รักนายว่ะ...คนสวย?!?

ตอนที่ 7 : - รักครั้งที่หก - สับสน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 เม.ย. 59

รักครั้งที่หก

สับสน

 

            “อะแฮ่ม...ตอนนี้คุณกำลังอึดอัดและสับสนกับความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจคุณใช่หรือไม่? คุณไม่รู้ว่าจะหาคำตอบของคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวสมองของคุณได้อย่างไร? คุณเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวคุณเองกำลังคิดอะไร?..ถ้าคุณกำลังเกิดปัญหาเหล่านี้ วันนี้ผมมีตัวช่วยสำหรับคุณแล้วครับ ประแจเดอลุกขอเสนอ สวิฟชิ่งสวิมมิ่งฮาร์ดคอร์โรบ๊อต หุ่นยนต์คู่ใจเพื่อระบายและปรึกษาทุกปัญหาของชีวิต ไม่ว่าจะปัญหาการเงิน การงาน หรือความรัก เราสามารถแก้ไขให้คุณได้ ขอแค่คุณโทรมาที่เบอร์นี้ 1150-1172-191 หากคุณโทรมาภายในสิบวินาที เราแถมทันทีล๊อตเตอรี่งวดที่แล้วสองฉบับเอาไว้ดูเล่น..อย่าลืมนะครับ โทรหาเรา..แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น..ประแจเดอลุก..ฟันฉัวะ!!

            “ไม่ขำ กูซีเรียส”

            “อ่ะๆ โอเคๆ กูไม่กวนแล้วก็ได้วะ” ไอ้ประแจตอบส่งๆ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วฉุดให้ผมลุกตาม “สรุปคือยังไง? อะไรเข้าสิงให้มึงทำอย่างนั้นกับยัยโหดวะ?”

            “ถ้ารู้แล้วกูจะเครียดอย่างนี้มั้ยล่ะ ถามน่ะใช้สมองบ้าง”

            “อ้าว ไอ้นี่...อย่ามาพาลดิวะ เอางี้...เริ่มตั้งแต่ต้นเลย” มันว่าด้วยสีหน้าจริงจัง “มึงกลับมาถึงหอแล้วก็เห็นพวกกูคุยกันก็เลย...หึง?” มันเลิกคิ้วพลางมองหน้าผม

เชี่ย! บ้าแล้ว! หึงอะไรมึงล่ะ..กูเปล๊า” ผมรีบตอบปฎิเสธ

            “เสียงสูงเว่อร์นะมึง...กูก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อยถ้ามึงจะหึงกูอ่ะ อิอิ กูออกจะดีใจ” มันทำทีเป็นอมยิ้มเขินอาย

            “แล้วแต่มึงจะคิด ” ผมลอบถอนหายใจเมื่อเห็นว่าไอ้ประแจไม่โยงเรื่องที่มันคิดเข้ากับยัยโหด เพราะถ้ามันทักว่าผมหึงยัยโหดล่ะก็...ผมคงทำหน้าไม่ถูกแน่ๆ

            “ด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้มึงก็เลยฉุดยัยโหดขึ้นห้องแต่แล้วดันไปเห่าใส่เขาเลยโดนโกรธแถมประกาศกร้าวว่าอย่ามายุ่งด้วย...สุดท้ายเลยต้องนอนร้องไห้น้ำตาซึมอยู่อย่างนี้ กูสรุปถูกมั้ย?”

            “เกือบ...”

            “เกือบถูก?” ไอ้ประแจทำหน้าตื่นเต้น

            “เกือบจะอดใจไม่ไหวถีบมึงตกเตียง ไอ้คุณประแจ...กูขอย้ำ กูซีเรียส ขอความจริงจังขอสาระ โอเคมั้ย?” ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับความกวนส้นอย่างไม่สิ้นสุด

            “กูออกจะมีสาระนะมึง” มันเถียงกลับ

            “สาระแนสิไม่ว่า เอ้า...เข้าเรื่อง ก็อย่างที่มึงว่าแหละ กูทำไปโดยไม่ทันคิดรู้ตัวอีกทีก็โดนเขาเกลียดให้แล้ว” ผมพูดพลางถอนใจอีกรอบ

            “เขาอาจจะไม่ได้เกลียดมึงอย่างที่คิดก็ได้ คงแค่...ผิดหวัง” ผมหันไปมองหน้าคนพูดก็เจอกับสีหน้าจริงจัง

            “หมายความว่าไง?”

            “ก็กูดูจากการกระทำของยัยโหดที่มีต่อมึง กูว่าเขาคงไม่ได้เกลียดอะไรมึงนักหนาหรอก คนเราถ้าเกลียดจะอยากคุยอยากรู้เรื่องของอีกฝ่ายมั้ยล่ะ?” ผมคิดตามก็รู้ว่าที่ไอ้ประแจพูดมามันก็มีเหตุผล

            “แล้ว?”

            “กูว่าเขาคงไม่อะไรกับมึงหรอก ดีไม่ดีอาจรู้สึกพิเศษกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ”

            “หา?” ผมกระพริบตามองมันด้วยความไม่เข้าใจ เห็นมันถอนหายใจก่อนตบบ่าผม

            “เท่าที่กูสังเกตเห็น มีแค่มึงคนเดียวแหละที่แทนตัวยัยโหดว่า เธอ แล้วไม่โดนต่อยกลับมา แค่นี้มันก็พิเศษกว่าชาวบ้านแล้ว” จู่ๆ ความร้อนในหัวใจที่เพิ่งจะสงบลงไปก็พุ่งพล่านขึ้นมาอีกรอบ

            “ไม่จริงมั้ง”

            “คนเราถ้าไม่สนใจกันจริงๆ คงไม่มาถามเรื่องมึงจากกูหรอก”

            “อะไรนะ?” ผมถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

            “ที่เห็นคุยๆ กันน่ะ เรื่องมึงทั้งนั้น” ถ้าเป็นอย่างที่ไอ้ประแจพูดจริง รอยยิ้ม ที่ผมเห็นนั่นจะหมายความว่ายังไง? จะให้ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่าผม พิเศษกว่าคนอื่นอย่างนั้นเหรอ?

“สรุปเลยละกัน” เสียงไอ้ประแจเรียกให้ผมหลุดจากภวังค์ “...กูว่ายัยโหดอ่ะก็ค่อนข้างสนใจในตัวมึงอยู่นะ ไม่ลองรุกแบบดีๆ ดูบ้างล่ะ” มันถามพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม

“เอาแค่ตอนนี้ให้เขายอมคุยด้วยก่อนดีกว่ามั้ยมึง” ผมหัวเราะแห้งๆ

            “กูว่านะ...มึงก็ทำเกินไปว่ะ รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่ชอบก็ยังไปล้อเลียนแบบนั้น สมน้ำหน้าแล้ว” ผมถึงกับสะอึกเล็กน้อยเพราะคำพูดที่แทงใจดำ

            “เกินไปตรงไหนวะ?..ก็แค่ล้อเล่น คิดอะไรจริงจังล่ะ” คำพูดแก้ต่างหลุดออกจากปากทั้งที่ใจรู้สึกผิดกับการกระทำ

            “แล้วมึงไม่คิดถึงหัวอกคนโดนล้อบ้างเหรอวะ มึงจำไม่ได้รึไงว่าสมัยเด็กๆ มึงเองยังโกรธที่เขาล้อมึงว่าเป็นกระเทยจนไปไล่ต่อยเขาเลยไม่ใช่รึไง...กูว่ายัยโหดเองก็คงจะรู้สึกแบบนั้นแหละ” ยิ่งคิดตามคำพูดของไอ้ประแจความรู้สึกผิดก็ยิ่งทะลักล้นหัวใจ

            “ก็แล้วมึงจะให้กูทำยังไงวะ?”

            “ถามแบบเด็กอนุบาลมันยังรู้คำตอบเลยนะมึง...เวลาทำผิดมึงควรทำยังไงล่ะวะ ห๊ะ?” ผมก้มหน้าเงียบๆ ก่อนจะเงยขึ้นมาสบตาอีกฝ่าย

            “กูควรจะไปขอโทษเขาใช่มั้ยวะ?”

            “ก็เออซิวะ..หรือมึงจะไปหัวเราะใส่ล่ะ”

            “แล้วเขาจะฟังกูเหรอ?”

            “แล้วมึงลองทำรึยังล่ะ?” ผมเงียบแทนคำตอบก่อนจะยันตัวลุกจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไร้คำพูด

            ก๊อกๆ

            ผมได้แต่รอให้คนในห้องเปิดประตูออกมา แต่เวลาก็ผ่านไปช้าๆ โดยที่ไม่มีเสียงตอบรับจากคนข้างใน ผมถอนหายใจยาวแล้วนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้เรามีนัดไปดูหนังกันจึงรีบเดินกลับห้องไปก่อนจะกลับมาพร้อมกระดาษแผ่นนึง ผมจัดการติดมันลงบนประตูอย่างแน่นหนาแล้วเคาะประตูอีกครั้ง

            ก๊อกๆๆ

            ผมลองเคาะอีกรอบด้วยแรงที่เพิ่มขึ้น หวังว่าคนในห้องจะยอมเปิดประตูออกมารับคำขอโทษจากผม แต่สุดท้ายผมก็ต้องเดินคอตกกลับห้องไปด้วยความผิดหวัง...ความหวังเดียวของผมตอนนี้ก็คือกระดาษแผ่นนั้น

            พรุ่งนี้ฉันจะรอเธอที่โรงหนังห้างXX ตอนสิบโมง...จะรอจนกว่าเธอจะมา ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำนะ

            ผมได้แต่หวังว่าแซนด์จะเห็นมันและยอมไปตามนัด ผมได้แต่หวังอย่างนั้น

            เฮ้อ...ทำไมหัวใจมันถึงได้ปวดหนึบไม่เลิกอย่างนี้วะ

.....................................................................

            เช้าวันต่อมา ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ไม่ดีนักเพราะภาพเหตุการณ์เมื่อวานวนเวียนอยู่ในความฝันตลอดคืนจนยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิม ผมมองหน้าตัวเองในกระจกก็ได้แต่ถอนหายใจ ใบหน้าขาวสะอาดที่เคยเปล่งรัศมีความหล่อตอนนี้มีแต่ความหมองคล้ำ ดวงตาตี่ได้รูปที่เคยสดใสตอนนี้กลับฉายแววหม่นหมอง ขอบตาดำ ปากซีด โอ๊ย...ยิ่งดูยิ่งนึกว่าเห็นผีดิบ

            ผมล้างหน้าหวังเรียกความสดชื่นกลับคืนมา ถึงตัวจะรู้สึก...ทว่าหัวใจกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผมพูดได้คำเดียวเลยว่ารู้สึกแย่...แย่มาก ผมไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้มาก่อน และไม่เคยคิดว่าวันนึงความรู้สึกนี้จะทำให้ผมถึงกับไม่เป็นตัวเอง

            “เฮ้อออ...ร่าเริงหน่อยไอ้กานต์ มึงจะมาหงอยเหมือนหมาหน้าร้อนไม่ได้นะว้อย มึงต้องยิ้ม ยิ้มสู้สิวะ” ผมบอกตัวเองในกระจกก่อนจะพยายามปั้นรอยยิ้มให้ปรากฏ “ต้องให้ได้อย่างนี้สิวะ” ผมพยายามประคองรอยยิ้มที่ฝืนสร้างขึ้นมาให้ค้างอยู่ที่ริมฝีปากเพราะกลัวว่าถ้ามันหายไปผมคงจะเรียกมันกลับมายากแล้ว

            ผมจัดการแต่งตัวก่อนสูดลดหายใจเข้าลึกๆ เติมความมั่นใจแล้วเปิดประตูออกพร้อมเผชิญกับความหวังสุดท้าย แต่ไม่ทันจะได้ทำอย่างที่ใจต้องการ คนที่คาดไม่ถึงก็ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องแล้ว

            “โมจิ?” ผมเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง รอยยิ้มที่อุตส่าห์ฝืนเรียกมาเป็นอันสลายไปในพริบตา

            “......” โมจิไม่พูดอะไรทำเพียงเดินผ่านตัวผมเข้าห้องไป

            “กลับไปก่อนได้มั้ย? เรากำลังจะออกไปข้างนอก” ผมบอกเสียงเรียบโดยที่ยังไม่ปิดประตู

            “โมไม่กลับ เรามีเรื่องต้องคุยกัน” โมจิบอกพลางนั่งลงบนเตียง

            “แต่เราไม่ว่าง”

            “ไม่ว่างหรือไม่อยากคุย?” เธอถามเสียงแข็ง ผมได้แต่ถอนหายใจก่อนจะปิดประตูแล้วเดินไปนั่งข้างๆ

            “เราไม่ว่างจริงๆ โมค่อยคุยได้มั้ย...นะ” ผมพยายามพูดเสียงหวานแต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจ

            “ไม่ โมจะคุยตอนนี้” เธอย้ำเสียงแข็งเช่นเดิม ผมดูนาฬิกาข้อมือก็เห็นว่ายังพอมีเวลา

            “งั้นมีอะไรก็ว่ามา” ผมลุกขึ้นจากเตียงแล้วลากเก้าอี้มานั่งลงตรงข้าม

            “กานต์เกลียดโมแล้วเหรอ?” น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยถามก่อนน้ำตาเม็ดโตจะหยดลงข้างแก้มนวล ผมถึงกับใจหายวาบ

            “ทำไมถึงคิดแบบนี้?” ผมถามเสียงอ่อนแต่ก็ไม่ลุกขึ้นไปช่วยเช็ดน้ำตาอย่างที่เคยทำ

            “กานต์มีคนอื่นแล้วใช่มั้ย? กานต์จะทิ้งโมไปแล้วใช่มั้ย?” โมจิถามพลางสะอื้นไห้ หัวใจผมเจ็บแปลบแต่ไม่ใช่เพราะน้ำตาของคนตรงหน้า เป็นเพราะคำถามของเธอมากกว่าที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้

            “เราไม่ได้มีคนอื่น...เราแค่เบื่อ” ผมตอบพลางหลบสายตาที่มองมาอย่างโหยหา

            “โมทำอะไรผิดเหรอกานต์? โมทำอะไรผิด ฮือๆ” ยิ่งพูดก็ยิ่งร้องจนตัวสั่นไปหมด

            “โมไม่ได้ผิดอะไร เราเองที่ผิด...โม เราขอโทษนะ” ผมพูดอย่างรู้สึกผิดจริงๆ ก่อนจะหันกลับมาสบตากับอีกฝ่าย “เราว่า...ระหว่างเราอ่ะ จบ..” ไม่ทันจบประโยคอีกฝ่ายก็สวนขึ้นมาเหมือนจะรู้ว่าผมคิดอะไร

            “อย่าพูดนะ! โมขอร้อง...กานต์อย่าพูดมันออกมานะ” ไม่เพียงแค่พูด โมจิถลาตัวเข้ามาปิดปากผมไว้พลางส่ายหน้าอย่างรุนแรง “โมขอร้อง...กานต์อย่าพูดนะ ฮือ...” น้ำตาที่ไหลออกมาราวกับเขื่อนแตกทำเอาผมรู้สึกผิดจนอยากยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วกอดปลอบโยนอีกฝ่าย แต่ก็ต้องห้ามไม่ให้เผลอตัวทำอย่างนั้น เมื่อตัดสินใจจะยุติความสัมพันธ์ก็ไม่ควรจะให้ความหวังอีกต่อไป

            “โม...เราว่ามันถึงเวลาแล้วนะ” ผมแกะมือที่ปิดปากออกแล้วกุมไว้แน่น โมจิยังคงส่ายหน้าก่อนจะกระชากมือออกแล้วยกขึ้นปิดหู

            “โมไม่ฟัง ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น!

            “พอเถอะโม! ยอมรับความจริงได้แล้วว่าระหว่างเรามันไม่มีอะไรตั้งแต่แรก!” ผมจับหน้าอีกฝ่ายให้ประจันหน้ากับผมตรงๆ เบื้องหลังม่านน้ำตาผมเห็นร่องรอยความผิดหวัง ความโกรธ ความเศร้าปะปนกัน

            “แล้ว...แล้วที่ผ่านมา...เราไม่ได้รักกันเหรอ?” เธอถามเสียงเบาหวิวราวกับกระซิบ สองมือบางทิ้งลงข้างตัวราวกับหมดแรง

            “ไม่...เราไม่เคยรักโมเลย เราขอโทษนะ” สิ้นคำพูดผม โมจิทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นอย่างแรงจนผมตกใจไม่คิดว่าคำพูดของผมจะมีอิทธิพลกับเธอมากขนาดนี้

            “ฮือ...กานต์ ทำไม? ฮือ...กานต์เห็นโมเป็นอะไร? ทำไมถึงทำแบบนี้? กานต์ก็รู้ว่าโมรักกานต์ขนาดไหน...แต่ทำไม....ทำไมกัน? ฮือ...” ผมทำได้เพียงมองเธอนั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้าโดยไม่มีแม้แต่ความคิดจะช่วยพยุงให้ลุกจากพื้นห้อง ผมนั่งเงียบๆ มองดูเธอร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเธอเงยหน้าขึ้นมามองผม

            “ถามสักคำได้มั้ย...ที่กานต์ยอมคบกับโม...เป็นเพราะเรื่องนั้นใช่มั้ย?” ผมเข้าใจทันทีว่า เรื่องนั้น ที่เธอพูดถึงคืออะไร ผมพยักหน้าตอบกลับไป

            “เราขอโทษนะ”

            “กานต์จะขอโทษทำไม? โมต่างหากที่ต้องขอโทษ...ขอโทษที่ทำให้ต้องทนอยู่กับคนที่กานต์ไม่ได้รักเลย...ขอโทษนะ” เธอปาดน้ำตาออกจากใบหน้าก่อนยันตัวลุกขึ้น โมจิมองหน้าผมเนิ่นนานแล้วดึงให้ผมลุกตาม อ้อมแขนบางโอบกอดผมไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก

            “โม...” ผมเรียกเธอเสียงเบา โมจิผละตัวออกห่างก่อนจะส่งยิ้มบางๆ มาให้

            “ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาดีๆ นะ” เธอมองหน้าผมด้วยแววตาเศร้า ทว่าเพียงวูบเดียวที่ผมเห็นมันเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวแต่ก็แค่วูบเดียวเท่านั้นจึงไม่ได้สนใจอะไร

            เราสองคนยืนเงียบกันอย่างนั้นไปพักใหญ่ๆ จนในที่สุดโมจิก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาหยดสุดท้ายแล้วบอกลาผมส่งเธอหน้าห้องแล้วมองตามหลังร่างบางไปจนหายลับไปตรงมุมตึก การกระทำในอดีตที่ใช้ประโยชน์จากความรักของโมจิหาความสุขใส่ตัวโดยไม่สนว่าจะเป็นการให้ความหวังอีกฝ่ายหรือไม่นั้นทำให้ผมรู้สึกผิดจากหัวใจจริงๆ แต่ทว่าความโล่งใจที่เหมือนได้สลัดหลุดจากโซ่ตรวนที่ยึดตัวผมไว้กลับทำให้ความรู้สึกผิดนั้นหายไปเร็วกว่าที่คิด

            ผมหันไปมองประตูห้องริมสุดก็พบว่ากระดาษที่ผมติดไว้เมื่อวานหายไปแล้วจึงรีบดูนาฬิกา

            “ฉิบหาย! สายขนาดนี้แล้วเหรอวะ” ผมสบถออกมาก่อนจะรีบไปยังจุดนัดหมาย หวังว่าคนที่ผมอยากขอโทษยังไปไม่ถึง

            การเดินทางเพียงสามสิบนาทีกลับทำให้ใจผมยิ่งร้อนราวกับไฟ เมื่อถึงที่หมายผมรีบวิ่งไปยังจุดนัดพบโดยไม่สนสายตาที่มองมา แต่ก่อนที่ผมจะถึงร่างเพรียวบางคุ้นตาก็เดินสวนมาราวกับไม่เห็นผม

            “แซนด์!” ผมเรียกเสียงดังพลางคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ เจ้าของร่างหมุนตัวกลับมาแล้วแกะมือผมออก ใบหน้างามนิ่งสนิทไม่มีร่องรอยอารมณ์ใดๆ “ฉัน...ฉัน...” ผมถึงกับนึกคำพูดไม่ออกเมื่อสบกับแววตาเย็นชาอันไม่คุ้นเคย

“...คือ...” ผมพยายามเปล่งคำพูดออกมา จะอะไรก็ได้...แต่ผมกลับทำไม่ได้แถมยังรู้สึกเหมือนตัวกำลังสั่น สั่นเพราะอะไรผมก็ไม่รู้ กลัวเหรอ? ถ้ากลัว...ผมจะกลัวอะไร คนอย่างไอ้กานต์ไม่เคยกลัวอะไรมาก่อน มาตอนนี้ทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้...หรือผมกลัวว่าแซนด์จะเกลียดผมจริงๆ

          “.......” ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกจากปาก แซนด์โยนอะไรสักอย่างใส่หน้าผมก่อนจะเดินไปอีกทาง ผมก้มลงหยิบสิ่งที่อีกฝ่ายโยนใส่ มันเป็นก้อนกระดาษที่ค่อนข้างคุ้นเคย เมื่อคลี่ออกดูก็พบว่ามันคือกระดาษที่ผมติดไว้หน้าห้องของแซนด์เมื่อวานนี้เอง กระดาษที่ผมฝากความหวังสุดท้ายไว้กับมันแต่ตอนนี้มันกลับไม่มีค่าอะไรเลยเพราะว่าผมเป็นคนทำลายความมีค่าของมันด้วยตัวผมเอง

            ผมถึงกับยอมเสี่ยงกับข้อความที่ว่า ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายต้องมีปฏิกิริยากับสิ่งนี้ ผมรู้มาตลอดว่าอีกฝ่ายมีนิสัยที่สวนทางกับรูปร่างภายนอกมากขนาดไหน ผมรู้...แต่ผมก็ยังทำลายความสัมพันธ์เล็กๆ ระหว่างเรา ผมยืนคอตกอยู่กับที่เพราะรู้แก่ใจดีว่าคงไม่มีหวังอีกแล้ว

            ~ฮ่าฮ่าฮ่า จุ๊บ ไอเลิฟยู ฮ่าฮ่าฮ่า จุ๊บ ไอมิสยู ฮ่าฮ่าฮ่า จุ๊บ ไอเลิฟยู~

            เสียงเรียกเข้าของมือถือทำให้ผมต้องหยิบออกมาดู

            “พี่โซ่...” ผมเอ่ยชื่อเจ้าของเบอร์เบาๆ ก่อนจะตัดสินใจตัดสายแล้วปิดเครื่อง ผมยกมือขึ้นลูบสร้อยคอเส้นที่พี่โซ่ให้ไว้แล้วถอนหายใจแรง “ขอโทษนะฮะ” ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะคิดถึงใครอีกแล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเกินจะรับไหวจริงๆ

...................................................................

            ผมกลับถึงหอพักทั้งที่มีความอึดอัดและความรู้สึกผิดเกาะกุมอยู่เต็มหัวใจจนไม่สามารถคิดถึงเรื่องอื่นได้ ผมอยากขอโทษอยากคุยกันเหมือนก่อนหน้านี้ ไม่อยากให้เรื่องระหว่างเราเป็นแค่อดีตผมรู้สึกอย่างนี้จริงๆ

ผมเดินไปมาหน้าห้องยัยโหดอย่างกระวนกระวายใจก่อนจะหยุดหน้าประตูแล้วยกมือขึ้นทำท่าจะเคาะ แต่ก็ลดแขนลงแล้วกลับไปเดินวนเวียนหน้าห้องอีกรอบ

            มึงทำอะไรของมึงน่ะ? เสียงทักของไอ้ประแจทำเอาผมสะดุ้ง

            ทำอะไร? เปล่า..ไม่ได้ทำ ผมตอบก่อนจะควงกุญแจห้องเล่นแล้วผิวปากเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            โหย..ไม่ได้ทำเชี่ยอะไรมึงล่ะ กูเห็นมึงเดินจงกลมอยู่หน้าห้องนั้นตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วนะเว้ย...ทำไม? มีอะไรที่บอกกูไม่ได้รึไงวะ? ห๊ะ? มันถามพลางหรี่ตามองเหมือนจะจับผิด

            อะไร?..เปล๊า ไม่มีอะไรสักหน่อย

            เสียงสูงเชียว

            แกร๊ก!

            ประตูห้องเปิดออกพร้อมร่างในชุดทะมัดทะแมง ปอยผมที่หลุดจากการมัดรวบๆ กระจายเต็มไหล่บาง ใบหน้างามมองผมกับไอ้ประแจนิ่ง

            “.......” ไม่มีคำพูดไม่มีรอยยิ้มไม่มีอารมณ์ใดๆ ปรากฏบนใบหน้างาม หน้าสวยๆ ที่ปกติจะบึ้งตึงเสมอยามเจอหน้ามาตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นเฉยชา...เฉยจนชาไปถึงหัวใจ ความเหินห่างอันเย็นชาทำให้หัวใจปวดหนึบอย่างบอกไม่ถูก

            “แซนด์...” ผมเรียกชื่อคนตรงหน้าเบาๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับทำเพียงมองผ่านแล้วเดินห่างออกไปราวกับผมไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น ท่าทีที่แซนด์มีต่อผมทำเอาหน้าชาทว่าขอบตากลับร้อนผ่าวแปลกๆ ผมได้แต่ยืนมองแผ่นหลังนั้นห่างออกไปจนลับสายตา

            “ไอ้กานต์...” ไอ้ประแจเอ่ยทักเสียงเบา ผมหันมองมันพลางยิ้มเศร้า

            “เขาคงเกลียดกูแล้วสินะ” ผมพูดเสียงสั่น

            “มึง...” มันพูดเบาๆ แล้วคว้าตัวผมเข้าไปกอดหลวมๆ ก่อนพาเข้าห้อง

            ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงอย่างคนหมดแรง ความอึดอัดที่มีในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอีกอย่าง มันเป็นความรู้สึกโหวงๆ เหมือนหัวใจมัน...ว่างเปล่า ผมน่าจะรู้สึกดีที่ความอึดอัดหายไปทว่าสิ่งที่มาแทนกลับทำให้ผมรู้สึกแย่กว่าเดิมไม่รู้กี่เท่า

            ความห่างเหินที่สัมผัสได้มันทำให้ผมเจ็บปวด ความเย็นชาที่ส่งมาทำให้ผมรู้สึกราวกับถูกแช่แข็ง แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแย่ที่สุดคือสายตาที่มองผ่านไป...มันแย่จนไม่สามารถอธิบายได้

            “กูควรทำยังไงดีวะ?” ผมถามอย่างไม่คาดหวังคำตอบ มันเหมือนกับถามตัวเองมากกว่า

            “มึงลองถามตัวเองก่อนดีกว่าว่าทำไมถึงเป็นได้ขนาดนี้” ผมมองหน้าคนพูดพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ไอ้ประแจต้องการสื่อ

            “กูไม่รู้” ได้ยินเสียงมันถอนหายใจก่อนที่มันจะทิ้งตัวลงนั่งข้างผมแล้วโอบไหล่

            “ก็แค่คนๆ นึง...ทำไมถึงมีอิทธิพลกับมึงขนาดนี้ล่ะวะ?” ผมได้แต่เงียบแล้วทบทวนคำพูดของมันอยู่ในสมอง ก็แค่คนๆ เดียวทำไมผมถึงปล่อยให้มีอิทธิพลกับความรู้สึกมากขนาดนี้...ผมตอบไม่ได้

            “บางเรื่อง...ก็ใช้สมองในการหาคำตอบไม่ได้หรอกนะมึง”

            “กูเคยถามตัวเองนะว่าทำไม? เพราะอะไร?...แต่มันก็ไม่ได้คำตอบ กูไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวกู รู้แค่ว่าตอนนี้แม่งโคตรรู้สึกแย่” ผมระบาย “กูอยากขอโทษเขา...กูอยากให้กลับไปเหมือนก่อนหน้านี้ ถึงเราจะไม่ได้คุยกันดีๆ นัก...แต่มันก็ดีกว่าตอนนี้มาก อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำให้กูอึดอัดหัวใจ”

            “อาการหนักนะมึง” มันมองหน้าผมก่อนยิ้มกรุ้มกริ่ม “สงสัยธาตุรักเข้าแทรก”

            “ตลกแล้วมึง...รักเริกอะไร เป็นไปไม่ได้หรอกน่า” ผมพยายามทำเหมือนมันเป็นเรื่องตลกสำหรับผม แต่ในใจลึกๆ กลับไม่รู้สึกอย่างนั้น

            “อย่างนี้พี่โซ่ก็แห้วแดกสินะ” มันพูดติดตลก

            “ฉิบหาย!” ผมอุทาน “ลืมพี่โซ่ไปเลย” ว่าจบก็รีบเปิดมือถือพบว่าคนที่ผมเพิ่งนึกถึงโทรหาผมเป็นสิบยี่สิบสาย

            “แม่งโทรทวงเงินรึไงวะ” ได้ยินไอ้ประแจบ่นพึมพำ ผมมองมือถือในมือพลางคิดหาคำแก้ขณะที่กดโทรกลับ ความรู้สึกผิดจุกแน่นอยู่ในอกแต่เมื่อปลายสายไม่มีสัญญาณตอบรับผมก็ทำได้แค่กดวางแล้วเลิกใส่ใจ ตอนนี้ผมควรจะใส่ใจกับความรู้สึกที่บีบแน่นอยู่ในหัวใจมากกว่า

            “เฮ้อ...”

            “ไอ้กานต์...กูถามมึงจริงๆ นะ” จู่ๆ ไอ้ประแจก็ทำสีหน้าจริงจังพลางบีบไหล่ผม “ตกลงมึงรู้สึกยังไงกับสองคนนี้วะ?”

            “หมายถึง?”

            “พี่โซ่กับยัยโหด...สรุปว่ามึงยังไงกันแน่ กูจะได้คิดหาทางช่วยถูก” ผมมองหน้ามันนิ่งพลางทบทวนความรู้สึกในใจ

            สำหรับพี่โซ่...ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูก รู้แค่ว่าเวลาอยู่กับพี่โซ่แล้วผมมีความสุข อาจเป็นเพราะพี่เขาทำให้ผมรู้สึกว่าผมเองก็เป็นผู้หญิงคนนึง ทุกสิ่งที่พี่เขาปฏิบัติกับผมทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญสำหรับพี่เขา

            “เวลาอยู่กับพี่โซ่...กูมีความสุข”

            “เพราะพี่เขาทำดีกับมึง?” ผมสะอึกไปเล็กน้อยกับคำถาม

            “คงงั้นมั้ง” ผมตอบอย่างไม่แน่ใจพลางนึกไปถึงอีกคน

            สำหรับแซนด์...ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร มันเป็นความรู้สึกสนใจ อยากสนิทด้วย อยากให้เขายิ้มให้ แต่ในเวลาเดียวกันผมกลับรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ควบคุมสติไม่ค่อยได้ และมักจะพลาดทำเรื่องแปลกๆ ต่อหน้าเจ้าตัวเสมอ ถึงอย่างนั้นผมก็ยังรู้สึกดีใจกับเรื่องเล็กน้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            “ส่วนยัยโหด...กูแม่งไม่เป็นตัวของตัวเองเลยว่ะ”

            “อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้?” ผมชะงักก่อนพยักหน้าช้าๆ “โอเค...ถามอีกข้อ แล้วตอนนี้มึงเอาเรื่องโมจิไปไว้ตรงไหน?”

            “......” ผมมองหน้าไอ้ประแจแล้วถอนหายใจ “กูบอกเลิกไปแล้ว”

            “ห๊ะ! เมื่อไหร่? กูไม่รู้ได้ไงวะ?”

            “เมื่อเช้า...อันที่จริงกูก็คิดมาสักพักแล้วแหละ เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสพูด” ผมพูดเรียบๆ แล้วถอนหายใจอีกรอบ

            “แล้วเขารับได้เหรอวะ?” มันถามพลางทำสีหน้าหนักใจ

            “คงรับได้มั้ง เห็นไม่ได้โวยวายอะไรเหมือนตอนนั้น” ผมนึกไปถึง ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกหนักใจขึ้นมาบ้าง

            “หวังว่าเรื่องนั้นคงไม่เกิดขึ้นอีกนะ” ไอ้ประแจพูดก่อนถอนหายใจยาว ผมก็ได้แต่หวังว่า เรื่องนั้นมันจะไม่เกิดขึ้นอีก

            “ก็หวังว่านะ”

            “งั้นสรุปว่าโมจิไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้...” มันพูดเร็วๆ แล้วมองหน้าผมอีกครั้งด้วยสีหน้าที่จริงจังกว่าเดิม “กูถามข้อสุดท้าย...ถ้าให้เลือกคนใดคนนึงระหว่างพี่โซ่กับแซนด์...มึงจะเลือกใคร?”

..............................................................................

            “ถ้ามึงจะไม่อยากอาหารขนาดนี้ ก็อย่าซื้อมาแต่แรกสิวะ กูเสียดาย” พูดจบก็ลากเอาจานตรงหน้าผมไปจัดการโซ้ยอย่างไม่ขออนุญาต ผมมองมันก็ได้แต่ถอนหายใจ

            “กูไม่ได้ซื้อเอง มีคนให้มา” พูดจบไอ้ประแจก็ทำช้อนตกพลางอ้าปากค้าง

            “ฉิบหาย...มียาเสน่ห์ใส่มาด้วยรึเปล่าวะ?” มันพูดอย่างจริงจังแล้วใช้ส้อมเขี่ยข้าวในจานก่อนดันจานให้ออกห่าง

            “กูล้อเล่น ฮะฮะ” ผมบอกพลางกลั้วหัวเราะเบาๆ แต่ไอ้ประแจกลับมองหน้าผมแล้วถอนหายใจแทน

            “อย่าฝืนเลย กูรู้ว่ามึงยังไม่โอเค” รอยยิ้มหุบลงอย่างอัตโนมัติ

            “มึงจะแสนรู้ไปแล้วนะ”

            “กูกับมึงรู้จักกันมากี่ปี เรื่องแค่นี้ทำไมจะดูไม่ออกวะ...อีกอย่างต่อหน้ากู...มึงไม่ต้องฝืนก็ได้” ผมรู้สึกโชคดีมากที่มีเพื่อนอย่างไอ้ประแจ ถึงเราจะกัดกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แกล้งกันบ้างแต่มันก็ไม่เคยทิ้งผมไปไหน

            “ขอบใจว่ะ”

            “ฮึ้ย! ขนลุก” มันทำท่าสะดีดสะดิ้งแต่ผมก็รู้ว่ามันแอบเขินกับคำพูดของผม อย่างที่มันว่า...แค่มองตาก็รู้ถึงไส้ติ่ง

            ระหว่างที่ผมกำลังนึกซึ้งในมิตรภาพสายตาก็พลันเห็นโมจิเดินมาพร้อมเพื่อนๆ ผมชั่งใจว่าควรจะทักดีรึเปล่า ถึงเราจะเลิกกันไปแล้วแต่ยังไงก็เป็นเพื่อนกันมาก่อน จะให้เมินเฉยเหมือนคนไม่รู้จักมันก็ไม่ใช่ แต่จะให้ทักออกไปก็กลัวอีกฝ่ายจะยังทำใจไม่ได้แล้วร้องไห้ออกมา

            “อ้าว! โมจิ” เป็นไอ้เพื่อนแสนรู้ส่งเสียงทักออกไปขณะที่ผมยังคิดไม่ตก จึงได้แต่ส่งยิ้มให้คนถูกทักพลางโบกมือให้ โมจิไม่เพียงทักตอบทั้งยังชวนเพื่อนๆ ให้มานั่งด้วยกัน

            “มานานแล้วเหรอ?” เธอถามพลางยิ้มหวานก่อนนั่งลงตรงข้ามผม

            “ก็สักพักอ่ะ แล้วนี่กินอะไรกันรึยัง?” ไอ้ประแจถามกลับ

            “ยังเลยจ้ะ” เป็นหนึ่งสาวในแก๊งค์เพื่อนโมจิตอบแทน “กำลังหาคนเลี้ยงข้าวอยู่น่ะ” รอยยิ้มและแววตาอันยั่วยวนถูกส่งให้ไอ้ประแจโดยเฉพาะ

            “พอดีเลย...กำลังหาคนให้เลี้ยงเหมือนกัน” ไอ้ประแจเล่นกลับก่อนชวนกันลุกขึ้นจากโต๊ะพร้อมคนที่เหลือ ตอนนี้มีเพียงผมกับโมจิเท่านั้น

            “โม...” ผมเรียกชื่อคนตรงหน้าเบาๆ “โอเคใช่มั้ย?” ผมถามด้วยความเป็นห่วง

            “อืม...โมไม่เป็นไร โมเข้าใจจ้ะ...กานต์ไม่ต้องคิดมากนะ” รอยยิ้มอ่อนโยนถูกส่งมาให้ ดูแล้วไม่น่าใช่การฝืนแกล้งทำ

            “ถ้าโอเคก็ดีแล้ว” ผมยิ้มตอบพลางนึกแปลกใจเงียบๆ ว่าเมื่อวานคนตรงหน้าร้องไห้ฟูมฟายขนาดนั้น มาวันนี้ทำไมถึงได้ทำเหมือนไม่เป็นอะไร...ผมก็ได้แค่นึกเท่านั้น

            ~มันคือความรักที่สั่งอยู่ในใจ สั่งให้ตัวฉันคอยทำเพื่อเธอคอยดูแลให้ดีที่สุด เป็นความจำเป็นที่ตัวฉันเองไม่อาจจะขัดขืน~

            เพลงคุ้นหูดังขึ้นเพิ่มความแปลกใจ โมจิรับโทรศัพท์ด้วยท่าทีเขินอายแล้วคุยพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ผมนึกสงสัยว่าอีกฝั่งสายสนทนาเป็นใคร

            “ค่ะ...แล้วเจอกันค่ะ” โมจิกดวางแล้วมองหน้าผม “โมขอตัวก่อนนะ” พูดจบก็ลุกขึ้น ตอนนั้นเองสร้อยสีเงินเรียบแต่โดดเด่นด้วยจี้รูปหัวใจสีชมพูสดก็ลอดผ่านคอเสื้อออกมา ผมถึงกับชะงักไปเล็กน้อยก่อนเผลอตัวคว้าข้อมือโมจิไว้

            “เอ่อ...” ผมมองหน้าโมจิก่อนเลื่อนสายตามองสร้อยเส้นนั้น

            “มีคนให้มาน่ะ” เธอตอบเหมือนจะรู้พลางยิ้มหวานแล้วดึงมือออก “บายจ้ะ”

            ผมมองร่างบางค่อยๆ เดินหายไปด้วยความงุนงง นิ้วมือเผลอยกขึ้นลูบสร้อยที่สวมอยู่ ความคิดแปลกๆ ผุดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกประหลาด มันก็แค่บังเอิญน่ะ

ผมจมอยู่กับความคิดนี้จนกระทั่งเห็นคนสองคนที่ทำให้หัวใจทำงานหนักกว่าสมองยืนคุยกันอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก ไม่รู้ว่าผมเหม่อมองภาพนั้นนานแค่ไหน มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เจ้าของใบหน้าสวยที่ผมอยากขอโทษหันมาสบตาเพียงครู่เดียวก่อนเมินหน้าไปทางอื่นราวกับตัวผมเป็นเพียงอากาศธาตุ และเจ้าของใบหน้าคมเข้มที่ผมข้องใจในการกระทำมองมาด้วยสายตาที่บ่งบอกชัดว่าผิดหวังแล้วเบือนหน้าไปอีกทางก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไปคนละทาง

            ผมกัดริมฝีปากเบาๆ พยายามหยุดความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ในหัวใจ คนนึงเหมือนจะหลบหน้า ส่วนอีกคนแม้แต่หน้ายังไม่อยากมอง สองสิ่งนี้ทำเอาสมองหมุนติ้ว หัวใจบีบรัดแทบหายใจไม่ออก ยิ่งพยายามค้นหาที่มาของอาการแปลกๆ เหล่านี้เท่าไหร่ ความอึดอัดในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

          ในเมื่อตัวผมไม่มีคำตอบให้กับอาการเหล่านี้ ก็มีเพียงทางเดียวที่จะรู้นั่นคือ...เผชิญหน้ากับมัน ผมลุกขึ้นหวังเดินตามไปคุยให้รู้เรื่องแต่แล้วก็หยุดยืนนิ่งอยู่กับที่

            ‘ถ้าให้เลือกคนใดคนนึงระหว่างพี่โซ่กับแซนด์...มึงจะเลือกใคร?

           คำถามที่ผมตอบไม่ได้เมื่อตอนนั้นดังขึ้นในหัวอีกครั้ง...ถ้าตอนนี้ผมต้องเลือกใครสักคน...ผมควรจะเลือกใคร

            ระหว่างคนที่ทำให้ผมมีความสุขแต่ไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำ...กับคนที่ทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเองแต่กลับอยากสนิทด้วย

            ผมควรจะเลือกตามใครไปดี?


................................................................................................................................

คุยกันแป๊บ...

กานต์จะตัดสินใจตามใครไปนั้น...จะใช่คนที่เชียร์มั้ย...ติดตามตอนหน้านะคะ

ปล. อัพตอนหน้าวันเสาร์ที่ 23 เมษายน 2559 ค่ะ


รัก...

แมแตร์

156 ความคิดเห็น

  1. #155 zuwania (@zuwania) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 เมษายน 2559 / 01:27
    ขอให้เป็นเเซนด์ -/\-
    #155
    0
  2. #146 jaja (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 / 12:34
    เอาหละสิ!!!! คนหล่อท่าจะอาการหนัก...

    จะปล้ำพี่โซ่อยู่แหม็บๆ แล้วมาแบกยัยโหดขึ้นห้องเฉย

    เอาไงหล่ะทีนี้ เขาถามอะ จะตอบว่าไง!!???



    ตอบไวๆ นะจ้า อยากรู้เหมือนกัน55+ o__O"
    #146
    0
  3. #20 หวัดดีชาวโลก (@boat6699) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 เมษายน 2553 / 21:15

    เอ่อ เคยโดน เหมือนกันแต่เป็นก้น คือพวกมันอยากรู้ว่าเป็นเกย์รึเปล่า เลยแอบย่องเข้ามาจับก็ตกใจนิดหน่อยก่อนจะหันมามอง
    ว่าเมิงทำไรกันวะ

    #20
    0