ลิขิตพิษสวาท

ตอนที่ 6 : บทที่ 6 ชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 ส.ค. 53

บทที่ 6 ชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้าย

ภายในห้องทำงานกว้างขวางบนชั้นที่ 12 ของตึกสูงแห่งหนึ่งย่านสาทร เบื้องหลังโต๊ะทำงานตัวเขื่องที่ทำจากไม้สักแท้เนื้อดี มีร่างของชายหนุ่มสวมแว่นไร้กรอบซึ่งเป็นยี่ห้อแบรนด์เนมที่บรรดาคนในแวดวงไฮโซทั้งหลายใช้กัน นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังกลับสีขาวขลิบดำในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าสดคลุมทับไว้ด้วยสูทเรียบหรูสีดำสนิทขณะกำลังก้มหน้าก้มตาจัดการกับเอกสารในแฟ้มขนาดต่างๆ ที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเรียกความสนใจจากกองแฟ้มเอกสารตรงหน้าของเขาให้เงยหน้าขึ้นมองบานประตูห้องทำงานถูกเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับที่ร่างของหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งเดินเข้ามาภายใน

“ท่านประธานคะ คุณเคกับคุณวายมาขอพบค่ะ”

เลขานุการสาวเอ่ยกับคนที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทว่าข้างนอกห้องนั้นมีแขกที่รู้จักคุ้นหน้าคุ้นตากันดีมารอพบเจ้านายของเธออยู่ ธามซึ่งอยู่ในโหมดทำงานพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้พร้อมกับอนุญาตให้คนทั้งสองนั้นเข้ามาพบได้ หญิงสาวจึงกล่าวรับคำ พร้อมกับเรียกให้ชายสองคนที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วนั้นเข้ามาในห้องทำงานของเจ้านายอย่างรู้งาน

“เป็นยังไงบ้าง งานที่ฉันสั่งให้พวกนายไปทำ ได้เรื่องอะไรบ้างไหม”

มือเรียวถอดแว่นไร้กรอบวางลงบนโต๊ะทำงาน ที่จริงแล้วชายหนุ่มไม่ได้มีปัญหาเรื่องสายตาแต่อย่างใด เหตุที่ต้องสวมมันเอาไว้ในเวลาทำงานก็เพราะบิดาบอกว่าเขายังแลดูเด็กเกินไป การสวมแว่นตาตลอดจนการแต่งตัวที่ดุเนี้ยบหรูไร้ที่ติแบบนี้จะทำให้คนอื่นๆ รู้สึกว่าเขามีความเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าความเป็นจริง รวมไปถึงการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเหล่าผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ด้วย ว่าคนที่ดูเป็นเด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้ จะไม่ทำให้กิจการของบริษัทต้องถึงกาลอวสานไปก่อนเวลาอันควร

ทีแรกธามไม่เชื่อในเคล็ดลับแปลกๆ ที่บิดาสอนมาเช่นนี้ เขาไม่คิดว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่มีการศึกษาและมีฐานะทางสังคมในระดับสูงขนาดนี้จะเป็นพวกที่ชอบมองคนแต่เปลือกนอกมากกว่าจะมองกันที่ความรู้ความสามารถของบุคคล แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่บิดาเคยพร่ำบอกมาตลอดนั้นมันเป็นความจริง

ชายหนุ่มผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในบริษัท ยกมือขึ้นมานวดคลึงบริเวณหว่างคิ้วของตนเล็กน้อย เมื่อความทรงจำของตนกลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยถามสองหนุ่มร่างอ้วนผอม ลูกน้องคนสนิทของตนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า คนตัวสูงผอมก้าวเข้ามาใกล้กับโต๊ะทำงานของธามก่อนจะวางแฟ้มเอกสารแบบใสที่บรรจุข้อมูลของใครบางคนเอาไว้ลงตรงหน้าผู้เป็นนายของตน พลันเสียงของคนร่างอ้วนกลมก็ดังขึ้นมาทันที

เจ้านายครับ พวกผมได้ประวัติของเจ้านี่มาแล้ว จะให้พวกผมจัดการกับมันเลยไหมครับ

คณิณรีบถามเจ้านายหนุ่มของเขาด้วยสีหน้า แววตา และท่าทางที่บอกว่าอยากจะเล่นเกมต่อสู้กับคนในแฟ้มประวัตินี้สักยกสองยก ให้สมกับที่รอคอยมานาน ตั้งแต่เจ้านายของเขาเข้ามารับตำแหน่งประธานของบริษัทอย่างเต็มตัวแล้ว เรื่องชกต่อยหรือยกพวกตีกับคนที่ไม่ถูกชะตานั้นก็พลอยร้างลามานานเช่นกัน

ธามเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารที่มีรายละเอียดของคู่กรณีที่ชนแล้วหนีเขาไปซึ่งๆ หน้าเมื่อคืนนี้ขึ้นมา พลางไล่สายตาไปตามตัวอักษรที่ปรากฏบนนั้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงนาทีข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในแฟ้มนั้นก็ไหลเข้าสู่สมองของชายหนุ่มราวกับเทน้ำกรอกใส่ขวด หลังจากที่ครุ่นคิดไปชั่วครู่หนึ่ง เขาก็วางแฟ้มนั้นลงที่มุมด้านหนึ่งของโต๊ะคล้ายกับว่าจะไม่ใส่ใจกับมันอีก พลางเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วกล่าวกับลูกน้องที่ได้แต่ทำหน้าฉงนหลังได้ฟังคำของผู้เป็นนาย

“เอาไว้ก่อนเถอะ อ่อ แล้วก็ขอบใจนายสองคนมากนะ สำหรับข้อมูลพวกนี้ ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไปได้แล้วล่ะ ฉันมีงานต้องทำต่อ”

การกระทำของธามสร้างความแปลกใจให้กับลูกน้องทั้งสองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณิณ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเจ้านายของตนถึงยังนั่งเฉยอยู่ได้ขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อวานยังทำท่าโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงแทบจะกินเลือดกินเนื้อเขากับเจ้าวายุ เพื่อนคู่หูอยู่แล้ว แต่วันนี้กลับดูอารมณ์ดีผิดคาด ตัวเขาเองเสียอีกที่รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนแทนกับการที่รถสปอร์ตสุดรักสุดหวงของเจ้านายถูกทำให้เสียโฉมแบบนั้น

“แต่ว่า...”

                “ไม่มีต่งมีแต่อะไรทั้งนั้น ฉันบอกว่าเอาไว้ก่อน ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาผิดมันสักหน่อยนี่ แต่ตอนนี้ฉันไม่ว่าง พวกนายก็คงเห็นเอกสารกองสูงจะท่วมหัวฉันอยู่แล้ว เวลานี้เป็นเวลาทำงานของฉัน คนอย่างเจ้านั่นไม่มีค่าพอให้ต้องเอาเวลาที่มีค่าขอฉันไปทิ้งหรอก พวกนายก็กลับไปพักผ่อนก่อน แล้วเย็นนี้เราค่อยไปสะสางบัญชีกัน พอใจหรือยังเจ้าเค”

                ใบหน้าที่ดูแจ่มใสเบิกบานราวเด็กๆ ได้ของเล่นที่ถูกใจเมื่อครู่นี้ พลันกลับเข้ามาสู่โหมดเคร่งขรึมอีกครั้ง ธามถอนหายใจสั้นๆ พร้อมกับยกมือห้ามก่อนที่ลูกน้องร่างอ้วนจะทันได้พูดอะไรต่อ ก่อนจะเอ่ยถึงแผนการที่วางเอาไว้พร้อมทั้งกำชับไม่ให้ลูกน้องของตนทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาไปเสียก่อน คำพูดของเขาทำให้คณิณกับวายุถึงบางอ้อ และเมื่อเห็นว่าลูกน้องเจ้าปัญหาทำท่าจะเล่นเกมสิบคำถามกับเขาต่อ ธามก็รีบสะบัดมือไล่ลูกน้องทั้งสองให้ออกจากห้องทำงานของเขาไปเสียที

                วายุจึงรีบยกมือขึ้นผิดปากคู่หูหนุ่มร่างอ้วนและกึ่งลากกึ่งจูงออกไปทันทีโดยไม่ต้องรอให้เจ้านายออกคำสั่งเป็นครั้งที่สอง เพราะไม่อย่างนั้นคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีขาวนั้นอาจจะเปลี่ยนใจหันมาเล่นงานเขากับเพื่อนแทนก็เป็นได้

                ชื่อ ภวัฐ งั้นเหรอ หึหึ เย็นนี้ ท่าทางนายคงไม่รอดพ้นไปจากมือฉันแน่ คิดว่าชนแล้วหนีจะทำกันง่ายๆ หรือไง รู้จักธามคนนี้น้อยไปเสียแล้ว

                ธามหรี่ตามองไปยังแฟ้มประวัติของชายหนุ่มอีกคนที่ลูกน้องคนสนิทเอามาให้ ก่อนที่จะกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างอาฆาต แล้วก้มหน้าก้มตาตั้งใจทำงานของตนต่อไป

               

                ในเวลาเดียวกัน บนตึกสำนักงานของนิตยสารแฟชั่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากบรรดานักอ่านชาวไทย เสียงจามของใครบางคนดังขึ้นติดๆ กันหลายครั้ง ชวนให้เหล่าพนักงานในออฟฟิซชั้นสามเกือบทุกคนนั้น ต้องหันมามองต้นเสียงแทบเป็นตาเดียวกัน

                “ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว ฮ้าด...ด ชิ้ว”

                “กระดาษทิชชูค่ะวัฐ ทำไมจามถี่ขนาดนี้ล่ะคะ ไม่สบายหรือเปล่าเนี่ย”

                รวินันท์ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าบนโต๊ะทำงานของเธอ พลางคว้ากล่องกระดาษเช็ดหน้าแล้วลุกขึ้นยื่นส่งข้ามแผงพาร์ทิชันไปให้กับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

                “ขอบคุณครับวิ แต่สงสัยตรงนี้แอร์จะลงเยอะไปมั้ง อยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกหนาวยะเยือกแปลกๆ ขึ้นมาแถวสันหลังน่ะ”

                ภวัฐที่เกิดอาการจามติดๆ กัน จนจมูกแดงก่ำ น้ำตาร่วงเผาะไหลลงมาอาบแก้ม กล่าวกับแฟนสาว พลางเงยหน้าขึ้นไปมองยังช่องบนเพดานเหนือศีรษะของตน เขาตั้งข้อสันนิษฐานว่าบางทีอาจเป็นเพราะศีรษะของเขาได้รับไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่แรงเกินไป ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังจะเริ่มเป็นหวัด จึงหันไปคว้าเอาเสื้อกันหนาวแบบมีฮู้ดของตนขึ้นมาสวมคลุมทับไว้ และดึงหมวกฮู้ดให้ขึ้นมาคลุมศีรษะเพื่อทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น

                “บางทีอาจจะมีใครกำลังนินทานายอยู่ก็ได้นะวัฐ คนอะไรไม่รู้ท่าทางก็ดูติ๋มๆ แต่กลับโชคดีมีแฟนสวยเป็นบ้าเลย”

                ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ถัดไปจากรวินันท์ราวสองเมตรกว่า เอ่ยขึ้นอย่างขำขัน พาให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างหัวเราะครื้นเครงขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงกัน ทำเอาคนที่จามไม่หยุดเมื่อครู่ รวมทั้งหญิงสาวที่ถูกพาดพิงในประโยคเมื่อครู่นั้น ถึงกับออกอาการเขินอายจนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกปลั่งด้วยกันทั้งคู่ ภวัฐรีบเอ่ยปรามเจ้าของประโยคเด็ดทันที เมื่อเห็นว่าแฟนสาวของตนได้แต่ยืนยิ้มอย่างเก้อเขินอยู่ตรงหน้าเขา

                “โธ่ พี่เอกก็ อย่าแซวกันแบบนี้สิครับ แล้วถ้าไอ้ที่ผมจามเมื่อกี้นี้เพราะถูกนินทาจริงๆ ล่ะก็ ผมว่าคนที่กำลังแอบนินทาอยู่ในใจคงไม่พ้นเป็นพี่เอกแน่ๆ เลยล่ะ”

                “อ้าว ไอ้น้องชาย หาว่าพี่เป็นพวกชอบซุบซิบนินทาหรือไง คนอย่างพี่เนี่ยออกจะเป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมาขนาดนี้ เอ๊ะ หรือว่าบางทีที่นายจามเมื่อกี้ อาจจะเป็นเพราะน้องวิคิดถึงอยู่ล่ะมั้ง จริงไหมจ๊ะน้องวิคนสวย”

                เอกรัตน์ ชายหนุ่มผิวคล้ำ รูปร่างค่อนข้างท้วมวัยสามสิบต้นๆ ที่ควบตำแหน่งกราฟฟิกดีไซน์และเว็บมาสเตอร์ของบริษัท แกล้งทำท่าไม่พอใจชายหนุ่มรุ่นน้อง ก่อนจะหันมาหยอกรวินันท์ด้วยคำพูดและสายตาล้อเลียน พาให้คนอื่นๆ ยิ่งหัวเราะครืนด้วยความชอบอกชอบใจ กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ในที่ทำงาน ยกเว้นก็แต่คนที่ถูกเอ่ยถามนั่นล่ะ ที่บ่นพึมพำออกมาอย่างไม่จริงจิงนัก พลางย่อตัวนั่งลงบนเก้าอี้เช่นเดิม และแกล้งทำเป็นสาละวนอยู่กับข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตน

                ไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับชายหนุ่มรุ่นพี่เพราะความเขินอายที่ระบายอยู่บนใบหน้าจนแก้มสีชมพูเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อขึ้นมาชัดเจนกว่าเก่า โดยไม่รู้ตัวเลยว่าภวัฐได้แต่แอบมองใบหน้างามที่แดงก่ำด้วยความเขินอย่างหลงใหล ความรู้สึกที่เอ่อล้นจนท่วมท้นหัวใจนั้นทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์แห่งรักจนแทบถอนตัวไม่ขึ้น มือเรียวล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงและหยิบเอากล่องกำมะหยี่สีชมพูขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง เขาตัดสินใจแล้วว่าหลังอาหารมื้อค่ำนี้ จะต้องเอ่ยปากขอแต่งงานกับรวินันท์ให้ได้

 

                แสงสีส้มแดงที่ฉายอยู่บนผืนฟ้ากว้างในยามบ่ายคล้อยค่อยๆ ถูกกลืนกินด้วยสีม่วงดำของยามราตรี กระทั่งกลายเป็นสีดำสนิท ทว่า ใครบางคนยังคงนั่งจมอยู่กับกองเอกสารที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะอย่างไม่เป็นระเบียบ เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นสองสามครั้ง ก่อนที่ร่างอ้วนผอมสองคนจะแทรกเข้ามาภายในห้อง

                “เจ้านายครับ นี่ก็เย็นแล้ว ยังไม่เลิกงานอีกหรือครับ”

                คณิณเอ่ยถามคนที่กำลังนั่งขมวดคิ้วมุ่นอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เสียงของลูกน้องร่างอ้วนทำให้ธามต้องเงยหน้าขึ้นมาจากกองแฟ้มงาน พลางหันไปมองบรรยากาศภายนอกห้องทำงานที่ล้อมรอบไว้ด้วยกระจกบานใหญ่ถึงสองด้าน ท้องฟ้าสีดำมืดแต่กลับมองไม่เห็นแม้ดวงดาวสักดวง ด้วยเพราะวันนี้มีกลุ่มเมฆหมอกลอยตัวกันอยู่หนากว่าปกติ ดูท่าคืนนี้อาจจะมีพายุฝนฟ้าคะนองในช่วงดึกๆ ก็เป็นได้

                “ฉันทำงานเพลินไปหน่อยนะ ใกล้จะถึงกำหนดเปิดตัวรถรุ่นแรกของบริษัทแล้ว ว่าแต่พวกนายมาทำอะไรที่นี่กันล่ะ”

                ชายหนุ่มกล่าวกับลูกน้องทั้งสองของเขา พลางเอ่ยถามด้วยความงุนงงเล็กน้อยที่เห็นว่าทั้งสองคนนั้นยังคงนั่งอยู่ตรงโซฟารับแขกของเขาไม่คิดจะขยับเขยื้อนไปไหน วายุเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเจ้านายของตนดูท่าทางใจเย็นเหมือนจะลืมไปแล้วกระมังว่าเขาหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ว่าวันนี้จะต้องไปเล่นงานใครบางคนที่ทำให้รถคันงามต้องเสียโฉมแถมยังต้องมาถูกยึดไปให้กับคู่แข่งเสียอีก

                “อ้าว ไหนเจ้านายบอกว่าเย็นนี้จะไปจัดการกับเจ้าของรถเต่าคันนั้นไงครับ ลืมแล้วเหรอ”

                ลูกน้องร่างผอมสูง ยกมือขึ้นเลื่อนแว่นตาที่เลื่อนลงมาให้กลับขึ้นไปอยู่บนสันจมูกของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความไม่เข้าใจความคิดของชายหนุ่มตรงหน้าเอาเสียเลย

                “จริงสินะ ฉันลืมไปสนิทเลย เพราะเจ้าบ้านั่นแท้ๆ ที่ทำให้ฉันต้องเสียรถให้พี่ชัชไป แล้วพวกนายรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้มันอยู่ที่ไหน”

                ธามทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ พลางถอดแว่นไร้กรอบลงมาวางบนโต๊ะ แล้วเอ่ยถามลูกน้องของตนทันที คณิณที่รอเวลานี้มานานแล้ว รีบยื่นหน้าตอบคำถามผู้เป็นนายของตนพร้อมกับบอกว่าเขาได้วางแผนอะไรไว้แล้วบ้าง

                “พวกผมสืบมาแล้วครับ เจ้านั่นพอเลิกงานก็จะพาแฟนมันไปกินข้าวที่ร้านอาหารร้านหนึ่งเป็นประจำเลย ถ้าเราไปดักรอที่นั่นก่อน ต้องได้เจอตัวแน่ๆ ครับ อ้อ อีกอย่างผมเรียกพวกเพื่อนๆ ไปที่นั่นด้วยประมาณสิบกว่าคน เผื่อว่าเจ้านายมีความจำเป็นต้องใช้กำลังนิดๆ หน่อยๆ นะครับ”

                “นายสองคนทำงานดีมาก ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันจะตกรางวัลให้อย่างงามเชียวล่ะ เอาล่ะ งั้นพวกเราก็รีบไปกันเถอะ ฉันชักอยากจะเห็นหน้าไอ้หมอนั่นเต็มแก่แล้ว”

                 เมื่อเห็นผู้เป็นนายลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกับเดินนำลิ่วๆ ไปแล้ว ลูกน้องทั้งสองก็รีบเดินตามไปติด โดยเฉพาะคณิณนั้นได้แต่ทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างพึงพอใจ          ที่วันนี้จะได้มีโอกาสออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายเสียบ้าง ส่วนวายุผู้มีนิสัยไม่ชอบใช้ความรุนแรงนั้น ได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ ให้กับเพื่อนของตนอย่างเอือมระอา

               

                ภายในร้านอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในซอยก่อนถึงทางเข้าคอนโดมิเนียม รวินันท์กับภวัฐกำลังโต้เถียงกันอยู่ว่าใครจะได้เป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารมื้อนี้ไป หญิงสาวรีบควักเงินจากกระเป๋าสตางค์ของเธอส่งให้กับบริกรอย่างรวดเร็ว

                แต่แฟนหนุ่มกลับไม่ยอมเขาเรียกบริกรหนุ่มไปอีกฝั่งหนึ่งแล้วทำท่าจะหยิบเงินค่าอาหารส่งให้ พลันเสียงตวาดแว้ดของรวินันท์ก็ดังขึ้นมา ทำให้ทั้งภวัฐและบริกรชายถึงกับสะดุ้งและหันมามองเจ้าของเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน หญิงสาวได้แต่มองหน้าคนนั้นทีคนนี้ทีก่อนจะส่งยิ้มแหยๆ ไปให้พลางเอ่ยขึ้นอย่างอายๆ

                “เอ่อ คือ วิ แบบ วิเห็นว่าเมื่อวานตอนที่วิรีบไปหาคุณแม่ วัฐก็เป็นคนจ่ายค่าอาหารทั้งหมดไปแล้วนี่คะ วันนี้วิก็เลยอยากตอบแทนบ้าง อีกอย่างวิทำให้รถของวัฐเป็นรอยตั้งเยอะแน่ะ ค่าซ่อมคงจะแพงอยู่เหมือนกัน เพราะงั้นค่าอาหารมื้อนี้ขอวิเป็นคนจ่ายเองเถอะนะคะวัฐ”

                เมื่อรวินันพูดจบ ภวัฐก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจว่าแฟนสาวของตนคงจะรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เขาจึงยอมปล่อยให้เธอเป็นคนจ่ายค่าอาหารทั้งหมดเองอย่างเต็มใจ ก่อนจะเอ่ยบอกหญิงสาวด้วยน้ำเสียงนุ่ม

                “ก็ได้ครับ ถ้างั้นก็เอาตามที่วิบอกแล้วกัน แต่คราวหน้าห้ามทำแบบนี้อีกนะครับ ถึงยังไงผมก็เป็นผู้ชายนะ มาทานข้าวด้วยกันทั้งทีแต่ต้องให้ผู้หญิงมาเลี้ยงแบบนี้ ผมรู้สึกลำบากใจนะ”

                “แต่วิเกรงใจนี่คะ อีกอย่างเราก็ทำงานตำแหน่งเดียวกัน เงินเดือนก็พอๆ กัน ถ้าวิเอาแต่ให้วัฐจ่ายทุกอย่างอยู่ฝ่ายเดียวก็เหมือนเอาเปรียบวัฐน่ะสิคะ”

                หญิงสาวรีบแย้งขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าเธอและชายหนุ่มตรงหน้าจะมีความสัมพันธ์ที่แน้นแฟ้นต่อกันเพียงไหน แต่ก็ยังไม่ใช่คนๆ เดียวกันอยู่ดี เธอจึงรู้สึกไม่ดีนักที่จะให้อีกฝ่ายออกค่าใช้จ่ายแทบทุกอย่าง โดยที่เธอไม่ต้องใช้จ่ายเลยสักสตางค์แดงเดียว นั่นมันก็มากเกินไปหน่อยสำหรับคนที่ถูกอบรมสั่งสอนมาดีอย่างเธอ

                อีกทั้งเมื่อก่อนหน้านี้ตอนที่ทั้งคู่ยังเป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมงานกัน ต่างคนก็ต่างจ่ายแบบอเมริกันแชร์อยู่แล้ว แต่พอเปลี่ยนสถานะไปเป็นแฟนกันก็กลับกลายเป็นว่าภวัฐมักจะแย่งจ่ายอยู่เสมอๆ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ แต่แบบนั้นมันทำให้เธอเองก็ลำบากใจเหมือนกัน 

                “โธ่ วิก็ เรื่องแค่นี้เอง เกรงใจกันทำไมครับ ผมเป็นแฟนคุณนะไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันเสียหน่อย”

                “แต่ว่า...”

                รวินันท์พยายามจะเถียง แต่ภวัฐรีบพูดตัดบทก่อน เขากลัวว่าคำพูดที่เตรียมไว้สำหรับขอแต่งงานจะกลายเป็นการปะทะคารมไปเสียก่อน จึงหยุดการโต้เถียงไว้เพียงแค่นั้น

                “พอเถอะครับวิ เราอย่ามาเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเลยนะ เอาเป็นว่าถ้าครั้งหน้าคุณอยากจะเลี้ยงผมอีก ผมก็ยินดีครับ หรือถ้าอยากจะเลี้ยงไปตลอดชีวิตเลยก็ไม่มีปัญหาหรอกนะ ขอให้คนๆ นั้นเป็นคุณก็พอแล้วล่ะครับ”

                ชายหนุ่มผู้แสนซื่อหยอดคำหวานลงไปที่ท้ายประโยค เขาไม่ได้คิดว่าคำพูดของตนเมื่อครู่นี้เป็นเพียงลมปากหวานหูอย่างที่ผู้ชายเจ้าชู้ส่วนใหญ่มักนำมาใช้ล่อหลอกผู้หญิงให้ตายใจอย่างนั้นหรอก แต่ภวัฐหมายความตามคำพูดนั้นจริงๆ เขายืนยันคำพูดของตัวเองด้วยแววตาจริงจังที่ส่งผ่านมาจากดวงตากลมโตของเขาไปยังหญิงสาวในชุดเดรสสั้นแขนกุดสีเทากับกางเกงขาสั้นสีขาวความยาวเพียงคืบกว่าอวดเรียวขายาวสวยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ทำเอาคนที่ถูกขอให้เลี้ยงไปตลอดชีวิตนั้นถึงกับมีรอยยิ้มเขินอายระบายอยู่บนใบหน้าเต็มไปหมด

                รวินันท์รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าวราวกับว่ากำลังอังใบหน้าอยู่เหนือหม้อแกงใบใหญ่อย่างไรอย่างนั้น และอดคิดไม่ได้ว่าป่านนี้แก้มสองข้างของเธอคงแดงไปถึงใบหูแล้วกระมัง

                “วัฐนี่ก็ พูดอะไรอย่างนี้อีกแล้วนะ เฮ้อ ทำไมรู้สึกเหมือนในร้านนี้มันร้อนจัง วิขอออกไปรอข้างนอกก่อนแล้วกันนะคะ”

                “งั้นผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนแป๊บนึง วิไปรอที่รถเลยก็แล้วกันนะครับ”

                ชายหนุ่มอมยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นแฟนสาวของตนทำท่าเขินอายอย่างน่ารัก หัวใจของเขาเต้นระส่ำแทบไม่เป็นจังหวะ จนเกิดอาการประหม่าขึ้นมาดื้อๆ เขาจึงรีบขอตัวเลี่ยงไปสงบสติอารมณ์ตัวเองที่ห้องน้ำก่อน พร้อมทั้งยื่นกุญแจรถส่งให้กับหญิงสาว แล้วเดินตัวปลิวไปทางด้านหลังร้านทันที

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,077 ความคิดเห็น

  1. #418 aoistar (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 20:37
    ซวยแล้วนายวัฐ
    #418
    0
  2. #163 tungkn4841 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 กันยายน 2553 / 15:35
    ใครจะเป็นผู้โชคร้าย
    #163
    0
  3. #34 ยัยปลาทอง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2553 / 01:13
    แหมๆ คุณวัฐนี่ช่างเป็นสุภาพบุรุษที่แสนดีจริงๆ เลย ชักรู้สึกอิจฉาวิขึ้นมาซะแล้วสิเนี่ย
    #34
    0
  4. #33 yumekanau (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2553 / 21:23
       

    นายวัฐแย่แน่ แต่ที่แย่กว่าคือ หนูวิ แหงม ๆ
    เหอ ๆ

    ทำไมนายธามนิสัยอันธพาลจังนิ
    #33
    0
  5. #32 jeabkiss (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2553 / 21:15
    ซวยแล้วซิวัฐโดนธามเล่นงานแน่ๆ
    #32
    0
  6. #31 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2553 / 08:24
    ธามจะเห็นนางเอกเเล้วๆๆๆ วู้ๆๆๆ
    #31
    0
  7. #30 กระต่ายจอมซน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2553 / 07:52
    มาลงชื่อก่อนอ่าน
    #30
    0