่งจะอกหักเนี่ยมันเห็นแล้วจะปวดหัวใจขนาดไหน ภาพความรักที่เคยมีไหลย้อนเข้ามาในความคิดอย่างไม่สามารถห้ามได้ทัน ภาพเพลงกำลังยิ้ม โบกมือให้เขาอย่างน่ารัก ภาพที่เธอนอนหนุนตักเขา ภาพที่เธอ...

 

เฮ้ยๆๆๆ นายปัก-เป้า นั่นมันชามะนาวของฉันนะ!”

 

ชายหนุ่มชะงักมือทันควัน ก่อนลดสายตาลงมองกระป๋องสีเหลืองสดของชามะนาวกำลังจ่ออยู่ที่ปากเขา รู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นๆ ของมันที่ติดอยู่กับริมฝีปาก ก่อนที่มือเล็กๆ ของคนที่หมุนตัวกลับมาจากถนนจะมาคว้ามันเอาไปอย่างรวดเร็ว

 

แหยะ ทันกินไปรึยังเนี่ย ?

 

ปรายตามองสีหน้ารังเกียจรังงอนของอีกฝ่ายอย่างหมั่นไส้ ผมตะหากที่ควรจะแหยะน่ะ...

 

เธอส่งกระป๋องสวนคำพูดมาทันที เอาไปเลยไป ฉันไม่กินแล้ว...

 

เว่อร์ไปป่าว ผมยังไม่ได้กินสักอึก ปากก็ยังไม่โดนด้วยซ้ำ แล้วอีกอย่าง...ใครจะไปกินขี้ปากคุณ แค่คิดก็... อี๋...

 

ขี้ปากฉันมันทำไมยะ? ฉันแปรงฟันทุกวัน วันละสองรอบย่ะ ว่าแต่นายเหอะ แปรงมั่งรึเปล่า หรือว่าแปรงทุกวันพระก็ไม่รู้

 

แม้จะอารมณ์ขุ่นกับคำพูดยอกย้อนของอีกฝ่าย แต่ปักเป้าก็ตัดใจเบือนหน้าหนีมาเสีย หันกลับมาสนใจกับของกินมากมายที่กองอยู่เต็มท้ายรถ มือขาวเอื้อมหมายจะคว้าถุงไส้กรอกอีสาน...

 

เค้าบอกว่าขิงดองนี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ ปักเป้ากินผักสดๆ นี่เถอะ มา เพลงป้อนกะหล่ำให้นะ...

 

เขาชะงัก เลื่อนมือไปทางถุงใส่ขนมเบื้อง...

 

เพลงไม่ชอบไส้เค็ม ปักเป้ากินนะ แล้วเอาไส้หวานมาให้เพลงด้วย...

 

มือขาวเบี่ยงไปทางปลาหมึกย่าง แต่ก็ยังไม่พ้น...

 

ของเพลงขอน้ำจิ้มแบบผสมเลยนะ

 

ดึงมือกลับมา พร้อมๆ กับที่ความอยากอาหารเลือนไปอย่างปัจจุบันทันด่วน ทุกๆ ความทรงจำในชีวิต ทุกๆ สิ่งที่เขาเคยก้าวผ่าน เขาเคยจูงมือเธอเดินมาด้วย

 

แต่วันนี้... มือนี้มันว่างเปล่า มันไม่มีมือเล็กๆ ของเธอให้จับจูง ไม่มีเสียงหวานๆ ที่ข้างหู ไม่มีเสียงหัวเราะ เสียงบ่น ไม่มีอีกแล้ว...

 

วันนี้ มันเหลือเพียงเขากับ... น้ำตา...

 

เธอไปแล้ว และคุณนายอบเชยพูดถูก เขาทำเป็นลืมเธอ ทำเป็นลืมว่าเราเคยรักกัน แต่มันยังคงอยู่ในนี้ ในหัวใจของเขา ในทุกๆ ก้าวย่างของชีวิต ไม่มีความทรงจำไหนของปักเป้าที่ไม่มีเธอร่วมอยู่ด้วย ไม่มีช่วงชีวิตไหนที่เขาไม่มีเธออยู่ในหัวใจ แม้กระทั่งตอนนี้...

 

เธอไปแล้ว มันคือความจริง แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการได้รับรู้ถึงความจริงนั้น คือการยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ และเขาจะไม่มีวันได้มีเธออยู่ข้างกายอีกต่อไปแล้ว...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

28 ความคิดเห็น