ลิขิตพิษสวาท

ตอนที่ 7 : บทที่ 7 การพบกันของสองคู่กรณี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,337
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    11 ส.ค. 53

บทที่ 7 การพบกันของสองคู่กรณี

                รถสปอร์ตสีแดงเพลิงยี่ห้อหรูราคาแพงระยับเคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่ลานจอดรถด้านหลังของร้านอาหารแห่งหนึ่ง ธามก้าวลงมาจากรถพลางมองไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำราวสิบกว่าคนที่กำลังยืนห้อมล้อมรถยนต์รูปเต่าสีเขียวคันหนึ่งด้วยความรู้สึกประหนึ่งว่าตนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางกองถ่ายทำภาพยนตร์แนวมาเฟียหรือยากูซ่าก็ไม่ปาน

                ไม่นานนักรถเก๋งคันโตแบบห้าประตูสีดำสนิทอีกคันก็แล่นตามมาจอดเทียบข้างๆ กับรถของธาม ร่างของลูกน้องคู่อ้วนผอมรีบเปิดประตูลงมาหาผู้เป็นนายของตนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบรายงานสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เขาฟังด้วยท่าทางเบิกบานสุดๆ

                “เป็นไงครับ พวกเพื่อนๆ ของผม หน่วยก้านใช้ได้ไหมครับ”

                คณิณเอ่ยขึ้นก่อน พลางมองไปยังชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น พร้อมกับโบกมือทักทายพวกเขาด้วยท่าทางสนิทสนม ธามพยายามทบทวนความจำตัวเองอยู่นาน เขาจำไม่ได้เลยว่าได้สั่งให้ลูกน้องทั้งสองไปเกณฑ์คนพวกนั้นที่ดูยังไงก็ไม่ต่างจากกลุ่มนักเลงหัวไม้หรือแก๊งอันธพาลกวนเมืองแบบนี้มาตอนไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ไหนๆ พวกนั้นก็มาแล้ว ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะไม่ได้ชอบการรุมทำร้ายคนเพียงคนเดียวด้วยกำลังคนทั้งฝูงอย่างนี้สักเท่าไรนัก แต่แบบนี้ก็อาจทำให้การเจรจาต่อรองอะไรบางอย่างดูง่ายขึ้นบ้างก็ได้

                “ก็โอเค”

                ชายหนุ่มเจ้าของรถสปอร์ตสีแดงทำท่ายักไหล่น้อยๆ เขาเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงพลางสาวเท้าก้าวยาวๆ เข้าไปท่ามกลางวงล้อมนั้นด้วยท่าทางเชื่อมั่น ก่อนจะย่อตัวลงพลางก้มมองร่องรอยถลอกบนตัวถังรถเต่าสีเขียวสะท้อนแสงที่ลากยาวเป็นทางตั้งแต่กระจกมองข้างทางด้านขวาไปจนสุดท้ายรถ มือเรียวลูบคลำไปบนรอยถลอกสีเงินนั้นด้วยสีหน้าโมโห พลันเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของรถ 

                หลังจากที่รวินันท์เดินออกมาจากร้านอาหารจนเกือบถึงรถยนต์ของแฟนหนุ่มที่จอดอยู่บนลานจอดรถด้านหลังร้าน เธอก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางน่ากลัวนับสิบคน ยืนรายล้อมอยู่รอบรถของภวัฐเต็มไปหมด

                “เอ่อ ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”

                หญิงสาวพยายามทำใจกล้าเดินเข้าไปถามชายหนุ่มร่างสูงผอมคนหนึ่ง ในชุดเสื้อยืดสีดำลายหัวกะโหลกสีขาวตรงกลางหลังและสวมกางเกงยีนส์มีรอยขาดวิ่นตรงเข่า ด้วยเพราะว่าหน้าตาตี๋ๆ ผิวขาวแลดูสะอาดสะอ้าน ทั้งยังสวมแว่นกรอบสีดำหนาเทอะทะ ทำให้เธอรู้สึกว่าคนๆ นี้ดูน่าจะเป็นพิษเป็นภัยน้อยที่สุดแล้วในบรรดาคนอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะมีผิวดำคล้ำ หน้าตาดุดันราวกับโกรธใครมาเป็นร้อยปี อีกทั้งรอยสักบนท่อนแขนที่ดูราวกับลวดลายกราฟฟิกบนเสื้อแขนยาว ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัวมากนักในสายตาของเธอ

                พวกพี่ไม่มีธุระอะไรจะคุยกับคนสวยหรอกนะจ๊ะ ที่มาวันนี้ก็เพราะว่ามีธุระกับเจ้าของรถคันนี้ต่างหากล่ะ

                วายุยังไม่ทันได้เอ่ยตอบอะไร คณิณที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันนัก ก็รีบเดินเข้ามาตามประสาของคนที่เห็นสาวๆ สวยๆ เป็นไม่ได้ ขอแค่ได้แทะได้โลมเลียด้วยสายตานิดๆ หน่อยๆ ก็ชื่นใจแล้ว

                มีธุระ...กับวัฐเนี่ยนะ? เข้าใจอะไรผิดกันหรือเปล่าคะ ฉันว่าคนอย่างวัฐคงไม่รู้จักกับพวกคุณหรอก สงสัยจะตามหาผิดคนแล้วล่ะ

                รวินันท์ถามย้ำพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างไม่แน่ใจนักกับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะรีบออกตัวปฏิเสธแทนแฟนหนุ่มของเธอทันที เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกับเขามา ภวัฐเป็นคนสุภาพอ่อนโยนไม่มีทางรู้จักกับคนที่ดูแล้วเหมือนพวกแก๊งอันธพาลคอยรีดไถเงินชาวบ้านเขาอย่างนี้ไปได้หรอก หรือหากจะคิดในแง่ร้ายจริงๆ บางทีคนพวกนี้อาจเป็นพวกตามทวงหนี้ก็เป็นได้ แต่เท่าที่เธอรู้มาฐานะทางบ้านของแฟนหนุ่มแม้จะไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก แต่ก็ไม่ได้ขัดสนเงินทองจนถึงขนาดที่จะต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครเขามาแล้วไม่มีปัญญาใช้คืนแน่ๆ บางทีคนพวกนี้อาจจะมาหาเรื่องผิดคนก็ได้

                หญิงสาวหันไปมองทั่วบริเวณลานจอดรถนั้นเพื่อหวังว่าจะพบรถอีกคันที่มีลักษณะเหมือนกับรถยนต์คันน้อยของภวัฐ แต่กลับไม่พบว่ามีรถลักษณะเดียวกันนี้ในบริเวณดังกล่าวเลยแม้แต่คันเดียว มาถึงตอนนี้เธอเริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าแฟนหนุ่มของเธอไปมีเรื่องกับใครมาถึงได้มีคนยืนดักรอพบเขาจำนวนมากมายขนาดนี้

                “ผมว่าคงไม่ผิดตัวหรอกครับ เจ้าของรถคันนี้คือนายภวัฐ แก้ววรกานต์ อายุยี่สิบเจ็ดปี...”

                เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่ง ดังขึ้นมาจากอีกฟากฝั่งของตัวรถ พร้อมๆ กับที่ร่างสูงนั้นค่อยๆ เหยียดตัวขึ้นยืนจนเต็มความสูง แสงจากโคมไฟบนเสาต้นหนึ่งสาดส่องลงมายังพื้นเบื้องล่าง ทำให้รวินันท์ได้เห็นว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ราวกับเทพบุตรหนุ่มรูปงามก็ไม่ปาน เขาสวมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมแขนยาวสีฟ้าคอปกกว้างและปลดกระดุมออกราวสามถึงสี่เม็ด เผยให้เห็นสร้อยหนังสีดำที่ห้อยจี้รูปดาบแขวนเอาไว้บนลำคอขาว อีกทั้งรูปร่างที่สูงโปร่งราวนายแบบนั่นอีกที่ทำให้หญิงสาวถึงกับยืนตะลึงมองชายหนุ่มตรงหน้าตาแทบไม่กะพริบ

                “คุณ นี่คุณฟังอยู่รึเปล่าน่ะ”

                “คะ? เมื่อกี้ว่าอะไรนะ”

                เวลาผ่านไปนานทีเดียว กว่าคนที่มัวแต่ยืนนิ่งอึ้งมองคนตรงหน้าแทบไม่วางตานั้นจะรู้สึกตัว แต่คนที่ถูกมองนั้นไม่ได้สนใจอาการตกตะลึงของหญิงสาวแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย เพราะในตอนนี้ความสนใจของเขาทั้งหมดได้พุ่งตรงไปยังชายหนุ่มเจ้าของรถเจ้าปัญหาคันนี้เสียมากกว่า

                “คุณเป็นแฟนเจ้าของรถคันนี้ใช่ไหม ถ้างั้นก็รีบไปเรียกเขามาเร็วๆ เลยนะ ไอ้หมอนั่นมันทำแสบกับผมไว้มาก ผมก็แค่อยากจะคุยอะไรบางอย่างกับเขาสักหน่อยเท่านั้น”

                ธามเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่น บ่งบอกถึงความกรุ่นโกรธที่ยังคั่งค้างสะสมมาทั้งคืน แม้ว่าเมื่อตอนช่วงบ่ายที่มัวแต่ขลุกอยู่กับงานกองพะเนินจนแทบจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองแบบสดๆ ร้อนๆ ไปแล้ว แต่พอได้มาเห็นรอยแผลถลอกบนข้างตัวถังรถเต่าคันนี้ก็ทำให้ความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนเมื่อคืนนี้กลับคืนมาอีกครั้งได้อย่างไม่ยากนัก

                “ฉันว่าต้องมีการเข้าใจผิดอะไรบางอย่างกันแน่ คนดีๆ อย่างภวัฐคงไม่มีทางไปมีเรื่องมีราวกับพวกคุณหรอกค่ะ กลับไปเสียเถอะ อย่ามารบกวนพวกเราเลย”

                รวินันท์ยังไม่ค่อยเข้าใจในประโยคที่ชายหนุ่มหน้าหล่อกล่าวออกมาเลยสักนิด แต่ด้วยจำนวนของชายฉกรรจ์ที่ยืนห้อมล้อมตีกรอบจนแทบบังรถทั้งคันได้มิดขนาดนี้ ดูท่าทางว่าเรื่องราวคงไม่จบที่การพูดคุยแบบนั่งจับเข่าเจรจากันเป็นแน่ ถึงแม้เธอจะยังไม่รู้ว่าภวัฐไปทำอะไรไว้ ถึงได้ถูกพวกกลุ่มอันธพาลกลุ่มนี้ตามมาราวีถึงที่ก็ตาม แต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่างทำให้เธอมั่นใจว่าหากแฟนหนุ่มโผล่หน้าเข้ามาตอนนี้ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ จึงพยายามเกลี้ยกล่อมชายหนุ่มที่ดูเหมือนว่าจะเป็นหัวหน้าใหญ่สุดของเหล่าอันธพาลกลุ่มนี้เพื่อให้ไม่เกิดเป็นปัญหาใหญ่และบานปลายมากไปกว่านี้

                “เฮอะ ขอโทษเถอะครับคุณผู้หญิง หน้าตาก็ดี ท่าทางก็ดูดีเหมือนเป็นคนมีการศึกษาอย่างคุณ ไม่น่าเชื่อว่าจะฉลาดน้อยถึงขนาดแยกแยะระหว่างคนดีกับคนเลวไม่ออกเลยนะ ผมจะบอกความจริงให้ก็ได้ เมื่อคืนเจ้านั่นมันขับรถมาเบียดรถสปอร์ตของผมจนกระจกมองข้างหลุดกระเด็นแถมยังขับหนีไปอย่างหน้าตาเฉย ไม่คิดจะลงมาขอโทษขอโพยกันสักคำ แถมยังไม่แม้แต่จะหยุดรถแล้วลงมาดูว่าตัวเองทำอะไรไว้บ้าง แบบนั้นเรียกว่าคนดีเหรอครับ”

             ธามที่ยังรู้สึกแค้นฝังใจกับการที่เขาต้องสูญเสียรถสปอร์ตคันเก่งของตนให้กับคู่แข่งไปอย่างไม่น่าให้อภัยนั้น ถึงกับหรี่ตามองแฟนสาวของคนที่ถูกกล่าวหาว่าชนแล้วหนีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาดูถูกพร้อมกับเอ่ยวาจาเย้ยหยันอย่างไม่เกรงใจ

                เมื่อรวินันท์ได้ฟังว่าชายหนุ่มตรงหน้ามาตามหาเพื่อนชายคนสนิทของเธอเพียงเพราะเข้าใจผิดและคิดไปว่าคนที่ขับรถคันนี้เมื่อคืนคือภวัฐ ผู้เป็นเจ้าของรถ แต่หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วจำเลยตัวจริงที่เขากล่าวหานั้นกำลังยืนอกสั่นขวัญหายอยู่ตรงหน้าเขาเองตรงนี้ต่างหาก แม้ในใจของเธอจะเริ่มเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเมื่อได้รับรู้ว่าความต้องการของอีกฝ่ายคืออะไร มันคงไม่ใช่แค่การพูดคุยตกลงกันแบบธรรมดาๆ แต่อาจจะถึงขั้นเลือดตกยางออกก็เป็นได้ ในเมื่อทางนั้นเล่นขนพรรคพวกกันมาทั้งโขยงแบบนี้

                แต่เธอจะไม่ยอมให้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างภวัฐมาตกกระไดพลอยโจนรับเคราะห์แทนคนผิดอย่างเธอได้หรอก แค่ทำให้รถคันงามของแฟนหนุ่มมีรอยลากยาวเป็นทางขนาดนั้นเธอก็รู้สึกผิดมากแล้ว

                “หยุดว่าภวัฐเขาแบบนั้นสักที คุณไม่รู้อะไรก็อย่ามาทำเป็นพูดดีหน่อยเลย ที่สำคัญคนที่ขับรถไปเบียดรถยนต์ราคาแพงของคุณเมื่อคืนนั้นก็ไม่ใช่เขา แต่เป็นฉันคนนี้ต่างหากล่ะ โอเค้ ฉันขอโทษคุณด้วยสำหรับเรื่องเมื่อคืนนี้ แต่อยากให้เข้าใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุน่ะ แล้วอีกอย่างฉันก็มีเรื่องด่วนมากต้องรีบไปก็เลยไม่มีเวลาจะลงมาขอโทษคุณ เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายให้คุณดีไหม ต้องการเท่าไหร่ล่ะ”

                 หญิงสาวเอ่ยพลางยกมือขึ้นกอดอก แล้วเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ สบตากับชายหนุ่มที่มาโวยวายว่ารถของเขาถูกชนจนกระจกข้างหลุดหายไป พยายามทำเป็นใจกล้าทั้งที่แข้งขาสั่นและเริ่มจะพันกันจนแทบจะล้มพับลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นรอมร่อแล้ว แต่เพราะอยากรีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จๆ ไปโดยไว ก่อนที่เพื่อนชายของเธอจะตามมาที่รถ แล้วเรื่องราวทั้งหมดจะลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตไปเสีย เธอจึงได้แต่ตัดสินใจด้วยการออกปากขอเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายให้กับอีกฝ่ายทันทีโดยไม่ต้องรีรอให้เสียเวลา

                จุ๊ๆ แหม...คุณผู้หญิงครับ ผมล่ะอยากรู้จริงๆ เลยนะว่าแฟนคุณนี่เขามีดีอะไรหนักหนาถึงขนาดต้องลงทุนปกป้องยอมเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกขนาดนั้น เฮ้ย พวกแกดูสิ ไอ้หมอนั่นมันปอดแหกขนาดไหน ถึงได้หดหัวอยู่แต่ในกระดองแล้วปล่อยให้ผู้หญิงมารับผิดแทนเนี่ย ขำเป็นบ้าเลยว่ะ ฮะ ฮ่าๆ”

                คราวนี้ธามไม่ได้พูดต่อ เพราะยังคงรู้สึกสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาไม่อยากเชื่อว่าคนที่ประทุษร้ายกับรถของเขาจะเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น แต่กลับเป็นเสียงของลูกน้องร่างอ้วนหน้าตาชวนหาเรื่องที่แทรกขึ้นมาหลังจากได้ฟังสิ่งที่หญิงสาวพูดออกมาแทน เขาเอ่ยอย่างล้อเลียนพลางหันไปพยักพเยิดกับกลุ่มเพื่อนนักเลงของเขา พลันเสียงหัวเราะร่วนของคนเหล่านั้นก็ดังไปทั่วบริเวณในทันที

                พวกคุณหัวเราะอะไรกัน ที่ฉันพูดเมื่อกี้มันเป็นเรื่องจริงนะ ทำไมไม่เชื่อกันบ้าง

                เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะพร้อมทั้งคำพูดเยาะเย้ยปนถากถางนั้น ก็ทำเอารวินันท์เริ่มอารมณ์เสียขึ้นมาบ้าง เธอตวาดแว้ดใส่ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นอย่างลืมตัว พอเสียงหัวเราะนั้นเงียบหายไปพร้อมๆ กับที่บรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่กลับคืนสู่สภาวะเดิมอีกครั้ง หญิงสาวก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าตนกำลังต่อปากต่อคำอยู่กับพวกนักเลงหัวไม้ที่ดีไม่ดีพวกเขาอาจทำให้เธอและแฟนหนุ่มหายตัวไปจากที่นี่อย่างไร้ร่องรอยก็เป็นได้

                พอเถอะครับคุณผู้หญิง เลิกพูดล้อเล่นเสียที รีบบอกให้แฟนคุณออกมาได้แล้ว ถึงแม้ว่าเวลาปกติผมเป็นคนที่ไม่ลงไม้ลงมือกับผู้หญิงก่อน แต่ถ้าเกิดโมโหขึ้นมาล่ะก็ต่อให้มีคุณป้าแก่ๆ ถือไม้เท้าเดินยักแย่ยักยันมายืนอยู่ขวางตรงหน้าก็ตาม ผมก็ไม่เกรงใจหรอกนะ”

                คราวนี้เป็นธามเองที่กล่าวขึ้นมา ใบหน้าหล่อเหลาชักเริ่มตึง สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดเอาการเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ยอมเปิดปากบอกเขาเสียทีว่าชายหนุ่มเจ้าของรถนั้นหายไปไหน มิหนำซ้ำหญิงสาวยังเอาแต่ยืนยันคำเดิมว่าคนที่ขับรถคันนี้ไปก่อเหตุเอาไว้เมื่อคืนก็คือเธอไม่ใช่แฟนหนุ่มอย่างที่เขาเข้าใจ

                ทำไม คุณคิดว่าผู้หญิงอย่างฉันจะขับรถชนคนอื่นไม่ได้หรือไง แน่จริงมาลองแข่งกับฉันไหมล่ะ จะได้รู้กันไปเลยว่าคนที่ขับไปเบียดกับรถคันสวยของนายเมื่อวานคือฉันหรือเปล่า หรือว่านายไม่แน่จริง ไม่กล้าล่ะสิ

                รวินันท์ชักเริ่มหัวเสียขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน ทำไมกันนะคนตรงหน้านี้ถึงจ้องแต่จะเอาผิดกับแฟนหนุ่มของเธออยู่ได้ ทั้งๆ ที่เธอก็บอกความจริงไปหมดแล้ว พลันอารมณ์โกรธที่ผุดพรายขึ้นมาชั่ววูบหนึ่งทำให้เธอเผลอไปท้าทายชายหนุ่มเจ้าของรถผู้เสียหายโดยไม่ทันได้ยั้งคิด เพราะเธอก็แค่ไม่อยากให้ภวัฐต้องมาติดร่างแหไปด้วยโดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถ้าหากพอมีทางออกที่ดีกว่านี้เธอก็พร้อมจะทำเพื่อปกป้องเขา คนที่คอยดูแลและให้ความช่วยเหลือกับเธอมาตลอดเช่นกัน

                นี่คุณผู้หญิงครับ ผมพยายามไม่ยุ่งกับคุณแล้วนะครับ แต่ดุเหมือนคุณจะพูดจาหาเรื่องกันเสียจริง เฮ้อ นี่ล่ะมั้งที่เขาพูดกันว่าความรักทำให้คนตาบอด ดูท่าทางคุณจะรักแฟนคุณเหลือเกินนะ ยอมเสี่ยงเอาตัวเองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง น่านับถือในความใจกล้าของคุณจริงๆ เลยครับ ผมชักสนใจผู้หญิงอย่างคุณขึ้นมาเสียแล้วสิ

                อารมณ์ของธามชักจะเริ่มเดือดปุดๆ ขึ้นมาเช่นกัน แต่เขายังคงพยายามควบคุมมันเอาไว้ให้มากที่สุด อย่างน้อยเขาก็ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นพวกลงมือทำร้ายร่างกายผู้หญิงก่อน ถูกเรียกแบบนั้นมันเหมือนกับการหยามศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายกันชัดๆ สู้ให้คนอื่นๆ รู้จักเขาในนามคาสโนว่าหนุ่มหล่อที่เปลี่ยนสาวคู่ควงไปแทบทุกวันไม่ซ้ำหน้ายังดีกว่าเป็นไหนๆ

                ชายร่างสูงโปร่งเดินอ้อมตัวรถจากอีกฝั่งหนึ่งมายืนประจันหน้ากับแม่สาวเจ้าปัญหา ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้เธอมากขึ้น รวินันท์เองก็ผงะก้าวถอยหลังไปทีละก้าวเมื่อชายหนุ่มแปลกหน้ากำลังย่างสามขุมเข้ามาหาเธอเรื่อยๆ กระทั่งแผ่นหลังสัมผัสกับตัวรถ นั่นจึงหมายถึงว่าเธอไม่มีโอกาสหนีไปที่ไหนได้อีกแล้วในตอนนี้ เพราะถูกกั้นเอาไว้ด้วยวงแขนแข็งแรงทั้งสองข้างของอีกฝ่าย

“นี่คุณจะทำอะไรน่ะ ถอยออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ”

เธอตะคอกใส่หน้าเขาด้วยเสียงอันดัง แต่กลับถูกสายตาคมภายใต้ดวงตารียาวนั้นจ้องมองเขม็ง พร้อมกับที่ชายหนุ่มเลื่อนใบหน้าลงมาใกล้จนแทบรู้สึกได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายที่อยู่ในระยะห่างออกไปเพียงไม่ถึงคืบเท่านั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาทเป็นอย่างมากในความรู้สึกของหญิงสาว

“ก็ได้ถ้าคุณอยากจะแข่งนักก็ลองบอกเงื่อนไขของคุณมาสิครับ ถ้าฟังแล้วท่าทางน่าสนใจกว่าการที่ผมจะได้คุยกับเจ้าหมอนั่นแฟนของคุณ ผมก็ยอมรับคำท้านี้”

                ฉัน...ถ้าฉันชนะ คุณต้องไม่มาหาเรื่องภวัฐอีกโดยเด็ดขาด ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็ถือเสียว่าเจ๊ากันไป แต่ถ้าฉันเป็นฝ่ายแพ้ ฉันจะรับผิดชอบค่าซ่อมกระจกรถของคุณแทนเขาเองแล้วกัน แค่นี้พอใจหรือยัง

                หญิงสาวรีบยื่นข้อเสนอที่คิดว่าตัวเองพอจะทำได้ให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ส่วนธามเมื่อได้ฟังแล้วก็พยักหน้าน้อยๆ คล้ายกับว่าพอใจที่เธอพูดมา แต่เขากลับยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะเอ่ยประโยคหลัง      

                ก็ไม่เลวนักหรอกนะ สำหรับข้อเสนอของคุณแต่ผมรู้สึกว่าผมเสียเปรียบอยู่หน่อยๆ เอาอย่างนี้ผมขอเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อแล้วกัน ถ้าหากผมชนะ คุณต้องทำตามที่ผมบอกอีกอย่างหนึ่งดีไหม

                คุณนี่มันก็ได้ ถ้าฉันแพ้ฉันจะทำตามที่คุณต้องการทุกอย่าง แล้วนี่จะปล่อยฉันไปได้หรือยัง

รวินันท์รีบตกปากรับคำทันที เธอไม่ปล่อยโอกาสที่จะช่วยให้ภวัฐหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาของคนตรงหน้าต้องหลุดลอยไปเป็นอันขาด อย่างไรเสียเธอก็เป็นผู้ก่อเหตุขึ้นมา ดังนั้นเธอก็ควรที่จะเป็นผู้รับผิดชอบผลของการกระทำนั้นเอง ไม่ใช่เรื่องเลยที่จะปล่อยให้แฟนหนุ่มผู้แสนดีของเธอต้องมาถูกคนพวกนั้นรุมทำร้ายโดยไม่ใช่ความผิดของเขา

อีกอย่างเท่าที่เธออ่านจากสายตาของชายหนุ่มที่มาหาเรื่องนั้นก็คิดว่าเขาคงเป็นคนรักษาคำพูด ถ้าหากเธอเป็นฝ่ายชนะ พวกนั้นคงไม่มายุ่มย่ามกับแฟนหนุ่มของเธออีก รวมทั้งเธอเองก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินก้อนโตอีกด้วย เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัวเลยทีเดียว

                คุณนี่ใจเด็ดจังนะครับคุณผู้หญิง เอาเป็นว่าคืนนี้ตอนเที่ยงคืนมาเจอกันตรงที่เดิมที่รถคันนี้เบียดรถของผมก็แล้วกัน ถ้าคนที่ขับรถเมื่อคืนนี้เป็นคุณจริงๆ ล่ะก็ คงจะมาถูกใช่ไหม ผมจะรอจนกว่าคุณจะมานะ แต่ถ้าคืนนี้ผมไม่ได้เห็นคุณที่นั่นล่ะก็ พรุ่งนี้เตรียมตัวหามแฟนหนุ่มของคุณไปส่งโรงพยาบาลได้เลย แล้วเจอกันนะครับ คุณผู้หญิง

                ธามผละถอยห่างออกมา ก่อนจะส่งยิ้มแบบเยาะเย้ยไปให้หญิงสาวตรงหน้า พร้อมทั้งกำชับคาดโทษเอาไว้ว่าหากเธอไม่ไปตามที่ตกลงกันไว้ เขาจะกลับมาเอาเรื่องกับเจ้าของรถตัวจริงแน่ๆ พลางหันไปบอกลูกน้องคนสนิททั้งสองและผองเพื่อนของคณิณให้แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนก่อนจะไปเจอกันที่จุดนัดพบตามที่ได้ตกลงกันไว้

                เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มตัวปัญหาขึ้นรถสปอร์ตสีแดงเพลิงเคลื่อนตัวจากไปแล้ว รวมทั้งกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็แยกย้ายกันไปขึ้นรถของตน จนทำให้ลานจอดรถนั้นดูโล่งไปถนัดตารวินันท์ก็แทบจะกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บใจแต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ก็คือเธอเพียงคนเดียว

หญิงสาวเกลียดนักเชียวกับพวกที่มีความสุขอยู่บนความทุกข์ร้อนของคนอื่นแบบนี้ คิดว่ามีเงินมีทองมีพรรคมีพวกมากมายแล้วจะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องสนใจกฎหมายบ้านเมืองเลยหรืออย่างไรกัน สังคมไทยที่เคยน่าอยู่เมื่อก่อนนี้กลายเป็นสังคมที่มีแต่การเอารัดเอาเปรียบกันแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไรกันนะ พลันก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่ไปทำสัญญาท้ารบกับฝ่ายนั้น เธอลืมไปเสียสนิทเลยว่าเธอไม่ได้มีรถยนต์เป็นของตัวเอง แล้วคืนนี้เธอจะไปแข่งรถกับคนๆ นั้นได้อย่างไรเล่า และถ้าหากจะขอยืมรถของภวัฐไปอีก เขาต้องสงสัยขึ้นมาแน่ๆ ดีไม่ดีเธออาจจะทำให้รถของเขาพังพินาศไม่มีชิ้นดียิ่งกว่าที่เป็นรอยแผลถลอกยาวอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

                เฮ้อ เรานี่มันแย่จริงๆ เลย ชอบหาเรื่องเดือดร้อนให้วัฐอยู่เรื่อยเชียว แล้วนี่เราจะทำยังไงดีเนี่ย

                “ทำยังไง เรื่องอะไรเหรอครับวิ”

                รวินันท์กล่าวโทษตัวเองอีกครั้ง พลันเสียงของแฟนหนุ่มก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังทำเอาคนที่กำลังบ่นพึมพำกับตัวเองถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เพราะไม่รู้ตัวเลยว่าเขามายืนอยู่ข้างหลังเธอตั้งแต่เมื่อไรกัน แล้วเขาจะรู้เรื่องข้อตกลงที่เธอกับคนพวกนั้นคุยกันหรือเปล่านะ

                หญิงสาวหันไปหาชายหนุ่มคนรัก พลางรีบบอกปฏิเสธเป็นพัลวันแต่การกระทำของเธอนั้นกลับยิ่งสร้างความสงสัยให้กับภวัฐมากกว่าเดิม รวินันท์ทำท่าอึกอักไปชั่วครู่ก่อนจะหาข้อแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ เพื่อเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นทันที

                “ปละ เปล่า ไม่ได้ทำอะไรค่ะ วิไม่ได้ทำอะไรเลยนะ อ่อ คือวิแค่กำลังคิดเรื่องของคุณแม่น่ะค่ะ คุณหมอบอกว่าคุณแม่ล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลก็เพราะวิเป็นต้นเหตุ วิก็เลยคิดอยู่ว่าอาจจะต้องหาเวลาไปเยี่ยมท่านกับคุณยายให้บ่อยขึ้นน่ะค่ะ”

                เมื่อภวัฐได้ยินดังนั้นความสงสัยเมื่อครู่ก็จางหายไปเขายิ้มออกมา พลางเอื้อมไปมือบีบมือเธอเบาๆ พร้อมกับพูดให้กำลังใจหญิงสาว

                  อ้อ ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง ความจริงผมเองก็เป็นห่วงคุณแม่กับคุณยายของคุณเหมือนกันครับวิ ยังไงช่วงนี้งานก็คงไม่ค่อยยุ่งแล้ว กลับไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ ก็ดีเหมือนกันนะครับ แต่ถ้ากลัวว่าจะไปกลับลำบากก็ไม่ต้องห่วงนะ เพราะคราวนี้ผมจะไปส่งคุณเอง เมื่อเช้าแค่เห็นรอยถลอกที่รถผมก็เป็นห่วงคุณแทบแย่แล้วล่ะ โชคดีนะครับที่คุณไม่ได้เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นผมคงต้องมานั่งโทษตัวเองแน่ๆ ถ้าปล่อยให้คุณเป็นอะไรไปโดยที่ผมปกป้องคุณไม่ได้เลยแบบนั้นน่ะ

“จริงด้วย เรื่องรถของคุณวิต้องขอโทษจริงๆ นะคะวัฐ เพราะวิแท้ๆ ทำรถคันเก่งของคุณเป็นรอยหมดเลย”

คนที่พารถเต่าคันน้อยไปถูสีข้างกับรถของชาวบ้านมานั้นยิ่งรู้สึกผิดมากไปกว่าเดิม ไม่ใช่แค่รถของนายอันธพาลนั่นที่เสียหายแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่รถแฟนหนุ่มของเธอก็ต้องซ่อมสีตัวถังเช่นกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของตัวเองแท้ๆ แต่คนตรงหน้าไม่เพียงไม่โกรธเธอที่ทำให้รถยนต์แสนรักของเขามีร่องรอยบุบสลาย มิหนำซ้ำยังมีท่าทางเป็นห่วงเป็นใยเธอมากยิ่งกว่า ทำให้รวินันท์รู้สึกตื้นตันจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนี้ นี่อย่างไรล่ะเหตุผลที่เธอต้องเอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับคนพาลพวกนั้นก็เพราะไม่อยากให้คนดีๆ อย่างภวัฐต้องมาพลอยเจ็บตัวเพราะความผิดที่เธอเป็นคนก่อ

หญิงสาวตัดสินใจแน่วแน่ขึ้นมาได้ในทันทีว่าถึงอย่างไรเธอก็ต้องไปที่นั่นคืนนี้ตามที่ได้ตกลงกับชายหนุ่มหัวหน้าแก๊งอันธพาลคนนั้น เพราะมันคือความหวังสุดท้ายเพียงทางเดียวเท่านั้น พลางเอื้อมมือไปลูบบนรอยแผลถลอกข้างรถนั้นด้วยสายตามุ่งมั่น

“อย่าเอาแต่โทษตัวเองเลยครับวิ อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นกันได้ อีกอย่างรถผมก็ทำประกันเอาไว้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ นี่ก็เริ่มดึกแล้วผมว่าเรารีบกลับกันดีกว่านะ”

 “ขอบคุณมากนะคะวัฐ”

เธอกล่าวกับเขาด้วยความรู้สึกลึกๆ จากข้างในใจ ชายหนุ่มยิ้มรับคำขอบคุณนั้นด้วยสีหน้าและแววตาที่อ่อนโยนอย่างคนที่พร้อมจะให้อภัยในความผิดพลาดของคนรักเสมอ พลางจูงมือเธอไปหยุดอยู่ตรงประตูรถฝั่งด้านข้างคนขับ เขาเปิดให้เธอเข้าไปนั่งก่อนจะปิดประตูลงแล้วเดินอ้อมกลับมาอีกฝั่งเพื่อขึ้นนั่งประจำที่คนขับรถ แล้วจึงสตาร์ตรถเคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณนั้นมุ่งหน้าไปยังที่พักของเขาและเธอทันที

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,077 ความคิดเห็น

  1. #1006 manowjeet (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2554 / 10:49
    ยัยวิเอ้ย ทำอะไรไม่คิด เค้าขับรถสปอร์ตเชียวนะ แล้วน้องนู๋เต่าน้อยสีเขียวจะสู้เค้าได้เรอะ
    #1,006
    0
  2. #843 HIZANA (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มีนาคม 2554 / 13:07

    สปอร์ต กับเต่า มันจะไปแข่งกันได้ยังไงเนี่ยยย

    #843
    0
  3. #663 ☆Prarima☆ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มกราคม 2554 / 18:28
    รู้สึกว่าโอกาสชนะจะริบหรี่
    #663
    0
  4. #419 aoistar (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 20:49

    ถ้านางเอกชนะคงฟลุ๊คแล้วละงานนี้ เหอะๆ

    #419
    0
  5. #164 tungkn4841 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 กันยายน 2553 / 16:09
    ไปรอลุ้น คุณวิ แข่งรถ กับ ธาม งานนี้สนุกแน่ 5555555
    #164
    0
  6. #71 ถักฝัน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2553 / 20:16
    พระเอก วัยรุ่นจริงๆๆๆ
    #71
    0
  7. #42 luvyuchun (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2553 / 14:44

    โอ้โห  นางเอกกล้ามากจริงๆแฮะที่ไปบอกว่าถ้าแพ้จะยอมทุกอย่าง
    งานนี้นายธามก็คงเตรียมฉลองชัยชนะได้แล้วสิ

    ปล. ท่านลีดเดอร์ของเราออกแนวแบดบอยนะเนี่ย >//<

    พฤศจิ(น้ำหนึ่ง)
    #42
    0
  8. #38 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2553 / 22:03
    ไดเรื่องเเล้วค่ะหนูวิ พี่ธามจัดการเเหง 5555555555
    #38
    0
  9. #37 yumekanau (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2553 / 21:59
    หนูวิจ๋า ไม่ได้มองรถนายธามเลยเหรอ???
    เอิ๊ก
    หนูจะไปหารถจากไหนมาแข่งกับเขาตามคำท้า
    แถม ต่อให้ได้รถสมรรถนะเลิศเลอ
    แต่ถ้าไม่เคยเรียน หรือ หัดขับแบบเพื่อแข่ง
    มันชนะยากนา
    ยกเว้นหนูจะหันหน้าไปพึ่งไสยศาตร์มนต์ดำกันเล็กน้อย
    อาจมีหวัง
    เอ... แต่ไม่แน่แฮะ
    ไรท์เตอร์อาจซ่อนอะไรไว้ให้เราตื่นใจก็ได้
    ลุ้น ๆ ๆ
    #37
    0
  10. #36 jeabkiss (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2553 / 19:57
    นางเอกจะหารถที่ไหนไปแข่งกับพระเอกเลือดร้อนกันนี่
    #36
    0
  11. #35 Mi Ni Min (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2553 / 11:06
    เพิ่งแวะเข้ามาอ่านคร้าบป๋ม สนุกจัง
    ว่าแต่นางเอกของเราจะใช้รถอารายแข่งเนี่ย
    แล้วจะแพ้เปล่าเนี่ย สู้เค้าไว้น้า จะได้ไม่เสียฟอร์ม
    #35
    0