รักนายว่ะ...คนสวย?!?

ตอนที่ 5 : - รักครั้งที่สี่ - หวั่นไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 เม.ย. 59

รักครั้งที่สี่

หวั่นไหว

 

ไอ้โรคจิต!!!” ร่างเปลือยตะโกนลั่นก่อนจะกระโดดตะครุบตัวผม “แก! ตาย!!!”

อั่ก! ห..หา..หายใจ...ม..มะ..ไม่ออก ผมครวญครางในท่านอนคว่ำโดยมีอีกคนนั่งทับหลังอยู่ มือสาละวนกับการแกะผ้าเช็ดตัวผืนเล็กที่อีกฝ่ายใช้รัดคอ ใครก็ได้ช่วยผมด้วยยย~

            อย่างแกน่ะ..อย่าอยู่หายใจให้เป็นพิษกับโลกเลยจะดีกว่า ยิ่งพูดก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม ผมต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ให้ได้ผมไม่ยอมตายง่ายๆ แบบนี้หรอก

            ผมใช้แรงเฮือกสุดท้ายพลิกตัวกลับโดยใช้ช่วงขายาวๆ ให้เป็นประโยชน์โดยการเกี่ยวคนที่กำลังจะเป็นฆาตกรให้ลงจากหลัง แต่มีหรือที่อีกฝ่ายจะยอมเมื่อไม่มีใครยอมใครการผลัดกันรุกรับจึงเกิดขึ้น

            ผมพยายามยันตัวหนีอีกฝ่ายก็ฉุดขากางเกงผมไว้จนเกือบหลุดแล้วพยายามจะขึ้นคร่อม หลังจากนัวเนียพัลวันกันอยู่อย่างนั้นเสียงเปิดประตูเป็นตัวหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด

            ทั้งผมและแซนด์หันไปมองตามเสียงก็ตกตะลึงกับภาพที่เห็น ซันนี่กับไอ้ประแจยืนมองมาด้วยแววตาตกใจ ก่อนที่ซันนี่จะหลุดหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า ขอโทษที่รบกวนนะจ๊ะ...เชิญต่อตามสบาย ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็รีบปิดประตู ผมอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินแต่เมื่อเห็นสภาพตัวเองก็ยิ่งอึ้งกว่าเป็นร้อยเท่า

            ผมอยู่ในท่านอนหงายเสื้อเปิดจนเกือบถึงแผ่นรัดหน้าอกกางเกงหลุดไปครึ่งก้นจนโชว์บ๊อกเซอร์ลายหมีน้อยถูกร่างเปลือยของผู้ชายหน้าสวยขึ้นคร่อมและจับข้อมือทั้งสองกดอยู่ที่พื้นข้างตัว เน้นย้ำว่าเป็นผู้ชายเพราะชิเม่โจได๋ของมันตั้งแปะอยู่บริเวณหน้าขา อ้ากกกก~ สถานการณ์ชวนคิดให้ติดเรทยี่สิบบวกบวกบวกจริงๆ!!

            “เราคุยกันได้นะ ผมพูดขึ้นทำลายความเงียบ

ไปคุยกับยมบาลเลยดีกว่านะแก!” แซนด์ตวัดสายตามองเชือดเฉือน

อ้ากก~! ฉันขอโทษๆ ยอมแพ้แล้ว!!” ผมพยายามสะบัดข้อมือให้หลุดจากการควบคุมของอีกฝ่าย จนกระทั่ง ป้าบ!! ฝ่ามือฝ่ายตรงข้ามตะปบเต็มๆ หน่มน๊มทำเอาสะดุ้งเฮือก

            หือ?!” แซนด์อุทานเบาๆ พลันดึงมือออกก่อนจะลากสายตาไปทั่วร่างผมแล้วกระชากเสื้อผมขึ้นพิจารณาแผ่นรัดหน้าอกนิ่ง

            “....” ผมไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวด้วยกลัวว่าสุดใจว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรที่มันเกินไปกว่าที่ซันนี่ทำ สายตาคมกริบมองหน้าผมก่อนจะทำในสิ่งที่ผมกลัว แซนด์กระชากแผ่นรัดหน้าอกออกอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแม้กระทั่งแววตาขอร้องของผม ม่าย~ หน่มน๊มของผม~!!!

            ผมรีบเอามือปิดถึงมันจะเล็กมากจนแทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่ผมก็อายเป็นนะ

            แก.... แซนด์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย...เป็นผู้หญิงจริงเรอะ?

            ถ้าใช่แล้วจะทำไม? ผมใช้โอกาสนี้ถอยห่างออกมาพร้อมกับดึงเสื้อลงปิดหน้าอก

            “จริงดิ?” มันพูดอย่างไม่เชื่อก่อนสบถอะไรที่ผมฟังไม่ได้ศัพท์ “ฉันขอโทษ”

            “ห๊ะ?!

            “ฉันบอกว่าขอโทษไง” แซนด์บอกแล้วมองหน้าผมอายๆ เดี๋ยวๆ แล้วจะหน้าแดงทำไม? ผมงงกับปฏิกิริยาของอีกฝ่ายจนตามไม่ทัน

            “เอ่อ...เรื่องอะไร?” ผมถามพลางมองใบหน้าสวยที่กำลังขึ้นสีจนน่ามองกว่าเดิมอย่างไม่เข้าใจ

            “ทุกเรื่อง...ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็น เอ่อ...เป็นผู้หญิง” พูดจบก็หลบตาเหมือนกำลังเขิน

            “ห๊ะ?...เดี๋ยวนะ เธอกำลังจะบอกว่าเธอ...รู้สึกผิด?” แซนด์พยักหน้ารับ ผมมองร่างเปลือยเปล่าตรงหน้าด้วยความงงหนักกว่าเดิม นี่มันจะเปลี่ยนท่าทีเร็วไปมั้ยวะ? “ฉันว่าก่อนที่เธอจะรู้สึกผิด เธอ..เอ่อ หาอะไรมาปิดไอ้นั่นก่อนเหอะ” ผมบอกพลางพยักเพยิดไปทางไอ้สิ่งนั้น “ฉันกลัวมันจะหนาว”

            “หา?” ดวงตากลมโตฉายแววแปลกใจก่อนจะมองตามสายตาผม “แล้วเธอจะจ้องมันทำไมเล่า!” พูดจบก็คว้าผ้าขนหนูที่อยู่บนราวใกล้ๆ มาปิดไว้

            “ไม่ได้อยากจ้อง...ก็เธอโชว์ของเธอเองแล้วถ้าฉันไม่ดูก็กลัวมันจะเสียใจ” ผมว่าพลางกลั้วหัวเราะ

            “ยัยบ้า! เธอนี่ไม่มีความกระดากอายบ้างเลยรึไงถึงได้จ้องเอาๆ ฉันแค่เห็นแป๊ปเดียวก็อายแทนจะแย่แล้ว!” พูดจบใบหน้างามก็ขึ้นสีแดงระเรื่อชวนมองอีกรอบ “แต่เดี๋ยวนะ...นี่เธอเข้ามาในห้องฉันได้ยังไง?” ความรู้สึกช้าไปมั้ยพี่ ผมได้แต่นึกพลางคิดคำแก้ตัว

            “เอ่อ...คือ”

            “ว่ามา” แซนด์หรี่ตามองผมอย่างพิจารณา ผมเริ่มหายใจไม่ทั่วท้องถึงจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ลงไม้ลงมือกับผมอีกแต่ก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ดี

            “ก็แค่...”

            “แค่อะไร? ตอบ!!” น้ำเสียงที่ใช้ทำเอาผมสะดุ้งเฮือก

            “ก็แค่เข้ามาพิสูจน์เพศเธอไง!” ผมเผลอหลุดปากบอกความจริง ซวยแล้วกู

            “อะไรนะ?”

“.......”  เอาไงดีวะ คิดสิคิด ไอ้กานต์มึงใช้สมองเข้าสิวะ ผมได้แต่สั่งตัวเอง

“ในเมื่อเห็นเต็มสองตาแล้วว่าฉันเป็นผู้ชาย ก็กรุณาเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวฉันด้วย ฉันไม่ชอบให้เรียกแบบนั้น” แซนด์พูดเสียงเย็นจนผมเริ่มรู้สึกผิด แต่ด้วยนิสัยหมาในปากแล้วกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

“ถึงจะเห็นเต็มตาแต่ก็คงทำไม่ได้นะคนสวย ฉันเป็นประเภทที่ว่าเห็นอะไรก็จะเรียกแบบนั้น แล้วคนสวยๆ อย่างเธอจะให้เรียกว่านายเนี่ยนะ เหอะ! ฝันไปเถอะ”

“เธอ!!” อีกฝ่ายตวาดเสียงดังลั่น

“อ้อ! อีกอย่างนะ ฉันชอบหน้าเธอตอนโมโหมากกว่า...มันเร้าใจดีน่ะ” ผมอมยิ้มกรุ้มกริ่ม

“ยัยโรคจิต! ออกไปจากห้องฉันเลยนะ ไป๊!” นิ้วเรียวชี้ไปทางประตูสั่นระริกคงเพราะความโกรธจัด

“ไม่ต้องไล่ก็จะไป แต่ก่อนไปขอค่าทำขวัญที่เธอเกือบฆ่าฉันตายก่อนนะ” พูดจบก็พุ่งตัวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายก่อนจะเชยคางแล้วมอบจูบเซอร์วิสให้

            อื้อ!!...

            ไว้โอกาสหน้าจะแวะมาแอบดูอีกนะ บ๊ายบาย คนสวย!!” ผมพูดพลางผละออกแล้วรีบวิ่งออกจากห้อง ทิ้งให้คนถูกกระทำตะโกนด่าตามหลังมาอย่างหัวเสีย

            “ยัยปากมอมโรคจิต!!

            ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องหน้าผมก็แทบจะชนเข้ากับคนอีกคน

            “ไอ้กานต์! มึงยังไม่ตายใช่มั้ยวะ? กูขอโทษนะ!” ไอ้ประแจพูดไม่หยุดพลางสำรวจเนื้อตัวผม

            “มึงหายหัวไปไหนมา!” ผมอารมณ์ขึ้นทันทีที่นึกขึ้นได้ว่าเพราะมันถึงทำให้ผมเกือบตาย

            “กูขอโทษจริงๆ แบบว่า...ข้าศึกบุกประชิดประตูเมืองกะทันหัน ถ้าไม่ยิงปืนใหญ่มีหวังค่ายแตกแน่นอน กูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะมึง ใครจะไปคิดว่ายัยโหดจะกลับมาเร็วขนาดนี้” มันละล่ำละลักบอก

            “......” ผมหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อใจ

            “แต่พอกูออกมาเห็นหลังยัยโหดหายเข้าห้องไปกูก็รีบวิ่งไปตามซันนี่เลยนะ จะได้มาช่วยกันห้าม...แต่นึกไม่ถึงว่า...” มันพูดแค่นี้แล้วมองหน้าผมก่อนจะเผยรอยยิ้มแปลกๆ

            “นึกไม่ถึงว่าเชี่ยอะไรล่ะมึง ตอนนั้นกูเกือบตายแล้วจริงๆ นะ แล้วยังมีหน้าหลบออกไปอีก แม่งโคตรห่วงกูมากอ่ะ” ผมว่าอย่างน้อยใจแล้วเดินกลับห้อง

            “กูขอโทษจริงๆ แต่ซันนี่ลากกูออกไปนะแถมสั่งไม่ให้กูเข้าไปขัดจังหวะด้วย ใจจริงกูอยากอยู่ดู เอ้ย อยากอยู่ช่วยมึงจะตาย ยกโทษให้กูนะ” ไอ้ประแจเดินพล่ามตามหลังผมมาจนถึงหน้าประตูห้อง

            “สรุปมึงไม่ตั้งใจ?” ผมหันกลับไปถามเห็นมันพยักหน้าตอบกลับมารวดเร็วจมผมต้องถอนหายใจแรง “เออ! อย่าให้มีคราวหน้านะมึง!” ผมคาดโทษไว้ก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินเข้าห้อง

            “แล้วสรุปว่าเป็นดอกไม้หรืองวงช้าง?” มันถามพลางเดินตามเข้าไปนั่งบนเตียงผมราวกับว่าเป็นที่ของมัน

            “แล้วตอนนั้นมึงไม่เห็นเรอะ?”

            “กูเห็นไม่ชัดรู้แค่ว่าผิวขาวเนียนมากท่าทางจะนุ่มมือด้วย...จริงรึเปล่าวะ?” มันว่าพลางยิ้มเจ้าเล่ห์

            “เออ!” ตะคอกจบก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้มันฟัง ยิ่งฟังไอ้ประแจก็ยิ่งทำตาโต

            “จูบ! นี่มึงจับจูบไปแล้วเหรอวะ?” มันถามอย่างไม่เชื่อ

            “เออดิ แม่งทำกูเกือบตายแค่จูบนิดจูบหน่อยจะเป็นอะไรไป”

            “แล้ว...มึงจะเอาไงต่อ?” มันถามพร้อมนัยน์ตาพราวระยับ

            “อืม...ก็คงจะกวนตีนอย่างนี้ต่อไป” ผมพูดกลั้วหัวเราะ “คนบ้าอะไรขนาดโมโหแม่งยังน่ารัก”

            “โรคจิตนะครับคุณมึง” มันว่าก่อนจะหัวเราะเสียงดัง “เรื่องสนุกอย่างนี้คุณกูจะพลาดได้ไง จริงมั้ยครับคุณมึง?” เราสองคนมองหน้ากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่นห้อง

            เรื่องสนุกมันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

...................................................................................

            “โอ๊ยยย ทั้งเหนื่อยทั้งหิว” ไอ้ประแจบ่นทันทีที่รุ่นพี่ปล่อยให้ไปกินข้าว

            “ก็ใครใช้ให้เต้นไม่ถนอมแรงล่ะ เต้นซะลืมโลกเลยนะมึง” พูดไปก็นึงถึงฉากเต้นกระจายอันน่าประทับใจของไอ้เพื่อนรัก

            “นานๆ กูจะได้ออกเสต็ปแดนซ์กับเขา ก็ต้องปล่อยของบ้างอะไรบ้างดิวะ” มันว่าพลางหัวเราะเบาๆ

            “ของมึงคงแรงมากสินะ ถึงได้เต้นซะสาวสะพรึง”

            “สะพรึงในความหล่อของกูสินะ” มันหัวเราะเสียงดังจนคนใกล้ๆ หันมามอง ผมส่ายหน้าไปกับความหลงตัวเองของมัน

            “สะพรึงในท่าเต้นมึงอ่ะ แค่เพลงไก่ย่างกิ๊กก๊อกมึงเต้นซะยังกับจัสตินบีเบอร์”

            “ก็คนมันมีจังหวะในหัวใจ” มันยังคงปั้นหน้าภูมิใจ

            “แซมบ้า หรือชะชะช่าวะ?” ผมพูดกลั้วหัวเราะ

            “อย่างกูต้องบีกินเท่านั้น จำได้ป่ะวะ? สมัยม.ปลายอ่ะ ก้าวๆ แตะ ถอยๆ แตะ” พูดจบก็ทำท่าทางประกอบพร้อมเสียงฮัมเพลง

            “โอ๊ย! แกจะเดินถอยมาทำแมวอะไรวะ!?” เสียงตะคอกดังมาจากข้างหลัง หันไปตามเสียงก็พบกับยัยโหดที่กำลังหน้าบูด

            “โทษๆ ไม่ได้ตั้งใจ” ไอ้ประแจรีบบอก ผมเดาว่าคงจะเป็นเพราะไอ้การแสดงประกอบท่าทางเมื่อกี้เลยส่งผลให้ฝ่าเท้าที่หนาพอกับหน้ามันเหยียบเข้าเต็มเท้าอีกฝ่ายที่เดินตามหลังมาอย่างไม่ตั้งใจ

            “......” แซนด์มองหน้าไอ้ประแจอย่างเอาเรื่องก่อนจะเดินแทรกระหว่างเราไป แต่ก็ไม่วายเอาคืนด้วยการเหยียบเท้าไอ้ประแจกลับ เห็นมันทำหน้าเบ้คงเพราะแรงที่เหยียบไปนั้นมันควรจะเรียกว่ากระทืบมากกว่า

            “ซวยอะไรวะเนี่ย” มันบ่นพึมพำพลางสะบัดเท้าไล่ความเจ็บ ผมได้แต่อมยิ้มแล้วมองตามร่างเพรียวบางนั้นไป อาจจะเป็นแค่ความบังเอิญก็ได้ที่ทำให้เราเรียนที่เดียวกันพักหอเดียวกัน แต่บางครั้งผมก็แอบนึกไปว่ามันอาจจะเป็นเพราะพรหมลิขิตรึเปล่าที่ทำให้ผมได้มารู้จักกับแซนด์...ความบังเอิญเรื่องเดิมคงไม่เกิดขึ้นในชีวิตคนเราติดต่อกันอย่างนี้หรอกฮะ

            “อ้าวกานต์! เพิ่งเลิกเหมือนกันเหรอ?” เสียงหวานเรียกให้ผมหลุดจากความคิด

            “อืม” ผมพยักหน้าตอบพลางส่งยิ้มให้

            “ไปกินข้าวด้วยกันนะ” พูดจบโมจิก็เข้ามาควงแขนผมจนเพื่อนที่เดินมากับเธอร้องแซวกันยกใหญ่ ผมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะชักชวนกันไปโรงอาหาร

            หลังจากเลือกเมนูอาหารอยู่นานในที่สุดผมก็ตัดสินใจเลือกได้สักที แต่ขณะที่กำลังจะอ้าปากสั่งอยู่นั้นเอง เสียงร้องด้วยความตกใจก่อนละล่ำละลักขอโทษก็ดังแว่วเข้าหัวสมองจึงหันไปตามที่มาของเสียงอย่างที่ใครๆ หลายคนในโรงอาหารกำลังให้ความสนใจ

            ขอโทษจริงๆ นะคะพี่ หนูขอโทษค่ะ เสียงขอโทษขอโพยยังดังแว่วมาให้ได้ยิน ดูท่าจะไม่จบง่ายแฮะ เมื่อลองชะเง้อมองดีๆ ก็ต้องตกใจเพราะเจ้าของเรือนผมหางม้าที่ก้มๆ เงยๆ ช่วยกันเช็ดเสื้อผู้ชายหน้าหื่น เอ้ย หน้าโหดกับเพื่อนอยู่นั้นคือคนที่ผมรู้จักดี

            โมจิ!” ผมร้องออกมาก่อนจะรีบเดินไปยังที่เกิดเหตุ เกิดอะไรขึ้น? ผมถามโมจิที่ยังคงวุ่นวายกับผู้ชายตรงหน้าด้วยใบหน้าซีดเซียวต่างกับเพื่อนของเธอที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับเพิ่งทำความผิดใหญ่หลวง

กานต์!!” โมจิร้องขึ้นทันทีที่เห็นหน้าผม คือว่า... หล่อนเบนสายตาไปยังผู้เสียหายที่ยืนหน้าทมึงถึง ไม่ต้องอธิบายให้มากความสภาพความเสียหายก็บอกเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างได้เป็นอย่างดี จากหลักฐานในที่เกิดเหตุสามารถบ่งบอกได้ว่าไอ้เจ้าก๋วยเตี๋ยวราดหน้าแสนโอชะได้เปลี่ยนภาชนะจากถ้วยชามปกติไปวางแหมะอยู่ที่เสื้อและไหลลงไปกองอยู่บนพื้นตรงหน้าคู่กรณี ดูจากท่าทีแล้วผู้เสียหายน่าจะเป็นรุ่นพี่อีกซะด้วย

เอ่อ...ขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะฮะ ผมออกตัวก่อนจะจับมือเพื่อนของโมจิให้หยุดเช็ดเพราะเห็นว่ายิ่งเช็ดมันก็ยิ่งเลอะ

ถ้าขอโทษแล้วเรื่องจบ...จะมีตำรวจไว้ทำห่านอะไรครับน้อง ใบหน้าโหดยิ้มถามด้วยคำพูดกวนส้น คิดว่าเป็นรุ่นพี่แล้วเจ๋งนักเหรอวะ

แล้วถ้าคำขอโทษมันไม่มีประโยชน์...พ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาญาติโกโหติกาจะสอนไว้ทำอะไรไม่ทราบล่ะฮะพี่ ผมตอบพร้อมรอยยิ้มแต่เรียกเสียงฮือฮาได้มากทีเดียว

พี่ขอชมในความกล้าของน้องนะครับ แต่รู้มั้ยครับว่าพี่เป็นใคร? ใบหน้าโหดยังคงยิ้มแต่ส่งแววอาฆาตมาทางสายตา

ขนาดตัวพี่เองยังไม่รู้เลยว่าพี่เป็นใคร แล้วนับประสาอะไรกับพวกเราละฮะ ผมตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม ดูสิว่าใครจะตบะแตกก่อนกัน

โฮ่! กล้ามาก...ไม่เป็นไรครับน้องไม่รู้จักพี่ก็ไม่เป็นไร...แต่น่าเสียดายนะที่พี่รู้จักน้องซะแล้ว ไม่ว่าเปล่ามันเอื้อมมือมากระชากป้ายชื่อที่แขวนคอไป โอ๊ะโอ๋...ที่แท้ก็น้องกานต์คนดังจากคณะบริหารนี่เอง มันว่าก่อนจะแค่นหัวเราะ

ขอคืนด้วยฮะ ผมมองหน้ามันนิ่งพลางยื่นมือคว้าป้ายชื่อแต่อีกฝ่ายกระชากหลบ

โกรธแล้วเหรอคนดัง? สีหน้าล้อเลียนและแววตากวนบาทาทำเอาอยากแจกหมัดซะเหลือเกิน

ขอคืนด้วยฮะ ผมยังคงเน้นย้ำคำเดิม

จะโกรธมากกว่านี้มั้ยนะถ้าฉันด่าแกว่า ไอ้ไส้เดือนสองเพศ น่ะ ฮ่าๆๆ อื้อหือ ปากวอนตีนแบบนี้มันน่าแจกเข่าคู่ให้กินชะมัด ผมได้แต่นึกในใจก่อนจะกลืนความโกรธแล้วส่งยิ้มให้เช่นเดิม

คงโกรธไม่ได้หรอกฮะ...เพราะไส้เดือนที่พี่พูดถึงน่ะมันเป็น สัตว์ ไม่ใช่เหรอฮะ กานต์เป็นคนไม่ได้เป็น สัตว์อย่างพี่... ผมเน้นเสียงดังตรงคำว่า สัตว์แถมจงใจทิ้งประโยคไว้แค่นั้นก่อนจะต่อให้จบ ...เข้าใจ

มึง!!!” ดูเหมือนว่าในที่สุดอีกฝ่ายก็ตบะแตกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายเสียงตะโกนก็ดังมาจากด้านหลัง

ทำอะไรกันน่ะ!” หันมองตามเสียงก็เห็นคนกลุ่มนึงกำลังเดินมาทางเราพร้อมกับไอ้ประแจที่เดินนำมา

“ไอ้โซ่มึงไม่ต้องมาเสือก!” ไอ้พี่หน้าโหดตะคอกกลับไปพลางมองหน้าผมอย่างข่มเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“นี่รุ่นน้องเอกกู มึงจะทำอะไรไอ้โต” เมื่ออีกฝ่ายเดินมาถึงผมจึงจำได้ว่าคนพวกนี้ก็คือพี่ๆ ในเอกผมนั่นเอง ผมหันไปมองไอ้ประแจด้วยแววตาขอบคุณที่มันอุตส่าห์พาคนที่สามารถไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ได้โดยไม่เลือดตกยางออกมา

“ก็น้องเอกมึงมันกวนตีนกู กูเลยจะสั่งสอนให้รู้จักมารยาทที่สมควรมีต่อรุ่นพี่ กูผิดเหรอวะ?” มันหันไปถามเพื่อนข้างหลังที่หน้าโหดพอกัน พวกนั้นส่ายหน้าพลางทำหน้ากวนตีนกลับมา

“ถ้าอย่างนั้นกูขอโทษแทนละกัน เดี๋ยวหลังจากนี้กูจะบอกพวกมันเอง พวกมึงก็พอแค่นี้เหอะ” ไอ้พี่หน้าโหดกำลังจะอ้าปากแต่ถูกคนข้างหลังจับไหล่แล้วพยักเพยิดให้มองทางซ้าย เมื่อพวกเรามองตามก็เห็นลุงยามพร้อมอาจารย์สองสามท่านกำลังเดินมา

“เห็นแก่มึงนะไอ้โซ่” พูดจบก็เขวี้ยงป้ายชื่อใส่หน้าผมแล้วเดินฟึดฟัดเหมือนหมีตกมันจากไป ผมลอบถอนหายใจเมื่อคู่กรณีเดินหายไปแล้ว

“ยังไงคราวหน้าก็เดินระวังหน่อยแล้วกัน” ผมหันไปบอกเพื่อนโมจิที่ยังคงร้องไห้

“ขอบคุณมากนะกานต์” เธอส่งยิ้มมาให้ทั้งน้ำตา

“ถึงพี่เขาจะเป็นคนเดินมาชนเราแต่กานต์ก็ไม่น่าไปหาเรื่องพี่เขาเลยนะ” โมจิต่อว่าเสียงเบา

“อะไรนะ? มันเดินมาชน?” ผมทวนคำ

“อืม” โมจิกับเพื่อนพยักหน้าพร้อมกัน

“ต้องให้มันสิขอโทษ” พูดจบก็ทำท่าจะเดินตามไอ้พวกหน้าโหดไปแต่ดันโดนใครบางคนจับไหล่ไว้

“ใจเย็นไอ้คนเลือดร้อน ก่อนที่มึงจะหาเรื่องเอาเลือดหัวออกกูว่ามึงหันมาทางนี้ก่อนมั้ยครับคุณเพื่อน” เป็นไอ้ประแจที่หยุดผมไว้ เมื่อหันไปตามที่มันบอกก็เกิดอาการลืมหายใจชั่วขณะ

ใบหน้าคมประกอบด้วยคิ้วเข้มที่รับกับดวงตาสองชั้นเรียวยาวจมูกโด่งริมฝีปากหนาน่าสัมผัส ร่างสูงกำยำที่ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างช่วยไม่ได้ ไหนจะกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่โชยแตะจมูกอยู่ทุกขณะ ทุกอย่างของคนตรงหน้าทำเอาต่อมความกระแดะที่มีอยู่น้อยนิดทำงานขึ้นมาทันที อื้อหือ~ แม่งโดนว่ะ

“ไอ้กานต์?” เสียงเรียกจากประแจทำให้ผมหลุดจากภวังค์และกลับมาหายใจอีกครั้ง “มึงจะไม่ขอบคุณพวกพี่เขาหน่อยเหรอวะ?”

“เอ้อ อ่า...ขอบคุณมากฮะ” ถึงสติจะกลับมาอยู่กับตัวแต่หัวใจดันเต้นกระตุกจนเกือบจะหลุดมาด

“เออ ทีหน้าทีหลังก็อย่าไปหาเรื่องใครเข้าล่ะ” รุ่นพี่ที่ยืนเยื้องกันเป็นคนพูดขึ้นก่อนจะบอกให้แยกย้าย แต่คนที่ผมยังไม่สามารถละสายตาได้กลับมองผมแปลกๆ

.... คิ้วเข้มขมวดเป็นปมพลางมองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าสองรอบก่อนจะหยุดสบตาผมนานจนใจหวั่นไหว อย่ามองนานๆ ดิ กูก็เขินเป็นนะเฟ้ยเฮ้ย

            เป็นผู้หญิง...แล้วทำไมถึงพูดจาเหมือนผู้ชายล่ะน้อง แปลกคน เหมือนมีระฆังดังกังวานอยู่ในสมอง โอ้มายก๊อตพระเจ้าบักสีดา ผู้ชายคนแรกในรอบสิบปีที่มองออกว่ากูเป็นผู้หญิง มันน่าปล้ำ เอ้ย ปลื้มซะจริงๆ ความปลาบปลื้มยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าในตอนแรกพลางมองใบหน้าหล่อเข้มนั้นอย่างชื่นชม

            “หน้าพี่มีอะไรติดรึไงครับ? เจ้าตัวถามพลางเอามือจับใบหน้า จะมีก็แต่ความหล่อเท่านั้นแหละฮะ 

            เปล่าฮะ ไม่มีอะไร ผมตอบพลางเขยิบถอยห่างอย่างเขินๆ

            ไอ้ห่านโซ่ มึงจะคุยงุ้งงิ้งกับน้องเขาอีกนานมั้ยวะ พวกกูหิวแล้วโว้ย พี่คนนึงบ่นขึ้นมาจนคนที่เหลือพยักหน้า

            นี่ถ้าไม่ติดว่าน้องเขาเป็นผู้ชายนะ กูว่าไอ้โซ่แม่งจีบน้องเขาแน่ๆ ว่ะ พี่อีกคนพูดเสริมก่อนจะหัวเราะขึ้นจมูก

            อย่าทำหน้าม่อใส่เด็กใหม่นะมึง

“น้องเขาเป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่พวกมึงเข้าใจว้อย ไอ้พวกตาถั่ว!” เสียงทุ้มน่าฟังเถียงกลับหลังจากเงียบมานาน และผลการเถียงทำให้ทุกคนที่ฟังนั้นต้องเงียบกริบก่อนจะบึ้ม!..กลายเป็นเสียงหัวเราะ

ก๊ากกก มึงซิตาถั่ว นี่ผู้ชายชัดๆ มึงมองยังไงถึงได้เห็นเป็นผู้หญิงไปได้วะ (ไอ้)คุณรุ่นพี่ไม่ว่าเปล่าดันเอานิ้วมาชี้ๆ ตรงหน้าอกขนาดไซต์ทริปเปิ้ลเอที่กระดาษดับเบิ้ลเอยังต้องยอมแพ้อย่างเสียมารยาท

เนี่ยๆ มึงดู แบนขนาดนี้ ไม่มีทางเป็นผู้หญิงได้หรอก อีกคนก็ยังจดๆจ้องๆ แถวที่ราบพลางชวนคนใกล้ๆ ดูอย่างพิจารณา

            ใช่ๆ ไม่มีทางเป็นผู้หญิงแน่ๆ ส่วนเว้าส่วนโค้งแม่งแทบจะไม่มี ว่าแล้วก็พากันหัวเราะราวกับเป็นเรื่องตลก

            ขอบคุณที่ช่วยนะฮะ กานต์ขอตัวไปกินข้าวก่อน” ไม่แค่พูดผมหันหลังเดินออกมาทันที นานๆ จะได้เคลิ้มกับความหล่อของคนอื่นนอกจากตัวเองบ้างดันทำให้เสียบรรยากาศซะได้

            เฮ้ย! เดี๋ยวน้อง เสียงทุ้มพร้อมมือหนาคว้าหมับที่ไหล่จนต้องหยุดเดินแล้วหันกลับไปมอง

            มีอะไรอีกพี่ ถ้าไม่ใช่พี่หล่อที่ผมปลื้มเป็นคนหยุดไว้คงได้เตะก้านคอให้ไปแล้ว

            อย่าไปสนใจพวกเพื่อนพี่เลย...มันบ้า สายตาที่ส่งมานั้นทำเอาใจผมสั่นนิดๆ ก่อนจะยักไหล่เบาๆ พี่ชื่อโซ่นะ เราชื่อกานต์ใช่มั้ย? ดีใจที่ได้รู้จักกันนะสาวน้อย ความอบอุ่นจากมือหนาที่วางบนหัวพร้อมรอยยิ้มกระชากวิญญาณแถมด้วยการเรียกผมว่า สาวน้อยอะไรนั่นทำเอาผมแทบกรี๊ดแตก นี่ถ้าไม่ติดว่ากูหล่อนะ กรี๊ดสลบไปแล้ว ผู้ชายอะไรโดนใจสุดตีน

            อึก..ช..เช่นกันฮะพี่โซ่ ผมเดินจากมาด้วยใบหน้าร้อนผ่าวก่อนจะนั่งลงข้างไอ้ประแจด้วยสายตาเหม่อลอย

            “เป็นเชี่ยอะไรมึง? หิวจนเบลอรึไง?” ผมเหลือบมองมันที่กำลังยัดข้าวเข้าปากแล้วถอนหายใจเบาๆ

            “กานต์...โมซื้อข้าวมาเผื่อแล้วนะ รีบกินสิ” โมจิเลื่อนจานข้าวมาตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มหวาน ผมหยิบช้อนขึ้นมาแล้วบอกขอบคุณเบาๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่ไม่รับรู้ถึงรสชาติของอาหารที่กินเข้าไป สติถูกระงับไว้ตั้งแต่เห็นรอยยิ้มของพี่โซ่

....................................................................

            มันคงเป็นความรัก ที่ทำให้ตัวฉัน ยังยืนอยู่ตรงนี้ มันคงเป็นความรัก ที่ทำให้ใจฉัน ไม่ยอมหยุดเสียที... ผมฮัมเพลงที่กำลังฟังระหว่างรอไอ้ประแจ

            หมับ! จู่ๆ ก็มีมือจับเข้าที่ไหล่จนสะดุ้งโหยง

            เชี่ย! ใครวะ? ผมหันไปกะเอาเรื่องคนที่ทำให้ตกใจจนมาดหลุด แต่เมื่อสบตากับเจ้าของมือก็ได้แต่ยิ้มแหย

พี่โซ่... ผมดึงหูฟังออกแล้วจัดการเก็บมันลงกระเป๋าสะพาย หวัดดีฮะ

อืม...พี่นึกว่าจะโดนต่อยแล้วซะอีก ทำหน้าซะน่ากลัว พี่โซ่พูดพลางหัวเราะในลำคอ

ก็กานต์ตกใจนี่ฮะ...ว่าแต่พี่โซ่มีอะไรรึเปล่า?

เปล่าหรอก พอดีเดินผ่านแล้วเห็นเราฮัมเพลงอารมณ์ดี พี่ก็เลยเข้ามาทัก... พูดจบก็มองผมในชุดนักศึกษาชายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ถามได้มั้ย...ทำไมแต่งตัวอย่างนี้ล่ะ? เป็นผู้หญิงแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้ชอบทำตัวเป็นผู้ชายล่ะห๊ะ? หรือว่าเราเป็นทอมอย่างที่ใครๆ เขาว่า?

ก็กานต์คิดว่ามันเหมาะกับกานต์มากกว่าชุดผู้หญิงนี่ฮะ...แล้วอีกอย่างถึงอธิบายไปก็คงไม่มีใครเข้าใจเหตุผลของกานต์หรอกฮะ"ผมตอบเรียบๆ พลางมองหน้าพี่โซ่

“แล้วเราจะยอมให้พี่เป็นคนนั้นที่เข้าใจเรารึเปล่าล่ะ”

“เอ่อ...” ผมถึงกับไปไม่เป็นเมื่อเจอคำพูดชวนให้คิดไปไกล

“ไม่ได้เหรอ?” น้ำเสียงออดอ้อนที่ใช้ทำเอาแข้งขาสั่น ผมได้แต่หลบสายตาที่ส่งมาเพราะกลัวหัวใจจะทนไม่ไหว

            สุด~ที่~ร๊ากก~”  เสียงคุ้นหูที่ตะโกนมาให้ได้ยินแต่ไกลเรียกเอาสติกลับมาประทับร่าง

            อ้าว! ประแจ พี่โซ่เอ่ยทักไอ้คนที่เพิ่งมาถึง

            สวัสดีครับพี่โซ่...แอบมาจีบที่รักตอนผมเผลอเหรอครับ? มันว่าพลางกลั้วหัวเราะ

            ไอ้บ้า..กูไปเป็นที่รักมึงเมื่อไหร่ไม่ทราบ...ฟ้าผ่าตายพอดี ผมพูดพลางทำท่าขนลุก

            ฟ้าจะผ่าได้ไง..เค้าเป็นผู้ชาย ส่วนตัวเองเป็นตัวเมีย เอ้ย! เป็นผู้หญิง มันบึ้ดจ้ำบึ้ดกันได้นะ มันว่าสีหน้าจริงจังแต่ก่อนที่ผมจะได้ตอกกลับพี่โซ่ก็เป็นคนหยุดสถานการณ์นี้

            โอเคๆ พี่ต้องไปแล้วไว้เจอกันนะสาวน้อย พูดจบก็ลูบหัวผมทีนึงแล้วเดินจากไปพร้อมโบกมือให้ โอ๊ยย จะหวั่นไหวเกินไปแล้วไอ้กานต์ ผมคิดพลางมองแผ่นหลังพี่โซ่หายวับไปตรงมุมตึก

            เฮ้ย! มองขนาดนี้จับปล้ำเลยมั้ยครับมึง ไอ้ประแจเอ่ยแซวจนผมทำตัวไม่ถูก

            พูดอะไรของมึง” ผมตอบพลางเดินหนีขึ้นบันได  

            อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะว่ามึงคิดอะไรอยู่มันพูดเหมือนรู้ความในใจของผม

            บ้า...กูจะคิดอะไร เขาเป็นรุ่นพี่นะเว้ย

            อย่ามาสตรอบอแหลใส่กู อย่างน้อยกูก็รู้แล้วกันว่ามึงอ่ะหวั่นไหว พูดจบก็หัวเราะในลำคออย่างวายร้าย ผมได้แต่หุบปากเงียบไม่กล้าเถียงอะไรเพราะสิ่งที่มันพูดน่ะโคตรแทงใจดำ

            ก็...พี่เขามองกูในฐานะผู้หญิงคนนึงนะว้อย มึงจะไม่ให้กูหวั่นไหวได้ไงวะ?ผมหยุดเดินแล้วบอกสิ่งที่รู้สึกอยู่ข้างใน

            นั่นไง! กูว่าแล้ว...ที่สองสามวันมานี้มึงเหม่อลอยก็เป็นเพราะเรื่องนี้ใช่มั้ย?ไอ้ประแจมองลงมาจากขั้นบันไดที่สูงกว่าอย่างผู้ชนะ

            อ้าว! ไหนมึงบอกว่ารู้แล้ว

            ก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ กูก็เลยต้องหลอกถามมึง...มึงนี่โง่ดีนะบอกกูเฉยเลย ฮะฮะ เสียหมาเลยกู ผมได้แต่ฟึดฟัดด้วยความเซ็งที่เสียโง่โดนไอ้ประแจหลอกถามความในใจ กูเข้าใจนะว่ามึงต้องหวั่นไหวบ้างอะไรบ้าง ก็พี่เขาทั้งหล่อนิสัยดีแถมยังเทคแคร์มึงเหมือนมึงเป็นผู้หญิงด้วย...เป็นกูก็รู้สึกหวั่นไหวว่ะ

            ไม่ใช่แค่เหมือนแต่กูน่ะผู้หญิงเลยล่ะ ต้องให้กูตบบ้องหูทบทวนความจำให้มั้ย?

            อ้าวเหรอ? กูนึกว่ามึงไปต่อเติมจนเป็นผู้ชายแล้วนะเนี่ยเห็นหล่อวันหล่อคืน มันว่าพลางหัวเราะ ผมมองมันก่อนจะเชิดหน้าพูดอย่างมั่นใจ

            ที่กูทำตัวแมนน่ะมันเป็นเพราะว่ากูอยากเจอคนที่แมนกว่ากู...แค่นั้นเอง

            เหรอออ~.. เป็น เหรอที่น่าถีบที่สุดในสามโลก

            เออสิวะไอ้คุณมึง

            อุ๊บส์! นี่กูลืมไปได้ยังไงว่ามึงไม่ได้มีปิกาจูเหมือนกู มันยังไม่หยุดล้อเลียนจนผมรำคาญเลยกะแจกหมัดให้เป็นของขวัญโทษฐานเล่นไม่เลิก แต่ผมลืมไปสนิทใจว่ากำลังหยุดยืนอยู่กึ่งกลางบันไดและที่สำคัญคือบันไดที่ว่านี้มันค่อนข้างชันถึงชันมาก ดังนั้นพอผมวาดแขนพร้อมเหวี่ยงหมัดและไอ้ประแจหลบ ผลที่ได้คือเสียหลักตัวเอียงก่อนจะหงายหลังไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก

            ไอ้กานต์!” เสียงไอ้ประแจดังขึ้นพร้อมกับตัวผมที่ค่อยๆ เอนเอียง ตอนนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะค่อยๆ ช้าลงจนเหมือนในหนังที่เป็นฉากสโลโมชั่นของตัวเอก มือผมเปะป่ายไปรอบข้างหวังคว้าอะไรก็ได้ที่มันจะช่วยไม่ให้ผมลงไปนอนเล่นที่พื้น แต่คงไม่ทันแล้วผมจึงได้แต่หลับตาลงพร้อมรับสิ่งที่จะตามมา

            โครม!

            อื๋อ? ทำไมมันเจ็บน้อยกว่าที่คิดวะ? ผมค่อยๆ ลืมตาเห็นไอ้ประแจวิ่งหน้าตาตื่นลงมาหา

            ไอ้กานต์! เป็นอะไรรึเปล่าวะ? กูขอโทษ กูไม่น่าหลบมึงเลย มันพร่ำบอกพลางจับแขนจับขาผม

            “โอ๊ย! เบาๆ สิวะ กูเจ็บ” ผมกุมข้อเท้าพลางทำหน้าเหยเก จู่ๆ ตัวผมก็ลอยวูบขึ้นจากพื้นจนเผลอร้องออกมา เมื่อตั้งสติได้จึงรู้ว่าตัวเองถูกอุ้มด้วยท่าเจ้าสาวโดยคนที่ผมนึกไม่ถึง

            “แซนด์...” ผมอ้าปากค้างมองใบหน้าสวยที่คุ้นเคยด้วยความงง สีหน้าบูดบึ้งกับแววตาที่มองตรงไปข้างหน้ากลับทำให้ใจผมเต้นแรงจนลืมความเจ็บ เสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่ดังใกล้หูทำเอาผมหน้าร้อน วงแขนแกร่งและเสียงลมหายใจตามจังหวะการเดินทำเอาผมรู้สึกเขินจนต้องเอามือขึ้นมาปิดหน้า กว่าสติจะกลับมาก็โผล่มาที่อาคารพยาบาลใกล้ๆ ตึกคณะ

            “ไปล่ะ” แซนด์วางผมลงบนเก้าอี้ก่อนจะผละออกไป

            “เดี๋ยว!” ไม่น่าเชื่อว่าตัวผมจะรั้งให้อีกฝ่ายหยุด ใบหน้าสวยเอี้ยวมามองพลางขมวดคิ้ว “เอ่อ...คือ ข..ขอ...ขอบใจนะ” ผมเกิดอาการติดอ่างขึ้นมาซะอย่างนั้น

“อืม” ยัยโหดตอบรับเบาๆ แล้วเดินออกจากห้องไป ผมมองตามแผ่นหลังชื้นเหงื่อนั้นไปด้วยความ

สับสน ไอ้แจ...เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นวะ? ผมถามหลังจากสติกลับมาเป็นปกติ

            หือ? อ๋อ...เมื่อกี้เหรอ? ก็มึงกำลังจะหงายท้องลงไปนอนกลิ้งที่พื้น แล้วยัยโหดที่คงจะเดินตามหลังมาก็คว้าตัวมึงไว้ก่อนที่มึงจะดับอนาถแต่มึงก็ยังเสือกขาพลิกจนต้องให้เขาอุ้มมาถึงนี่ไง มันอธิบายพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม

            จริงดิ? ผมถามกลับอย่างไม่เชื่อ

            เออ...มาดแม่งโคตรแมนอ่ะมึง กูเห็นแล้วยังทึ่ง”

            อืม.... ผมนั่งเหม่อทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แล้วจู่ๆ ความร้อนก็พุ่งขึ้นใบหน้าพร้อมความรู้สึกแปลกๆ ให้ตายสิ...หัวใจจะเต้นแรงไปไหนวะเนี่ย?

            “เป็นอะไรมึง? อย่าบอกนะว่า...หวั่นไหว?” มันพูดด้วยน้ำเสียงล้อเล่นแต่ผมกลับหันไปมองหน้ามันแล้วหลบตา ได้ยินมันถอนหายใจก่อนจะตั้งคำถามที่ทำให้หัวใจทำงานหนัก

“แล้วตกลงมึงหวั่นไหวกับใครกันแน่วะไอ้กานต์?”

 

.....................................................................................................................................

คุยกันแป๊บ...

แล้วทีนี้นางเอกผู้มาดแมนของเราจะตอบยังไงล่ะเนี่ย! ลุ้นนน


รัก...

แมแตร์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

156 ความคิดเห็น

  1. #153 zuwania (@zuwania) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 19:10
    แซนด์สิ ต้องเป็นเเซนด์!!!! พี่โซ่เราขอนะ (โดนถีบ)
    #153
    1
    • #153-1 แมแตร์ (@rita_skutter) (จากตอนที่ 5)
      18 เมษายน 2559 / 19:37
      ในส่วนของกานขอพี่โซ่นั้น...เราจะไม่ยุ่งค่ะ อิอิ
      #153-1
  2. #137 zuwania (@zuwania) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มกราคม 2556 / 15:11
    อ่ะเด๊ะ -0-? นางเอกของเราประกาศชัดเจนขนาดเน้ พลาดไม่ได้ ><
    #137
    0
  3. #13 หวัดดีชาวโลก (@boat6699) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 เมษายน 2553 / 20:35

    โฮก ....เข้าใจแฮะ เผอิญตอนนี้อยู่ในสถานการคล้ายกัน TOT ไม่ใช่เกย์นะเฟ้ยยยยยยยยย
    พอละ เริ่มบ้าบอ..... อืมนิยายพี่อัพตอนใหม่แล้วนะ

    #13
    0