ลิขิตพิษสวาท

ตอนที่ 10 : บทที่ 10 บทลงโทษสำหรับคนผิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,481
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    18 ส.ค. 53

บทที่ 10 บทลงโทษสำหรับคนผิด

                แสงไฟสีขาวสว่างจ้าจากโคมไฟหน้ารถสาดส่องไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนปรบมือโห่ร้องส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างสนามประลอง ชายหนุ่มเจ้าของรถสปอร์ตสีแดงเพลิงก็เปิดกระจกแล้วยื่นมือออกไปโบกแทนคำขอบคุณให้กับคนเหล่านั้น ก่อนที่เขาจะโชว์ฝีมือการจอดรถแบบไม่ธรรมดาด้วยการเหยียบเบรกอย่างแรงจนได้ยินเสียงยางล้อรถที่เบียดไปบนท้องถนนแล้วปล่อยให้รถคันงามหมุนเป็นวงกว้างสร้างรอยยาวสีดำลากเป็นวงกลมอยู่นานเกือบครึ่งนาที ก่อนจะหยุดนิ่งสนิทพร้อมๆ กับที่รถแฮตช์แบ็กห้าประตูสีดำทะมึนจะแล่นตามเข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับที่สอง

                รวินันท์ยกมือขึ้นทุบลงไปบนพวงมาลัยแรงๆ สองสามครั้งพลางกรีดร้องออกมาลั่นรถอย่างเจ็บใจที่ไม่สามารถเอาชนะชายหนุ่มเจ้าของรถสปอร์ตสุดหรูคู่แข่งของตนได้ อีกเพียงนิดเดียวแท้ๆ เธอก็จะเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะมาอยู่ในกำมือได้อยู่แล้วเชียว หากไม่ติดตรงที่อีกฝ่ายอาศัยเครื่องยนต์ระบบเทอร์โบที่มีแรงม้าสูงกว่ารถที่เธอใช้เป็นพาหนะมากนัก ทำให้เมื่อถึงจังหวะที่รถของทั้งคู่ซึ่งตีคู่สูสีกันมาในระยะประชิดเปลี่ยนจากทางโค้งลงจากสะพานกลับรถแบบเกือกม้าเข้าสู่ทางตรงนั้น เขาจึงเร่งเครื่องแซงหน้าเธอขึ้นมาจนสามารถแล่นนำเข้าเส้นชัยไปก่อนหน้าเธอเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

เมื่อหญิงสาวนำรถเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบเคียงข้างรถสปอร์ตคันงาม  เธอก็รีบเปิดประตูรถก่อนจะเดินลิ่วๆ ตรงไปหาชายหนุ่มที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าผู้ชมข้างสนาม พลางคว้าไหล่ของคนร่างสูงให้หันกลับมาประจันหน้ากับเธอ ก่อนจะยกมือขึ้นมาแล้วชี้หน้าต่อว่าเขาอย่างโกรธจัด

                นายนี่มันขี้โกงกันชัดๆ เลย เล่นใช้รถสปอร์ตมาแข่งกับรถธรรมดาๆ อย่างนี้ ฉันก็มีแต่แพ้กับแพ้น่ะสิ”

                “อะไรกันครับคุณผู้หญิง แพ้แล้วพาลกันชัดๆ เลยนะ ตั้งแต่แรกผมก็ไม่ได้ห้ามเอาไว้สักหน่อยว่าคุณจะเอารถสปอร์ตเหมือนกันมาแข่งไม่ได้น่ะ อย่าลืมสิครับว่าคุณเองต่างหากที่มาตัวเปล่า ผมอุตส่าห์ไม่ปรับแพ้ตั้งแต่แรกแถมยังให้โอกาสคุณได้ยืมรถของลูกน้องผมมาขับแข่งแล้ว ยังไม่พอใจอีกเหรอครับ”

                ธามทำหน้ายียวน ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับคำพูดกล่าวหานั้นเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะเอ่ยทบทวนความจำของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูกที่ได้แกล้งกวนประสาทเธออีกครั้ง ส่วนรวินันท์พอได้ฟังก็ถึงกับสะอึกเพราะทุกสิ่งที่ชายหนุ่มพูดมานั้นเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอพยายามจะโต้เถียงเขาหรืออย่างน้อยๆ ก็อาจจะขอแก้ตัวแข่งกันใหม่อีกสักรอบในคราวต่อไป

“นั่นมันก็ใช่ แต่ว่าแบบนี้มันไม่ยุติธรรมนี่นา ฉันว่าเรามาแข่งกันอีกทีดีกว่าไหม แล้วถ้านายแน่จริงก็อย่า...”

“จุๆ ไม่เอาน่า ดูฟ้าสิครับแดงแจ๋อย่างนี้สงสัยอีกไม่นานฝนคงจะตกหนักเป็นพายุแน่ๆ เลย เราอย่ามาเสียเวลาเถียงกันเลยนะครับ ผลการแข่งขันเป็นยังไง พวกลูกน้องผมและเพื่อนๆ ก็ได้เห็นและเป็นประจักษ์พยานให้อยู่แล้ว จริงไหมพวกเรา”

ชายหนุ่มจับมือของหญิงสาวแล้วหันทิศทางนิ้วของเธอกลับไปแตะที่ริมฝีปากตัวเอง เพื่อหยุดการโต้เถียงที่ไร้เหตุผลนั้นเสีย ก่อนจะหันไปถามบรรดาสมัครพรรคพวกของเขา เสียงเฮโลดังลั่นแทนคำตอบนั้นเล่นเอาคนที่พยายามจะขอแก้ตัวได้แต่หน้าเจื่อนสนิทลงไปทันที และดูเหมือนใบหน้าขาวนั้นจะเริ่มถอดสีหนักกว่าเก่าเมื่อได้เห็นรอยยิ้มเยือกเย็นของอีกฝ่าย สิ้นเสียงของเขาผืนฟ้าสีเทาปนแดงก็ส่งเสียงคำรามดังกึกก้องขึ้นมาทันที

“เอาละ การแข่งก็จบลงไปแล้ว และคนที่ชนะก็คือผม เพราะฉะนั้นคราวนี้ถึงตาคุณที่จะต้องทำตามข้อตกลงในเงื่อนไขของผมบ้างแล้วล่ะครับคุณผู้หญิง เอ้า ฮึบ!

                ว้าย! นี่คุณจะทำอะไรฉันน่ะ ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้เลยนะ กรี๊ด ไอ้คนบ้า ไอ้ลามก มาจับอะไรฉันเนี่ย ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยที

                รวินันท์ร้องโวยวายเสียงดัง เมื่อจู่ๆ ร่างบอบบางของเธอก็ถูกชายหนุ่มร่างสูงเพรียวก้าวเข้ามาประชิดตัวก่อนจะถูกอุ้มพาดบนบ่ากว้าง ปล่อยศีรษะของเธอห้อยลงพื้น เธอพยายามดิ้นให้หลุดรอดออกจากวงแขนแข็งแรงนั่นโดยไม่ได้นึกกลัวสักนิดว่าจะหล่นตุ้บลงมากองกับพื้นให้หัวร้างข้างแตกหรือเปล่า แต่แล้วเมื่อบั้นท้ายสัมผัสได้ถึงแรงกระทบจากฝ่ามือใหญ่เธอก็ยิ่งส่งเสียงกรีดร้องออกมาให้ลั่นไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมทั้งตะโกนเรียกให้ใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือ แต่กลับได้รับเสียงโห่ฮาอย่างสนุกสนานจากคนเหล่านั้นกลับมาแทน

                “อยู่นิ่งๆ สิคุณ จะดิ้นไปทำไมนักหนาเล่า เกิดตกลงไปคอหักแขนขาเดาะขึ้นมาจะมาโทษว่าเป็นความผิดของผมอีกไม่ได้นะครับ เค! นายเอารถคืนไปได้แล้ว ขอบใจมากนะที่ให้ยืม แล้วก็บอกพรรคพวกของนายด้วยว่าให้แยกย้ายกันกลับได้แล้ว เดี๋ยวพวกตำรวจแห่กันมาแล้วจะยุ่ง”

                ธามขึ้นเสียงตะคอกใส่คนที่แบกอยู่บนบ่าของตนให้หยุดออกฤทธิ์ออกเดชเสียที พลางหันไปสั่งการกับลูกน้องเสียงดัง ชายหนุ่มร่างอ้วนโค้งคำนับรับคำขอบคุณจากผู้เป็นนายก่อนจะรีบกุลีกุจอมาเปิดประตูด้านคนขับให้อย่างรู้งาน ส่วนวายุนั้นก็รีบอ้อมไปยืนดันประตูรถอีกฝั่งทันทีที่เห็นว่าเจ้านายของตนโยนร่างของหญิงสาวที่แพ้ในการแข่งขันเข้าไปในรถบนเบาะด้านข้างคนขับ ด้วยรู้ดีว่าเธอจะต้องพยายามเปิดประตูรถออกมาแล้ววิ่งหนีไปอย่างแน่นอน

                โอ๊ย เจ็บนะ แล้วนี่คุณจะพาฉันไปไหน ปล่อยฉันไปนะ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย กรี๊ด...ด!”

                รวินันท์พยายามส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังหนุ่มแว่นร่างผอมที่ยืนอยู่ข้างประตู แต่เมื่อเห็นว่าเขาส่ายหน้าน้อยๆ พร้อมกับพยายามดันประตูเอาไว้ในขณะที่เธอเองพยายามออกแรงอย่างสุดกำลังเพื่อจะเปิดมันออก เธอก็ตะโกนออกมาอย่างสุดเสียงพลางส่งเสียงกรีดร้องเสียจนลั่นรถ เพื่อหวังให้คนที่จับเธอมานั้นตกใจหรือไม่ก็แก้วหูแตกไปเสีย เธอจะได้หลุดพ้นไปจากที่แห่งนี้ และอยู่ให้ห่างจากชายหนุ่มหน้าสวยตัวอันตรายคนนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

                บนใบหน้าของหญิงสาวในตอนนี้เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งพรั่งพรูลงมาเป็นสาย ความรู้สึกกลัวแล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจทันทีที่เจ้าของรถบิดกุญแจแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มแล้วเร่งเครื่องทะยานไปบนถนนอย่างรวดเร็วราวแข่งกับกลุ่มเมฆสีเทาหม่นต้นกำเนิดของพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังไล่ตามมาติดๆ

                นี่คุณกำลังจะพาฉันไปไหนกันแน่ เงียบอยู่ทำไมเล่าตอบมาสิ โอเค ฉันยอมรับแล้วก็ได้ว่าฉันแพ้แล้ว ฉันจะชดใช้ค่าเสียหายให้คุณเอง ขอร้องล่ะ ปล่อยฉันลงไปเถอะนะ

                ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก ยังไงคุณก็ต้องได้ชดใช้ค่าเสียหายคืนให้ผมอย่างแน่นอน แต่อย่าลืมนะว่ายังมีเงื่อนไขของผมอยู่อีกข้อ ที่ว่าคุณจะยอมทำตามที่ผมบอกทุกอย่างโดยไม่โต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้นจำได้หรือเปล่า

                ธามเอ่ยเสียงเรียบและพยายามกลั้นหัวเราะไว้สุดชีวิตเมื่อได้เห็นคนปากกล้าเมื่อครู่นี้ กำลังนั่งตัวสั่นงันงกราวลูกนกถูกฝนอยู่บนเบาะที่นั่งข้างๆ เขา ดูท่าทางว่าเธอคงจะเริ่มรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาไม่น้อยแล้วสินะ สมน้ำหน้าอยากทำเป็นพวกอวดเก่งดีนักต้องเจอแบบนี้เสียบ้าง จะได้เลิกทำตัวเป็นฮีโร่สาวคอยปกป้องคนอื่นแบบไร้สาระอย่างนี้อีก ชายหนุ่มคิดในใจ

                “เรื่องนั้นฉันไม่ลืมหรอกน่า แต่ว่าตอนนี้ เอ่อ คุณช่วยปล่อยฉันไปก่อนไม่ได้หรือไงคะ รับรองว่าฉันเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นไม่คิดเบี้ยวคุณแน่นอนค่ะ อีกอย่างเท่าที่ฉันเห็นท่าทางคุณก็ดูเป็นคนดีนี่นา คงไม่ได้คิดจะทำเรื่องมิดีมิร้ายอะไรกับฉันหรอกใช่ไหมคะ” 

ชายหนุ่มหันไปมองนอกกระจกพลางลอบยิ้มมุมปากอย่างนึกขัน เมื่ออีกฝ่ายหยุดร้องไห้ตีโพยตีพาย แล้วเปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อนแสร้งทำเป็นพูดจาคะขาหวานๆ กับเขาแทน ส่วนคนที่เปลี่ยนจากไม้แข็งมาใช้ไม้อ่อนนั้น ก็ได้แต่แอบมองใบหน้าของคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเพื่อดูปฏิกิริยาท่าทีว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไปเช่นกัน ธามพยายามเก๊กหน้าขรึมแล้วเหลือบมองใบหน้าของหญิงสาวด้วยหางตา พลางแกล้งเอ่ยเสียงเข้ม

สงสัยว่าคุณผู้หญิงคงจะมองผิดไปแล้วล่ะมั้ง ผมไม่ใช่คนดีอย่างที่คุณคิดหรอก ไม่สิ ต้องเรียกว่าตัวอันตรายสำหรับผู้หญิงเลยด้วยซ้ำไป คุณจะมองคนจากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ อ้อ แล้วก็เลิกคิดว่าผมจะปล่อยให้คุณได้กลับบ้านไปอย่างสบายใจเฉิบเลยนะ เพราะว่าคุณยังไม่ได้ทำตามข้อตกลงของเราเลย

หญิงสาวพยายามทำใจดีสู้เสือ ความรู้สึกหวาดกลัวยังไม่ได้จางหายไปไหนเพียงแต่เธอพยายามข่มมันเอาไว้แล้วทำเป็นใจกล้า ทั้งๆ ที่น้ำตาเอ่อคลออยู่รอบดวงตาคู่สวยเตรียมพร้อมจะไหลรินลงมาได้อยู่ทุกเมื่อ แต่แล้วภาพข่าวอาชญากรรมตามหน้าหนังสือพิมพ์หัวสีก็ลอยขึ้นมาในมโนภาพของเธอเต็มไปหมด ผู้หญิงหลายรายที่ต้องกลายเป็นเหยื่อสังเวยกามอารมณ์และถูกฆาตกรรมจนเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ ทำให้รวินันท์กลัวจนจับใจ เธอแทบไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรกับตัวเองบ้างนับจากนี้ไปต่อไป

หากปะเหมาะเคราะห์ดีเธออาจจะเพียงแค่ถูกทำอนาจารแล้วถ่ายภาพเอาไว้แบล็คเมลเพื่อขู่กรรโชกทรัพย์ภายหลัง แต่จะว่าไปเขาเองก็ถึงขนาดมีรถสปอร์ตราคาคันละหลายล้านขับอย่างนี้ คงไม่ทำเรื่องแบบนั้น แล้วถ้าหากเธอเกิดโชคร้ายถูกชายแปลกหน้าคนนี้พาไปขายที่ซ่องโสเภณีขึ้นมาล่ะเธอจะทำอย่างไร ดีไม่ดีอาจจะถูกข่มขืนแล้วฆ่าหมกศพเอาไว้ในป่า หรืออาจจะฆ่าก่อนแล้วค่อยถูกข่มขืนก็ได้ถ้าหากนายคนนี้เป็นพวกจิตวิตถาร

แต่จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดต่อไปนี้ เป็นผลพวงมาจากสิ่งที่ตัวเองทำลงไปทั้งสิ้น ถ้าหากเธอไม่ดื้อแพ่งที่จะขอท้าเขาแข่งรถจนต้องแพ้หมดรูป ป่านนี้เธอก็คงวุ่นวายอยู่กับการหางานพิเศษทำเพิ่มเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าซ่อมรถให้กับชายหนุ่มเจ้าของรถคนนี้ไปแล้ว

                ถ้างั้นคุณก็รีบบอกมาสิว่าจะให้ฉันทำอะไร จะได้รีบๆ จบเรื่องนี้ไปซะ นี่มันก็ดึกมากแล้วด้วยพรุ่งนี้ฉันก็มีงานมีการต้องทำอีก ไม่ได้เกิดมาสบายนั่งเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองของพ่อแม่เหมือนอย่างคุณหรอกนะ

                รวินันท์เริ่มทนไม่ไหว เธอโพล่งออกมาอย่างคนอัดอั้นตันใจและไม่วายแอบค่อนขอดอีกฝ่ายเล็กน้อย เพราะเท่าที่เห็นเขาดูเหมือนพวกลูกเศรษฐีที่วันๆ ไม่ทำงานทำการเอาแต่แบมือขอเงินบุพการีใช้ไปวันๆ ซึ่งพบได้บ่อยครั้งมากจากประสบการณ์การทำงานในแวดวงแฟชั่นนี้มานานร่วมสองปีของเธอ

                แต่คำกล่าวต่อว่าต่อขานของหญิงสาวกลับทำให้ธามรู้สึกฉุนขึ้นมาทันที เขาขบกรามแน่นจนเห็นเป็นสันนูนพยายามข่มอารมณ์โกรธของตัวเองเอาไว้ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังทำท่าเหมือนพยายามจะเปิดประตูรถแล้วกลิ้งลงไปบนพื้นถนน เขาก็รีบกระชากมือเธอกลับมาอย่างแรง พร้อมกับตะโกนใส่หน้าหญิงสาวเสียงดังอย่างตะคอก

                “ถ้าไม่รู้อะไรก็อย่ามาทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลย แล้วนั่นจะทำอะไรน่ะ ปล่อยมือออกจากประตูเดี๋ยวนี้เลยนะ รู้ไหมว่าคุณกำลังจะทำให้ผมประสาทอยู่แล้วนะ แค่นั่งเฉยๆ ไม่กี่นาทีนี่มันจะตายหรือไง หยุดเลยนะ ไม่ต้องคิดจะเถียงอะไรอีก หุบปากซะแล้วก็อยู่นิ่งๆได้แล้ว ผมไม่มีสมาธิขับรถ เข้าใจไหม”

                สิ้นเสียงของธาม คนที่พยายามจะเปิดประตูรถก็ถึงกับสะดุ้งสุดตัว เธอเม้มปากแน่นสนิทจนแทบเป็นเส้นตรงแล้วเอนหลังพิงกับพนักเบาะตามคำสั่งของเขาด้วยท่าทีลนลาน และไม่กล้าเอ่ยคำใดขึ้นมาอีกเลย จนกระทั่ง...

 “ตกลงว่าเรากำลังจะไปไหนกันคะ”

หลังจากที่นิ่งเงียบไปนานเกือบยี่สิบนาที รวินันท์ที่พยายามปิดปากตัวเองมาตลอดทางตามคำสั่งของคนนั่งข้างๆ นั้น ก็ชักเริ่มอดใจไม่ไหวต้องโพล่งถามออกมาอย่างข้องใจ เมื่อชายหนุ่มที่เอาแต่ทำหน้าบึ้งไม่พูดไม่จามาตลอดทางนั้นยังไม่ยอมบอกอะไรแก่เธอสักคำว่าเขากำลังจะพาเธอไปที่ไหน

ตอนแรกที่เห็นเขาขับขึ้นทางด่วนมาจากหัวถนนบางนา-ตราดและเลี้ยวซ้ายมาตามป้ายบอกทางที่เขียนไว้ว่า ดาวคะนอง หญิงสาวก็เริ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมาว่าบางทีเขาอาจจะแค่หวังดีที่เห็นเธอไม่ได้เอารถมา จึงอาสาจะมาส่งเธอยังห้องพักบนคอนโดมิเนียมหรูย่านถนนพระราม 3 แต่ไม่ยอมบอกเพราะคิดจะแกล้งป่วนกวนประสาทเธอเล่นๆ อีกก็เป็นได้

ครั้นเมื่อถึงทางลงจากทางด่วนที่เขาน่าจะมุ่งตรงไปบนถนนสายนั้นหากคิดจะไปส่งเธออย่างที่เธอคิด แต่เขากลับเลี้ยวรถไปอีกทางซึ่งไม่ใช่ถนนที่จะนำไปสู่ที่พักของเธอได้เลย คนที่ถูกอุ้มขึ้นรถมาแบบไม่ทันตั้งตัวนั้นจึงเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลขึ้นมาตงิดๆ และหวั่นวิตกกังวลขึ้นมาอีกครั้งว่าชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้กำลังจะพาเธอไปที่ไหนกันแน่

                 “เดี๋ยวเห็นก็รู้เองล่ะน่า”   

                สายตาเอือมระอาของธามเหลือบมองหญิงสาว ก่อนที่เขาจะตอบสั้นๆ กลับไปอย่างนึกรำคาญกับโรคช่างซักช่างถามนั้นเสียเหลือเกิน ก่อนจะพารถสปอร์ตคันงามแล่นทะยานฝ่าหยาดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาทีละน้อย มุ่งหน้าไปยังบ้านหลังเล็กกะทัดรัดของเขาซึ่งตั้งอยู่ในซอยแห่งหนึ่ง บนถนนนราธิวาส-ราชนครินทร์โดยไม่คิดจะใส่ใจกับอาการกระสับกระส่ายของคนข้างกายนั้นเลยสักนิด

ทั้งที่อีกเพียงไม่เท่าไรก็จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว แต่ฟ้าเจ้ากรรมก็ดันไม่เป็นใจ เมื่อมันส่งเสียงร้องคำรามดังครืนๆ มาแต่ไกล คล้ายเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นก่อนเกิดการทิ้งระเบิดลงมาจากเครื่องบินรบสมัยยุคสงครามโลกครั้งที่สองเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่กลุ่มเมฆหมอกสีเทาดำซึ่งแบกรับมวลไอน้ำในอากาศเอาไว้จนเกินพิกัดจะกลั่นตัวลงมากลายเป็นห่าฝนและเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนแทบไม่ลืมหูลืมตาทำให้บริเวณโดยรอบนั้นกลายเป็นสีขาวโพลนไปหมด

“โธ่เว้ย! ทำไมต้องมาตกหนักเอาตอนนี้ด้วยวะ อีกนิดเดียวก็ถึงแล้วแท้ๆ”

ม่านน้ำที่รวมตัวกันอย่างแน่นหนาราวกับใครเอาฉากสำหรับฉายสไลด์ขนาดใหญ่มหึมาขึงกั้นสายตาเอาไว้ จนมองเห็นแสงไฟสีแดงที่สว่างวาบจากท้ายรถคันหน้าได้ในระยะห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น อีกทั้งแสงไฟจากบนเสาไฟสูงที่เรียงรายตามสองข้างทางนั้น ก็พลันดับมืดสนิทเอาเสียดื้อๆ ทำให้ชายหนุ่มถึงกับสบถดังลั่นพร้อมกับถอนคันเร่งอย่างช้าๆ ทำให้ความเร็วของรถลดลงมาจนต่ำกว่าหลักร้อย

เมื่อทัศนวิสัยเบื้องหน้าไม่เอื้ออำนวยต่อการห้อตะบึงควบรถคู่ใจแล่นทะยานต่อไป เขาตัดสินใจหันหัวรถหลบเข้าข้างทาง ก่อนที่รถสปอร์ตคันงามจะหยุดนิ่งสนิทอยู่ข้างทางเท้าตรงช่วงที่ถนนกว้างกว่าปกติเล็กน้อย พร้อมกับเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินสีเหลืองอำพันกะพริบเอาไว้ เพราะเกรงว่าหากยังรั้นที่จะดึงดันขับต่อไปทั้งที่มองอะไรแทบไม่เห็นเลยแบบนี้ บางทีอาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาโดยไม่คาดฝันก็เป็นได้ เขาต้องเสียรถคันเก่งไปแล้วคันหนึ่ง หากรถคันหรูสีแดงเพลิงราคาหลักล้านนี้จะต้องมีริ้วรอยขีดข่วนหรือพังยับไปกับตาด้วยอีกคัน มีหวังคงต้องช้ำใจตายแน่ๆ

                “เอ่อ ฉันว่าคุณใจเย็นๆ ก่อนดีกว่านะคะ แล้วทีนี้เรามาคุยกันหน่อยว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ จะพาฉันไปไหน แล้วเรื่องที่บอกว่าจะให้ฉันทำอะไรบางอย่างนั่น มันคืออะไรกันแน่”

                อีกครั้งที่รวินันท์พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มที่นั่งฝั่งคนขับเริ่มหัวเสียขึ้นมาด้วยหวังว่าเขาอาจจะหลุดปากยอมบอกอะไรเธอออกมาบ้าง ไม่ใช่เอาแต่นิ่งเงียบแล้วก็ตะเบ็งเสียงใส่ให้เธอเลิกตั้งคำถามรบกวนสมาธิในการขับรถของเขาเสียที เพราะไหนๆ ตอนนี้รถก็จอดนิ่งสนิทแล้ว เครื่องปรับอากาศภายในรถก็ทำงานอย่างดีเยี่ยมเมื่อเธอรู้สึกได้ถึงไอเย็นฉ่ำที่ลอยมากระทบกับผิวกายจนเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมานิดหน่อยอีกด้วย

                “คุณนี่เป็นพวกอัลไซเมอร์ก่อนถึงวัยอันควรหรือไง เอาแต่พูดซ้ำๆ อยู่เรื่องเดิมมาตั้งหลายรอบจนผมเบื่อจะแย่แล้วเนี่ย”

                ธามมุ่ยหน้าอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เขาพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกแรงๆ จนเกิดเสียงดัง ก่อนจะถามคนที่เขาคิดว่าเป็นโรคความจำเสื่อมทั้งที่ยังไม่แก่นั้นกลับไปบ้าง แต่เมื่อได้ฟังคำต่อว่าเช่นนั้นก็ทำเอาความอดทนของรวินันท์ขาดผึงลงในทันที เธอขึ้นเสียงใส่เขาอย่างโมโห ก่อนจะร่ายยาวออกมาอีกชุดใหญ่

                “ก็เพราะคุณนั่นแหละ อยู่ๆ ก็จับฉันขึ้นรถแถมเอาแต่เงียบมาตลอดทางไม่พูดอะไรเลย แล้วฉันจะไปรู้ได้ไงว่าคุณคิดอะไรอยู่ เอางี้ดีกว่า บอกมาตรงๆ เลยนะ คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่ จะทำแบบนี้เพื่อขู่เพราะกลัวฉันจะเบี้ยวค่าซ่อมรถคุณใช่ไหม ถ้าเป็นเรื่องนั้นบอกเลยนะว่าไม่ต้องกลัวหรอก ฉันจ่ายคืนแน่ เฮ้อ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณต้องทำอะไรให้มันยุ่งยากแบบนี้ด้วย

                คุณนั่นแหละคิดอะไรตื้นๆ เกินไปหรือเปล่า นึกว่าแค่บอกจะออกค่าซ่อมกระจกรถผมให้แล้วทุกอย่างจะจบเหรอ หึ รู้เอาไว้ด้วยนะครับคุณผู้หญิง ที่ผมต้องเสียไปน่ะ ไม่ใช่แค่กระจกข้างหรอกนะ แต่มันเป็นรถยนต์ที่ผมรักทั้งคันเลยต่างหาก ถ้าคุณอยากจะรับผิดชอบมากนักล่ะก็จ่ายค่ารถทั้งคันมาแล้วกัน ผมคิดไม่แพงหรอกนะสำหรับคนอย่างคุณ ก็แค่สิบล้านกว่าๆ เท่านั้นเองมีปัญญาจ่ายไหมล่ะ

                ชายหนุ่มพูดแล้วกัดฟันกรอดด้วยความโมโหพยายามข่มอารมณ์โกรธของตัวเองอีกครั้ง เขาพยายามแกล้งทำเป็นลืมเลือนเรื่องที่ต้องเสียรถสุดรักสุดหวงในการแข่งครั้งสำคัญเมื่อคืนนี้ไปแล้วแท้ๆ แต่พอนึกขึ้นมาเมื่อใดก็ยังเจ็บใจไม่หายและต้นเหตุก็ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนแต่เป็นคนอวดดีที่กำลังจะทำให้เขาคลั่งจนแทบเป็นบ้าตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดที่นั่งอยู่ข้างกายเขาตรงนี้นี่เอง

“บ้า! รถอะไรกันตั้งสิบล้าน นี่คิดจะขู่กรรโชกทรัพย์กันหรือไงไม่ทราบ อีกอย่างฉันว่าเมื่อคืนรถเราก็แค่เฉี่ยวกันเบาๆ เท่านั้น ไม่ใช่ว่าฉันทำให้รถคุณตีลังกาพลิกคว่ำๆ หงายๆ หลายตลบจนรถพังยับเยินขนาดนั้นเสียหน่อย ทำไมฉันต้องจ่ายให้คุณด้วย เลิกทำบ้าๆ แบบนี้ได้แล้ว ฉันไม่มีทางยอมจ่ายให้คุณแน่ๆ”

                รวินันท์ตวาดแหวใส่ชายหนุ่มพร้อมกับโวยวายเสียยกใหญ่เมื่อถูกเขาเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินถึงแปดหลัก พลางกอดอกเชิดหน้าไปอีกทางอย่างไม่พอใจ แต่แล้วเสียงทุบพวงมาลัยดังปังก็ทำเอาคนที่นั่งเชิดเป็นคุณนายนั้นถึงกับสะดุ้งเฮือก พร้อมกับที่เสียงห้าวตะโกนลั่นอยู่ข้างๆ อย่างโมโหโกรธาจนถึงขีดสุด     

“นี่! คุณผู้หญิงเรื่องมาก ผมต้องเสียรถคันนั้นให้กับคู่แข่งไปก็เพราะคุณนะ การแข่งขันเมื่อคืนนี้ผมอุตส่าห์วางเดิมพันเอาไว้ด้วยรถทั้งคันเพราะคิดว่ายังไงชัยชนะก็ต้องเป็นของผมแน่ๆ แต่ตอนที่ผมกำลังนำอยู่เห็นๆ เจ้ารถเต่างี่เง่าของคุณก็ดันมาขวางทางเอาไว้จนทำให้ผมต้องกลายเป็นไอ้ขี้แพ้แถมยังต้องเสียทั้งรถทั้งเงินค่าซ่อมกระจกเลยรู้ไหม”

ธามหันมาชี้หน้าหญิงสาวข้างกายพร้อมกับตวาดเสียงดัง แล้วอธิบายเหตุผลให้ฟังว่าทำไมเขาถึงได้โกรธแค้นเธอมากมายเช่นนี้ นอกเหนือจากรถสปอร์ตสีเงินคันนั้นจะเป็นรถคันเก่งของเขาแล้ว นั่นยังเป็นรถที่เขาตั้งใจออกแบบใหม่หมดทั้งคันเพื่อที่ว่าจะใช้เป็นรถต้นแบบในการผลิตรถรุ่นแรกของบริษัทอีกด้วย ที่สำคัญที่สุดคือเขาใช้เวลาตั้งเกือบปีกว่าจะได้รถคันนี้ออกมาสมใจ แล้วถ้าหากมันต้องตกไปอยู่ในมือของคนอื่นก็มิเท่ากับว่าสิ่งที่เขาสู้อุตส่าห์พยายามมาตลอดนั้นต้องล้มเหลวไม่เป็นท่าหรอกหรือ

ใบหน้าขึ้งโกรธของคนที่ต้องเสียรถให้กับความพ่ายแพ้อันไม่สมควรจะเกิดนั้นทำให้รวินันท์ตกใจกับท่าทางอาฆาตมาดร้ายของเขาเป็นอย่างมากจนเริ่มรู้สึกได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวบางอย่างที่กำลังจะย่างกรายเข้ามาหาตนในไม่ช้านี้ ใบหน้างามเริ่มซีดเผือดลงอีกครั้ง น้ำใสๆ พลันเอ่อขึ้นมาคลออยู่รอบดวงตาคู่สวยจนแทบจะหยดหยาดลงมาอยู่รอมร่อแล้ว เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้แล้วฝืนพูดต่อรองกับคนตรงหน้าออกไปตามความจริงที่ควรจะเป็น

                แล้วฉันจะไปรู้เรื่องที่คุณไปพนันอะไรไว้กับใครไหมเล่า ที่จริงเรื่องแพ้ชนะอะไรนั่นก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับฉันสักหน่อย แค่ฉันชดใช้ค่าซ่อมกระจกนั่นก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่เหรอ

                ความโกรธของชายหนุ่มลดฮวบลงอย่างรวดเร็วทันทีเมื่อเห็นน้ำตาของหญิงสาวที่ไหลรินลงมาอาบแก้ม เหมือนหัวใจกระตุกไหววูบแปลกๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอร้องไห้ฟูมฟายอย่างกับจะเป็นจะตายให้ได้ที่ถูกเขาอุ้มขึ้นรถมา แต่ถึงตอนนี้ไม่รู้ทำไม จู่ๆ เขาก็นึกสงสารและเห็นใจเธอขึ้นมา จนไม่กล้าทำอย่างที่คิดไว้ตั้งแต่แรก มือใหญ่ที่ยกค้างเอาไว้ค่อยๆ ลดลงข้างตัว แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่บนดวงหน้าของเธอไม่วางตา หญิงสาวเองก็มองจ้องลึกลงไปในดวงตายาวรีของเขาอย่างพยายามค้นหาอะไรบางอย่างเช่นกัน

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,077 ความคิดเห็น

  1. #665 ☆Prarima☆ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มกราคม 2554 / 18:46
    ร้องออกมาเยอะๆๆ เลย คนเห็นจะได้ใจอ่อน
    #665
    0
  2. #165 tungkn4841 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กันยายน 2553 / 16:39
    ความสงสารคือบ่อเกิดของ ....... แถมมองลึกเข้าไปในดวงตาอีก
    #165
    0
  3. #132 ตะบองเพชรจิ๋ว (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 กันยายน 2553 / 23:28
     ธามผิดแน่ขี้โกงด้วย
    #132
    0
  4. #54 jeabkiss (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2553 / 20:30
    ธามเริ่มใจอ่อนแล้ว
    #54
    0
  5. #52 *เฟมีลน้อย* (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2553 / 14:30

    อ่า ใช่ๆ คห.50 พูดถูกต้องที่สุด

    #52
    0
  6. #51 a-lanta (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2553 / 08:41
    แพ้น้ำตาเสียแล้ว
    #51
    0
  7. #50 yumekanau (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2553 / 03:48
    ตาธามแพ้น้ำตาหนูวิอะ
    หุหุ
    แต่ว่า นายธามเอ๋ย
    เราว่า ที่จริงพวกนายน่ะเป็นคนผิดนะ
    ที่แข่งรถบนถนนสาธารณะ
    #50
    0