ลิขิตพิษสวาท

ตอนที่ 4 : บทที่ 4 ลางร้ายเริ่มปรากฏ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,925
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    6 ส.ค. 53

บทที่ 4

                ไม่กี่อึดใจรถเต่าสีเขียวคันน้อยก็แล่นมาถึงโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดในละแวกนั้น หญิงสาวรีบขับตรงเข้าไปที่หน้าตึกฉุกเฉินก่อนที่จะรีบวิ่งลงมาจากรถเพื่อเปิดประตูให้บุรุษพยาบาลเข็นเตียงมารับมารดาของเธอเข้าไปภายในนั้น พลางบอกให้คุณยายของเธอนั่งรออยู่ตรงเก้าอี้แถวๆ เคาน์เตอร์แผนกลงทะเบียน แล้วจึงรีบกลับมาที่รถเพื่อนำไปจอดยังบริเวณลานจอดรถด้านข้างตึกของโรงพยาบาลทันที

บริเวณหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในยามดึกดื่นเช่นนี้ หากไม่นับรวมบุคลากรทางการแพทย์แล้วก็พบว่ามีผู้คนอยู่เพียงบางตาไม่กี่สิบคนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นญาติของผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวมาพร้อมกับรถพยาบาลเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ จะมีผู้ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างกะทันหันก็เพียงประปรายไม่มากนัก พวกเขาเหล่านั้นพากันมานั่งรออยู่บนเก้าอี้ผ้าสักหลาดสีแดงเลือดหมูซึ่งตั้งเรียงรายเอาไว้เป็นทิวแถวถัดจากเคาน์เตอร์ลงทะเบียนผู้ป่วยไปไม่ไกลนัก

 

บนเก้าอี้แถวหน้าสุดซึ่งใกล้กับประตูทางเข้าออกของห้องฉุกเฉินนั้น มีร่างของหญิงสาวต่างวัยสองคนต่างผลัดกันจับจ้องเฝ้ามองไปยังหน้าประตูสีขาวบานใหญ่ที่เจาะเป็นช่องกระจกเล็กๆ พอให้มองเห็นภายในได้บ้างแต่ก็ไม่ชัดเจนนัก ทั้งคู่มีท่าทางร้อนรนกระวนกระวายใจเพราะความเป็นบุคคลอันเป็นที่รักที่ถูกเข็นเตียงเปลเข้าไปภายในห้องนั้นราวชั่วโมงกว่าแล้ว ทว่า ยังไม่มีแพทย์หรือพยาบาลคนใดออกมาชี้แจงแถลงไขอาการของคนไข้ให้พวกเธอได้รับรู้เสียที กระทั่งเสียงของบุรุษพยาบาลหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยชื่อใครบางคนขึ้นมา

“ไม่ทราบว่าญาติของคุณรติกร แพรวเพริศพิทักษ์อยู่แถวนี้หรือเปล่าครับ”

“ฉันค่ะ ฉันเป็นลูกสาวของคุณรติกรค่ะ”

รวินันท์ได้สติก่อน เธอรีบร้องบอกบุรุษพยาบาลหนุ่มว่าเป็นลูกสาวของคนไข้ก่อนจะหันไปเรียกผู้เป็นยายพร้อมกับประคองหญิงชราไว้ในอ้อมแขนให้เดินเข้าไปยังหน้าประตูห้องฉุกเฉินนั้นด้วยกัน

“ครับผม ญาติคุณรติกรเดี๋ยวเชิญไปพบแพทย์ที่ห้องตรวจหมายเลขสองนะครับ”

บุรุษพยาบาลหนุ่มเดินนำทั้งคู่มาจนถึงหน้าห้องตรวจ เขาเคาะประตูสองสามที ก่อนจะเปิดเข้าไปภายในและแจ้งแก่แพทย์ผู้ทำการรักษาว่าได้พาญาติของคนไข้มาพบแล้ว นายแพทย์หนุ่มใหญ่พยักหน้าน้อยๆ แล้วรีบเชิญให้สองยายหลานเข้ามานั่งคุยในห้อง หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธีแล้ว รวินันท์รีบเอ่ยถามถึงอาการของมารดาทันทีด้วยความเป็นห่วง เธอได้แต่ภาวนาในใจว่าขออย่าให้มารดาของเธอเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงใดๆ เลย 

นายแพทย์หนุ่มใหญ่ส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับทั้งคู่พร้อมกับบอกว่ารติกรนั้นพ้นขีดอันตรายแล้ว พลางเอ่ยถึงสาเหตุอาการป่วยของหญิงวัยกลางคนว่าเป็นผลมาจากการที่ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ จึงเกิดอาการขาดน้ำตาลในเลือดแบบเฉียบพลัน ร่างกายเกิดภาวะช็อกจนทำให้รติกรถึงกับหมดสติไป แต่ตอนนี้เขาได้สั่งให้น้ำเกลือแล้วและขอให้อยู่พักรักษาตัวที่นี่คืนหนึ่งเพื่อรอดูอาการก่อน

                “ขาดสารอาหารเหรอคะคุณหมอ คุณหมอแน่ใจแล้วจริงๆ หรือคะว่าไม่ใช่เพราะสาเหตุอื่น ถึงบ้านของดิฉันจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ก็พอมีกินมีใช้ไม่ได้ขาดเหลืออะไร ดังนั้นที่คุณแม่ของดิฉันป่วยเพราะขาดสารอาหารนี่ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยนะคะ”

ผู้เป็นลูกสาวได้แต่ทำหน้าฉงน ด้วยไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดมารดาอันเป็นที่รักของเธอจึงป่วยด้วยโรคนี้ได้ ต้องมีการเข้าใจผิดอะไรกันแน่ๆ บางทีผลการตรวจอาจจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปหรือเปล่า เธออดตั้งคำถามกับตัวเองในใจไม่ได้

“ไม่ผิดแน่ครับ ดูเหมือนว่าคุณรติกรเธอจะไม่ได้รับประทานอาหารมาหลายวันแล้วนะครับ อืม ผมก็ไม่อยากจะพูดเรื่องทำนองนี้ แต่บางทีอาการป่วยของคุณแม่คุณอาจจะเกิดจากสาเหตุทางด้านจิตใจก็ได้ครับ มีผู้สูงอายุหลายรายเหมือนกันที่ป่วยเป็นโรคนี้เพราะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจนทำให้ไม่รู้สึกอยากอาหาร ยังไงลองพูดคุยกับท่านดูก่อนนะครับ ถ้าหากมีปัญหาเรื่องนี้จริงๆ ทางโรงพยาบาลของเราก็มีบุคลากรทางแผนกจิตเวชที่จะสามารถให้ความช่วยเหลือคุณได้ ขณะเดียวกันผมก็จะลองตรวจสอบอาการผิดปกติอื่นๆ ให้อีกที ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะครับ”

นายแพทย์หนุ่มใหญ่มีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย พลางเอ่ยเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่อาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไข้ของเขาเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นมา พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่คนทั้งคู่อีกครั้ง ก่อนจะกล่าวขอตัวเนื่องจากมีคนไข้รายอื่นที่เขาจะต้องรีบไปทำการรักษาอีก รวินันท์พร้อมด้วยอรสา ผู้เป็นยายนั้นจึงกล่าวขอบคุณนายแพทย์หนุ่มใหญ่ แล้วพากันเดินออกมาจากห้องเพื่อเดินไปขึ้นลิฟต์มุ่งหน้าไปยังห้องพักฟื้นที่ทางโรงพยาบาลได้จัดไว้ให้สำหรับรติกรแล้ว ระหว่างทางนั้นผู้เป็นหลานได้เอ่ยถามยายของตนอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมมารดาของเธอจึงมีอาการขาดสารอาหารอย่างที่แพทย์ได้ชี้แจงเช่นนั้น

                คุณยายคะทำไม คุณแม่ถึงป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารได้ล่ะคะ เมื่อตอนต้นเดือนวิก็ส่งเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านให้เหมือนอย่างทุกทีนี่คะ

                อรสานิ่งคิดไปได้สักพักหนึ่งก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้พลางรีบตอบกลับอีกฝ่าย

                เอ่อ สงสัยจะเป็นเพราะสองสามวันมานี้ แม่ของหลานเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องไม่ค่อยยอมออกมากินข้าวกินปลาเลยน่ะสิ พอยายถามก็บอกว่าคิดถึงหลานจนพาลกินไม่ลงอยู่เรื่อยเชียว”

                หลังจากที่ได้รับคำตอบจากผู้เป็นยายแล้วรวินันท์ก็ถึงบางอ้อ ดูเหมือนว่านายแพทย์หนุ่มใหญ่นั้นจะสันนิษฐานสาเหตุอาการป่วยของมารดาเธอได้อย่างแม่นยำราวกับตาเห็นจริงๆ หญิงสาวค่อยๆ ประคองพาคุณยายของเธอเดินออกจากลิฟต์แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องพักผู้ป่วยหมายเลข 512 พร้อมกับนึกทบทวนอยู่ในใจ เมื่อเธอลองนับวันที่ไม่ได้กลับมาบ้านก็เป็นเวลาเพียงแค่สองสัปดาห์กว่าๆ เท่านั้น หญิงสาวแทบไม่อยากเชื่อเลยว่ามารดาของเธอจะรู้สึกคิดถึงเธอเป็นอย่างมากถึงขนาดตรอมใจพาลให้รู้สึกเบื่ออาหารหลังจากที่ไม่ได้เห็นหน้าเธอเพียงเวลาสิบกว่าวันเท่านั้นเอง

                แต่ว่าหนูไม่ได้มาเจอหน้าคุณแม่แค่แป็บเดียวเองนะคะคุณยาย คุณแม่ไม่น่าจะคิดมากอะไรถึงขนาดนั้น

                หลานอาจจะไม่เข้าใจ แต่คนแก่อย่างยายกับแม่ของหนูน่ะ พออยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรมันก็รู้สึกเหงาๆ นะ ยิ่งไม่มีลูกหลานให้ได้พูดคุยกัน มันก็ยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างเหมือนถูกทอดทิ้งยังไงไม่รู้

                หญิงชรากล่าวกับหลานสาวอย่างเปิดอก เพราะอยากจะให้เธอได้เข้าใจว่าความรู้สึกของคนที่ต้องเฝ้ารอการกลับมาของลูกหลานอยู่ที่บ้านนั้น มันช่างเป็นความรู้สึกที่สุดแสนว้าเหว่เดียวดายถึงเพียงไหน มาถึงตอนนี้คนที่เอ่ยปากบอกความในใจออกมาก็ถึงกับน้ำตาเอ่อขึ้นมาคลอเบ้า ก่อนที่หยดน้ำใสๆ จะหลั่งรินลงมาจากดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นอย่างห้ามไม่ได้

                พอได้ฟังความรู้สึกจากใจของหญิงชราผู้เป็นยายแล้ว รวินันท์ก็เหมือนเพิ่งคิดได้ว่าปกติแล้วเธอจะมาเยี่ยมคุณแม่และคุณยายของเธอสัปดาห์ละสองถึงสามครั้ง แต่เป็นเพราะช่วงที่ผ่านมานี้เธอกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเตรียมงานเพื่อเสนอโปรเจคต์ใหม่ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งลูกค้ารายล่าสุดของบริษัท จึงทำให้ไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะมาเยี่ยมท่านทั้งสองได้เหมือนอย่างเคย ยิ่งเมื่อได้เห็นหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นของหญิงสูงวัยข้างกายนั้น เธอก็อดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ที่ปล่อยให้คนสองคนที่รักเธอปานแก้วตาดวงใจต้องทนเหงาเปล่าเปลี่ยวเดียวดายอยู่ในบ้านหลังใหญ่อย่างนั้น

                คุณยายขา หนูขอโทษนะคะ พอดีช่วงนี้มีงานเข้ามาเยอะมาก หนูก็เลยไม่ว่างมาหาคุณยายกับคุณแม่เลย แล้วที่คุณแม่ต้องมาป่วยแบบนี้ก็เป็นเพราะหนูเอง เป็นความผิดของหนูคนเดียว

                รวินันท์กล่าวกับคุณยายของตนก่อนจะร่ำไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว สองยายหลานผลัดกันกอดผลัดกันปลอบโยนอีกฝ่ายด้วยความรักที่เปี่ยมล้น ก่อนที่หญิงสาวผู้อ่อนวัยกว่าจะสะอื้นไห้ขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเธอเปิดประตูเข้าไปในห้องพักฟื้นพิเศษและได้พบกับร่างของรติกรผู้เป็นมารดานั้นทอดกายเหยียดยาวอยู่บนเตียงคนไข้ ความรู้สึกผิดก็แล่นเข้ามาจับหัวใจทันที พลางนึกกล่าวโทษโกรธตัวเองซ้ำๆ ที่เผลอละเลยใครบางคนซึ่งเป็นคนสำคัญในชีวิตไป โชคดีแค่ไหนแล้วที่อรสาโทรศัพท์เข้ามาหาเธอก่อน ทำให้สามารถนำตัวมารดาของเธอเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

                ไม่อย่างนั้นคงไม่มีโอกาสที่เธอจะได้มาเห็นว่าคนตรงหน้านั้นลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับผินใบหน้ามาทางประตูช้าๆ เมื่อรับรู้ได้ว่ามีคนเข้ามาในห้อง หลังจากประคองพาผู้เป็นยายมานั่งลงที่โซฟาข้างเตียงแล้ว รวินันท์ก็รีบถลามายืนเกาะขอบเตียงพลางกล่าวกับคนป่วยที่นอนหน้าซีดหน้าเซียวอยู่บนนั้นทั้งน้ำตา

                คุณแม่เป็นยังไงบ้างคะ ดีขึ้นหรือยัง รู้ไหมว่าหนูเป็นห่วงคุณแม่แค่ไหนน่ะ

                รติกรยิ้มออกอย่างอย่างดีใจเมื่อได้เห็นหน้าของลูกสาวสุดที่รักของเธอเสียทีหลังจากที่ต้องทนคิดถึงอยู่นานหลายวันจนพานกินอะไรไม่ลง พลันน้ำตาแห่งความปลื้มปีติก็ไหลรินลงมาอาบใบหน้าที่ถึงแม้ว่าจะป่วยอยู่นั้น แต่ก็ยังเหลือให้เห็นถึงเค้าโครงความงามที่ถอดแบบเดียวกันมาจากรุ่นสู่รุ่นแทบไม่มีผิดเพี้ยน

                “วิเหรอลูก แม่คิดถึงหนูมากเลย ไหนมาใกล้ๆ ให้แม่กอดทีสิจ๊ะ”

                “หนูก็คิดถึงคุณแม่นะคะ คิดถึงคุณยายด้วย พอดีว่าช่วงอาทิตย์ก่อนงานเยอะมากก็เลยไม่ได้แวะมาเยี่ยมเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะคราวหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะคะ แค่คิดถึงหนูทำไมต้องถึงกับอดข้าวอดน้ำด้วยคิดจะประท้วงลูกสาวคนนี้ให้ปวดใจเล่นหรือยังไงกันคะ”

                หน็อยแน่ะ ลูกคนนี้ มาหาว่าแม่เรียกร้องความสนใจงั้นเหรอ ที่แม่เป็นแบบนี้ก็เพราะลูกนั่นแหละ เอาแต่ทำงานงกๆ แล้วก็ทิ้งให้แม่อยู่กับยายแค่สองคนแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน

                เมื่อได้ยินลูกสาวตัดพ้อต่อว่าออกมา ความน้อยอกน้อยใจของรติกรก็ตีขึ้นมาจนรู้สึกจุกแน่นในอก ก่อนจะกล่าวโทษตัวต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องมานอนป่วยอยู่แบบนี้กลับไปบ้าง รวินันท์หน้าเสียเมื่อได้ยินที่มารดาพูดแบบนั้นกับเธอ หญิงสาวจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำต่อว่าต่อขานนั้นโดยดุษณี เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่หญิงวัยกลางคนพูดมานั้นถูกต้องหมดทุกอย่าง แต่ก็ไม่วายเอ่ยแก้ตัวเสียงอ่อย       

“แหม คุณแม่ก็ หนูขอโทษนะคะที่พูดไปเมื่อกี้ แต่คุณแม่ก็รู้นี่คะว่าบ้านเราไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก ทรัพย์สินเงินทองที่เคยเป็นมรดกของคุณพ่อก็แทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว ถ้าหนูไม่ทำงานแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาให้คุณแม่กับคุณยายใช้ล่ะคะ”

“แต่เงินไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสุขของสมาชิกในครอบครัว แม่ก็สอนหนูออกบ่อยนี่นา ลืมแล้วหรือไงลูก”

รติกรจ้องมองหน้าลูกสาวพลางคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ เธอเข้าใจดีว่ารวินันท์พยายามอย่างยิ่งที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนสามีของเธอที่เสียไปได้สามปีกว่าแล้ว แต่เธอก็อดเป็นห่วงเมื่อได้เห็นว่าคนเป็นลูกต้องทำงานหนักขนาดไหนเพื่อที่จะหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้าน ขณะที่เธอและมารดานั้นทำได้เพียงแค่นั่งๆ นอนๆ รอเงินที่ผู้เป็นลูกสาวนั้นจะส่งมาให้ใช้ทุกๆ เดือน อย่างคนที่ไร้ประโยชน์แค่หายใจทิ้งไปวันๆ เท่านั้น

สิ่งที่เธอต้องการจริงๆ แล้วไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองหรือของนอกกายอื่นใดเลย เพียงแค่ครอบครัวได้อยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตานั่นก็ถือว่าเป็นทรัพย์อันมีค่าที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว การที่เธอทำได้เพียงแค่เฝ้ามองรวินันท์ ที่ไม่ว่าเมื่อไรก็ตามในสายตาเธอนั้นก็เป็นเพียงแค่ลูกสาวตัวน้อยๆ อยู่วันยันค่ำ ต้องมาเหน็ดเหนื่อยตรากตรำทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวอย่างทุกวันนี้ก็รู้สึกผิดมากแล้ว           

ไม่ลืมหรอกค่ะ แต่หนูก็แค่อยากให้คุณแม่กับคุณยายได้อยู่อย่างสุขสบายโดยไม่ขัดสนเงินทองอะไรก็เท่านั้นเอง เอาอย่างนี้แล้วกัน ต่อไปหนูจะพยายามทุ่มเทกับงานให้น้อยลง แล้วเอาเวลามาดูแลคุณแม่กับคุณยายให้มากขึ้นแทนก็แล้วกัน ดีไหมคะ

                “ขอบใจมากนะลูก คนที่มีความกตัญญูรู้คุณอย่างหนูน่ะ แม่เชื่อว่าความดีนี้จะส่งผลให้หนูได้พบเจอแต่สิ่งดีๆ ในชีวิตแน่นอนจ้ะ อืม ว่าแต่หนูมาที่นี่ได้ยังไงกันล่ะลูก ดึกออกป่านนี้รถทัวร์เขาไม่หยุดวิ่งแล้วหรือไง แล้วพรุ่งนี้ต้องไปทำงานหรือเปล่าลูก

                รวินันท์รีบพูดเอาใจอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่ารติกรจะพออกพอใจอยู่มากทีเดียวกับตำตอบของลูกสาว เธอโอบกอดคนที่อยู่ในอ้อมแขนเอาไว้อย่างแสนรัก ใบหน้านั้นระบายไปด้วยรอยยิ้ม พลันหญิงวัยกลางคนก็เอ่ยถามลูกสาวของตนอย่างเป็นห่วง เพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เพิ่งถึงกลางสัปดาห์เท่านั้นไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์เหมือนอย่างทุกทีที่รวินันท์จะมาเยี่ยมเธอและมารดา

                พรุ่งนี้หนูต้องไปทำงานค่ะ อาจจะเข้าสายหน่อยได้ แต่ยังไงคืนนี้หนูก็คงต้องกลับไปที่คอนโดฯ ก่อน เพราะว่าขอยืมรถเพื่อนที่ออฟฟิซมาน่ะค่ะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เย็นๆ หนูจะมาหาอีกทีนะคะ

                รติกรได้ยินดังนั้นก็อดเป็นห่วงลูกสาวไม่ได้ ไหนจะต้องขับรถมาคนเดียวที่นี่ดึกๆ ดื่นๆ แล้วยังจะต้องรีบกลับไปทำงานพรุ่งนี้อีก น่ากลัวว่ารวินันท์จะเพลียเสียจนเจ็บป่วยไปอีกคน เธอจึงบอกลูกสาวไปว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะพรุ่งนี้พอหายดีแล้วแพทย์ก็คงให้กลับบ้านได้

                ไม่เป็นไรหรอกวิ หนูยังไม่ต้องรีบมาเยี่ยมแม่หรอกนะ ไปๆ มาๆ แบบนี้แม่เป็นห่วงเดี๋ยวจะกินไม่ได้นอนไม่หลับอีก เอาไว้วันเสาร์แล้วค่อยมาก็ได้นะลูก จะได้ไม่เหนื่อยมาก ไหนขอกอดแน่นๆ อีกทีให้หายคิดถึงหน่อยซิ

                “กอดเยอะๆ เลยก็ได้ค่ะคุณแม่ เพราะอีกหลายวันเชียวล่ะกว่าหนูจะได้มาอีกทีน่ะ หายเร็วๆ ล่ะรู้ไหม วิรักแม่นะคะ”

                “แม่ก็รักลูกจ้ะ ยังไงก็ขับรถกลับดีๆ นะลูก ถึงคอนโดฯ แล้วโทร. มาหาแม่ด้วยล่ะจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

                “รับทราบเจ้าค่ะคุณผู้หญิง”

                รวินันท์กล่าวรับคำมารดาพร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะแบบทหารอย่างล้อเลียน เป็นผลให้รติกรอดไม่ได้ที่จะแจกมะเหงกลูกน้อยลงกลางกระหม่อมของลูกสาวตัวดี ทั้งคู่หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่คนเป็นลูกจะเอ่ยขอตัวพร้อมกับขยับผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอกมารดา และไม่ลืมที่จะเปิดตู้เก็บของเหนือชั้นวางโทรทัศน์หยิบเอาหมอนและผ้าห่มมาให้กับผู้เป็นยายที่เหนื่อยจนหลับไปบนโซฟายาวตัวนั้นแล้ว ก่อนจะปิดประตูห้องพักของมารดาลงและตรงดิ่งไปยังรถยนต์สีเขียวที่จอดอยู่ในลานจอดรถอย่างรีบเร่ง

 

                ทางด้านของธามนั้น หลังจากขับรถกลับมาถึงบ้านพักของตัวเองแล้วก็พบว่ามีรถสปอร์ตสีแดงเพลิงคันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตูบ้านของเขา ภายในรถคันนั้นมีชายสองคน คนหนึ่งรูปร่างอ้วนท้วนผิวคล้ำหน้าตาน่ากลัวเหมือนพวกแก๊งอันธพาลนั่งอยู่ตรงที่นั่งฝั่งคนขับ ส่วนอีกคนรูปร่างผอมสูงใส่แว่นสายตาหนาเตอะหน้าตาเจี๋ยมเจี้ยมเหมือนเด็กคงแก่เรียนนั่งอยู่ข้างๆ กัน เมื่อทั้งสองคนเห็นชายหนุ่มเจ้าของบ้านเดินลงมาจากรถสปอร์ตสีเงินคันงามแล้ว ก็รีบเปิดประตูเดินตามลงมาทันที

                “มาแล้วเหรอครับเจ้านาย แล้วที่บอกว่ามีงานจะให้พวกผมทำคืองานอะไรเหรอครับ”

                เจ้าคนอ้วนรีบเอ่ยขึ้นก่อนพลางทำท่าทางประจบสอพลอใส่คนที่ตนเรียกว่าเจ้านาย ส่วนเจ้าหนุ่มร่างสูงโย่งนั้นเดินมาที่รถของธามแล้วจึงสังเกตเห็นว่ากระจกมองข้างด้านซ้ายนั้นหลุดหายไป เขาร้องอุทานออกมาเสียงหลงพลางชี้มือไปยังข้างหูช้างที่ว่างเปล่านั้นด้วยท่าทางตกใจเป็นอันมาก

                “โอ๊ะ! เจ้านายครับ กระจกข้างหายไปไหนล่ะเนี่ย โถๆ เจ้าหนูเขี้ยวเงินของเจ้านายกลายเป็นเจ้าหนูพิการไปเสียแล้ว”

                “เลิกพูดย้ำสักทีได้ไหมเจ้าวาย ฮึ้ย! ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น เพราะมันคนเดียวเลย ทำให้รถสุดที่รักของฉันต้องกลายไปเป็นของคนอื่น ที่ฉันเรียกนายสองคนมาก็เพราะเรื่องนี้ล่ะ”

                ธามหันไปตวาดใส่ วายุ หรือ วาย ลูกน้องร่างผอมของตนที่มีนิสัยชอบตั้งชื่อแปลกๆ ให้กับรถของเขา ยิ่งเมื่อได้ยินคำพูดตอกย้ำถึงเรื่องกระจกข้างที่หายไปก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเจ็บใจไม่หายเสียที พลางเอ่ยกับทั้งคู่ถึงเรื่องสำคัญที่เขาเรียกให้ออกมาพบอย่างด่วนจี๋นั้น 

                “จะให้ผมสองคนไปตามหากระจกที่หลุดหายไปเหรอครับเจ้านาย”

                คณิณ หรือ เค ลูกน้องร่างอ้วนรีบยื่นหน้าเข้ามาเสนอความคิดทันที หลังจากที่ได้ยินว่าผู้เป็นเจ้านายของตนกำลังจะสั่งการอะไรบางอย่าง

                “จะบ้าหรือไง ตามหากระจก พวกนายนี่มันหัวขี้เลื่อยกันจริงๆ เลยนะ ให้ตายเหอะ คิดมาได้ไงเนี่ย ที่ฉันบอกว่ามีงานให้ทำก็คือให้นายสองคนไปสืบหาข้อมูลเจ้าของรถคันนี้ต่างหากเล่า”

                ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของรถสปอร์ตสีเงินคันนั้นชักรู้สึกปวดหัวกับลูกน้องของเขาขึ้นมาตุบๆ ก่อนจะรีบตัดปัญหาที่อาจจะตามมาอีกร้อยแปดเสียก่อนด้วยการยื่นเศษกระดาษที่เขาได้จดเลขทะเบียนรถพร้อมระบุว่ารถคันคั้นเป็นรถรุ่นอะไร และสีอะไร ส่งให้ลูกน้องทั้งสองคน เมื่อวายุและคณิณได้ยินคำสั่งจากเจ้านายก็รีบหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาดูก่อนที่จะหันไปซุบซิบกัน พลันทั้งคู่ก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างไรพิกล ก่อนที่เสียงหัวเราะของเจ้าคนอ้วนจะหลุดออกมาให้ได้ยินเสียก่อน ตามมาด้วยเสียงของเจ้าคนผอม ที่หันไปลูบคลำรถสีเงินไร้กระจกข้างด้วยแววตาสงสาร

                “อุ๊บ ฮ่าๆ เจ้านายครับ อย่าบอกนะว่าที่หัวเสียวันนี้ก็เพราะไปแพ้น้องเต่ามาล่ะเนี่ย”

                “เจ้าเขี้ยวเงินนี่แกแพ้เต่าน้อยจริงๆ เหรอ โธ่เอ๊ย เสียชื่อเลยนะเรา”

                เสียงหัวร่อต่อกระซิกของลูกน้องอ้วนผอมทำให้ธามชักเริ่มปวดหัวจี๊ดจนแทบทนไม่ไหว นี่มันวันอะไรของเขากันนะ นอกจากจะแพ้การแข่ง เสียกระจกข้าง แถมยังเสียรถคันเก่งไปแล้วยังต้องมาทนฟังคนที่อยู่ภายใต้อำนาจของเขายั่วเย้าให้ปวดใจมากเข้าไปอีก 

“พอซะที นายสองคนนี่อยากจะออกไปทำงานให้ฉันดีๆ หรือจะไปทั้งน้ำตา หา! ถ้าพรุ่งนี้เช้าฉันตื่นมาแล้วยังไม่ได้ข้อมูลเจ้าของรถคันนี้ล่ะก็ ฉันจะอัดนายสองคนให้น่วมจนต้องคลานสี่ขาเหมือนเต่าเลย อ้อ อีกอย่างเอารถนี่ไปซ่อมกระจกให้เรียบร้อยแล้วขับไปส่งที่บ้านพี่ชัชหัวหน้ากลุ่ม FF ด้วย เข้าใจไหม”

“คร้าบผม ไปแล้วครับ”

ชายหนุ่มคาดโทษลูกน้องทั้งสองคนอย่างโมโห ทำเอาเจ้าคู่อ้วนผอมนั้นได้แต่พยักหน้าถี่ๆ พลางเอ่ยรับคำเจ้านายก่อนจะวิ่งจรลีกลับไปขึ้นรถตัวเองอย่างรวดเร็วเพราะเกรงว่าหากมัวหัวเราะอยู่อย่างนี้อาจได้คลานสี่ขาจริงๆ อย่างที่เจ้านายของตนพูดก็ได้ ด้วยพวกเขารู้ดีว่าคนอย่างธามนั้นหากคิดจะใช้กำลังแล้ว ไม่มีทางออมมือให้ใครไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นเพื่อนหรือแม้แต่ญาติสนิทก็ตาม ทิ้งให้ธามยืนมองทั้งคู่ขับรถสปอร์ตสีเงินสุดรักของเขาหายลับไปจากหน้าบ้าน ก่อนที่เจ้าตัวจะกดรีโมทเปิดประตูรั้วหน้าบ้านที่ติดตั้งระบบไฟฟ้าเอาไว้แล้วเดินกลับไปขับรถสปอร์ตสีแดงอีกคันที่วานให้ลูกน้องขับจากออฟฟิซมาให้นั้นเข้าไปจอดยังโรงรถในบ้านแทนรถคันเก่งของตนที่กำลังจะกลายไปเป็นของของคนอื่นเสียแล้ว

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,077 ความคิดเห็น

  1. #416 aoistar (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 20:22
    จะผิดคนไหมก็มันเป็นรถของนายวัฐนิ
    #416
    0
  2. #232 JJ.. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 กันยายน 2553 / 22:27
    น่ากลัวจริงจัง พี่ธาม
    #232
    0
  3. #161 tungkn4841 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กันยายน 2553 / 15:03
    คราวนี้ล่ะงานเข้าแน่เลย ยายวิ ....
    #161
    0
  4. #142 SoMzA^^ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2553 / 22:48
    งานจะเข้าแฟนนางเอกป่าวหว่า หุ หุ
    #142
    0
  5. #27 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2553 / 11:54
    ขำลูกน้อง
     555555555555
    #27
    0
  6. #23 yumekanau (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2553 / 01:33


    นายธามอย่าพาลจิ
    แหม แข่งใหม่ได้นา
    รถก็ซื้อใหม่ได้นะค้า
    สงสารหนูวิเค้าเถอะน้า
    #23
    0
  7. #22 ยัยปลาทอง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2553 / 01:20
    ไหนๆ ก็ใกล้ถึงวันแม่แล้ว มอบรางวัลลูกตัญญูดีเด่นให้หนูวิเธอไปนอนกอดเล่นซะหน่อยดีมั้ยคะไรท์เตอร์



    ว่าแต่ ชอบลูกน้องสองคนของธามจัง ท่าทางจะไม่เต็มทั้งคู่เลยนะเนี่ย



    #22
    0
  8. #21 jeabkiss (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2553 / 20:21
    โล่งอกแม่นางเอกไม่ได้เป็นอะไรมาก
    #21
    0