ลิขิตพิษสวาท

ตอนที่ 36 : บทที่ 36 คนป่วยขี้อ้อน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,780
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    30 ธ.ค. 53

บทที่ 36 คนป่วยขี้อ้อน

รถยนต์รูปเต่าสีเขียวแล่นมาจอดนิ่งอย่างสงบอยู่หน้าตึกรูปทรงแปลกตาแลดูล้ำยุคล้ำสมัยโดดเด่นไม่เหมือนใครในละแวกย่านนี้ สารถีหนุ่มหันมาเห็นว่าแฟนสาวของตนผล็อยหลับซบอยู่กับสายคาดเข็มขัดนิรภัยก็กำลังจะเอื้อมมือไปสะกิดปลุกเธอให้ตื่น แต่พอเคลื่อนกายเข้าไปใกล้หญิงสาวเท่านั้น หัวใจของภวัฐก็เกิดอาการสั่นไหวอย่างรุนแรงขึ้นมาอีกระลอก ดวงตากลมโตจดๆ จ้องๆ มองไปยังเรียวปากอวบอิ่มที่ฉาบไว้ด้วยลิปกลอสแววใส ความรู้สึกอยากจุมพิตเพื่อชิมความหอมหวานและอ่อนนุ่มบนริมฝีปากของคนรักก็พวยพุ่งขึ้นมาในใจของเขาจนยากจะห้ามไหว

เมื่อเคยได้ลองลิ้มชิมรสมาครั้งหนึ่งแล้วก็คงไม่แปลกที่จะรู้สึกติดใจจนอยากจะชิมความหวามหวานนั้นเรื่อยไปแทบมิรู้เบื่อ หากความหวานหอมน่าเย้ายวนใจนั้นคือยาพิษ เขาก็พร้อมที่จะยอมตายเพื่อให้ได้มาครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

ปิ๊น! ปิ๊นๆๆๆๆ

แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรอย่างที่ใจคิด เสียงแตรรถคันที่อยู่ด้านหลังก็ดังสนั่นแทรกเข้ามาท่ามกลางความเงียบงันภายในรถคันเก่งของภวัฐ ปลุกให้รวินันท์สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีเช่นเดียวกับที่ชายหนุ่มเจ้าของรถสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจรีบขยับตัวกลับมานั่งอยู่ในท่าเดิมของตัวเอง พลางเหลือบตามองทางกระจกมองหลัง ก็เห็นว่ามีรถมินิสีขาวครีมสลับน้ำตาลจอดต่อท้ายอยู่ เบื้องหลังพวงมาลัยนั้นเขาได้เห็นใบหน้าของคนขับเป็นหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งหน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตาญี่ปุ่นก็ไม่ปาน

ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะรีบไปที่ไหนสักแห่งแต่ถูกรถของเขาจอดเกะกะขวางทางอยู่จึงบีบแตรไล่เสียงดังลั่นระคายแก้วหูอย่างไม่คิดเกรงใจใครหน้าไหน ภวัฐรีบขยับรถของตนจอดให้ชิดขอบทางเพื่อให้รถคันหลังแซงออกไปทางเลนขวาได้ พลางมองตามคนขับหน้าหวานที่หันมาทำหน้าหงิกใส่เขาอย่างหัวเสียเล็กน้อย ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะเคลื่อนรถขับออกไปบนถนนเส้นใหญ่ที่ขนานไปกับทางยกระดับสำหรับรถไฟฟ้าที่ลอยอยู่สูงจากพื้นถนน

“รถคันนั้นเหมือนรถของคุณเมนี่เลย ใช่เธอหรือเปล่านะ”

รวินันท์พึมพำขึ้นมาเมื่อมองตามสายตาของแฟนหนุ่มไปกระทั่งเห็นว่ารถมินิสีครีมคันดังกล่าวที่ดูคุ้นตาชอบกลนั้นแล่นหายไปปะปนอยู่กับรถราคันอื่นที่สัญจรไปมาบนถนนแล้ว สารถีหนุ่มได้ยินเพียงแว่วๆ เพราะมัวแต่สนใจกับหญิงสาวอารมณ์ร้ายในรถคันงามที่เพิ่งแล่นผ่านหน้าเขาไป จึงหันมาเอ่ยถามคนรักซ้ำอีกครั้ง

“เมื่อกี้วิบอกว่าอะไรนะครับ ผมไม่ทันได้ฟัง”

“อ้อ ไม่มีอะไรค่ะ วิแค่อยากจะขอโทษที่เผลอหลับไปอีกแล้ว เมื่อคืนไม่น่าทำงานจนดึกดื่นเลย นี่ถ้าไม่ใช่เพราะว่างานเขาเร่งจริงๆ วิคงจะขอถอนตัวไปแล้วล่ะค่ะ”

สไตลิสต์สาวรีบเปลี่ยนเรื่องทันที พลางแสร้งทำเป็นบ่นเรื่องงานให้แฟนหนุ่มฟัง ภวัฐได้ฟังก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจแต่ไม่วายเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วงสุขภาพของหญิงสาวคนรัก พลางเอื้อมมือมากุมมือของเธอเอาไว้

“ถึงงานเขาจะเร่งจริงๆ แล้วก็ให้ค่าตอบแทนสูง แต่ฝืนทำงานหักโหมมากเกินไปมันก็ไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยได้ก็บอกมานะ ผมยินดีจะทำเพื่อคุณได้ทุกอย่างเลย คุณแม่กับคุณยายของคุณเองก็ฝากฝังให้ผมช่วยดูแลวิด้วย เพราะงั้นถ้าคุณเกิดป่วยขึ้นมาผมคงไม่มีหน้าไปพบพวกท่านอีกแน่เลย เพราะดูแลลูกสาวหลานสาวของท่านได้ไม่ดีพอน่ะ จะว่าไปแล้วผมชอบครอบครัวของคุณมากเลยนะครับวิ ถึงจะมีกันแค่สามคนแต่ก็ดูอบอุ่นและเป็นกันเองดี จนผมชักนึกอยากเข้าไปเป็นสมาชิกอีกคนในครอบครัวของคุณบ้างแล้วสิ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่กันนะ”

หนุ่มผมยาวกุมมือหญิงสาวคนรักขึ้นมาจุมพิต เขายิ้มหวานพลางส่งสายตาเว้าวอนออดอ้อนเธอด้วยคำพูดเป็นนัยๆ รวินันท์เข้าใจดีว่าเขาต้องการสื่อความหมายถึงอะไร แต่เธอก็ทำได้เพียงแค่ฝืนส่งยิ้มแห้งแล้งกลับไปให้ชายหนุ่ม พลางเบือนหน้าไปอีกทางเพื่อหลบสายตาคู่นั้นด้วยความรู้สึกผิดที่เอ่อท่วมท้นขึ้นมาในใจจนไม่อาจมองหน้าเขาได้เต็มตา

“นี่ก็สายมากแล้ววิขอตัวก่อนดีกว่า วัฐจะได้รีบไปทำงานด้วย ขอบคุณที่มาส่งนะคะ เอาไว้เลิกงานแล้ววิจะโทร.หาแล้วกันนะ”

หญิงสาวพูดเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง พลางตัดบทด้วยคำล่ำลาและดึงมือเธอออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างนุ่มนวล

“ถ้าอยากให้ผมมารับก็บอกนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ”

ภวัฐลอบถอนหายใจออกมาอย่างเสียดายนิดๆ ที่ต้องปล่อยมือจากเธอในตอนนี้ แต่เขาก็รู้ดีว่าหญิงสาวคนรักคงยังไม่พร้อมที่จะเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่เพราะหน้าที่การงานของเธอยังไปได้สวย จึงไม่คิดจะเร่งรัดเอาคำตอบเรื่องการแต่งงาน ได้แต่ปล่อยให้มันดำเนินไปจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะที่ควร เมื่อถึงตอนนั้นสาวคนรักก็คงไม่คิดจะปฏิเสธคำขอแต่งงานของเขาอีกแล้ว

ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังของคนรักที่เดินหายลับเข้าไปภายในอาคารรูปทรงแปลกตานั้นอย่างอาลัยอาวรณ์ จู่ๆ ก็รู้สึกโหวงเหวงในใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าทุกครั้งที่เขาจำใจต้องปล่อยมือจากหญิงสาว สัญชาตญาณบางอย่างก็บอกว่าเธอกำลังค่อยๆ ไกลห่างออกไปจากใจของเขามากขึ้นทุกที...ทุกที

ต่อ

“คุณเมนี่บอกว่าวันนี้ท่านประธานรู้สึกไม่ค่อยสบาย ก็เลยไม่เข้าออฟฟิซค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรจะฝากไว้หรือเปล่าคะ”

เมทินี หรือ มิ้ง เลขานุการสาวหน้าห้องทำงานของประธานหนุ่มเจ้าของบริษัทรถยนต์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใสเมื่อรวินันท์มาขอเข้าพบเจ้านายของเธอ พลางมองไปยังแฟ้มเอกสารและหนังสือนิตยสารอีกราว 5 – 6 ฉบับในอ้อมแขนของผู้มาเยือน

“หืม ไม่สบาย? แล้วนาย เอ๊ย คุณธามเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ อยู่โรงพยาบาลหรือว่าพักอยู่ที่บ้านคะ แล้วจะกลับมาทำงานเมื่อไหร่ เอ่อ คือว่าฉันมีงานสำคัญที่ต้องมานำเสนอภายในวันนี้น่ะค่ะ”

สไตลิสต์สาวเมื่อได้ฟังก็ทำหน้าตกอกตกใจ เผลอตัวเอ่ยถามแสดงความเป็นห่วงเป็นใยด้วยความร้อนใจอย่างออกหน้าออกตา กระทั่งเห็นว่าเลขานุการสาวหันไปยิ้มแย้มกับเพื่อนร่วมงานอีกคนด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยเลศนัย เธอจึงรู้สึกตัวและรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลับเข้ามาสู่อารมณ์ปกติ

“มิ้งกับเจี๊ยบไม่ทราบรายละเอียดเหมือนกันค่ะ พอดีคุณเมนี่เธอสั่งเอาไว้เท่านี้ ถ้ายังไงลองโทร.ถามคุณเมนี่เธอดูก็ได้นะคะ เพราะว่าตารางที่นัดไว้วันนี้ทั้งหมด ท่านประธานให้เลื่อนออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนดแล้วน่ะค่ะ”  

“อ้อ อย่างนั้นเองหรือคะ ถ้างั้นเดี๋ยวฉันจะลองถามคุณเมนี่เธอเองแล้วกัน ขอบคุณคุณสองคนมากนะคะ”

รวินันท์พยักหน้ารับ พลางส่งยิ้มแหยๆ ให้สองเลขานุการสาว แล้วรีบหมุนตัวกลับเดินจ้ำอ้าวพรวดๆ ก้าวเข้าลิฟต์ไปในทันที โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นหัวข้อสนทนาของพนักงานคนอื่นๆ แทบทั้งบริษัทไปแล้ว เนื่องจากมีคนได้เห็นเหตุการณ์ปะทะคารมระหว่างธามกับหญิงสาวที่หน้าตึกเมื่อบ่ายวันศุกร์ และกลายเป็นข่าวลือครึกโครมขึ้นมาทันทีว่าผู้หญิงคนนี้คงเป็นสาวอีกคนหนึ่งในสต๊อกของชายหนุ่มเจ้าของบริษัทไม่ผิดแน่

ทีแรกสไตลิสต์สาวตั้งใจว่าจะกดโทรศัพท์ต่อสายไปหามณิการ์เพื่อสอบถามอาการป่วยของประธานหนุ่ม แต่พอโทร. เข้าไปก็พบว่าสาวน้อยลูกคุณหนูคงจะปิดเครื่องหรือไม่ก็อยู่ในที่อับสัญญาณเพราะมีเพียงเสียงตอบกลับมาว่าเลขหมายที่เรียกไปนั้นไม่สามารถติดต่อได้

เธอจึงเปลี่ยนเป็นโทร. เข้าไปยังเบอร์ของธาม ได้ยินเสียงสัญญาณว่างดังอยู่นานแต่กลับไม่มีใครรับสายเสียที เธอลองพยายามโทร. เข้าไปใหม่อีกหลายครั้งรอจนกระทั่งสัญญาณถูกตัดขาดไป ก่อนจะถอนหายใจแรงๆ ออกมาอย่างหงุดหงิด เมื่อไม่สามารถติดต่อใครได้เลย ทั้งที่ทั้งสองคนนั้นเอาแต่เร่งให้เธอทำงานให้เสร็จโดยไว

แต่พอถึงเวลาเธอจะเอางานออกแบบชุดสำหรับรถยนต์คันที่สองมาเสนอให้ ก็กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครคิดจะสนใจไต่ถามเอาเสียเลย นึกแล้วสไตลิสต์สาวก็อดโมโหในใจไม่ได้ ทั้งที่เธออุตส่าห์นั่งอดตาหลับขับตานอนทำงานหามรุ่งหามค่ำจนเกือบเช้าแทบไม่ได้พักผ่อน

แต่แล้วสัญญาณสายเรียกเข้าก็ดังขึ้น ทำเอารวินันท์ตกใจแทบทำโทรศัพท์มือถือและหนังสือนิตยสารที่อยู่ในมือร่วงลงไปกองกับพื้น เธอก้มลงไปมองที่หน้าจอ และพบว่าเบอร์ที่โทร. เข้ามานั้นเป็นเบอร์ของธาม หญิงสาวจึงรีบกดรับพลางกรอกเสียงแหวใส่ลงไปทันทีอย่างอารมณ์เสียโดยไม่รอฟังว่าอีกฝ่ายจะเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา

“นี่คุณ ฉันโทร. เข้าไปตั้งเป็นสิบๆ รอบก็ไม่ยอมรับสาย คุณเมนี่ก็มาปิดเครื่อง ตกลงเราจะทำงานกันต่อไหมคะ”

“แค่กๆ ผมขอโทษครับวิ พอดีผมหลับอยู่ แล้วนั่นคุณอยู่ที่ไหนน่ะ”

เสียงไอค่อกแค่กบวกกับเสียงแหบแห้งของคนที่อยู่ปลายสาย ทำให้สไตลิสต์สาวเสียงอ่อนลงทันที เมื่อครู่เธอมัวแต่อารมณ์เสียและหงุดหงิดที่ติดต่อใครไม่ได้ จึงพาลกระแทกเสียงใส่อีกฝ่ายอย่างลืมตัวว่าเขากำลังป่วยอยู่

“ฉันอยู่ที่หน้าออฟฟิซของคุณค่ะ แต่ท่าทางวันนี้คุณคงจะไม่สบายจริงๆ ถ้าอย่างนั้นฉันไม่รบกวนคุณดีกว่า พักผ่อนเยอะๆ นะคะจะได้หายไวๆ เดี๋ยวฉันเอางานกลับไปทำต่อเองก่อนก็ได้แล้วค่อยเอามาเสนอคุณกับคุณเมนี่อีกที”

“ไม่เป็นไรครับ ผมดีขึ้นมากแล้ว แต่เพิ่งกินยาไปคงขับรถไม่ไหว ถ้ายังไงคุณช่วยเอางานมาให้ผมดูที่บ้านได้ไหมครับ”

คนป่วยรีบแย้งขึ้นมาทันที พลางออกคำสั่งแกมขอร้องด้วยน้ำเสียงอู้อี้ขึ้นจมูก สไตลิสต์สาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ แอบนึกตำหนิชายหนุ่มไม่ได้ว่า ขนาดเจ็บป่วยอย่างนี้ยังจะห่วงเรื่องงานมากกว่าเรื่องสุขภาพของตัวเองอีก

“แหมคุณนี่ หายใจเข้าหายใจออกเป็นเรื่องงานขนาดนี้ เดี๋ยวก็รวยจนเงินทองล้มลงมาทับตายกันพอดี เฮ้อ ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันไปหาที่บ้านเอง จะได้ไปดูอาการของคุณเสียหน่อย ถ้าเป็นหนักมากนักล่ะก็จะได้จับส่งให้หมอฉีดยาเสียเลย”

“ขอบคุณครับที่เป็นห่วง ผมจะนอนรอคุณอยู่นี่ไม่หนีไปไหนหรอก อย่าปล่อยให้คนป่วยรอเก้อก็แล้วกันนะครับ”

ธามยังคงไอไม่หยุด แต่ไม่วายกล่าวกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงออดอ้อนก่อนจะกดวางสายไป แล้วหลับตาลงนอนอมยิ้มอยู่บนเตียงเพียงลำพัง ปล่อยให้สไตลิสต์สาวถือโทรศัพท์ค้างอย่างอึ้งไปกับคำพูดของเขา

ต่อ

ไม่กี่นาทีต่อมา หลังจากเรียกแท็กซี่ให้รีบบึ่งมาจากหน้าออฟฟิซของธามบนถนนสาทร รวินันท์ก็มาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังประตูรั้วสีขาว หญิงสาวลองกดกริ่งดูสองสามครั้งแต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมาเปิดประตูให้เสียที เธอจึงลองเอื้อมมือไปเปิดประตู ก็พบว่ามันไม่ได้ถูกล็อกเอาไว้จึงรีบเปิดเข้าไปภายใน พร้อมกับส่งเสียงร้องทักชายหนุ่มเจ้าของบ้าน

“ฉันมาแล้วนะคุณธาม คุณอยู่ไหนน่ะ”

ภายในบ้านน้อยหลังนั้นเงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงใดๆ ราวกับว่าเป็นบ้านร้างที่ไม่มีใครอาศัยอยู่อย่างนั้นล่ะ สไตลิสต์สาววางข้าวของที่ตนหอบหิ้วมาด้วยไว้บนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่เธอเคยใช้เป็นห้องทำงานชั่วคราวเมื่อวันก่อน พลางเดินสำรวจภายในบ้านเพื่อตามหาคนป่วยที่เรียกตัวเธอมา หลังจากลองหาทุกห้องในชั้นล่างของบ้านแล้วยังไม่เจอ หญิงสาวจึงตัดสินใจเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสองของบ้าน และตรงไปยังห้องหนึ่งที่เธอจำได้ว่าเป็นห้องนอนของเขา

เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายใน ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็ลอยเข้ามาปะทะร่างของรวินันท์ที่ชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อเนื่องจากอากาศภายนอกบ้านนั้นช่างร้อนระอุราวกับว่าอยู่ในช่วงกลางฤดูร้อน ทั้งที่ฤดูกาลผันเปลี่ยนมาเข้าสู่ช่วงฤดูฝนได้ราวสองเดือนแล้วด้วยซ้ำไป  หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบห้องก็ได้พบกับร่างของชายหนุ่มที่นอนหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงนอนหลังใหญ่

เธอปิดประตูพลางเดินเข้าไปใกล้เตียงแล้วโน้มหน้าลงมองคนป่วยที่กำลังหลับ ใบหน้าขาวใสของธามเริ่มมีหนวดเคราขึ้นหร็อมแหรมจนบริเวณรอบปากและคางนั้นแลเห็นเป็นสีเขียวครึ้ม คิ้วเข้มขมวดมุ่นจนชิดติดกันแทบผูกเป็นโบว์ได้ เม็ดเหงื่อที่ผุดพราวขึ้นมาเต็มใบหน้า กับร่างกายที่สั่นน้อยๆ ราวกับหนาวมากทั้งที่นอนอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนา ทำให้สไตลิสต์สาวแปลกใจจนต้องวางมือลงอังบนหน้าผากของชายหนุ่ม และพลันสะบัดมือออกทันทีเมื่อพบว่าใบหน้าของเขาร้อนจี๋ราวกับถูกลนด้วยเปลวไฟ

“ไข้ขึ้นอยู่นี่นา แล้วมาทำเป็นปากเก่งบอกว่าไม่เป็นอะไรมากได้ไงเนี่ย สงสัยต้องเช็ดตัวสักหน่อยแล้วไข้จะได้ลด”

คนที่เพิ่งใช้มือของตนต่างปรอทวัดไข้ถึงกับบ่นอุบ ก่อนจะกระวีกระวาดลุกขึ้นไปหาผ้าขนหนูกับกาละมังใส่น้ำมาเช็ดตัวให้ชายหนุ่มที่นอนซมอยู่บนเตียง

“หนาว...หนาวจัง วิครับ ผมหนาว วิ...”

เมื่อร่างกายสัมผัสกับความเย็นจากผ้าชุบน้ำบิดหมาดที่ลูบไล้ไปตามใบหน้า ลำคอ และแขนทั้งสองข้าง คนป่วยก็ครางออกมาเบาๆ แต่พอจะทำให้สไตลิสต์สาวที่ต้องมารับบทพยาบาลจำเป็นนั้นถึงกับเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังหลับตาเพ้อละเมอเรียกชื่อเธอด้วยท่าทีฉงนระคนแปลกใจ ด้วยไม่คิดว่าชื่อที่ได้ยินเขาละเมอเรียกออกมานั้นจะเป็นชื่อของตัวเอง ทั้งที่คิดว่าเขาน่าจะละเมอเพ้อพกไปถึงแฟนสาวหน้าหวานทายาทห้างทองคนดังมากกว่า

 “เมื่อกี้คุณเรียกฉันเหรอ”

รวินันท์ชะงักมือที่กำลังเช็ดตัวให้ชายหนุ่มพลางเอ่ยถาม แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใดกลับมานอกจากเสียงครางฮือของเขาเท่านั้น เธอจึงมองไปยังดวงตายาวรีก็พบว่าเปลือกตาของเขายังคงปิดสนิท จะมีก็แต่เพียงริมฝีปากสีชาดเท่านั้นที่ขยับเผยออ้าคล้ายพยายามเปล่งเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ดูเหมือนคนป่วยยังคงหลับไม่รู้เรื่องแต่ที่เรียกชื่อเธอได้นั้นคงมาจากในจิตใต้สำนึกเสียมากกว่ากระมัง

สไตลิสต์สาวสั่นศีรษะอย่างไม่ได้ใส่ใจพลางขยับมือจะเช็ดตัวให้คนป่วยต่อ แต่แล้วมือใหญ่ของธามกลับเลื่อนขึ้นมาเกาะกุมมือของเธอเอาไว้ ทำเอาหัวใจของพยาบาลสาวจำเป็นถึงกับเต้นระรัวขึ้นมาทันใดเมื่อเห็นว่าเปลือกตาซึ่งประดับไว้ด้วยขนตาเส้นยาวที่เรียงกันเป็นแพสวยงามนั้นค่อยๆ ปรือขึ้นมาคล้ายว่าเจ้าของดวงตารียาวคู่นั้นกำลังอยู่ในอาการสะลึมสะลือเต็มที

“ผมคิดถึงคุณมากเลยครับ รู้ไหมว่าผมรอตั้งนานแน่ะ นึกว่าคุณจะไม่ยอมมาซะแล้วสิ”

ธามลืมตามองคนตรงหน้าแล้วคลี่ยิ้มอย่างดีใจพร้อมกับพยายามฝืนเปล่งเสียงออกมาเพื่อบอกความนัยที่อยากให้หญิงสาวได้ฟังทั้งที่รู้สึกว่าลำคอของตนนั้นแห้งผากจนเจ็บระบมไปหมด

ต่อ

“รอฉันเนี่ยนะ? ทำไมไม่เรียกแฟนคุณมาดูแลล่ะ แล้วนอนป่วยขนาดนี้ยังคิดจะให้ฉันเอางานมาให้ดูอีก จะขยันไปถึงไหนกันคะท่านประธาน”

แม้ว่าในใจของรวินันท์จะเริ่มสับสนระคนเป็นปลื้มกับคำพูดและสายตาของชายหนุ่มที่พยายามสื่อความหมายบ่งบอกว่าเขาให้ความสำคัญกับเธอเพียงใด แต่ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าทุกคำพูดและการกระทำของเขานั้นกลั่นออกมาจากใจจริงหรือเพียงแค่สมองของชายหนุ่มมีอาการสับสนจนความทรงจำเลอะเลือนไปชั่วขณะเพราะถูกพิษไข้รุมเร้าทำให้เข้าใจผิดคิดไปว่าเธอคือสาวคนรักของเขา จึงมิวายเอ่ยพาดพิงไปถึงสาวหน้าหวานอีกคน ที่เธอเองก็ยังไม่แน่ใจว่าทั้งคู่นั้นมีความสัมพันธ์กันในฐานะใดกันแน่ จะเป็นเพียงแค่เพื่อนหรือว่าคนรัก

“ก็ผมอยากเห็นหน้าคุณนี่นา ดูสิแค่มีคุณนั่งอยู่ใกล้ๆ ตรงนี้ อาการของผมก็เริ่มดีขึ้นมาทันตาเห็นเลย ว่าไหมครับ”

คนป่วยส่งสายตาออดอ้อนพลางดึงมือนุ่มมาแนบไว้ที่แก้มของตน เป็นผลให้สไตลิสต์สาวถึงกับหน้าแดงก่ำ สองแก้มร้อนฉ่าราวกับถูกนาบด้วยเตารีดก็ไม่ปาน จนต้องรีบเบือนหน้าไปอีกทางเพื่อหลบสายตาพราวระยับของชายหนุ่มที่นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงด้วยความขวยเขิน

“นายนี่มันเจ้าชู้ตัวพ่อจริงๆ เลยนะ ตัวเองก็มีแฟนอยู่แล้วแท้ๆ ยังจะมาทำเป็นพูดปากหวานกับฉันอีก”

“งั้นถ้าเมนี่กับผมไม่ได้เป็นแฟนกัน คุณก็คงพอใจมากกว่าสินะครับ”

ธามเอ่ยดักคออย่างรู้เท่าทันความคิดของหญิงสาว จนอีกฝ่ายรีบหันกลับมาทำตาเขียวใส่เพื่อกลบเกลื่อนอาการดีใจอยู่ลึกๆ ที่ได้ยินว่ามณิการ์กับเขาไม่ได้เป็นคนรักกัน พลางทำปากเบ้แล้วเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ อย่างหมั่นไส้ที่ถูกรู้ทัน  

“นายนี่ท่าจะเป็นเอามากนะ แต่เอาเถอะอยากพูดอะไรก็พูดไป ฉันจะถือคติ อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา อย่าเอาคำพูดคนป่วยมาคิดเป็นตุเป็นตะ ก็แล้วกัน ถ้าไงวันนี้ฉันขอตัวกลับก่อน นายจะได้นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้เราค่อยมาลุยงานต่อก็ได้”

สไตลิสต์สาวพยายามชักมือกลับพร้อมกับเอ่ยคำลา แต่กลับถูกคนป่วยรั้งข้อมือเล็กนั้นเอาไว้ พลางแสร้งทำเป็นตีหน้าเศร้าขอร้องให้หญิงสาวอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าเขาจะหลับ ทีแรกรวินันท์ก็ไม่ยอม แต่พอถูกสายตาวิบวับนั้นอ้อนวอนอยู่หลายต่อหลายครั้ง ก็ทำให้หญิงสาวใจอ่อนอดสงสารคนที่ทำเป็นปากเก่งแต่ร่างกายไม่เอื้ออำนวยนั้นมิได้ จึงยอมทำตามคำขอร้องของเขาอย่างไม่ใคร่เต็มใจนัก

ธามลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อดวงตะวันยามบ่ายคล้อยส่องแสงลอดผ่านม่านหน้าต่างเหนือหัวเตียงเข้ามาแยงตา เขาผุดลุกขึ้นนั่งเอนหลังพิงกับหัวเตียงพลางนึกทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มจำได้เพียงเลือนลางว่าสไตลิสต์สาวยอมเป็นฝ่ายมาหาที่บ้านตามคำขอของเขาแถมยังช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้จนเริ่มสร่างไข้ แต่ไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเพียงแค่ภาพในจินตนาการของเขาหรือเปล่า พลันเมื่อเหลือบไปมองด้านข้าง คนป่วยที่เพิ่งหายดีก็ต้องคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุขที่ได้เห็นว่าหญิงสาวแสนสวยในจินตนาการของเขากำลังนั่งฟุบหลับอยู่ข้างเตียงไม่ได้จากไปไหนเหมือนอย่างที่เธอบอกเอาไว้แต่ทีแรก

มือใหญ่เอื้อมมือไปลูบเรือนผมลอนยาวหนานุ่มอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าสัมผัสของเขาจะปลุกให้หญิงสาวตื่นโดยไม่ตั้งใจ ใบหน้าตอนหลับของเธอช่างงดงามเปรียบประดุจดั่งภาพวาดของเทพธิดาวีนัสผู้เลอโฉมก็มิปาน อาการปวดศีรษะและมึนงงของธามแทบหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อเขาโน้มกายลงไปประทับจุมพิตลงบนเรียวปากอิ่มสีกุหลาบของหญิงสาว ราวกับว่าเธอคือยาขนานเอกที่มีสรรพคุณช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยเนื่องจากพิษไข้รุมเล่นงานจนคนที่แข็งแรงและมีสุขภาพดีมาตลอดนั้นถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ

“ขอบคุณมากนะครับที่ยอมทำตามคำขอร้องของคนป่วยอย่างผม”

ชายหนุ่มเอ่ยพลางยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจอีกครั้ง ก่อนที่จะลุกขึ้นจากเตียงพลางย่อตัวลงไปช้อนร่างของสไตลิสต์สาวขึ้นมาจากพื้นและวางร่างบอบบางนั้นลงบนเตียงแทนที่ตัวเองอย่างนุ่มนวลด้วยความทะนุถนอม ราวกับว่าร่างกายของหญิงสาวนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันประเมินค่ามิได้สำหรับเขา

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,077 ความคิดเห็น

  1. #606 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2553 / 21:34
    โอยยยยยยย ซึ้งจังวุ้ย ^^
    #606
    0
  2. #605 ailly (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2553 / 19:15
    ว้าวๆ... ธามนี้ ไม่เบาเลยน้า

    กลยุทธ์แพรวพราว
    #605
    0
  3. #604 jeabkiss (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2553 / 15:35
    ได้พยาบาลอย่างนี้ไม่อยากหายป่วยละซิธามจะได้อ้อนได้นานๆ อิ อิ
    #604
    0
  4. #603 tungkn4841 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2553 / 01:43
    โธ่....ก็คนเขารักของเขา มาให้เห็นน้าทีเดียว ช่วยเเช็คหน้าช็คตาให้ นั่งเผ้าไข้เป็นกำลังใจ นายธามเลยหายใจไข้ใจ

    ไปเลย แต่ต่อไปนายธามจะทำอย่างไรเพื่อดึงวิรนันท์ให้หันกลับมาดูเขาบ้าง



    รอไรเตอร์มา up ต่อ
    #603
    0
  5. #602 kaaka (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2553 / 22:03
    อ๊ายยยยย น่ารักจริง เห็นมั้ยจ๊ะธามไม่ได้ฝันจ้า
    แล้วดูท่าทางแล้ววิออกอาการน่าดูว่ามีใจอ่ะ อิอิ
    #602
    0
  6. #601 impression (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2553 / 21:48
    ใช้จังหวะนี้ให้เกิดประโยชน์
    #601
    0
  7. #600 kaaka (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2553 / 20:50
    ธามจ๋าป่วยมากเลยนะเนี่ย แต่พยาบาลถูกใจมาแล้วนะจ๊ะ อ้อนซะอย่าให้เสียเวลา อิอิ
    #600
    0
  8. #599 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2553 / 20:37
    ได้ทีเก็บเเต้มเลย 5555555555
    #599
    0
  9. #598 jeabkiss (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2553 / 19:19
    นายธามได้ทีอ้อนใหญ่เลยนะ
    #598
    0
  10. #597 yumekana (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2553 / 00:44
     
    อ้อนเรยยยยยยยยนายธาม
    ช่วงนี้ต้องรีบเก็บคะแนนน้า
    แหม ที่จริงทำเนียน ๆ ขอโทษหนูวิไปเรยดีกว่านะเนี่ย

    แต่ว่า สงสารนายวัฐอยู่ดี
    #597
    0
  11. #596 ailly (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2553 / 21:01
    เจ้า....จริงๆเลยนะ คุณธามม

    แต่..งี้แหละ คนป่วย น่าเห็นใจ
    #596
    0
  12. #595 tungkn4841 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2553 / 20:42


    ตอนนี้คนป่วยไข้ใจเปิดเผยความนัยให้รวินันท์รู้ .... แล้วอย่างนี้รวินันท์จะทำอย่างไร

    รอไรเตอร์มา up ต่อค่ะ
    #595
    0
  13. #594 kaaka (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2553 / 22:14
    อ๊ายยยยย คนป่วยจ๋าจะได้พยาบาลถูกใจแล้วววววว
    #594
    0
  14. #593 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2553 / 15:02
    ธามเดี๋ยวนี้รู้สึกมารยาเยอะนะคะพี่ขา
    เเหมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    นี่ป่วยเพื่อเป็นเเผนรึเปล่า วิคะ คราวนี้จะเสร็จอีกป่ะคะเนี่ย 55555
    #593
    0
  15. #592 jeabkiss (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2553 / 12:24
    สงสัยงานนี้นายธามต้องอ้อนหนูวิแหงๆ
    #592
    0
  16. #591 ailly (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2553 / 01:21
    โอ้ยยย....หมั่นไส้จริงๆ คุณธามมม ไม่สบายนะค่ะคุณณณ

    ให้ไปเสนองานที่บ้านอ่ะ ...อยากให้ไปดูแลอ่ะดิ..ก็ดี เชียร์ๆๆๆ

    เป็นกำลังใจให้นะค่ะ
    #591
    0
  17. #590 tungkn4841 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2553 / 21:19
    คุณวิไปเยี่ยมนายธามถึงที่บ้านเลย ก็งานนี้คนป่วยเล่นขอร้องแกมบังคับอยากเห็นงานที่ทำ (จริงหรือปล่าว) 555



    รอไรเตอร์มา up ต่อค่ะ
    #590
    0
  18. #589 yumekana (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2553 / 20:27

    กร๊าก
    เจ้าเล่ห์ชะมัดเลยนายธามเนี่ย

    #589
    0
  19. #587 Uke Hajikeru (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2553 / 10:13
    น่าสงสารทั้งคู่เรย
    อัพๆๆๆๆๆ^^+
    #587
    0
  20. #586 kaaka (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2553 / 23:04
    เฮ้ออออออ อยากร้องร้องดังๆปัญหาของหัวใจมันห้ามกันไม่ได้อ่ะ
    #586
    0
  21. #585 tungkn4841 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2553 / 22:21
    เรื่องของความรัก ขึ้นอยู่กับพรหมลิขิต หากรวินันท์รู้ว่า ธาม ป่วย แล้วจะทำอย่างไร สงสารแต่นายวัฐ์จะทนรับสภาพได้แค่ไหน ....... รอไรเตอร์มา up ต่อค่ะ
    #585
    0
  22. #584 *เฟมีลน้อย* (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2553 / 21:04
    อือ น่าสงสาร
    #584
    0
  23. #583 jeabkiss (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2553 / 20:39
    สงสารวัฐจังเลย
    #583
    0