รักนายว่ะ...คนสวย?!?

ตอนที่ 6 : - รักครั้งที่ห้า - ทำไม?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 70
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 เม.ย. 59

รักครั้งที่ห้า

ทำไม?

 

            “เฮ้อออ”

            “เป็นส้นตีนอะไรครับคุณเพื่อน ถอนหายใจจนกูจะเบื่อโลกตามมึงแล้วเนี่ย” ไอ้ประแจถามพลางวางแก้วลงบนโต๊ะด้วยแรงไม่เบานัก

            “......” ผมไม่ตอบแต่ส่งสายตาไปยังโต๊ะที่ตั้งเยื้องไปไม่ไกล

            “อ๋อ...” มันคงมองตามสายตาผมไปจึงร้องออกมาพลางลุกเดินหายไปก่อนจะกลับมาพร้อมน้ำหวานหนึ่งแก้ว

            “อะไร?”

            “ของสมนาคุณไง ไปๆ อยากคุยกับเขาก็เข้าหาหน่อยเซ่ นั่งทำเป็นสาวขี้อายอย่างนี้จะได้อะไรขึ้นมามั้ย” ไอ้ประแจยัดเยียดน้ำหวานแก้วนั้นให้ก่อนจะผลักหลังผมเบาๆ “จะจีบจะจูบอะไรก็ไปๆ ถอนหายใจจนกูกินข้าวไม่อร่อยแล้วเนี่ย”

            “......” ผมถอนใจอีกรอบแล้วมองตรงไปยังทิศทางของอีกฝ่าย เอาวะ ลองสักตั้ง ผมลุกขึ้นจากโต๊ะด้วยความมั่นใจแล้วเดินตรงไป

“หวัดดี...” ผมเอ่ยทักไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาตก็ทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามทันที

“มีอะไร?” คนหน้าสวยเหลือบมองผมเล็กน้อยก่อนก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ

“ให้” ผมยื่นแก้วน้ำหวานพลางรอดูปฏิกิริยาตอบกลับ

“.......” แซนด์มองแก้วตรงหน้าสลับกับมองหน้าผม “ขอบใจ” พริบตานั้นผมเหมือนเห็นมุมปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแต่ก็แค่พริบตาเดียวใบหน้างามก็กลับมานิ่งอีกครั้ง

“แซนด์” ผมเอ่ยเรียกเบาๆ เจ้าตัวจ้องผมนิ่งเหมือนกับรอให้ผมพูด แต่ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรออกมาเสียงหวานก็ดังขึ้นข้างหลังก่อนจะตามมาด้วยวงแขนเรียวที่โอบคอผมไว้

“โมหาตั้งนานแน่ะ ที่แท้ก็มานั่งอยู่นี่เอง” เจ้าของร่างบางทรุดตัวลงนั่งข้างผมในระยะที่ใกล้ชิดเกินเหตุ ถ้าพูดกันแบบทั่วไปคือถ้าขึ้นมานั่งบนตักผมได้ก็คงทำไปแล้ว

“มีอะไรเหรอโม?” ผมถามพลางเขยิบตัวออกห่างเล็กน้อย

“......” โมจิยิ้มหวานให้ผมก่อนจะหันไปยังคนตรงข้าม “ขอบคุณมากนะแซนด์ที่วันก่อนช่วยกานต์ไว้...ไม่น่าเชื่อนะว่าร่างบางๆ อย่างนี้จะมีแรงอุ้มคนอื่นด้วย” พูดจบก็ยกมือขึ้นปิดปากพลางทำตาโตราวกับไม่ได้ตั้งใจจะพูดออกมา “อุ๊ย...ขอโทษนะจ๊ะ”

“ฉันเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าคนที่ดูเหมือนจะเรียบร้อยอย่างเธอจะจิกกัดคนอื่นได้เก่งขนาดนี้” สายตาที่พุ่งตรงมาเต็มไปด้วยความโกรธ ผมพูดอะไรไม่ออกได้แต่มองสองคนนี้ส่งสายตาเชือดเฉือนให้กันจนในที่สุดแซนด์ก็เบนสายตามาทางผมก่อนแย้มรอยยิ้มหวานจนน่าขนลุก

“ขอบคุณสำหรับน้ำแก้วนี้นะกานต์ รู้ใจจริงๆ เลยอ่ะ” ไม่ทันจบประโยคดีคนข้างตัวก็แว้ดขึ้นเสียงดัง

“กานต์!

“เป็นอะไร? ให้น้ำเพื่อนมันแปลกตรงไหน?” ผมพูดเสียงเรียบพลางมองหน้าโมจิ

“แค่เพื่อนเองเหรอ? ทั้งที่วันก่อนเธอจูบฉันเนี่ยนะ...ฉันนึกว่าเราเป็นมากกว่าเพื่อนซะอีก” พูดจบก็แสร้งหลบสายตาแต่ทำไมไม่รู้ผมรู้สึกเหมือนเห็นรอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่าย

“กานต์!” เป็นอีกครั้งที่โมจิแว้ดใส่ผม เหมือนความอดทนสิ้นสุดผมยกมือขึ้นปิดหูแล้วพูดด้วยความรู้สึกเอือมระอา

“พอสักทีเหอะโม เรารำคาญว่ะ” ผมมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะถอนหายใจ

เพียะ! ฝ่ามือประทับใบหน้าด้วยแรงไม่เบานักอย่างไม่ทันตั้งตัวทำเอาหน้าชาวูบนึง ผมเบนหน้ากลับมาสบตาคนกระทำ

“พอกันที!” ดวงตากลมเต็มไปด้วยหยาดน้ำคลอ โมจิสะบัดหน้าแล้วเดินจากไป ผมมองตามหลังร่างบางไปโดยไม่มีความคิดจะลุกตามไปแต่อย่างใด รู้สึกแค่เพียงทุกสิ่งอย่างมันน่าเบื่อหน่ายเกินจะรับไหว

“คิกๆ” เสียงหัวเราะทำให้ผมหันกลับมา แซนด์อมยิ้มพลางหัวเราะราวกับกำลังสนุกกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“สนุกสินะทำให้คนเขาทะเลาะกัน” ผมพูดพลางลูบแก้มข้างที่ถูกตบ

“สมน้ำหน้า” แซนด์เบ้ปาก “ฉันไม่ใช่ต้นเหตุของเรื่องนี้สักหน่อย เธอทำตัวเธอเองต่างหากล่ะ”

“แต่ฉันถูกตบเพราะคำพูดเธอนะ” ผมเถียงก่อนจะบ่นอุบอิบ “รับผิดชอบหน่อยสิ” ผมพูดเล่นๆ โดยไม่คิดจริงจังทว่าคำตอบจากอีกฝ่ายทำเอาผมคิดไม่ถึง

“ได้สิ”

“ห๊ะ?” ผมถามกลับอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“ก็เธอบอกให้รับผิดชอบไม่ใช่รึไง...ว่าไงล่ะ จะให้ฉันทำอะไร?” ผมได้แต่กระพริบตาปริบๆ มองสีหน้าจริงจังของยัยโหด ไม่น่าเชื่อว่าแซนด์จะยอมง่ายๆ ขนาดนี้แต่ในเมื่อมีโอกาสใกล้ชิดผมก็ไม่ปฏิเสธให้เสียเชิงรีบตอบกลับทันที

“งั้นเย็นนี้ไปดูหนังกัน” อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบรับ ผมไม่คิดว่าแซนด์จะยอมเออออตามแต่ยิ่งไม่คิดว่าตัวเองจะดีใจได้มากมายขนาดนี้ ผมคงจะเพี้ยนไปแล้วสินะที่รู้สึกดีใจกับอะไรง่ายๆ แบบนี้

“หวัดดีสาวน้อย” คำทักทายอันเฉพาะเจาะจงทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงคือใคร

“หวัดดีฮะพี่โซ่” ผมยกมือไหว้พลางชวนนั่งแต่พี่โซ่ปฏิเสธ

“เย็นนี้ว่างมั้ย? ไปช่วยพี่ที่ชมรมหน่อยสิ” ผมรีบพยักหน้ารับจนพี่โซ่หลุดหัวเราะก่อนจะเดินจากไป เมื่อผมหันกลับมาก็เห็นว่าแซนด์มองผมนิ่งๆ อย่างเดาอารมณ์ไม่ถูก แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเพราะอะไร

“เอ่อ...” ผมตอบรับพี่โซ่ว่าจะไปช่วยงานแต่ดันลืมไปว่าเพิ่งจะชวนคนตรงหน้าไปดูหนัง ผมหลุบตาลงต่ำอย่างรู้สึกผิด

“เธอชอบแบบนั้นเหรอ?” แซนด์คงเห็นว่าผมทำหน้างงเลยพูดต่อ “ก็ทำหน้าเหมือน...หมาเจอเจ้าของ” ผมหัวเราะเก้อๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

“เรื่องที่นัดกันอ่ะ เลื่อนเป็นเสาร์นี้ได้มั้ย?” แซนด์ถอนหายใจแล้วยกมือขึ้นเท้าคางมองหน้าผมนิ่ง

“ถ้าบอกว่าไม่ล่ะ” น้ำเสียงเย็นชาทำเอาใจแป้วทว่าอีกฝ่ายกลับหลุดหัวเราะออกมาทำให้ผมแปลกใจ “ไม่เห็นต้องทำหน้าหมาหงอยเลย ตกลงเป็นวันเสาร์ก็ได้ แล้วคราวนี้อย่าผิดนัดอีกล่ะ” ผมที่ยังคงเหวอกับอารมณ์ของคนตรงหน้ายิ่งเหวอหนักเมื่อฝ่ามือไม่คล้ายว่าหยาบนักลูบเบาๆ ข้างแก้มที่ถูกกระทำ “หาอะไรประคบสักหน่อยล่ะ เดี๋ยวมันจะบวม”

ไม่รู้ว่าผมเดินกลับมาถึงโต๊ะตัวเดิมตั้งแต่เมื่อไหร่ รับรู้เพียงไอ้ประแจหัวเราะชอบใจกับอาการของผมพลางพูดอย่างสนุกปากว่าผมทำหน้าตลกมาก ผมได้แต่นึกในใจว่าตัวเองแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนขนาดนั้นได้ยังไง เพราะที่ผ่านๆ มาผมไม่ค่อยที่จะแสดงออกทางสีหน้ามากนัก มักจะมีเพียงรอยยิ้มประดับบนหน้าเสมอไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน ดังนั้นที่ไอ้ประแจว่าผมทำหน้าแปลกๆ ต่อหน้าแซนด์จึงทำให้ผมสับสน...สับสนเหลือเกินว่าอีกฝ่ายมีอิทธิพลกับผมมากถึงขนาดนี้เลยเหรอ

ผมแยกกับไอ้ประแจก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้องชมรมดนตรีสากลตามที่ตกลงกันไว้กับพี่โซ่ ในใจยังคงเต็มไปด้วยความสับสนจึงทำให้เหม่อจนชนเข้ากับแผ่นหลังกว้าง

“ขอโทษฮะ” ผมเซไปเล็กน้อยเพราะชนด้วยความแรงที่ไม่เบานัก มือแกร่งคว้าเข้าที่ต้นแขนก่อนดึงเข้าใกล้จนตัวแทบติด

“ไม่เป็นไรใช่มั้ย?” เสียงทุ้มไม่คุ้นหูทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าขาวสะอาด คิ้วหนาทว่าเป็นทรงพาดเหนือดวงตาคมเป็นประกายมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก สันจมูกโด่งชัดรับกับริมฝีปากหนาสีชมพู ทุกสิ่งของคนตรงหน้าในระยะประชิดทำเอาผมตาค้าง

“ทำอะไรน่ะ?” คราวนี้เสียงทุ้มอันคุ้นเคยจากด้านหลังทำให้ผมผละตัวออกห่างทั้งที่ยังมึนงง

“เห็นน้องเขาจะล้มกูก็เลยคว้าไว้” เจ้าของร่างกำยำตรงหน้าอธิบายก่อนจะปล่อยมือจากต้นแขนผม “พี่ชื่อโอ๊ตนะ เราชื่ออะไร?”

“เอ่อ..ชื่อกานต์ฮะ” ผมมองอีกฝ่ายงงๆ

“น้องตรงเสป็คพี่มากเลย ขอเบอร์หน่อยสิ” รอยยิ้มทีเล่นทีจริงทำเอาผมตั้งตัวไม่ถูก

“น้องมันเป็นผู้หญิง มึงไม่ชอบผู้หญิงไม่ใช่รึไง อย่ามายุ่งน่ะ” มือหนาจับไหล่ผมก่อนเจ้าตัวจะเบียดตัวเข้าแทรกกลาง

“ผู้หญิงแล้วไงวะไอ้โซ่ ก็กูบอกแล้วว่าตรงเสป็คกู จะหญิงจะชายมันเกี่ยวอะไรด้วย มึงนั่นแหละอย่ามายุ่ง” ไม่ว่าเปล่าไอ้คุณพี่โอ๊ตผลักพี่โซ่ออกแล้วยืนประจันหน้ากับผมด้วยรอยยิ้มก่อนจะคว้าเอามือผมขึ้นจูบที่หลังมือ “โดนขัดจังหวะซะแล้ว เสียดายจัง...ไว้เจอกันใหม่คราวหน้านะน้องกานต์” พูดจบก็เดินจากไปทิ้งให้ผมอึ้งกับการกระทำของเจ้าตัว

“ระวังตัวหน่อยสิ เราเป็นผู้หญิงนะ” ผมได้แต่มองพี่โซ่จับมือข้างที่ถูกจูบขึ้นมาเช็ดกับชายเสื้อตัวเองอย่างแผ่วเบาก่อนจะแตะริมฝีปากอุ่นลงไปอย่างรวดเร็วแล้วลากผมเข้าห้องชมรมโดยไร้คำพูด

ผมยังคงมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกอย่างมันเกิดเร็วจนผมรับไม่ทัน รับรู้เพียงแต่ครั้งสุดท้ายที่ริมฝีปากของพี่โซ่แตะเข้าที่หลังมือนั้นแม้แค่พริบตาเดียวแต่ความอบอุ่นกลับทำให้ร้อนมาถึงหัวใจพลันนึกไปถึงคำถามของไอ้ประแจ แล้วตกลงมึงหวั่นไหวกับใครกันแน่เป็นคำถามที่ทำให้หัวใจทำงานหนักกว่าสมอง ยิ่งวันนี้การกระทำแปลกๆ ของคนที่ผมให้ความสนใจยิ่งทำให้หัวใจทำงานหนักกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

แล้วอย่างนี้...ผมจะตอบตัวเองได้มั้ย ว่าจริงๆ แล้วผม หวั่นไหว กับใครกันแน่

....................................................................................

“ได้ข่าวว่าโดนสั่งให้ไปขายตั๋วเหรอ?” พี่โซ่เอ่ยทักทันทีที่เห็นหน้าผมก่อนจะนั่งลงข้างๆ เพราะเหตุการณ์เมื่อวานทำให้ไม่กล้าสบตาโดยตรงจึงก้มหน้าแล้วตอบกลับเบาๆ

“ก็...ฮะ”

“เฮ้ยไอ้ด้วง! นี่มึงกล้าใช้เด็กกูเหรอวะ?” พี่โซ่ตะโกนถามพี่ด้วงที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล น้ำเสียงกลั้วหัวเราะทำให้ผมรับรู้ว่าพี่เขาแค่พูดเล่นแต่ผมกลับคิดไปไกลกับแค่คำว่า เด็กกูของพี่เขา

“หรือมึงจะให้กูไปขายเองวะ?” พี่ด้วงตะโกนกลับมาเรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่ให้กับห้องชมรม ผมเองก็หลุดหัวเราะด้วยเมื่อนึกภาพหมีป่าร่างหนายืนขายตั๋วด้วยหน้าตาพร้อมตะปบ คงจะมีคนกล้าเข้ามาซื้อหรอกนะ

“ยิ้มได้สักทีนะเราน่ะ” พี่โซ่เอี้ยวตัวก้มลงมามองหน้าพลางส่งยิ้มให้ “แล้วไอ้โอ๊ตยังเข้ามาวุ่นวายด้วยมั้ย?” จบคำถามผมเผลอมองไปทางเจ้าของชื่อที่นั่งเกากีต้าร์อยู่มุมห้อง เหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ว่าผมมองจึงมองตอบแล้วขยิบตาพร้อมส่งจูบมาให้

“เอ้อ...ก็โดนประมาณนี้แหละฮะ” ผมหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะยิ้มค้างเมื่อวงแขนแกร่งโอบไหล่ไว้หลวมๆ แล้วกระซิบข้างหู

“ถ้ารำคาญมากก็บอกนะ เดี๋ยวพี่จัดการให้” ผมได้แต่นั่งตัวแข็งพลางระงับความพลุ่งพล่านในหัวใจ

“เอ้อ...วันนี้อากาศร้อนนะฮะ พี่โซ่ว่ามั้ย” ผมยิ้มแก้เขินพลางเขยิบตัวอออกห่าง พี่โซ่เพียงแค่ยิ้มแล้วหยิบมือถือขึ้นมาก่อนจะส่งให้ผมดู

“สวยมั้ย?” เป็นรูปสร้อยคอมีจี้หัวใจสีชมพูสด

“ก็สวยฮะ”

“ชอบรึเปล่า?” เป็นคำถามที่ทำให้หัวใจคิดไปไกล ผมได้แต่เรียกสติให้กลับมาตอบคำถามก่อนที่มันจะเตลิดไปมากกว่านี้

“ก็ชอบฮะ...แต่ว่า...” พูดพลางก็นึกไปถึงอีกคน ครั้งสุดท้ายที่เห็นใบหน้าหวานกลับเต็มไปด้วยความโกรธ

“แต่ว่า?”

“กานต์ว่าเพื่อนกานต์ใส่น่าจะเหมาะกว่า” ผมตอบยิ้มๆ พี่โซ่พยักหน้าพลางยิ้มแล้วเก็บมือถือก่อนจะลุกขึ้นเดินไปขอยืมกีต้าร์จากพี่โอ๊ตแล้วกลับมานั่งตรงข้าม

“พี่ว่าจะเล่นเพลงนี้ล่ะ ช่วยฟังหน่อยสิ” ผมสูดหายใจเข้าเรียกสติที่กำลังจะกระจายไปอีกรอบให้กลับเข้าที่เพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

อยากบอกเธอกับสิ่งที่ฉันเคยให้ไป ที่คอยแวะเวียนอยู่ไม่ไกล ทุกอย่างที่ทำฉันเต็มใจให้เธอ” สายตาของพี่โซ่ที่มองมาทำเอาหน้าร้อนผ่าว “อยู่ตรงนี้จะอยู่และไม่ไปไหนเลย กี่สิบร้อยวันก็เหมือนเคยและทำได้เพียง ขอยืนเคียงข้างเธอ และไม่อาจจะหยุดการมาคอยดูแลการแสดงว่าห่วงและหวังดีต่อเธอ หยุดไม่ได้ให้เข้าใจ ถูกบังคับให้กระทำให้ทุ่มเท” ใจสั่นระรัวเมื่อสายตาที่สบอยู่เพิ่มดีกรีความจริงจังจนไม่อาจละสายตา

“มันคือความรัก ที่สั่งอยู่ในใจ สั่งให้ตัวฉันคอยทำเพื่อเธอคอยดูแลให้ดีที่สุด เป็นความจำเป็นที่ตัวฉันเองไม่อาจจะขัดขืน มันคือความรักที่สั่งในสมอง สั่งอยู่เสมอให้คิดถึงเธอคอยดูแลรอยยิ้มของเธอ ความรักเป็นตัวบงการทุกการกระทำ และฉันไม่มีทางอื่นฉันเพียงทำตามสั่งเสียงของหัวใจ” หลังเพลงจบลงทุกอย่างรอบตัวเงียบสนิท ได้ยินแต่เพียงเสียงหัวใจของผมที่เต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาเสียให้ได้ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้แสดงออกทางสีหน้าอย่างไร รู้เพียงว่าพี่โซ่ยิ้มละมุนมาให้ก่อนจะหยิบกล่องสีหวานออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ผม

“ถึงเราจะคิดว่ามันไม่เหมาะ แต่พี่ก็อยากให้เราใส่นะ” พูดจบก็ลุกขึ้นพลางวางมือบนหัวผมแผ่วเบาก่อนเดินจากไป ทิ้งให้ผมนั่งสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในหัวใจอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่ไม่ทันที่สติจะกลับมาอย่างครบถ้วนก็ถูกคนที่ทำให้สติกระเจิดกระเจิงลากออกนอกห้องชมรมไป

“มีอะไรฮะ?” ผมถามขึ้นเมื่อเราหยุดเดิน พี่โซ่ไม่ตอบอะไรเพียงขอกล่องในมือผมไปถือไว้แล้วมองหน้าผมนิ่ง “พี่โซ่?”

“กานต์...” เสียงทุ้มที่เรียกชื่อทำให้ผมรู้สึกว่าชื่อตัวเองเพราะขึ้นมา พี่โซ่อมยิ้มก่อนจะแกะกล่องออกแล้วหยิบสร้อยคอจี้หัวใจสีชมพูสดพาดลงบนคอผม ลมหายใจอุ่นกระทบปลายผมทำเอาเสียววูบวาบ นิ้วมือร้อนที่แตะถูกบริเวณหลังคอทำเอาขนลุกพรึ่บพรับ ต้นคออีกฝ่ายที่เข้ามาใกล้แทบจะติดจมูกทำเอาผมอยากเขวี้ยงความกระดากอายทิ้งแล้วไซร้ซอกคอขาวนั้นอย่างไม่แคร์ฟ้าดิน ให้ตายเหอะ จะยั่วกิเลสกูไม่ถึงหนายยยย~

            “ใส่ติดตัวไว้นะ” พี่โซ่ผละออกห่างเล็กน้อยพลางส่งยิ้มพิฆาตมาให้ทำเอาผมกรี๊ดลั่นในใจ คำพูด การกระทำ สายตา ทุกอย่างมันชวนให้ไม่คิดไม่ได้แล้ว ถ้าจะอ่อยกันขนาดนี้ จับทำสามีซะเลยดีมั้ย ผมได้แต่กรี๊ดกร๊าดอยู่ในใจไม่กล้าสบตาคนพูดด้วยกลัวอีกฝ่ายจะรู้ถึงความรู้สึกข้างใน

            “ไม่ต้องห่วงหรอกฮะ ถ้าเกิดถูกกระชากขึ้นมารับรองว่ากานต์ต้องกระโดดขาคู่ใส่ไอ้โจรเพื่อเอาสร้อยกลับมาแน่ๆ” ผมพูดติดตลกทั้งที่ยังเขินไม่เลิก

            “ฮะๆ เว่อร์ไป...จะทำอะไรก็ระวังหน่อย เราน่ะเป็นผู้หญิงนะ” แอร๊ยยย ถ้าจับผู้ชายปล้ำนี่จะเสียสถาบันหญิงมั้ยนะ ไม่ไหวจะหักห้ามความต้องการแล้วนะเว้ยเฮ้ย ผมได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตากลัวพี่โซ่จะเห็นแววตาหื่นกระหายที่กำลังครอบงำขึ้นทุกขณะ ถ้าทำอะไรให้ชวนคิดมากกว่านี้อีกนิดนึงก็ไม่รับรองความปลอดภัยแล้วนะพี่

            “โธ่พี่โซ่ ย้ำจนกานต์จะไปซื้อกระโปรงมาใส่แล้วนะเนี่ย”

            “เอาสิ เดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อน เสาร์นี้เจอกันนะสาวน้อยของพี่” พูดจบก็ดึงแก้มผมเบาๆ ทีนึงแล้วเดินจากไป ผมได้แต่กระพริบตาปริบๆ มองตามหลังพี่โซ่ไป สมองพยายามทำความเข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคิดดูแล้วก็มีเพียงเหตุผลเดียวที่พี่โซ่จะทำอย่างนี้นั่นคือ...คิดอะไรๆ กับผม แต่มันจะเป็นไปได้เหรอ? ผมสะบัดหัวไล่ความคิดนี้ออกไป สัมผัสเย็นที่คอกลับทำให้หัวใจร้อนรุ่ม ผมลูบเบาๆ บนจี้รูปหัวใจพลางตั้งมั่นกับตัวเองว่าครั้งหน้าที่เจอกันผมจะถามให้รู้เรื่องว่ามันเป็นเพราะอะไรทำไมถึงทำอย่างนี้

..........................................................................................

            ผมเดินยิ้มกลับถึงหอพักอย่างอารมณ์ดีแต่แล้วก็เป็นต้องชะงักกึกเมื่อเห็นภาพที่คิดไม่ถึง แซนด์กำลังพูดคุยอย่างสนิทสนมกับไอ้ประแจ

“....” ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าจะเห็นภาพอย่างนี้และที่ยิ่งไม่น่าเชื่อไปกว่านั้น รู้มั้ยฮะว่าผมเห็นอะไร?...ผมเห็นรอยยิ้มของยัยโหด รอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงผมจะเคยเห็นยัยโหดยิ้มบ้างแต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มอย่างตอนนี้ มันเป็นรอยยิ้มที่เหมือนจะทำให้โลกสดใส

“อ้าวไอ้กานต์ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?” ไอ้ประแจทักแต่ผมไม่สน ตอนนี้ความสนใจของผมถูกแซนด์ที่เพิ่งสบตาด้วยดึงดูดไปหมดแล้ว ไม่มีรอยยิ้มไม่มีคำทักทายจากปากคนหน้าสวยผมยังรู้สึกเฉยแต่อีกฝ่ายกลับหุบยิ้มแล้วทำหน้านิ่งทันทีที่เห็นหน้าผม อย่างนี้มันหมายความว่ายังไง? ทำไมถึงให้รอยยิ้มอย่างนั้นกับผมไม่ได้?

มันแปลกมากที่จู่ๆ หัวใจผมก็รู้สึกปวดหนึบเหมือนมีใครมาบีบ ตัวชาเหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด หรือผมกำลังป่วย? ทำไมอยู่ๆ ถึงได้รู้สึกแบบนี้? ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

“ไอ้กานต์?” ไอ้ประแจทักอีกรอบ แต่คราวนี้ไม่รู้อะไรเข้าสิงผมให้เขวี้ยงกระเป๋าเป้ที่สะพายใส่ไอ้ประแจแล้วจัดการอุ้มแซนด์พาดบ่าก่อนจะพาวิ่งขึ้นไปบนห้องท่ามกลางเสียงโวยวายของคนถูกอุ้ม

แกร๊ก! ปัง! ตุ้บ!

หลังจากปิดประตูอย่างรวดเร็วผมก็ต้องรีบโยนอีกฝ่ายลงบนเตียงอย่างเบามือเพราะเริ่มจุกกับฝ่ามือที่ทุบหลังไม่หยุดตั้งแต่จับพาดบ่า

“เธอทำบ้าอะไรเนี่ย?!

“ก็...ฉุดเธอไง” ผมตอบติดตลกแต่อีกฝ่ายกลับทำหน้านิ่งไม่ขำด้วย

“ไม่ตลก ฉันให้เธอแก้ตัวอีกครั้ง...ทำแบบนี้ทำไม?”

“อ่า...ก็...” ผมก้มหน้าหลบสายตาคาดคั้น

“ถ้าไม่ตอบฉันจะไป” ผมรีบเงยหน้าขึ้นสบตาก็รู้ว่ายัยโหดเอาจริงจนเผลอคว้าข้อมืออีกฝ่าย

“ฉันไม่ให้ไป”

“แต่ฉันจะไป!” แซนด์บิดข้อมืออกจนผมต้องออกแรงจับให้มากขึ้น

“ก็บอกว่าไม่ให้ไปไง!

“ถ้าไม่อยากให้ไปก็บอกสิว่าทำแบบนี้ทำไม!” สิ้นเสียงผมรู้สึกอึดอัดจนโพล่งสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

“ก็เธอยิ้มแบบนั้นให้ไอ้แจทำไมล่ะ!” พูดจบก็ก้มหน้าไม่กล้าสบตา

“ห๊ะ?”

“ก็...เธอไม่เคยยิ้มแบบนั้นให้ฉันบ้างเลย” ผมพูดเสียงเบา จู่ๆ อีกฝ่ายก็หัวเราะออกมาพลางบิดข้อมือออก ผมไม่มีแรงจะฝืนจึงปล่อยไป

“กับแค่รอยยิ้มทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้” ได้ยินแซนด์บ่นเบาๆ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมือเรียวแหวกคอเสื้อผมออกแล้วลากนิ้วไปตามสร้อยคอ “หมอนั่นให้มาเหรอ?” นิ้วเรียวหยุดอยู่ที่จี้รูปหัวใจสีชมพูสด

“อ่า...อืม” ผมตอบรับเสียงเบาพลางขยับตัวออกห่างเล็กน้อยพลางเงยหน้าสบตาคนตรงหน้า เราสบตากันเนิ่นนานแต่ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่าในสายตาที่มองตรงมาของอีกฝ่ายรู้สึกยังไง

“เหรอ...” แล้วเราก็เงียบกันไปจนกระทั่งแซนด์เอ่ยขึ้น “ฉันกลับห้องล่ะ”

“เดี๋ยวสิ” เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ที่แม้แต่ผมเองก็ไม่คาดคิด ผมจะรั้งอีกฝ่ายไว้ทำไม?

“อะไรอีกล่ะ?”

“เธอคุยอะไรกับไอ้แจ?”

“อยากรู้ทำไม? หึงเหรอ?” คำพูดทีเล่นทีจริงทำเอาผมร้อนไปทั้งตัวและหัวใจ รอยยิ้มแปลกๆ ที่ส่งมาพร้อมแววตาที่เดาอารมณ์ไม่ถูกทำเอาคุมสติไม่อยู่

“หลงตัวเองไปรึเปล่าคนสวย คิดว่าฉันจะชอบเธอรึไง? ใครจะไปชอบผู้ชายที่สวยจนผู้หญิงอายอย่างเธอกันล่ะ ฉันก็แค่กลัวว่าไอ้แจมันจะถูกความสวยของเธอล่อลวงจนหลงเสน่ห์ต่างหาก ยิ่งสวยๆ แบบเธอเนี่ยไอ้แจมันชอบนักล่ะ” กว่าจะรู้ตัวว่าพูดอะไรออกมาทุกอย่างก็สายไปซะแล้ว

 “.....”  ใบหน้างามบูดบึ้งขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด “คิดได้แค่นี้รึไง?” น้ำเสียงที่ใช้เย็นจนชาไปถึงหัวใจ

“ก็ไม่ใช่รึไงล่ะ หัวเราะระริกระรี้ขนาดนั้น ใครเห็นเขาก็คิดอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ” ผมล่ะอยากกระชากหมาในปากออกมาสั่งสอนจริงๆ จะเสือกมาเห่าใส่คนตรงหน้าทำไมตอนนี้

“เหอะ” แซนด์หัวเราะขึ้นจมูก “เธอมันก็ไม่ต่างไม่จากคนอื่นนักหรอก” สายตาเย็นชาที่มองมาเหมือนจะเสกให้ผมแข็งไปทั้งตัว

“อึก...ฉัน...”

            “จำใส่สมองไว้เลยนะ...อย่ามายุ่งกับฉันอีก” คำพูดเรียบๆ แต่โคตรเย็นชาทำเอาผมสะท้านไปทั้งตัว

            ปัง!

            เสียงประตูที่ปิดลงทำให้ผมรู้ว่าแซนด์ได้ออกจากห้องผมไปแล้ว เป็นครั้งแรกที่ผมสัมผัสได้ถึงความผิดหวังอย่างชัดเจนจนรู้สึกหดหู่ ผมนึกอยากตบปากตัวเองที่พูดอะไรงี่เง่าแบบนั้นออกไป รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบแต่ก็ยังทำ ดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เอาเรื่องกับคำแทนตัวที่ผมมักใช้เรียก ดีแค่ไหนแล้วที่เขายังคุยกับผมเหมือนไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อน

แต่แล้วไงล่ะ...สุดท้ายผมก็เป็นคนทำมันพังเอง ผมไม่อยากโทษความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในหัวใจตอนที่เห็นเธอหัวเราะอย่างสนิทสนมกับคนอื่น ผมไม่อยากจะโทษคำถามทีเล่นทีจริงของอีกฝ่ายที่ทำให้ผมคุมสติไม่อยู่ ผมได้แต่โทษความปากพล่อยของตัวเองที่ทำให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้

            ผมทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนแรง แววตาเหม่อมองไปยังฝ้าเพดานด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่มีอยู่ข้างใน ทำไม? เพราะอะไร? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวผมอย่างหาคำตอบไม่ได้ ผมเพิ่งจะมารู้สึกว่าคำถามสั้นๆ ง่ายๆ อย่างคำว่า ทำไมเมื่อเกี่ยวข้องกับความรู้สึกในหัวใจกลับกลายเป็นคำถามที่ยากจะหาคำตอบเหลือเกิน

            “เฮ้อ~ เป็นอะไรวะเนี่ยไอ้กานต์” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ

            “ก็นั่นซิ มึงเป็นอะไรของมึง?” คำถามโผล่มาพร้อมเจ้าตัวที่เข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้

            “เชี่ย! ไอ้แจ! มึงมาได้ไง?” ผมตกใจกับการมาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียงของไอ้เพื่อนซี้

            “กูใช้วิชานินจาเข้ามา” ผมล่ะเซ็งกับความกวนส้นเท้าของมันจริงๆ

            “เฮ้อ....” ผมมองมันพลางถอนหายใจก่อนจะพลิกตัวหันไปทางกำแพง

            “มึงเป็นบ้าอะไรของมึงเนี่ยไอ้กานต์?” มันถามพลางเอาปลายเท้าสะกิดตูดผม

            “กูไม่ได้เป็นอะไร มึงอย่ามายุ่งกับกูได้มั้ยวะ?” ผมตอบพลางเขยิบหนีเท้าอีกฝ่าย

“ตอบอย่างนี้แสดงว่าเป็น” จบคำพูดผมรู้สึกได้ถึงแรงยวบของที่นอนจึงหันไปดู

            “ไอ้เชี่ย! ขึ้นมานอนบนเตียงกูทำไม?” ผมพยายามถีบไอ้ควายถึกที่ถือวิสาสะนอนข้างผมโดยไม่ได้รับอนุญาต

            “ก็กูเมื่อยอ่ะ” มันตอบพลางทำหน้าแอ๊บแบ๊ว

            “เมื่อยมึงก็นั่งบนเก้าอี้สิวะ..มานอนบนเตียงกูทำม๊ายย?”

            “งั้นกูง่วงก็แล้วกัน” มันตอบก่อนจะหลับตาพริ้ม ผมได้แต่อ้าปากค้างกับความหน้าด้านของอีกฝ่าย “น่าๆ เล่ามาสิ แจแจ้พร้อมรับฟังความรู้สึกของตัวเองแล้วนะ” ผมหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ให้มันฟัง

            เมื่อผมเล่าจบมันทำหน้าแปลกๆ พร้อมถามคำถามที่แม้แต่ผมเองก็ยังไม่รู้คำตอบ

            “มึงทำแบบนั้นไปทำไมวะ?”

 


...............................................................................................................................................

คุยกันแป๊บ...

กานต์จะตอบได้มั้ย? กานต์จะรู้ใจตัวเองรึเปล่า? พี่โซ่คิดยังไงกับกานต์? แซนด์เกลียดกานต์แล้วเหรอ?

ติดตามคำตอบของคำถามทั้งหมดนี้....ตอนหน้าค่ะ 

ปล. ขออัพวันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2559 นะคะ


รัก...

แมแตร์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

156 ความคิดเห็น

  1. #154 zuwania (@zuwania) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 เมษายน 2559 / 01:24
    กานต์เอ๋ยยย รู้ใจตัวเองสักทีเถอะ คนลุ้นมันเหนื่อย T^T
    #154
    0
  2. #139 zuwania (@zuwania) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มกราคม 2556 / 20:34
    แอร๊ยยย (วิบัติเพื่อเสียง-.-) ฮาดีค่ะ สนุกมากเลยยย
    เรื่องจริงอย่างที่สุดค่ะ แมนๆตอนนี้หายากมากกก มีเเต่..-.-



    #139
    0
  3. #18 ม่านทราย (@pixxy-pix) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 เมษายน 2553 / 23:46
     ไม่ต้องห่วงค่ะเม้นต์ตลอดเวลา(ตอน)ค่ะ และจะติดตามตลอดแน่นอนนะคะ จุ๊บๆๆๆ(ฝากความรักให้ประแจด้วยนะคะ งิงิ)
    #18
    0