ลิขิตพิษสวาท

ตอนที่ 29 : บทที่ 29 ปะทะคารม (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    4 พ.ย. 53

บทที่ 29 ปะทะคารม

พอสตาร์ตเครื่องยนต์ได้ เจ้าของรถคันงามก็รีบเข้าเกียร์เหยียบคันเร่งจนแทบจมมิดไปกับพื้น เสียงเครื่องยนต์เทอร์โบดังสนั่นราวกับเสียงร้องคำรามอย่างกึกก้องของสิงโตเจ้าป่า และพาให้รถสปอร์ตคันงามออกตัวอย่างกระชากเคลื่อนไปบนถนนอย่างรวดเร็วราวพายุจนได้ยินเสียงล้อบดเบียดไปกับพื้นดังเอี๊ยดอ๊าด

จอดเดี๋ยวนี้นะฉันจะลง นายนี่มันไม่สมเป็นลูกผู้ชายเลย ชอบใช้กำลังกับผู้หญิง ฉันบอกให้จอดไง!”

รวินันท์โพล่งออกมาอย่างเหลืออดด้วยน้ำเสียงห้วนและแข็งกระด้างอย่างไม่เป็นมิตร เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่ทำหน้าตาถมึงทึงไม่พูดไม่จา ก่อนที่เอื้อมมือไปคว้าท่อนแขนขอเขาเอาไว้แล้วเขย่าแรงๆ เพื่อเรียกร้องให้ชายหนุ่มยอมทำตามที่เธอบอก

ผมไม่จอด ถ้าคุณอยากจะลงนักก็กระโดดลงไปเลยสิ

ธามเริ่มหมดความอดทนกับคนที่เอาแต่แผดเสียงดังบาดหูเต็มที เขากดปุ่มเปิดล็อกประตูรถแล้วเอ่ยวาจาท้าทายหญิงสาว โดยไม่ได้หันมามองหน้าและไม่คิดที่จะลดความเร็วของรถลงเลยสักนิด เพราะเชื่อแน่ว่าสไตลิสต์สาวคงไม่ใจเด็ดคิดเปิดประตูแล้วกระโดดลงไปตามคำท้าของเขาให้ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวเล่นๆ หรอก แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะคิดผิดไปถนัด 

ก็ได้ถ้าคุณไม่จอด ฉันก็จะโดดลงไปเอง

คนถูกท้าทายเอ่ยเสียงเรียบเย็น พลางชำเลืองมองชายหนุ่มหน้าหล่อที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไปและไม่มีวี่แววว่าจะจอดรถหรือชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย หญิงสาวได้แต่คิดในใจว่าเป็นอย่างไรก็เป็นกัน เธอไม่อยากถูกเขาข่มเหงทำร้ายร่างกายและจิตใจของเธออีกแล้ว ถึงแม้ว่าครึ่งหนึ่งของความรู้สึกจะบอกกับตัวเองว่าไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไรต่อการกระทำอันป่าเถื่อนของเขาเมื่อคราวก่อนเลย นอกเหนือไปเสียจากความรู้สึกผิดต่อภวัฐ ชายหนุ่มคนรักที่ยังคงเสมือนหนามแหลมคมฝังลึกอยู่ในใจและคอยทิ่มแทงให้รู้สึกเจ็บปวดแทบทุกครั้งไปเมื่อต้องพบหน้าเขา

ร่างบอบบางของรวินันท์เริ่มออกอาการสั่นเทาขึ้นมา เมื่อเธอเอื้อมมือที่สั่นระริกไปแตะที่ตัวคันโยกเพื่อที่จะเปิดประตูออก เธอเหลือบมองกระจกด้านข้างเพื่อดูว่ามีรถคันอื่นตามมาในระยะกระชั้นชิดหรือไม่ เพราะกลัวว่าเธออาจจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของชายหนุ่มใจทรามอย่างเขาได้สำเร็จแต่กลับถูกรถคันหลังที่ตามมาพุ่งเข้าชนและบดทับร่างของเธอจนบี้แบนแหลกเหลวไปกับพื้นถนน อย่างไรเสียคงต้องวางใจก่อนว่าปลอดภัยมากพอที่จะพุ่งตัวออกไป อย่างมากก็คงมีแค่รอยบาดแผลถลอกและฟกช้ำตามเนื้อตามตัวเพียงนิดหน่อยแต่ก็นับว่าคุ้มหากทำให้เธอหลุดพ้นจากรถสปอร์ตสีแดงเพลิงนี้ไปได้ เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้วหญิงสาวก็ผลักบานประตูออกไป

เฮ้! นั่นคุณจะทำจริงๆ เหรอ หยุดนะคุณวิ อย่าทำแบบนี้ มันอันตรายนะ

สายลมที่พัดกรูเข้ามาจากด้านนอกเป็นระลอกเมื่อประตูถูกเปิดออกในขณะที่รถยังคงแล่นฉิวไปบนถนน หางตาของธามจึงเหลือบไปเห็นว่าหญิงสาวได้เอื้อมมือไปเปิดประตูรถและทำท่าว่าจะกระโดดออกไปจริงๆ อย่างที่พูดแล้ว ชายหนุ่มใจหายวาบด้วยกลัวว่าเธอจะพลัดตกลงไปจากรถ เขาจึงรีบถอนคันเร่งชะลอความเร็วของรถลงก่อนจะขยับตัวเอี้ยวกายไปด้านข้างและคว้าเอาร่างบอบบางไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะต้องกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น

ปล่อยฉันนะ ปล่อยเซ่ ไอ้คนบ้า คนโรคจิต มาจับฉันไว้ทำไม

เมื่อร่างกายถูกล็อกเอาไว้ในอ้อมแขนที่แม้จะเป็นเพียงลำแขนข้างเดียวทว่ากลับแข็งแกร่งจนไม่สามารถดิ้นรนให้หลุดออกไปจากพันธนาการได้ รวินันท์จึงทำได้แต่แผดเสียงร้องระงม น้ำตาไหลพรากจนอาบไปทั้งสองแก้มนวลเมื่อถูกขัดขวางเอาไว้

เจ้าของรถสปอร์ตเหลือบมองกระจกหลังเมื่อเห็นว่าไม่มีรถตามมาเขาจึงรีบหักพวงมาลัยนำรถเข้าไปจอดนิ่งชิดขอบทางเท้า แล้วจึงใช้มืออีกข้างที่เหลือจากการล็อกตัวหญิงสาวเอาไว้ เอื้อมไปดึงประตูฝั่งคนนั่งให้ปิดงับเข้ามา ก่อนชายหนุ่มจะตะคอกเสียงดังใส่คนในอ้อมแขนอย่างโมโห

 คุณวิ นี่คุณบ้าไปแล้วหรือไง ถ้าผมจับไว้ไม่ทันคุณคงได้ลงไปนอนให้รถเหยียบเล่นแล้วรู้ไหม ผมบอกคุณแล้วไงว่าเราจะไปทำงานกัน ไม่ได้คิดจะพาคุณไปต้มยำทำแกงที่ไหนเสียหน่อย ทำไมถึงต้องทำอย่างกับว่าไม่อยากจะอยู่กับผมจนถึงขนาดต้องเสี่ยงตายแบบนี้ด้วย รังเกียจผมมากนักหรือไงครับ

พอได้เห็นใบหน้างามของสไตลิสต์สาวในสภาพน้ำตานอง หัวใจที่กำลังคุกรุ่นเต็มไปด้วยความขึ้งโกรธของธามก็พลันมอดดับลง เหลือทิ้งไว้เพียงตะกอนของความขุ่นเคืองอันเนื่องมาจากความน้อยอกน้อยใจ เมื่อเธอกล้าที่จะเดินเข้าสู่ประตูแห่งความตายมากกว่าเลือกที่จะร่วมเดินทางไปกับเขา น้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่ซัดสาดใส่หญิงสาวราวกับเป็นพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำจึงแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่อ่อนลงในตอนท้ายและแฝงไว้ด้วยคำพูดตัดพ้อ พลางมองสบตาเธอด้วยแววตาเจ็บปวดที่ฉายชัดอยู่ในดวงตายาวรีเบื้องหลังแว่นกระจกบางไร้กรอบนั้น

ใช่ ฉันรังเกียจที่นายชอบใช้กำลังบังคับรังแกฉัน นายมันเป็นตัวอันตรายที่ฉันไม่อยากอยู่ใกล้มากที่สุด รู้ไว้เสียด้วยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องงานฉันไม่มีวันยอมมาเจอหน้าคนอย่างนายอีกเป็นครั้งที่สองหรอก แล้วฉันก็อยากจะรีบทำงานนี้ให้มันเสร็จไปเร็วๆ เสียที จะได้ไม่ต้องมาทนมองหน้าคนใจร้ายอย่างนายอีกไง

รวินันท์มองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้างและเอาแต่ตะโกนปาวๆ ใส่หน้าเธอผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อคลออยู่รอบดวงตาคู่สวย จึงไม่อาจมองเห็นสายตาที่มองมาอย่างตัดพ้อของอีกฝ่ายได้ชัดเจนนัก แต่ถึงกระนั้นก็สามารถจับได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ส่งผ่านมากับน้ำเสียงเย็นเยียบของเขา และทำเอาหัวใจของหญิงสาวไหวยวบลงทันทีที่ได้ฟัง ทีแรกเธอคิดว่าจะก่นด่าเขาให้เจ็บแสบยิ่งกว่านี้ ให้สมกับการกระทำอันร้ายกาจจนแทบไม่น่าอภัยของเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหัวใจของเธอกลับรู้สึกบีบคั้นและเจ็บปวดนัก ยามได้เห็นใบหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความโกรธของเขาดูหงอลงไปถนัดตาหลังจากที่เธอพูดคำว่า รังเกียจ ออกไป

ธามลอบถอนหายใจยาวราวกับคนที่ปลงตกในชีวิต เมื่อได้รับรู้ความจริงจากปากของสไตลิสต์สาวว่าตัวเขานั้นเป็นคนที่เธอรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงถึงเพียงไหน ชายหนุ่มไม่นึกโกรธเธอเลยสักนิด กลับเอาแต่ถือโกรธโทษตัวเองที่ทำตัวบ้าระห่ำจนพลอยทำให้เธอจดจำแต่สิ่งที่ไม่ดีในตัวเขาและก่อเกิดอคติด้านลบ มองเขาในแง่ร้ายอยู่เสมอทั้งที่เขาพยายามจะจริงใจกับเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วก็ตาม

คงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากทำใจยอมรับอย่างสิ้นหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขาไม่มีทางสานต่อได้อย่างที่หมายมั่นปั้นมือไว้แต่แรกอีกแล้ว เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบพยายามข่มความรู้สึกเศร้าหมองเอาไว้เพียงในใจ และแสร้งทำเป็นยิ้มให้อีกฝ่าย แม้ว่ามันจะเป็นรอยยิ้มที่ชายหนุ่มรู้สึกขมขื่นและกล้ำกลืนฝืนทนมากเพียงไรก็ตาม

เอาล่ะ ผมเข้าใจแล้ว ต่อไปนี้ระหว่างเราจะมีแต่เรื่องงานเท่านั้น ผมจะพยายามไม่ทำอะไรที่เป็นการฝืนใจคุณอีก ถ้าคุณไม่ต้องการ แบบนี้ดีไหมครับ

รวินันท์ไม่ตอบอะไรนอกจากพยักหน้าน้อยๆ ตอบรับคำพูดของชายหนุ่ม และเบือนหน้าไปอีกทาง สายตาเหม่อลอยทอดมองออกไปนอกกระจกคล้ายไม่อยากสนใจคนข้างกายอีกแล้ว

เจ้าของรถสปอร์ตคันงามเหลือบมองดวงหน้าขาวใสแต่ดูเฉยชาราวคนไร้อารมณ์แล้วได้แต่ถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้งอย่างหนักใจที่ต้องทนข่มอารมณ์เก็บความรู้สึกของตนเอาไว้ ทั้งที่เขาอยากจะรั้งตัวเธอเข้ามากอดและปลอบด้วยความอ่อนโยน แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เขาเองที่ลั่นวาจาว่าจะไม่ทำอะไรให้หญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ จึงไม่อาจทำอย่างที่ใจหวังได้ เขาจึงสะบัดหน้าเบาๆ คล้ายจะสลัดความรู้สึกต่างๆ ที่มีต่อเธอออกไปให้หมดจากห้วงความคิดก่อนจะออกรถเคลื่อนตัวแล่นทะยานไปบนถนนอีกครั้ง

รถสปอร์ตสีแดงเพลิงโลดแล่นไปบนเส้นทางสายหลักที่มุ่งตรงสู่ย่านราชประสงค์ แหล่งช็อปปิงกลางใจเมืองที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอาณาจักรของบรรดาเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมหลากหลายเชื้อชาติรวบรวมเอาไว้แห่งเดียว เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ซึ่งมีสินค้าวางจำหน่ายอย่างพรั่งพร้อมและครบครันสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ

แม้ว่าในเวลานี้ยังไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วนของชาวกรุงเทพมหานคร แต่ปริมาณรถราที่สัญจรผ่านไปมาในบริเวณนั้นก็ยังเรียกได้ว่าค่อนข้างแออัดจอแจและวุ่นวายจนชวนให้รู้สึกเวียนหัว แต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความคึกคักอย่างมีชีวิตชีวาของเมืองหลวงที่ไม่แลดูเงียบเหงาจนเกินไป แตกต่างกับบรรยากาศภายในรถยนต์คันงามที่แล่นเอื่อยๆ สลับกับหยุดนิ่งตามจังหวะสัญญาณไฟจราจรนั้นอย่างสิ้นเชิง นอกจากเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแว่วเข้ามาแล้ว เรียกได้ว่าเงียบสนิทจนแทบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของคนสองคนภายในรถคันนั้นที่ต่างคนต่างมองกันไปคนละทางคล้ายไม่มีใครคิดที่จะสนใจใคร

แม้สมาธิของธามจะยังคงจดจ่ออยู่กับการบังคับรถคันเก่งของตนให้แล่นไปตามเส้นทางเบื้องหน้า ทว่าในสมองกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ผุดโผล่ขึ้นมาราวดอกเห็ด ชายหนุ่มได้แต่ถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาตัดสินใจผิดหรือเปล่าที่บังคับให้สไตลิสต์สาวคนนี้มาทำงานร่วมกับเขา

จริงอยู่ที่ว่าตอนแรกนั้นเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอคือ รวินันท์ แพรวเพริศพิทักษ์ สไตลิสต์สาวฝีมือดีจากนิตยสารพีช เจ้าของผลงานที่สามารถหยิบจับเอาเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูของดีไซเนอร์ชั้นนำจากหลายหลากห้องเสื้อมามิกซ์แอนด์แมชท์กันได้อย่างลงตัวและเหมาะสมเป็นอันมาก ความรู้สึกประทับใจก่อเกิดขึ้นมาทันใดเมื่อได้เห็นผลงานของเธอในนิตยสารแฟชั่นชื่อดังเล่มของเมืองไทยเล่มนี้ซึ่งมณิการ์เป็นคนนำมาให้เขาดู และเขาก็ตัดสินใจที่จ้างเธอเพื่อมาออกแบบชุดสำหรับให้เหล่านางแบบนายแบบใส่ในภาพยนตร์โฆษณาเปิดตัวรถยนต์ทั้งสามรุ่นของบริษัทในทันที

ยิ่งภายหลังพอรู้ว่าคนที่เขาหมายตาให้มาเป็นสไตลิสต์ในโปรเจ็กต์ใหญ่นี้คือคนเดียวกับผู้หญิงที่ทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหวได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ตลอดมาชีวิตของเขาห้อมล้อมไปด้วยสาวสวยมากมายทั้งดารานักแสดงรวมไปถึงเหล่าบรรดาลูกหลานของคนที่มีฐานะทางการเงินและทางสังคมอยู่ในระดับชนชั้นสูงเช่นเดียวกับตัวเขา แต่ไม่เคยมีใครที่มีอิทธิพลต่อเขาได้มากมายเท่ากับเธอมาก่อน จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อบีบบังคับให้เธอยอมตกลงที่จะมาร่วมงานกับเขาให้จงได้

แม้จะรู้ดีว่าผู้หญิงหัวรั้นจอมดื้อด้านคนนี้คือคนที่ยอมทำทุกอย่างเพียงเพื่อไม่ให้เขาทำร้ายร่างกายหรือแม้แต่เข้าไปยุ่มยามกับชีวิตส่วนตัวของชายหนุ่มผู้เป็นคนรักของเธอรวมทั้งคนรอบข้าง ถึงขนาดกล้าเอาตัวเองเข้าแลกและยอมรับข้อเสนอของเขามาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็ยังคิดที่จะคว้าเอาหัวใจของเธอมาครองให้ได้ แต่มาถึงตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาเองคงต้องถอดใจเสียแล้วเพราะรู้ว่าในสายตาของหญิงสาวคงไม่มีภาพในมุมมองด้านดีๆ ของเขาติดอยู่เลยแม้แต่น้อย

ทางด้านรวินันท์เองนั้น เธอได้แต่นึกทบทวนหาเหตุผลอยู่ในใจว่าเหตุใดกันหนอ เธอจึงรู้สึกเจ็บปวดราวกับว่าถูกใครมาบีบเค้นหัวใจดวงน้อยที่เต้นอยู่ในอกด้านซ้ายจนปวดหนึบไปหมดเพียงเมื่อได้เห็นสายตาเศร้าสร้อยของชายหนุ่มเจ้าของโปรเจ็กต์ที่รู้สึกจงเกลียดจงชังเป็นหนักหนา

สไตลิสต์สาวไม่อยากเชื่อว่าคนที่ดูเหมือนไม่ยี่หระต่อสิ่งใดรอบข้างนั้น กลับแคร์ในคำพูดต่อว่าต่อขานของเธอจนถึงกับหน้าหมองลงไปได้ขนาดนี้ แถมยังทำให้หัวใจของเธอพลอยรู้สึกหวั่นไหวไปด้วย มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่นะ ทำไมผู้ชายเจ้าเล่ห์จอมเอาแต่ใจคนนี้ถึงได้เข้ามามีอิทธิพลอยู่อำนาจจิตใจของเธอได้ เสียงหนึ่งดังแว่วเข้ามาในสมอง

สงสัยเธอจะตกหลุมรักเขาเข้าแล้วล่ะ

ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ฉันจะไปหลงชอบคนพรรค์นี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน เขาคือคนที่ข่มขืนฉันนะ

แต่เธอก็แอบหวั่นที่เห็นเขาทำหน้าเศร้าลงไปนี่นา เธอต้องเริ่มชอบเขาขึ้นมาแล้วแน่ๆ

            ไม่นะ เลิกพูดเซ้าซี้เสียทีได้ไหม บอกว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบไงเล่า!

            รวินันท์ยกมือขึ้นมาปิดหูตัวเองเหมือนรำคาญเสียงที่กำลังเถียงกันอยู่ในหัว ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างเหลืออด ทำเอาคนที่กำลังจะหันมาเรียกให้หญิงสาวลงจากรถถึงกับสะดุ้งโหยง ทั้งที่มือเรียวที่เอื้อมมาทำท่าจะสะกิดนั้น ยังยื่นมาไม่ถึงไหล่ของเธอเลยเสียด้วยซ้ำไป

            ผมยังไม่ได้เซ้าซี้อะไรคุณเลยนะครับ แค่จะบอกว่าเรามาถึงแล้วเท่านั้นเอง

            ธามชักมือหดกลับมา พลางยกขึ้นเกาศีรษะตัวเองอย่างข้องใจว่าเขายังไม่ทันเอ่ยปากอะไรเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวที่นั่งข้างกายก็รีบโวยวายออกมาเสียก่อนแล้ว

            คล้ายสไตลิสต์สาวจะรู้ตัวว่าเธอเผลอจมอยู่กับความคิดของตัวเองนานเกินไปจนไม่ได้สนใจว่าเขาพาเธอมาถึงที่ไหนแล้ว หญิงสาวสะบัดหน้าเบาๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านที่กำลังตีกันยุ่งให้มลายหายไป พลางทำท่าหันรีหันขวางเหลียวไปมองรอบตัวอย่างงุนงงเมื่อพบว่ากำลังอยู่บนลานจอดรถภายในอาคารที่ไหนสักแห่ง ก่อนจะหันมาถามคนข้างกายเสียงเข้ม

            ที่ไหนเนี่ย เราอยู่ที่ไหนกัน

            สยามพารากอนไงครับ ก็ผมบอกแล้วไงว่าจะพาคุณมาสำรวจตลาด ฟังกันบ้างไหมนี่

            ประธานหนุ่มเจ้าของบริษัทถอดแว่นสายตาที่แกล้งสวมไว้หลอกๆ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือตามที่บิดาเคยแนะนำเอาไว้ แล้วเอื้อมมือไปหยิบกล่องที่อยู่ในช่องเก็บของบนคอนโซลหน้ารถมาใส่แว่นยี่ห้อหรูราคาแพงระยับ ก่อนจะเก็บมันกลับไปไว้ที่เดิม พลางแอบชำเลืองมองท่าทางลุกลี้ลุกลนของหญิงสาวแล้วจึงอดยิ้มขำออกมาไม่ได้ เมื่อเธอทำเหมือนหวาดระแวงว่าจะถูกเขาพามาทำมิดีมิร้ายอย่างไรอย่างนั้น อารมณ์เศร้าสลดหดหู่เมื่อครู่ค่อยๆ ก็พลันสดชื่นรื่นรมย์ขึ้นมาอีกครั้ง เขาแอบแขวะเธอเสียงเบา ก่อนจะแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมกับส่งสายตาแพรวพราวให้หญิงสาว

เอ้า แล้วจะมัวนั่งอยู่ทำไม มาถึงแล้วก็รีบๆ ลงไปสิครับ ไหนว่าอยากจะรีบทำงานให้มันเสร็จเร็วๆ ไง หรือว่าเปลี่ยนใจเกิดอยากจะยืดเวลาให้ได้อยู่กับผมนานขึ้นกว่าเดิมแล้วล่ะครับ

ใบหน้าทะเล้นและรอยยิ้มล้อเลียนของคนที่พยายามกระเถิบตัวเข้ามาใกล้ ทำให้รวินันท์ต้องรีบยื่นมือออกไปผลักไสใบหน้าหล่อเหลาที่แลดูกวนประสาทเธอเป็นอย่างมากนั้นให้ออกห่าง พร้อมกับตวาดใส่เขาเสียงลั่น

ใครเขาจะอยากอยู่ใกล้ตัวอันตรายอย่างนายกัน ยี้! ออกไปห่างๆ ฉันเลยนะ

ต่อ

ตัวอันตราย คลี่ยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจกับการได้แกล้งยั่วโมโหเธอเสมือนเป็นความบันเทิงเริงใจอย่างหนึ่งของเขา ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ แล้วรีบวิ่งอ้อมมาอีกฝั่งเพื่อเปิดประตูให้พลางทำท่าโค้งคำนับพร้อมกับยื่นมือออกมารอรับราวกับเธอเป็นเจ้าหญิงโฉมงามผู้สูงศักดิ์ส่วนเขาเป็นเพียงทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ก็มิปาน

“เชิญครับคุณผู้หญิง”

รวินันท์มองคนตรงหน้าด้วยสายตาพิศวงงงงวยยิ่งนัก ดูเหมือนว่าอารมณ์ของชายหนุ่มจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนทำให้เธอเริ่มรู้สึกสับสนจนจับทางไม่ถูกว่าเขาจะมาไม้ไหนอีกกันแน่ แต่ก็ยอมยื่นมือให้อีกฝ่ายจับก่อนจะเดินตามคนในชุดสูทไปโดยดี

และแล้วภารกิจการตามล่าสำรวจเสื้อผ้าและเครื่องประดับซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบรนเนมด์ดังที่นำเข้าจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้นก็เริ่มต้นขึ้น ตลอดเวลาประธานบริษัทหนุ่ม มักจะชี้ชวนให้หญิงสาวดูเครื่องแต่งกายในรูปแบบต่างๆ ที่คิดว่าเหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นชุดสำหรับเหล่านายแบบนางแบบที่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์ในภาพยนตร์โฆษณารถยนต์ทั้งสามรุ่นของเขา โดยไม่ได้สนใจว่าคนที่เดินตามต้อยๆ นั้นจะรู้สึกอย่างไร

หลังจากที่สไตลิสต์สาวเสนอความคิดอะไรออกไปก็ถูกแย้งไปเสียหมด เรียกได้ว่าความเห็นของเธอและเขานั้นแทบไม่ตรงกันเลยสักนิด มิหนำซ้ำเขายังพาเธอเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้เป็นว่าเล่นจนแทบจะขาลากอยู่แล้ว จึงอดโพล่งถามออกไปด้วยความโมโหไม่ได้

 “นี่คุณธาม ถ้าคุณคิดว่าออกแบบชุดที่เหมาะกับพวกพรีเซ็นเตอร์ของคุณเองได้ แล้วจะจ้างสไตลิสต์อย่างฉันมาทำไมให้เปลืองมิทราบคะ”

ชายหนุ่มที่ถูกเรียกชื่อเสียงดังรีบหันขวับไปมองคนที่ประท้วงเขาด้วยการหยุดยืนนิ่งอยู่ที่กลางทางเดินและกำลังบ่นอุบด้วยสีหน้าไม่พอใจเป็นอันมากแล้วก็อดยิ้มในตาไม่ได้ เขาแกล้งทำเสียงเข้มพลางตีหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะตอบกลับไป

“ก็แต่ละชุดที่คุณบอกผมมันไม่เห็นจะได้เรื่องเลยนี่นา บางชุดก็ดูโป๊เกินไปจนแทบจะเหมือนเป็นชุดของพวกสาวโคโยตี้อยู่แล้ว แล้วชุดเมื่อกี้ก็ดูแก่หง่อมไม่เห็นจะเหมาะกับรถที่ออกแบบมาให้ดูทันสมัยรับกับไลฟ์สไตล์ของตนรุ่นใหม่ตรงไหนเลย ผมชักไม่อยากเชื่อเซ้นส์ทางด้านแฟชั่นของคุณเสียแล้วสิ ผลงานในนิตยสารเล่มนั้น ใช่ผลงานของคุณจริงๆ หรือครับ”

ที่จริงแล้วต้องบอกว่าธามรู้สึกชื่นชมรสนิยมในการเลือกสรรเสื้อผ้าและเครื่องประดับของเธอมากทีเดียว ไม่อยากเชื่อว่าเธอสามารถที่จะหยิบชุดนั้นชุดนี้มาผสมเข้าด้วยกันจนแทบจะกลายเป็นชุดใหม่ที่เหมือนเพิ่งตัดเย็บขึ้นมาจากแบบร่างที่สไตลิสต์สาวเขียนขึ้นมาเองอย่างไรอย่างนั้น แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าพวกชุดเสื้อผ้าจากแบรนด์เนมหลากหลายยี่ห้อนั้นยังไม่เป็นที่ถูกตาต้องใจเขาเลยสักนิดเมื่อนึกเปรียบเทียบกับภาพรถยนต์นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เขาเองได้มีส่วนร่วมในการออกแบบรูปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกจนเรียกว่าแทบจะทั้งคันเลยก็ว่าได้

แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นความผิดของสไตลิสต์สาวคนนี้เพียงอย่างเดียวเสียที่ไหน บางทีน่าจะบอกว่าชุดที่เหล่าดีไซเนอร์ชื่อดังได้ออกแบบมาจำหน่ายในห้องเสื้อของตัวเองนั้นเองต่างหากที่ไม่มีตัวไหนหรือชิ้นไหนเลยที่เหมาะสมกับรถยนต์ทั้งสามรุ่นของเขา แต่ชายหนุ่มก็แกล้งทำเป็นยวนเธอไปอย่างนั้นเอง เพราะเขารู้สึกว่าเวลาที่ใบหน้างามกลายเป็นงอง้ำบูดบึ้ง จนแก้มป่องนั้นแดงก่ำด้วยความโมโหของเธอนั้นดูน่ารักน่าชังเหมือนเด็กสาวมัธยมปลายเสียมากกกว่าที่จะคิดว่าเป็นผู้หญิงทำงานที่อายุอานามใกล้จะขึ้นเลขสามอยู่อีกไม่กี่ปีแล้ว

 

 

ติดตามตอนต่อไปได้
เร็วๆ นี้ค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,077 ความคิดเห็น

  1. #447 ตะบองเพชรจิ๋ว (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 / 15:52
    นายธามเริ่มน่ารักแล้ว
    #447
    0
  2. #430 JJ.. (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 / 18:58

    น้องธามอย่าไปยอมมากมาก ลากไปขังที่บรรยากาศดีๆ 

    เเล้วก็บอกรักเลยยย ห้าๆๆๆๆ

    พี่วิก็ เริ่มลังเลอ่าจิว่าจะรักดีหรือเปล่าา

    #430
    0
  3. #409 .+*Oom-Y!mz*+. (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 / 22:47

    หนุกมากค่ะ  ...สู้ๆนะค่ะเป้นกำลังใจให้

    #409
    0
  4. #405 yumekana (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 / 01:21
    Miss Bone Emoticons 122
    นายธามเริ่มรุกแล้วอะดี๊
    หนูวิจะรู้ตัวก็หาไม่
    ระวังนะจ๊ะ
    พอรู้ตัวอีกที 
    อาจถอนออกมาไม่ได้ทั้งตัว ทั้งหัวใจ
    อิอิ
    #405
    0
  5. #404 jeabkiss (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 / 19:20
    นายธามเริ่มน่ารักขึ้นแล้วซิ
    #404
    0
  6. #403 oplecat (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 / 16:50

    ชอบจัง น่ารัก

    #403
    0
  7. #402 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 / 10:22
    ที่เหลือเริ่มผ่อนคลาย????? แบบยวนๆๆของธามนี่ท่าจะทำหนูวิประสาทเสียไปแล้ว 55555
    #402
    0
  8. #401 kaaka (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 / 00:54
    555 ชอบอ่ะ ยิ่งมีปากมีเสียงยิ่งดูน่ารัก 555
    #401
    0
  9. #400 tungkn4841 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 / 00:18
    หลงคุณวิของเราเข้าแล้วซินายธาม ชอบแกล้ง ชอบยั่ว ให้สาววิอารมย์เสียอยู่บ่อย ๆๆ โดนบ่นและต่อว่าอยู่บ่อยๆๆ

    พี่ธามก็ไม่โกรธ แต่ลึกๆ กลับชอบ



    รอไรเตอร์มา up ต่อน้า
    #400
    0
  10. #399 jeabkiss (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 / 13:28
    #399
    0
  11. #398 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 / 18:57
    อ่านไปอ่านมาเหมือนทั้งคู่จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองประหลาดไปมาก 55555
    #398
    0
  12. #397 jeabkiss (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 / 10:10

    ต่างคนก็ต่างเริ่มรู้ใจตัวเองแล้ว

    #397
    0
  13. #396 jeabkiss (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 / 10:10

    ต่างคนก็ต่างเริ่มรู้ใจตัวเองแล้ว

    #396
    0
  14. #395 tungkn4841 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 / 00:34


    คุณวิ ลองถามใจตัวเอง ....ทำไมต้องหวั่นไหวรู้สึกปวดตรงหัวใจ เมื่อได้แสดงความรังเกียจเขาแล้ว ท่าทางเขาเปลี่ยนไปดูเศร้าสด ไม่เหมือนเดิม ผิดกับภวัฒน์เมื่อเขาแสดงความห่วงใย เธอกลับไม่รู้สึกอะไร เป็นเพราะอะไรหรือ



    รอไรเตอร์มา up ต่อ
    #395
    0
  15. #394 kaaka (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 / 21:03
    แอบสงสารธามอ่ะ ต้องเริ่มเข้าหาแบบดีแล้วจ๊ะธามไม่ยากหรอกนะจ๊ะ
    #394
    0
  16. #393 jeabkiss (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 / 19:43
    #393
    0
  17. #392 oplecat (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 / 18:34

    เป็นกำลังใจให้นะคะ

    #392
    0
  18. #390 yumekana (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2553 / 13:55
    Miss Bone Emoticons 270
    น่าสงสารทั้งคู่เลยอะ
    ไม่ไหว
    นายธาม รู้ใจตัวเองได้ยัง
    นายควรทำอะไรสักอย่างให้สถานการณ์มันดีขึ้นนะ
    เฮ่อ
    #390
    0
  19. #389 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2553 / 12:18
    พาร์ทนี้เส้าสุดๆๆ ตกลงสองคนนั้นจะเอายังไงต่อหนอออ ธามสลดค่ะสลดดด
    #389
    0
  20. #388 tungkn4841 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2553 / 22:39
    น่าเห็นใจนายธาม โดนผู้หญิงที่ตนเองรักตะโกนใส่หน้าว่า รังเกียจ เล่นเอาหน้าจ๋อยไปเลย แถมต้องข่มความรู้สึกของตนเองเอาไว้ คุยกันแต่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น ทำให้ตอนนี้เส้นทางของทั้งคู่เหมือนเส้นขนาน ทำอย่างไรจะทำให้เส้นสองเส้นมาพบกันได้ พรหมลิขิต จ๋า ช่วยด้วย ( อินเจ้าค่ะ )



    รอไรเตอร์มา up ต่อ มาทีละ 25% ก็ยังดี
    #388
    0
  21. #387 kaaka (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2553 / 22:23
    จ๋อยไปแล้วธามของอิฉัน เปลี่ยนแผนใหม่สิจ๊ะเดี๋ยวดีเอง อิอิ
    #387
    0
  22. #386 jeabkiss (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2553 / 18:10
    หนูวิคงขมขื่นมากๆถึงได้กล้าที่จะทำอย่างนี้
    #386
    0
  23. #384 impression (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2553 / 20:08
    ไม่คิดเลยว่าหนูวิจะกล้าขนาดนั้น
    #384
    0
  24. #383 jaaeika (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2553 / 17:24

    รออยู่นะคะ

    #383
    0
  25. #382 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2553 / 08:45
    พี่ธามคิดผิดอย่างเเรงนะคะ หนูวิเค้ากล้ากระโดดนะคะเพ่ 55555555
    โถถถถ ถ ถ  ถ ถๆ ๆ ๆ ๆ  พี่ธามเศรี้ไปเลยละเซ่ 55555(สะใจ เอ๊ะ?)
    เอายังไงดีเนี่ย ชอบเค้าก้อบอกไปดิ๊ บอกไปๆๆ ๆ ๆ ๆ ๆ  หนูวิเอ้ย อย่ารู้สึกผิดอะไรมากนะจ๊ะ
    เอาใจช่วยลุ้นๆ ๆ ๆ รักพี่ธามหดหัวใจ(มันเกี่ยวมั้ย?)
    ไรเตอร์เอาที่เหลือมาลงด่วยนนนนนนนนนเลยนะจ๊ะ
    #382
    0