ลิขิตพิษสวาท

ตอนที่ 9 : บทที่ 9 แมตช์ชี้ชะตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    14 ส.ค. 53

บทที่ 9 แมตช์ชี้ชะตา

                เมื่อเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นเธอก็พบว่าบนกระจกทุกบานนั้นติดฟิล์มกรองแสงสีดำมืดทึบจนมองเข้าไปแทบไม่เห็นภายใน เมื่อเดินวนดูไปรอบๆ ก็เห็นว่าบริเวณตัวถังรถที่ทำเป็นสีดำด้านดูแปลกตานั้น ตรงด้านข้างตั้งแต่ช่วงประตูหน้าซ้ายไปจนถึงแก้มท้ายมีรอยเพ้นต์สีขาวเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษขนาดใหญ่อ่านได้ว่า ‘Devil’ ส่วนด้านล่างนั้นติดสเกิร์ตรอบคัน ล้อทั้งสี่ถูกปรับเปลี่ยนขนาดให้ใหญ่และมีหน้ายางกว้างกว่าเดิมหลายเท่า พร้อมทั้งใส่แม็กซ์ลายดาวหกแฉกสีดำเลื่อมเป็นมันเงาคล้ายสัญลักษณ์ของซาตานทำให้ดูน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น สมแล้วที่เจ้าของรถสีดำทะมึนคันนี้ได้ตั้งชื่อมันว่ารถปิศาจ

หากนี่เป็นเวลาปกติเธอคงไม่อยากเฉียดกรายเข้าใกล้รถคันนี้เลยสักนิด เพราะเพียงแค่แรกเห็นรวินันท์ยังรู้สึกขนพองสยองเกล้าอย่างไรบอกไม่ถูก แต่ดูเหมือนว่า ณ เวลานี้เธอไม่มีเหลือทางเลือกอื่นใดนอกจากจะก้าวขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยแล้วคว้าเอาชัยชนะมาครองให้ได้เพื่อที่จะขจัดปัญหาให้จบสิ้นกันไปเสียที หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะกดรีโมทเพื่อปลดล็อกสัญญาณกันขโมยพลางยื่นมือเรียวที่สั่นระริกดึงคันโยกเปิดประตูด้านคนขับออก พลันดวงตาคมก็ต้องเบิกโพลงอย่างตกตะลึงกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

นี่มันรถของคนหรือรถของยักษ์กันแน่นะ ทำไมเบาะนั่งคนขับถึงได้ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้

หญิงสาวรู้สึกแปลกใจเป็นอันมากที่ได้เห็นเบาะหุ้มหนังโทนสีดำสลับเทาฝั่งคนขับถูกปรับเปลี่ยนให้มีขนาดกว้างใหญ่กว่าเบาะนั่งทั่วไปตามปกติเกือบสองเท่า แต่เมื่อหันไปมองเจ้าของรถที่เดินตามเธอมาติดๆ ด้วยใบหน้าที่บ่งบอกว่าเขาเป็นห่วงรถของตัวเองมากแค่ไหนแล้วก็พอจะเข้าใจ คนรูปร่างอวบอ้วนที่คาดคะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะมีน้ำหนักร่วมร้อยกว่ากิโลกรัมได้ เธอนึกภาพเอาว่าหากเขาต้องพยายามยัดตัวลงไปบนเบาะเล็กๆ แคบๆ ก็คงจะรู้สึกอึดอัดพอดู            

 “อ้าว ยืนนิ่งอยู่ทำไมล่ะครับคุณผู้หญิง เอ...หรือว่าชักจะกลัวขึ้นมาแล้วสิเนี่ย จะเปลี่ยนใจแล้วโทร. เรียกแฟนคุณมาแข่งกับผมแทนตอนนี้ก็ยังทันนะครับ”

เสียงของธามดังมาจากทางด้านหลัง เขาเกือบเดินเลยผ่านหญิงสาวไปที่รถของตัวเองแล้ว หากไม่ได้เห็นท่าทางตกอกตกใจผงะก้าวถอยหลังออกมาเล็กน้อยหลังจากที่ได้เปิดประตูรถ ไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ เขาก็รู้สึกนึกสนุกอยากลองยั่วโมโหคนอวดดีขึ้นมาเสียดื้อๆ ชายหนุ่มจึงใช้สายตาบอกลูกน้องที่ยืนเกะกะอยู่แถวนั้นให้หลบไปข้างๆ ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปซ้อนที่ด้านหลังของหญิงสาวและแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ ใบหูของเธอพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มอย่างที่ทำให้สาวๆ หลายรายถึงกับอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนของเขามาแล้วนักต่อนัก

“ว้าย! นี่คุณยังอยู่ตรงนี้อีกเหรอ”

รวินันท์สะดุ้งโหยงพลางหันหลังกลับมาด้วยความตกใจเมื่ออยู่ๆ ชายหนุ่มคนที่เธอคิดว่าเขาคือหัวหน้าแก๊งอันธพาลกลุ่มนี้แอบมายืนอยู่ข้างหลังเธอแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ร่างของเธอถูกธามดันเข้าไปจนชิดติดกับตัวรถจนแทบขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ มือข้างหนึ่งของเขาพาดอยู่บนขอบหลังคารถส่วนมืออีกข้างพาดอยู่กับขอบประตูที่ถูกเปิดอ้าค้างเอาไว้ พลางหรี่ตามองคนในอ้อมแขนของตนด้วยสายตาพินิจพิจารณา ดูๆ ไป ผู้หญิงตรงหน้าเขานี้ก็เป็นคนที่รูปร่างหน้าตาดีจัดว่าเข้าขั้นดารานักร้องหรือนางแบบได้เลยทีเดียว

โดยเฉพาะริมฝีปากอวบอิ่มนี้ที่ช่างอวดดีนัก ทำให้ธามนึกอยากจะบดขยี้ด้วยริมฝีปากของเขาแรงๆ เสียเหลือเกิน เพื่อที่หญิงสาวจะได้รู้จักเข็ดหลาบเสียบ้างกับการกระทำอันโง่เขลาเบาปัญญาของเธอที่กล้ามายืนอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวทั้งที่ในบริเวณนี้รายล้อมไปด้วยชายหนุ่มวัยกลัดมันเต็มไปหมด ไม่ได้รู้จักระมัดระวังตัวเองบ้างเลยหรือไรนะ ชายหนุ่มนึกข้องใจแต่ก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมา เขาเพียงแค่มองหน้าเธอแล้วก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมาเท่านั้น

ทางด้านคนที่ถูกตรึงให้ยืนนิ่งอยู่กับที่นั้น ด้วยความห่างในระยะเผาขนเช่นนี้ทำให้หญิงสาวถึงกับต้องแหงนหน้ามองคนที่ตัวสูงกว่าเธอราวหนึ่งช่วงศีรษะจนคอแทบตั้งฉากกับพื้นโลก พลางถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสั่นอย่างนึกหวั่นเกรงกับการเผชิญหน้าในลักษณะนี้ที่เธอไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

“คะ คุณจะทำอะไรน่ะ เขยิบออกไปห่างๆ เลยนะ”

“...”

ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ โชว์เขี้ยวเสน่ห์ตรงมุมปากแล้วโน้มใบหน้าลงเข้าไปใกล้หญิงสาวมากขึ้น ดวงตาคมที่มีแพขนตาหนาและยาวงอนงามนั้นเอาแต่จ้องมองดวงตารียาวของอีกฝ่ายตาแทบไม่กะพริบ ยิ่งเมื่อเขาเคลื่อนใบหน้าใกล้เข้ามามากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจตัวเองที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ มากเท่านั้น ความรู้สึกเหมือนในอกถูกบีบคั้นอย่างแรงทำให้คนที่ทำปากเก่งเมื่อครู่ถึงกับเงียบสนิท ลมหายใจเริ่มติดขัดจนรู้สึกหวิวๆ เหมือนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พออย่างไรอย่างนั้น

ตาบ้านี่จะทำอะไรฉันน่ะ เขาจะจูบฉันเหรอ ไม่ได้นะ กรี๊ด! แย่แล้วๆ ฉันต้องทำอะไรสักอย่างไม่อย่างนั้นคงไม่รอดแน่

 รวินันท์ได้แต่หลับตาปี๋เบือนหน้าไปทางด้านข้างพร้อมกับพยายามเม้มปากตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ คิดว่าอย่างไรเสียเธอก็จะไม่ยอมให้จูบแรกของตัวเองนั้นต้องตกไปเป็นของชายแปลกหน้าคนนี้อย่างแน่นอน และหากว่าเมื่อใดก็ตามที่มันจะเกิดขึ้นเธอก็อยากจะให้แฟนหนุ่มผู้แสนดีนั้นเป็นคนได้มันไปมากกว่าไม่ใช่คนที่เพิ่งเจอหน้าและไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนามของเขาเช่นนี้

กระทั่งเสียงโห่ฮาของผู้คนรอบข้างดังขึ้นมา ทำเอาคนที่พยายามหลับตาเม้มปากสุดชีวิตนั้นรีบลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ในวินาทีนั้นเธอก็ไม่เห็นว่าชายหนุ่มคู่แข่งอยู่ตรงหน้าอีกแล้ว พลันเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาจากทางด้านหลัง เมื่อหญิงสาวหันไปมองก็เห็นว่าคนที่พยายามทำท่าเหมือนจะจุมพิตเธออยู่เมื่อครู่นี้เคลื่อนกายย้ายเข้าไปนั่งในรถสปอร์ตสีแดงคันหรูเรียบร้อยแล้ว

เธอเพิ่งสังเกตว่าพาหนะสุดหรูของคู่แข่งนั้น เป็นรถสปอร์ตแบรนด์ดังซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศราคาไม่ต่ำกว่าห้าล้าน ตัวถังรถสีแดงสดเคลือบน้ำยาขัดจนมันเงาราวผลแอปเปิลชั้นดี แต่สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาเป็นที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นล้อแม็กซ์ขนาดใหญ่ชุบโครเมี่ยมอย่างดีจนเป็นสีเงินวาววับเมื่อแสงไฟตกกระทบลงมาบนพื้นผิวนั้น มีเส้นตรงผอมบางลากยาวจากกลางดุมล้อรถสีดำออกไปยังขอบล้อเป็นแยกออกเป็นสามแฉกดูคล้ายรูปไม้กางเขนแต่เมื่อมองดีๆ ก็พบว่ามันคือตัวอักษรภาษาอังกฤษรูปตัว ‘T’ เสียมากกว่า

เมื่อมองทะลุผ่านกระจกหน้าต่างด้านข้างซึ่งมีลักษณะเป็นวงยาวรีคล้ายดวงตาของพวกมนุษย์ต่างดาวที่เธอเคยเห็นในภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์บ่อยๆ ก็ได้เห็นว่าภายในนั้นมีเบาะที่นั่งอยู่เพียงสองที่เท่านั้นส่วนด้านหลังมีโครงเหล็กเส้นกลมๆ ที่พาดไขว้กันเป็นรูปกากบาทคอยค้ำยันระหว่างตัวรถกับหลังคาเอาไว้ ซึ่งเธอเข้าใจว่ามันคงถูกออกแบบมาเพื่อสำหรับช่วยคงรูปเอาไว้ไม่ให้หลังคาพังยับลงมาทับผู้โดยสารหากเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนถึงขั้นพลิกคว่ำอะไรทำนองนั้น

ส่วนตัวรถด้านนอกนั้นเธอสังเกตเห็นว่าบริเวณใต้กระจกหน้าต่างค่อนไปทางด้านหลังนั้น ได้ถูกตีเป็นปล่องมีตะแกรงลวดสานกันถี่ๆ อยู่ตรงปากปล่องคล้ายกับเป็นท่อสำหรับระบายความร้อนของเครื่องยนต์ประมาณนั้น แต่หญิงสาวก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนักว่าเหตุใดปล่องระบายความร้อนของเครื่องยนต์จึงได้ไปอยู่ตรงนั้นได้แทนที่จะเป็นส่วนที่อยู่ใกล้ๆ กับฝากระโปรงด้านหน้าของรถมากกว่า เนื่องจากเธอไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของระบบการทำงานของเครื่องยนต์เลยสักนิดเดียว

“เอ้า มัวแต่มองรถผมอยู่นั่นแหละ จะเริ่มแข่งกันได้หรือยังครับคุณผู้หญิง นี่มันก็ดึกมากแล้วนะ ไม่อยากรีบกลับบ้านไปนอนกอดแฟนหรือไงครับ”

ธามเปิดกระจกพลางชะโงกหน้าออกมาแล้วตะโกนลั่นแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ของตัวเอง เขาแย้มยิ้มอย่างคนอารมณ์ดีและรู้สึกสะใจที่ได้แกล้งยั่วโมโหคนอวดเก่งให้หัวปั่นก่อนเริ่มแข่งจริง นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกสนุกสนานแบบนี้ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเหลือเกินสำหรับเขา ดูท่าทางว่าคืนนี้เขาคงต้องพยายามจบการแข่งขันด้วยการคว้าเอาชัยชนะมาครองให้ได้เสียแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นถ้าเขาแพ้ก็คงจะต้องยอมทำตามคำที่ได้พูดไว้และเขาคงไม่มีโอกาสได้เจอเธออีกเป็นแน่

“เมื่อกี้นี้คุณจงใจแกล้งฉันใช่ไหม ฮึ่ม! รอก่อนเถอะ ฉันจะเอาคืนด้วยการชนะแบบขาดลอยให้ดู”

เสียงของชายหนุ่มปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความคิดของตัวเอง จากท่าทางลังเลคล้ายจะยอมถอดใจในทีแรก มาบัดนี้ความรู้สึกเหมือนถูกหยามศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้หญิงทำให้รวินันท์เกิดแรงฮึดขึ้นมา เธอหันไปหาศัตรูคู่แข่งของตนพร้อมกับตะโกนออกมาอย่างท้าทาย เรียกเสียงปรบมือโห่ร้องอย่างเกรียวกราวจากผู้คนรอบข้าง พลางรีบกระโจนเข้าไปภายในรถอย่างรวดเร็ว พร้อมกับขยับปรับตั้งตำแหน่งของเบาะให้อยู่ในท่าที่ถนัดมากที่สุด

แต่ถึงแม้ว่าพยายามจะดึงคันโยกปรับความสูงของที่นั่งขนาดใหญ่โตโอ่อ่าราวเก้าอี้แบบวีไอพีในโรงภาพยนตร์จนถึงขีดจำกัดสูงสุดแล้วก็ตาม ทว่า คอนโซลสีเดียวกับตัวถังด้านนอกรถก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เธอมองแทบไม่เห็นหน้าหม้อรถตัวเองด้วยซ้ำ

นอกจากจะพบปัญหาเรื่องเบาะที่นั่งที่มีขนาดไม่พอดีตัวมิหนำซ้ำยังจมลงไปกับตัวรถจนดูเหมือนเธอเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่แอบปีนมานั่งขับรถแทนผู้ปกครองแล้ว ปัญหาอีกอย่างที่สำคัญสำหรับเธอก็คือระบบเกียร์ธรรมดาที่เธอไม่ได้ขับมานานนับตั้งแต่เมื่อครั้งที่บิดาเคยเป็นผู้สอนให้จวบจนกระทั่งบิดาถึงแก่กรรมไปเมื่อหลายปีก่อน บางทีการคว้าชัยชนะครั้งนี้สำหรับเธอคงไม่ใช่เรื่องหมูๆ แล้วกระมัง

เมื่อการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเบาะและกระจกข้างทั้งสองด้านรวมถึงกระจกสำหรับมองหลังขนาดยาวเกือบเท่ากระดาษเอสี่ในแนวนอนที่เห็นแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นรุ่นสั่งทำพิเศษ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกๆ เข้าสู่ปอด พยายามเรียกความกล้าของตนออกมาแล้วบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องทันที

เสียงเครื่องยนต์สี่สูบดังกระหึ่มไปทั่วทั้งบริเวณ รวินันท์สะดุ้งอย่างตกใจเล็กน้อยกับเสียงนั้นความรู้สึกของเธอในตอนนี้มีทั้งความกลัวระคนตื่นเต้นขึ้นมาในคราวเดียวกัน เมื่อมองเห็นว่าตรงหน้าปัดเรือนไมล์นั้นมีเกจวัดรอบอันเล็กๆ ติดอยู่เต็มไปหมดจนเธอชักไม่แน่ใจแล้วว่าควรมองที่เกจตัวไหนดีหากถึงเวลาที่ควรจะต้องเปลี่ยนระดับเกียร์

หลังจากที่กวาดตามองไปทั่วบริเวณคอนโซหน้ารถนั้น พลันสายตาของเธอก็ไปหยุดอยู่ที่กล่องรูปโค้งครึ่งวงกลมสีดำที่อยู่เหนือระดับพวงมาลัยค่อนไปทางขวาเล็กน้อย บนหน้ากล่องนั้นมีหลอดไฟ LED ดวงเล็กๆ เรียงตัวกันเป็นแนวยาวราวเจ็ดถึงแปดดวง เมื่อเธอหมุนปุ่มเปิดโคมไฟหน้ารถ แสงจากหลอดไฟนั้นก็สว่างวาบขึ้นมาเป็นสีต่างๆ ทั้งแดง ส้ม และเขียว อย่างที่เคยได้เห็นในภาพยนตร์เกี่ยวกับรถแข่ง หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อรับรู้ว่าไฟสีต่างๆ ที่เรียงตัวกันคล้ายสัญญาณไฟจราจรนั้น ที่แท้ก็คือตัวที่บอกว่าเมื่อใดจึงจะถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนระดับเกียร์นั่นเอง

ในที่สุดก็ได้เวลาที่เธอต้องเริ่มแข่งขันแล้วสินะ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าแรงๆ อีกครั้งพยายามเรียกความเชื่อมั่นของตัวเองออกมา มือซ้ายวางลงไปบนเกียร์หน้าตาประหลาดเป็นลักษณะแท่งทรงกระบอกผอมๆ สีเงินวาววับในแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน พลางค่อยๆ นึกทบทวนจังหวะการเข้าเกียร์และจังหวะการเหยียบเบรกเหยียบคลัชต์รวมทั้งคันเร่งให้สัมพันธ์กัน

ก๊อกๆ

เสียงเคาะกระจกที่ด้านขวา ทำให้คนที่กำลังนึกทบทวนบทเรียนถึงกับสะดุ้งพลางหันไปมองตามต้นเสียง จึงได้เห็นว่าชายหนุ่มร่างผอมสูงที่สวมแว่นตาหนาเตอะเหมือนเด็กเนิร์ดยืนอ้าปากพะงาบๆ คล้ายกับว่าเขากำลังพยายามสื่อสารกับเธออยู่ หญิงสาวกดปุ่มเลื่อนกระจกลงมาพลางเอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยแววตาฉงน

“มีอะไรเหรอคะ”

“มัวทำอะไรอยู่ครับคุณผู้หญิง เจ้านายผมเขาไปรอที่จุดสตาร์ทอยู่ตั้งนานจนเกือบจะหลับรอแล้วนั่น”

วายุว่าพลางชี้มือไปทางรถยนต์คันเก่งของเจ้านายที่จอดติดเครื่องรออยู่ตรงจุดปล่อยตัวเป็นนานสองนานแล้ว ทว่า คนที่ขอยืมรถของเพื่อนคู่หูเขามาขับยังคงจอดนิ่งสนิทอยู่กับที่ราวกับว่าไม่ได้คิดจะแข่งขันกันเลยสักนิด

“ค่ะๆ จะไปเดี๋ยวนี้แล้วค่ะ”

เมื่อหญิงสาวมองตามมือของคนที่มาเคาะกระจกเรียก เธอก็รีบละล่ำละลักบอกเขาพร้อมกับค่อยๆ เคลื่อนรถแล่นไปจอดเทียบเคียงทางด้านซ้ายของรถคันงามสีแดงเพลิง ชายหนุ่มที่อยู่ในรถอีกคันกดปุ่มเลื่อนเปิดกระจกด้านซ้ายของตนลง ก่อนจะหันมาตะโกนยั่วเย้าคู่แข่งของตนอีกครั้ง

“นึกว่าจะปล่อยให้ผมรอถึงเช้าเสียอีก”

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดมากน่า ระวังให้ดีเถอะ ฉันจะต้องชนะนายให้ได้ คอยดูก็แล้วกัน”

รวินันท์หันไปตะโกนตอบกลับไป แล้วรีบกดปิดกระจกพร้อมกับเร่งเครื่องอย่างท้าทายทันที ธามส่ายหน้าน้อยๆ อย่างอ่อนใจในความหัวดื้อของหญิงสาว เขากะพริบไฟหน้ารถสองครั้งเพื่อส่งสัญญาณบอกให้ลูกน้องของตนทำหน้าที่เป็นคนปล่อยรถ วายุรีบวิ่งมายืนอยู่กึ่งกลางระหว่างรถทั้งสองคัน เขายกมือทั้งสองข้างชูขึ้นเหนือศีรษะเป็นสัญญาณให้เตรียมพร้อมก่อนจะลดมือลงแนบข้างลำตัวอย่างรวดเร็วแทนสัญญาณที่บอกให้ทั้งสองฝ่ายออกรถได้

                รถสปอร์ตสีแดงเพลิงของธามออกตัวจากจุดสตาร์ทและแล่นทะยานไปบนถนนอย่างรวดเร็วราวกับม้าออกศึก ในขณะที่รถยนต์สีดำซึ่งมีรวินันท์เป็นคนขับนั้นยังไม่ทันได้เคลื่อนตัวออกจากจุดสตาร์ทเลยด้วยซ้ำ หญิงสาวมองตามรถที่แล่นนำไปก่อนจนแทบไม่เห็นฝุ่นแล้วก็ได้แต่บ่นพึมพำออกมาอย่างหัวเสีย เมื่อเกียร์เจ้ากรรมทำให้เธอบังคับรถไม่ได้อย่างที่ใจนึก

                “โธ่เอ๊ย ทำไมต้องเป็นเกียร์กระปุกด้วยนะ แล้วนี่จะตามเขาทันไหมเนี่ยเรา”

                ในที่สุดรถยนต์สีดำคันโตก็แล่นออกจากจุดสตาร์ตตามคู่แข่งอีกคันที่ออกตัวนำไปก่อนแล้วได้สำเร็จ ทิ้งให้ชายหนุ่มร่างอ้วนยืนมองตามรถของตนที่ผู้เป็นเจ้านายให้หญิงสาวคู่แข่งขอยืมไปใช้ด้วยอาการหวั่นวิตกกังวลยิ่งนัก พลางภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยดลบันดาลและคุ้มครองให้รถยนต์สุดรักสุดหวงของเขานั้นกลับคืนมาสู่อ้อมอกเจ้าของตัวจริงอย่างปลอดภัยไร้ร่องรอยขีดข่วนโดยสวัสดิภาพ

                เมื่อมองกระจกหลังแล้วไม่เห็นว่ารถของคู่แข่งจะขับตามออกมา ธามจึงถอนคันเร่งชะลอความเร็วลงแล้วจอดรออีกฝ่ายอยู่บนไหล่ทาง ด้วยความสงสัยและนึกไปว่าหญิงสาวที่ทำปากดีบอกว่าจะเอาชนะเขาให้ได้เมื่อครู่นี้ เห็นทีจะยอมถอดใจยอมแพ้แล้วกระมัง ถึงได้ไม่ขับตามเขาออกมาเช่นนี้ ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเพราะคิดว่าจะมีโอกาสได้ใช้การแข่งขันรถยนต์ในค่ำคืนนี้แทนการระบายความเครียดจากงานที่สั่งสมมาตลอดวัน อีกทั้งเขายังรู้สึกว่าการที่ได้แกล้งคนหัวดื้ออย่างหญิงสาวนั้นเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นและเร้าใจกว่าการจ้องแต่จะเอาชัยชนะจากการแข่งขันครั้งนี้เป็นไหนๆ

และแล้วการรอคอยของธามก็สิ้นสุดลงเมื่อแสงจากโคมไฟหน้าของรถยนต์สีดำทะมึนที่กำลังแล่นเข้ามาใกล้นั้น ส่องสว่างกระทบเข้ามาทางกระจกมองหลังเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกมการแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ใบหน้าหวานปานผู้หญิงมีรอยยิ้มพึงพอใจฉายชัดอยู่ ชายหนุ่มรอจนกระทั่งรถของฝ่ายนั้นแล่นมาใกล้ในระยะประชิด แล้วจึงค่อยเบนหัวกลับขึ้นมาบนถนนอีกครั้งเมื่อเห็นว่ารถปิศาจของลูกน้องร่างอ้วนแล่นฉิวเคลื่อนผ่านหน้าไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ราวกับจะอ่อนข้อต่อให้หญิงสาวคู่แข่งอย่างไรอย่างนั้น

                ข้างฝ่ายรวินันท์ เมื่อได้เห็นว่ารถสปอร์ตคันหรูของชายหนุ่มจอดรออยู่ข้างทางคล้ายกับว่ากำลังรอการมาของเธออยู่นั้น ก็รีบเร่งเครื่องเพื่อหวังที่จะแซงเขาแล้วคว้าชัยชนะมาให้ได้ แต่ยังไม่ทันไรรถคันงามที่เธอเพิ่งแซงมานั้นก็แล่นตามมาติดๆ และเร่งความเร็วกระทั่งสามารถเคลื่อนตัวตามมาตีคู่อยู่ทางด้านซ้ายของรถที่เธอขับได้ทัน แต่ที่น่าโมโหก็คือเจ้าของรถสปอร์ตสีแดงเพลิงคันนั้นสบประมาทเธอด้วยการเปิดกระจกหน้าต่างออกมา พลางทำท่ากำมือชูนิ้วโป้งให้คล้ายจะชมเชยแต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นพลิกนิ้วชี้ลงพื้นแทนความหมายว่าฝีมือของเธออ่อนหัดและไม่มีวันจะชนะเขาได้  

เชอะ! คิดว่าเก่งนักหรือไง คอยดูฉันก่อนแล้วกัน

                รวินันท์ส่งเสียงอยู่คนเดียวภายในรถสีดำคันโต พลางตวัดมือเปลี่ยนเกียร์แล้วเหยียบคันเร่งอย่างแรงจนแทบจมมิดไปกับพื้นพรม ปิศาจทมิฬร้องคำรามเสียงดังก่อนจะพุ่งตัวทะยานไปเบื้องหน้าด้วยความเร็วสูงราวพายุทอร์นาโด

                “อะไรกัน ยายนั่นกำลังจะตามมาทันแล้ว เป็นไปได้ไงเนี่ย”

ภาพของรถยนต์คู่แข่งในกระจกมองหลังค่อยๆ ใหญ่ขึ้น เมื่อรถคันที่ตามหลังมานั้นอยู่ในระยะประชิดเข้ามาเรื่อยๆ สร้างความตกตะลึงให้กับธามเป็นอย่างมาก เขานึกชะล่าใจไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอนั้น จะสามารถควบคุมรถของคณิณได้ดีขนาดนี้ เจ้ารถดัดแปลงที่ดูเหมือนเป็นรถของยักษ์นั้นแค่ให้คนอื่นมาขับแบบธรรมดาก็นับว่ายากแล้ว นับประสาอะไรกับการจะแข่งขันประลองความเร็ว

แต่นี่หญิงสาวเล่นเร่งเครื่องจนเกือบจะตามเขาทันได้ ดูท่าทางว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว เธอต้องมีอะไรดีกว่าที่เขาคิดไว้แน่ๆ และถ้าเกิดเขาประมาทฝีมือของเธอก็อาจจะทำให้ต้องพลาดท่าเสียทีไม่เพียงแต่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการแข่งครั้งนี้ แต่เขาจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้แพ้ไปตลอดกาล เพราะแม้แต่คู่แข่งเป็นผู้หญิงก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้เลย

“อีกแค่ไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงเส้นชัยแล้ว สู้เขานะ รวินันท์”

หญิงสาวซึ่งเป็นผู้ขับรถปิศาจพยายามปลุกปลอบให้กำลังใจตัวเอง เมื่อมองเห็นทางข้างหน้าว่าอีกเพียงนิดเดียวเธอก็จะคว้าชัยชนะมาไว้ในกำมือได้อยู่แล้ว พร้อมกับกดปุ่มเทอร์โบเร่งสปีดเพิมความเร็วให้แก่รถในโค้งสุดท้าย เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มพร้อมกับที่รถยนต์สีดำแล่นฉิวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนแทบจะกลับมาเป็นฝ่ายตีเสมอกับรถสปอร์ตคันหรูของคู่แข่ง ทั้งสองคันผลัดกันนำผลัดกันตามอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใคร

                กระทั่งในจังหวะที่รถเข้าสู่ทางตรง ธามเหลือบตามองกระจกหลังและได้เห็นว่าคู่แข่งของตนตามจี้มาติดๆ เขาก็คลี่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมาอีกครั้ง ก่อนจะกดปุ่มเร่งเครื่องยนต์ของตนจนเกิดเป็นประกายไฟแลบออกมาจากท่อไอเสียทั้งสองปล่องตรงท้ายรถ เพิ่มความเร็วจนทิ้งห่างรถสีดำคันโตนั้นออกมาหลายช่วงตัว และมุ่งหน้าไปยังจุดที่กำหนดเอาไว้เป็นเส้นชัยอย่างรวดเร็ว

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,077 ความคิดเห็น

  1. #73 ถักฝัน (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 20:36
    ชอบรถเคอะ
    #73
    0
  2. #49 ยัยปลาทอง (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2553 / 22:48
    นายธามนี่เป็นดูเจ้าชู้จังเลยนะ น่าสงสารวิจัง วัฐจะมาช่วยแฟนสาวรึเปล่านะ



    ว่าแต่อ่านแล้วเหมือนได้ดูหนังแข่งรถเลยค่ะ

    ชักอยากกลับไปหาหนังเรื่อง โตเกียว ดริฟท์ มาดูซะแล้วสิ
    #49
    0
  3. #48 suket (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2553 / 14:02
    วิแย่แน่ๆเลยอ่ะ
    #48
    0
  4. #47 jeabkiss (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2553 / 11:50
    ธามชนะอย่างนี้รวินันท์ก็แย่ล่ะซิ
    #47
    0
  5. #46 yumekanau (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2553 / 03:20
       
    นายธามจะชนะงั้นเหรอ
    ไม่เอ๊า
    ให้หนูวิชนะเหอะน้า
    ขนนายธามจะได้หายพองลงหน่อย
    อีกอย่างถ้าหนูวิแพ้
    นายธามต้องยื่นเงื้อนไขประหลาดแน่เลย
    หนูวิสู้ ๆ
       
    #46
    0