ลิขิตพิษสวาท

ตอนที่ 5 : บทที่ 5 เพื่อนสาวคนสนิท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,687
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    7 ส.ค. 53

บทที่ 5    เพื่อนสาวคนสนิท

                เมื่อจอดรถนิ่งสนิทแล้ว ประตูรั้วสีขาวขอบทองบานใหญ่ก็ค่อยๆ เลื่อนกลับมาปิดเอาไว้ตามเดิม ชายหนุ่มลงจากรถแล้วเดินลงส้นเท้าหนักๆ อย่างคนหัวเสียเข้าไปภายในตัวบ้านหลังงามความสูงสองชั้นที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ตัวบ้านถูกออกแบบและตกแต่งไว้ในสไตล์ยุโรป พื้นผิวด้านนอกทาไว้ด้วยสีขาวบริสุทธิ์ ตัดกับสีน้ำตาลไหม้ของกรอบหน้าต่างและประตูทางเข้าหน้าบ้าน ธามเปิดประตูเข้าไปพร้อมกับกดเปิดสวิตช์ไฟที่ตรงเสาข้างประตูไม้โอ๊ก แสงจากหลอดไฟนีออนทำให้มองเห็นว่าผนังภายในตัวบ้านนั้นถูกทาไว้ด้วยสีครีมดูลงตัวเป็นอย่างดีกับพื้นลามิเนตลายไม้ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและอบอุ่น เหมาะสำหรับคนรักสันโดษที่ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวเป็นอย่างยิ่ง

                ที่จริงแล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ธามขออนุญาตบิดาของเขาให้สร้างขึ้นมาใหม่ และอยู่ไม่ไกลนักจากบ้านหลังใหญ่ซึ่งบางทีอาจเรียกได้ว่าเป็นคฤหาสน์หรูบนเนื้อที่กว่าสิบไร่ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางกรุงเทพมหานคร เหตุผลที่เขาขอแยกตัวออกมาจากที่นั่น เป็นเพราะนิสัยไม่ชอบให้ใครมายุ่มย่ามกับเรื่องส่วนตัว จึงทำให้เขารู้สึกไม่ชอบใจนักกับการที่ต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกับบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดา ไหนจะญาติสนิทชิดเชื้อคนอื่นๆ ที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกับเขาอีก รวมไปถึงบรรดาแม่บ้าน คนรับใช้ คนสวน คนขับรถมากมายหลายต่อหลายคนที่อาศัยอยู่ร่วมกันที่คฤหาสน์แห่งนั้น

                ถึงแม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในที่แห่งนั้นมาตั้งแต่เกิดก็ตามที ชายหนุ่มรู้สึกว่ามันออกจะดูเป็นเรื่องที่วุ่นวายและน่าปวดหัวเสียมากกว่า เมื่อวันๆ เขาต้องมาทนฟังคนนั้นคนนี้ทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องราวที่หาสาระไม่ได้ 

คนเราเมื่อโตขึ้นความต้องการพื้นที่ส่วนตัวก็มากขึ้นตามไปด้วย ธามในวัยที่เพิ่งเข้าเป็นนักศึกษาน้องใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งบางครั้งบางคราวก็ต้องมีการวมกลุ่มเพื่อทำรายงานกันบ้าง แต่จะให้ไปใช้สถานที่ภายในบ้านหลังใหญ่ที่มีคนอยู่มากมายแบบนั้นก็ไม่สะดวกนัก ประกอบกับบิดาและมารดาของเขาต่างฝ่ายต่างก็มีหน้าที่ต้องไปคอยควบคุมดูแลกิจการแต่ละอย่างของครอบครัว บางครั้งก็ต้องไปประชุมที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ทำให้ไม่ค่อยได้มีโอกาสกลับมาพักอาศัยที่คฤหาสน์แห่งนี้มากนัก

ประจวบเหมาะกับที่เจ้าของบ้านที่อยู่ถัดมาจากคฤหาสน์ของครอบครัวเขาราวห้าหกหลังนั้นกำลังประกาศขายพอดีเนื่องด้วยผลพวงจากพิษเศรษฐกิจ ธามจึงได้เอ่ยปากขอแยกตัวออกมาจากความวุ่นวาย ณ ที่นั้น และขอให้บิดาซื้อบ้านเอาไว้ โดยขอเป็นคนควบคุมดูแลการออกแบบตกแต่งใหม่ทั้งหมดด้วยตัวเอง จนทำให้บ้านหลังนี้ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาตรงตามรสนิยมและความต้องการของเขาทุกอย่าง เขาจึงรู้สึกรักและผูกพันกับบ้านหลังนี้เป็นอย่างมาก

ในขณะที่ธามกำลังค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าของตนออกเพื่ออาบน้ำชำระล้างร่างกายหลังจากที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเขาในวันนี้เป็นอย่างมาก แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ทำอะไร เสียงกริ่งไฟฟ้าก็ดังขึ้นมาจากประตูรั้วหน้าบ้านท่ามกลางความเงียบ เขาสะดุ้งเล็กน้อยเพราะกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่ ก่อนจะเดินมาชะโงกหน้าดูที่หน้าต่างตรงห้องนั่งเล่นด้วยความสงสัยว่าใครกันที่มาหาเขาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ แล้วก็ได้พบว่าหน้าประตูรั้วสีขาวนั้นมีร่างของใครบางคนยืนอยู่พลางทำท่าจดๆจ้องๆ ชะเง้อมองเข้ามาในตัวบ้านราวกับกำลังมองหาใครบางคน

                “เมนี่ นี่นา มาทำอะไรของเขานะ ดึกดื่นป่านนี้แล้วแท้ๆ ไม่รู้จักหลับจักนอนหรือไง”

                หลังจากที่พยายามมองฝ่าความมืดออกไปภายนอกอยู่นาน ชายหนุ่มก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอกำลังยืนเกาะประตูรั้วหน้าบ้านเขาในชุดเสื้อคลุมชุดนอนสีชมพูหวาน และดูท่าทางว่าจะไม่ยอมไปจากตรงนั้นง่ายๆ หากไม่ได้พบกับเขา ธามถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะรีบเปิดประตูออกไปหน้าบ้าน พร้อมกับเอ่ยถามผู้มาเยือนยามวิกาลด้วยความสงสัย

                “มีอะไรเหรอเมนี่ แล้วดึกป่านนี้ ไม่ใช่สิ เกือบเช้าขนาดนี้แล้วเธอยังไม่นอนอีกเหรอ พรุ่งนี้ไม่ไปทำงานหรือไง”

                ธามนั่นล่ะ หายไปไหนมา เมนี่มารอตั้งแต่เย็นแล้วนะคะ แต่ก็ไม่เห็นธามกลับมาสักที เอ๊ะ นี่อย่าบอกนะว่าธามลืมไปแล้วว่านัดกับเมนี่ไว้ว่าเราจะคุยเรื่องโปรเจคต์ใหม่กันน่ะ ทำหน้าอย่างนี้ลืมจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย มันน่านักนะ ปล่อยเมนี่รออยู่ได้ตั้งนานสองนานแน่ะ

                มณิการ์ หญิงสาววัยไล่เลี่ยกันซึ่งเป็นเพื่อนกับธามมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง และอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังถัดไปจากคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลเขาภายในหมู่บ้านจัดสรรย่านชนชั้นสูงทางสังคมแห่งนี้ เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดพลางตัดพ้อต่อว่าชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทางแง่งอน

                แต่เมื่อสายตาของเธอเผลอมองไปยังเรือนร่างท่อนบนที่เปลือยเปล่าของธาม พลันใบหน้าค่อนข้างกลมสีผิวขาวอมชมพูนั้นก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำขึ้นมาโดยไม่ทันรู้ตัว ความรู้สึกกระดากอายเมื่อได้เห็นเรือนร่างที่ดูเหมือนจะเพรียวบางอย่างผู้หญิง กลับมีรูปร่างแกร่งกำยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมัดกล้ามเนื้อตรงหน้าท้องนั้น ทำให้คนตรงหน้าดูสมเป็นชายชาตรีขึ้นมาทันที แต่คนที่ถูกมองนั้น ยังไม่รู้ว่าตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของหญิงสาวไปเสียแล้ว เขารีบเอ่ยขอโทษขอโพยทันทีที่นึกขึ้นมาได้ว่าตนเองลืมไปเสียสนิทว่าได้นัดกับมณิการ์เอาไว้ว่าเขาจะคุยเรื่องงานกับเธอเมื่อตอนเย็น

                เพราะหลังจากที่รู้ข่าวจากลูกน้องคนสนิทว่าวันนี้กลุ่ม FF จะมีการจัดแข่งขันที่ถนนสายบางนา-ตราด รวมทั้งรุ่นพี่ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มก็มาดูการแข่งกันนี้ด้วยนั้น ก็ทำให้เขารีบร้อนออกจากมาจากงานเลี้ยงอาหารค่ำที่เขาได้รับเชิญจากบริษัทหุ้นส่วนอีกที่ของบิดา และบึ่งรถสปอร์ตสีเงินคันงามคู่ใจไปยังสถานที่ดังกล่าวทันที จนเป็นเหตุให้หญิงสาวตรงหน้าต้องทนอดตาหลับขับตานอนรอการกลับมาของเขาอย่างนี้

                เอ้อ! ขอโทษที พอดีฉันติดธุระด่วนน่ะ ก็เลยลืมโทร. บอกเธอไป ถ้ายังไงเรื่องโปรเจคต์นั่นเอาไว้เราค่อยคุยกันวันพรุ่งนี้ดีไหม ตอนนี้ฉันง่วงมากเลยแล้วนี่มันก็เกือบจะเช้าแล้วด้วย ขอตัวก่อนนะ

                ธามเอ่ยพร้อมกับทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในบ้านของตน แต่แล้วเสียงเรียกของมณิการ์ก็ทำให้เขาต้องหันกลับมาเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยว่าเธอยังมีเรื่องอะไรต้องการจะคุยกับเขาอีก เพราะตอนนี้สมองของเขามันเริ่มเบลอไปหมดแล้ว ในขณะที่หญิงสาวพูดไปก็เอาแต่ก้มหน้าราวกับจะหลบสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของชายหนุ่มพร้อมกับลอบยิ้มน้อยๆ ออกมาอย่างขวยเขิน

                เป็นอย่างนั้นนี่เอง ไม่เป็นไรค่ะ เมนี่เข้าใจ งั้นพรุ่งนี้เราค่อยคุยเรื่องงานกันก็ได้ เอ่อ เดี๋ยวก่อน คือว่า เอ่อ วันนี้ให้เมนี่นอนค้างที่บ้านของธามได้ไหมคะ คือแบบว่ามันดึกแล้วถนนมันก็มืดด้วยน่ะ เมนี่ไม่อยากเดินกลับไปที่บ้านแล้วน่ะค่ะ

                หืม? นึกว่าเรื่องใหญ่โตอะไร ถ้างั้นก็เข้ามาสิ ปกติเธอก็มาค้างที่นี่บ่อยๆ อยู่แล้วนี่ แล้ววันนี้จะมาขออนุญาตฉันทำไม

                ธามได้แต่ทำหน้างุนงง ชายหนุ่มไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเธอจะมาพูดขออนุญาตเขาอย่างเป็นทางการแบบนี้ทำไม ในเมื่อที่ผ่านมา เวลาที่เขาและมณิการ์ต้องมาร่วมระดมสมองช่วยกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าตัวใหม่ๆ ให้กับบริษัทของแต่ละฝ่าย      หลังจากที่ทำงานจนดึกดื่นบางทีก็ยืดยาวไปจนเกือบหามรุ่งหามค่ำนั้น หญิงสาวก็มักจะขอนอนพักที่บ้านของเขาเป็นประจำ ไม่ใช่แค่ว่าตัวของมณิการ์เองก็มีกุญแจสำรองของบ้านแห่งนี้ แต่ยังมีห้องนอนที่เหลืออีกห้องเป็นห้องพักสำรองทุกครั้งเวลาที่เธอต้องอยู่ค้างที่บ้านของเขาอีกด้วย จึงเป็นเรื่องน่าฉงนนักสำหรับธามเมื่อจู่ๆ หญิงสาวที่เป็นเพื่อนสนิทกันมายาวนานอย่างเธอกลับมาพูดขอพักค้างที่บ้านของเขาราวกับเป็นคนไม่คุ้นเคยกันแบบนี้

                เอ่อ เมนี่ลืมไปน่ะค่ะ ปกติธามไม่เคยกลับแบบฟ้าใกล้สางแบบนี้นี่นา เมนี่ก็เลยไม่ชิน งั้นเมนี่เข้าไปนอนก่อนนะคะ

                เมื่อเห็นว่าธามเปิดประตูรั้วให้แล้ว มณิการ์จึงรีบวิ่งเข้าบ้านไป ปล่อยให้คนที่ถูกบุกรุกยามวิกาลนั้นมองตามด้วยสายตางงงวยยิ่งนักกับท่าทางแปลกๆ ของเธอ ที่จริงแล้วหญิงสาวไม่ได้ลืมหรอกทั้งเรื่องกุญแจสำรองแล้วก็เรื่องห้องของตนเองนั้น แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ อยู่ๆ เธอก็เกิดอยากจะลองใจชายหนุ่มดูสักครั้ง อยากรู้นักว่าเขาจะว่ายังไงถ้าเกิดเธอพูดกับเขาเหมือนคนแปลกหน้าที่ไม่สนิทกันแบบนั้นบ้าง แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่คาดเดาไว้

เมื่อมณิการ์ขึ้นมาถึงห้องนอนที่เคยเป็นห้องที่ธามจัดเตรียมไว้เผื่อมีใครแวะเวียนมาพัก แต่ภายหลังกลับถูกเธอยึดเอาไปเป็นห้องพักของตนเองแล้ว หญิงสาวก็ได้แต่พ่นลมหายใจยาวออกมาอย่างอ่อนใจพลางส่ายหัวนิดๆ ให้กับความคิดชั่ววูบของตัวเองเมื่อครู่นี้ อาจเป็นเพราะว่าเธอแอบชอบธามมาตั้งแต่นานแล้ว จึงรู้นิสัยของเขาดี

ครั้งแรกที่เธอได้พบกับธามก็คือตอนที่รู้ว่าต้องทำรายงานกลุ่มในวิชาการตลาดด้วยกัน และเขาได้แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาด ความกล้าตัดสินใจในฐานะผู้นำของกลุ่ม รวมถึงแนวความคิดที่ค่อนข้างแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แต่เรียกได้ว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่คนทั่วๆ ไปลืมนึกถึง จึงทำให้เธอนึกชื่นชมและประทับใจในพรสวรรค์ของเขา ว่าที่นักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลคนนี้ แต่นานวันเข้าความใกล้ชิดสนิทสนมเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นความชื่นชอบโดยไม่รู้ตัว

 แม้จะเคยกิตติศัพท์เรื่องความเป็นหนุ่มเจ้าสำราญที่เอาแต่หว่านเสน่ห์ไปทั่วจนทำให้บรรดาสาวๆ ที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเขาต้องเผลอหลงรักจนหัวปักหัวปำ และไม่เคยมีใครสักคนที่รอดพ้นจากความชอกช้ำจากชายหนุ่มผู้ที่เห็นความรักเป็นเหมือนฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศของธามนั้นอยู่บ่อยๆ แต่กลับไม่เคยมีสักครั้งที่เขาพยายามล่วงเกินเธอไม่ว่าจะเป็นทางสายตา การกระทำ หรือแม้แต่คำพูดจาก็ตาม

ในสายตาของเธอเขาคือสุภาพบุรุษหนุ่มผู้แสนดีเสมอมา จนบางทีมณิการ์ก็อดคิดไม่ได้ว่าหรือเป็นเพราะเธอไม่มีเสน่ห์พอจะดึงดูดความสนใจของชายหนุ่มได้เลย อีกทั้งดูเหมือนเพื่อนชายคนสนิทที่เธอแอบคิดกับเขาเกินกว่าคำว่าเพื่อนนั้น จะไม่เคยเฉลียวใจเลยสักนิดว่าเธอชอบเขามากแค่ไหน ทั้งที่อยู่ใกล้กันเพียงฝาผนังห้องกั้นไว้แค่นี้

บ่อยครั้งที่เธอต้องทนเห็นธามพาหญิงสาวคนแล้วคนเล่าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ แทบไม่ซ้ำหน้าเข้ามานอนค้างอ้างแรมที่นี่ โดยไม่ได้สนใจไยดีเลยว่ายังมีเธออยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยอีกคน บางคืนมณิการ์ถึงกับต้องพยายามข่มตาให้หลับทั้งๆ ที่เสียงครวญครางอย่างมีความสุขดังแว่วออกมาจากห้องของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของบ้านให้ยินอยู่บ่อยๆ แต่เพราะเหตุว่าธามไม่เคยพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอออกมาอย่างชัดเจนเลยสักครั้ง

ทั้งที่ใครต่อใครต่างก็คิดกันไปว่าเธอเป็นคนรักตัวจริงของเขา ส่วนพวกผู้หญิงเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่ของเล่นฆ่าเวลาในยามค่ำคืนเท่านั้น และเขาเองก็ไม่เคยมีท่าทีรังเกียจเธอเลยสักนิด รวมทั้งไม่ได้พูดปฏิเสธกับใครๆ เมื่อถูกเอ่ยถามว่าเธอเป็นผู้หญิงของเขาใช่หรือไม่ มณิการ์จึงทำได้เพียงแค่ก้มหน้ายอมรับสถานภาพที่คลุมเครือระหว่างเธอกับเขาต่อไป ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมจำใจปล่อยให้ธามทำอะไรตามแต่ใจตัวเองต่อไปโดยที่เธอไม่มีสิทธิ์ออกปากห้ามไม่ให้เขาไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครต่อใครอย่างนั้น

หลายครั้งหลายคราที่หญิงสาวตอบตัวเองไม่ได้ว่าเพราะอะไร ธามจึงไม่เคยแม้แต่จะพูดพร่ำรำพันคำหวานหรือทำท่าทางรุ่มร่ามกับเธอเหมือนอย่างที่เขาทำกับคนอื่นๆ แต่กลับรักษาระยะห่างเอาไว้อยู่เสมอ เป็นระยะห่างที่หากเขาเผลอเอื้อมมือออกไปก็อาจจะคว้าหัวใจของเธอปลิดปลิวตามไปได้อย่างง่ายดาย แต่เขาก็ไม่เคยที่จะทำเช่นนั้น

สุดท้ายคำตอบที่ได้จากการคิดเข้าข้างตัวเองก็คือ บางทีอาจเป็นเพราะว่าสำหรับเขาแล้วเธอคือเพื่อนสนิทคนพิเศษ จึงกลัวว่าหากเขาก้าวข้ามล้ำเส้นแบ่งระหว่างคำว่า เพื่อนกับคำว่า แฟน ไป แล้วเธอไม่ได้คิดแบบเดียวกับเขา ก็อาจจะทำให้ตัวเองต้องผิดหวัง และเป็นโอกาสที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนั้นขาดสะบั้นลงก็เป็นได้ หากทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นความจริงตามเหตุผลข้อนี้ก็คงทำให้เธอแอบรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย และได้แต่รอคอยที่จะได้ยินคำว่า รักจากปากของเขาเองในสักวัน

                เป็นเวลาเกือบตีสี่แล้ว ที่รถยนต์รูปเต่าสีเขียวสะท้อนแสงโลดแล่นโฉบเฉี่ยวอยู่บนท้องถนนที่แทบไร้ซึ่งผู้คนสัญจรผ่านไปมา รวินันท์พยายามปลุกตัวเองให้ตื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวว่าความง่วงงุนที่ค่อยๆ ครอบคลุมระบบประสาทสัมผัสต่างๆ ของเธอนั้น จะพาให้รถยนต์คันงามของภวัฐ เพื่อนชายที่แสนดีของเธอเกิดไปเฉี่ยวชนกับใครเข้าอีก แค่ระหว่างทางที่เธอเดินทางกลับไปที่บ้านของมารดา

                ด้วยความรีบร้อนก็ทำให้เธอเผลอออกสู่ถนนใหญ่ในช่องทางด่วนจนไม่ทันดูว่ามีรถอีกคันที่วิ่งตรงมาด้วยความเร็วสูง โชคดีแค่ไหนแล้วที่เจ้าของรถคันนั้นหักหลบไปทางด้านขวาก่อนจะตามมาด้วยเสียงเบรกที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ก็ทำให้รถคันน้อยของเขามีร่องรอยถลอกปอกเปิกที่กระจกมองข้างด้านขวากับด้านข้างของตัวรถยาวเป็นทางขนาดนี้ เธอเองยังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะบอกกับภวัฐอย่างไรว่าเพราะความสะเพร่าของเธอทำให้รถคันเก่งของเขาเสียโฉมอย่างนี้

ไม่นานนักรถเต่าคันงามก็แล่นเข้ามาจอดอย่างสงบนิ่งอยู่ภายในลานจอดรถชั้นใต้ดินของคอนโดมิเนี่ยมแห่งหนึ่งใจกลางย่านธุรกิจ รวินันท์จัดการกดล็อกประตูด้วยรีโมท พลางตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้งแล้วจึงเดินเข้าไปในลิฟต์แก้วที่หันออกไปทางด้านหลังของตึกพร้อมกับกดตัวเลขบอกชั้นของห้องพักบนแผงควบคุมทางด้านขวาของประตูลิฟต์ ที่มีตัวเลขเรียงรายมากมายจนต้องแบ่งออกเป็นสามแถว พาหนะรูปกล่องสี่เหลี่ยมนั้นค่อยๆ ทะยานตัวขึ้นจากชั้นใต้ดินและเคลื่อนตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

เมื่อหญิงสาวหันไปมองทางด้านหลังของตนผ่านกระจกบานใสออกไปเบื้องนอก ผืนฟ้ากว้างที่มืดมิดสีดำสนิทราวกับผ้ากำมะหยี่ผืนใหญ่ที่ถูกกางออกกว้างครอบคลุมบริเวณโดยรอบ มีแสงกะพริบวิบวับแวววาวจากหมู่ดาวที่ส่องสว่างท่ามกลางคืนเดือนมืด เมื่อมองลงไปยังเบื้องล่างก็ได้เห็นไฟแสงสีต่างๆ จากอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัยของชุมชนในละแวกนั้น

รวมไปถึงโคมไฟสีเหลืองอำพันที่ทอดตัวเป็นแนวยาวไปตลอดเส้นทางที่เป็นสะพานแขวนตัดผ่านลำน้ำเจ้าพระยาข้ามฟากจากฝั่งของกรุงเทพมหานครไปยังฝั่งกรุงธนบุรีด้วยความรู้สึกแปลกตา เพราะน้อยครั้งนักที่เธอจะมีโอกาสได้ยืนมองวิวทิวทัศน์ภายนอกจากที่สูงแต่เพียงลำพังในยามราตรีกาลเช่นนี้

เกือบสองปีแล้วสินะที่เธอได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งสไตลิสต์ให้กับกองบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นชื่อดังแห่งนี้ ตอนแรกที่รู้ว่าสอบสัมภาษณ์ผ่านความดีใจเป็นอย่างมากที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับองค์กรที่ใฝ่ฝันเอาไว้มาตั้งแต่สมัยเรียน จนทำให้ลืมคิดไปเสียสนิทว่าบ้านของเธอนั้นช่างมีระยะทางห่างไกลกับสำนักงานของบริษัทมากเพียงไหน โชคดีเหลือเกินที่เพื่อนคนหนึ่งของเธอซึ่งเคยเป็นเจ้าของห้องชุดบนตึกสูงระฟ้าแห่งนี้ต้องย้ายตามสามีซึ่งเป็นนักการทูตที่ประเทศแถบยุโรปหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน จึงบอกขายต่อให้กับเธอในราคาที่ไม่สูงมากนัก

ด้วยตัวเลขค่าตอบแทนที่บริษัทสัญญาจะจ่ายให้ในหลักหมื่นปลายๆ บวกกับเงินออมที่บิดาของเธอฝากเก็บไว้ให้ในธนาคารก่อนที่จะเสียชีวิตไปด้วยโรคร้าย ยังเหลืออยู่มากพอที่เธอจะผ่อนได้อย่างไม่เดือดร้อนนัก จึงไม่คิดลังเลเลยสักนิดที่จะซื้อห้องชุดต่อจากเพื่อนเอาไว้ ต้องยอมรับว่าแรกเริ่มทีเดียวนักเธอยังไม่ค่อยชินกับการใช้ชีวิตอยู่ตัวลำพังคนเดียวมาก่อนเพราะนับตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี ก็อาศัยอยู่กับมารดาและยายที่บ้านหลังนั้นมาตลอด

แต่พอมารู้ว่าภวัฐ เพื่อนชายที่เธอสนิทสนมด้วยตั้งแต่เริ่มทำงานที่เดียวกัน ก็พักอาศัยอยู่ในห้องตรงข้ามนี้ด้วย เพราะอย่างน้อยหากเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นมา ก็ยังพอจะขอความช่วยเหลือจากเขาได้ ไม่เหมือนกับการที่ต้องอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าที่บางครั้งไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามด้วยซ้ำไป

หลังจากที่ดื่มด่ำกับภาพบรรยากาศที่แสนเงียบสงบ ทว่า งดงามราวภาพวาดมาได้พักหนึ่ง ลิฟต์โดยสารกว้างนั้นจึงเคลื่อนตัวมาหยุดอยู่ที่ชั้นยี่สิบห้าของตึกระฟ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ รวินันท์ก้าวเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบานไม้ของห้องพักห้องหนึ่ง บนประตูนั้นติดหมายเลข 1503 เอาไว้ซึ่งเป็นห้องพักของภวัฐ

หญิงสาวชั่งใจอยู่นานว่าจะกดกริ่งเรียกเขาออกมาในเวลานี้ดีหรือไม่ แต่เมื่อดูนาฬิกาบนข้อมือตัวเองแล้วพบว่ายังเช้าเกินไปนักกว่าที่เพื่อนชายของเธอจะได้เวลาตื่นไปทำงาน แต่ครั้นจะส่งข้อความไปหาทางโทรศัพท์มือถือ ก็กลัวว่าเสียงนั้นจะดังรบกวนเขาจนทำให้ต้องตื่นขึ้นจากนิทราอันแสนสุขโดยไม่จำเป็น หญิงสาวจึงตัดสินใจหยิบกระดาษกับปากกาออกมาจากกระเป๋าของตน แล้วจรดปากกาลงบนกระดาษเพื่อเขียนข้อความบอกกับชายหนุ่มแฟนของเธอ

                วัฐคะ ขอบคุณมากที่ให้วิยืมรถไปนะคะ แต่พอดีมีอุบัติเหตุนิดหน่อย รถของวัฐเลยเป็นรอยถลอกที่ด้านข้าง วิต้องขอโทษด้วย เดี๋ยววิจะชดใช้ให้เองนะไม่ต้องกังวลไป ตอนนี้วิอยู่ที่ห้องแล้ว ถ้าวัฐจะไปทำงานเมื่อไหร่ โทรศัพท์บอกวิได้ทันทีนะคะ จะได้คืนกุญแจรถให้        

หญิงสาวสอดกระดาษใบน้อยเข้าไปทางใต้ประตู ก่อนที่จะหมุนตัวกลับไปยังห้อง 1504 ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามพอดิบพอดี พลางหยิบกุญแจคีย์การ์ดขึ้นมาเปิดประตูห้องออก พร้อมกับก้าวเข้าไปในห้องปิดประตูล็อกอย่างแน่นหนาแล้วจึงตรงดิ่งไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนอย่างหมดแรง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันทำให้รวินันท์ก็เข้าสู่นิทราอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,077 ความคิดเห็น

  1. #417 aoistar (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 20:30
    เมนี่รักธาม แล็วธามละรักเมนี่อ่ะป่าว
    #417
    0
  2. #162 tungkn4841 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กันยายน 2553 / 15:16


    จะเกิดอะไรขึ้นกับรถเต่าเจ้าปัญหา
    #162
    0
  3. #28 jeabkiss (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2553 / 12:56
    #28
    0
  4. #26 พฤศจิ(น้ำหนึ่ง) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2553 / 13:57


    อ๊า~~~



    เรื่องนี้มีท่านลีดเดอร์สุดหล่อเป็นพระเอกด้วยเหรอเนี่ย >//<

    น่าสนๆๆ
    #26
    0
  5. #25 yumekanau (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2553 / 21:47
       

    #25
    0
  6. #24 jeabkiss (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2553 / 19:26
    เข้าตำราเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ
    #24
    0