รักนายว่ะ...คนสวย?!?

ตอนที่ 3 : - รักครั้งที่สอง - บังเอิญ โลกกลม พรหมลิขิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 270
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 เม.ย. 59

- รักครั้งที่สอง -

บังเอิญ โลกกลม พรหมลิขิต

            หลังจากกลับจากทะเลด้วยความสนุกปนความเซ็งก็รู้สึกว่าตัวเองแปลกไป เหตุการณ์ที่ยัยโหดหักหน้าต่อหน้าไอ้ประแจยังคงแจ่มชัดทุกครั้งที่นึกถึงผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยังจำมันได้ดีทั้งที่อยากจะลืม ทุกครั้งที่พยายามจะลืมใบหน้างามที่ระบายไปด้วยรอยยิ้มก่อนจะถีบผมจนจุกกลับลอยขึ้นมาซะทุกครั้งไป จนบางครั้ง...ก็ทำให้ผมรู้สึกอยากเจอเธออีก เราจะได้เจอกันอีกมั้ยนะ ยัยโหด

            งึมงำอะไรหน้ากระจกคนเดียวจ๊ะ เสียงหวานเรียกสติกลับมาก่อนส่งยิ้มให้กับเจ้าของเงาอีกคนที่ยืนข้างผม

            ก็นึกไปเรื่อยน่ะโม ผมตอบพลางจัดเนคไทให้เข้าที่

            เหรอจู่ๆ โมจิก็กอดผมแน่น...แน่นจนรู้สึกว่าตัวผมกำลังถูกความรู้สึกของโมจิตรึงไว้จนแทบหายใจไม่ออกกานต์ดีใจมั้ย? เราจะได้อยู่ด้วยกันอีกแล้วนะ

            อืม

            โมรักกานต์นะ เจ้าตัวยังคงกอดผมแน่นไม่ปล่อยความอึดอัดยิ่งมีมากขึ้นตามแรงที่เธอกอด

            อะแฮ่ม! กอดกันน่าอิจฉาเชียว เสียงไอ้ประแจเป็นตัวทำลายความอึดอัดในใจ ผมนึกขอบคุณมันที่โผล่มาได้จังหวะเหลือเกินโมจิถอยห่างจากตัวผมไปอย่างเคอะเขิน

            หล่อใช้ได้นี่หว่าไอ้แจ ผมทักมันที่ใส่ชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่พวกเราสอบติด

            ของมันแน่อยู่แล้ว มันตอบพร้อมด้วยใบหน้ากวนๆ ตามสไตล์ของมัน มึงเองก็ใช่ย่อย

            เรื่องนี้มันก็ต้องชัวร์อยู่แล้ว คนมันหล่อใส่อะไรก็หล่อ ผมพูดด้วยสีหน้าที่เหนือกว่า

            รู้อย่างนี้กูไม่ชมมึงให้เสียปากดีกว่า....ว่าแต่แน่ใจเหรอวะว่ามันไม่ผิดกฎน่ะ?มันถามพลางมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรำคาญตา

            แล้วไงวะ? ผมถามกลับพลางมองเงาตัวเองในกระจก ร่างสูงโปร่งตามวัยในชุดเสื้อเชิ้ตนักศึกษากับกางเกงสแลคสีดำสนิทตามระเบียบมหาวิทยาลัย ทำไม? รึว่ามึงอยากเห็นกูใส่กระโปรง?

            อย่าเลยว่ะไอ้กานต์ สงสารลูกตา มันว่าพลางเบ้ปาก

            “ถ้างั้นก็เลิกถามได้แล้ว”

“อาเฮีย!” เสียงใสๆ ที่ดังขึ้นหน้าประตูห้องเรียกความสนใจจากพวกเราให้หันไปมอง ร่างเล็กบางในชุดนักเรียนเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะเกาะแขนผมแน่น “เฮียของหมวยหล่อที่สุดในโลกเลยอ่ะ” พูดจบก็ยิ้มตาหยี

“แล้วฉันอ่ะ?” ผมหันขวับไปมองคนพูดก็เห็นมันมองมาทางเราด้วยสายตาคาดหวัง

“คนอื่นที่ไม่ใช่อาเฮียไม่อยู่ในสายตาหมวยหรอก...โดยเฉพาะนาย” ใบหน้ากลมเชิดขึ้น ผมเกือบหลุดขำเมื่อเห็นสีหน้าของไอ้ประแจ

“หมวยเล็กพูดไม่เพราะเลยนะคะ ประแจเขาเป็นพี่เรานะ พูดดีๆ สิ” ถึงจะนึกสมน้ำหน้ามันยังไงก็ต้องสั่งสอนน้องสาวตัวดี

“แต่เฮีย...” ปากบางเอ่ยเถียง

“ไม่มีแต่ค่ะหมวย” ใบหน้าหวานใสบูดบึ้งพลางสะบัดแขนผมออกแล้วเข้าไปลากโมจิที่ยืนเงียบอยู่ให้เดินตามออกจากห้องไป แต่ไม่วายยังหันมาแลบลิ้นใส่ไอ้ประแจได้อีก

“ไอ้แจ...” ผมเรียกมันเมื่อเห็นว่าอยู่กันสองคน “ไม่รู้ทำไม...กูถึงยังไม่ลืมยัยโหดสักที มึงว่ามันแปลกมั้ยวะ?”

“ติดใจเสน่ห์โหดๆ นั่นแล้วรึไงวะ?” มันเอ่ยแซวก่อนจะตบไหล่ผม “อย่าคิดมาก อาจแค่เพราะมึงเสียหน้ารึเปล่าเลยลืมไม่ลง”

ผมพยักหน้ากับข้อสรุปของไอ้เพื่อนรัก มันต้องเป็นเพราะเหตุผลนั้นแน่ๆ

“กานต์...เตี่ยเรียกหาแน่ะ” เสียงหวานของโมจิทำให้ผมหยุดความคิดทุกอย่างก่อนจะชวนไอ้ประแจให้ตามลงไป

โต๊ะกินข้าวตัวใหญ่ถูกอาหารวางจนเต็มมองแล้วมีแต่ของที่ชอบทั้งนั้น ผมอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปกอดผู้หญิงที่กำลังจัดวางของลงบนโต๊ะ

“ม๊า...น่ากินทั้งนั้นเลย” ผมว่าพลางลอบหอมแก้ม

“ถือว่าเลี้ยงส่งไงลูก” ม๊าหอมตอบพลางหัวเราะร่วนก่อนจะลงมือจัดโต๊ะอีกรอบ

ผมมองใบหน้าด้านข้างที่ยังคงมีรอยยิ้มระบายอยู่ก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงคนตรงหน้านี้ช่างเข้มแข็งเหลือเกินถึงแม้จะผ่านเรื่องร้ายๆ มาเยอะแต่ม๊าก็ยังยิ้มอยู่เสมอ บางครั้งที่ผมแอบเห็นม๊าทำหน้าเศร้าแต่พอรู้ว่าผมมองอยู่ก็รีบยิ้มส่งมาทันที

“กานต์รักม๊านะ” ผมบอกก่อนจะคว้าตัวม๊ามากอดแน่น

“มาอ้อนแบบนี้...เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไม่ให้ไปซะเลยนี่” ม๊าว่าพลางลูบหัวผมเบาๆ “ม๊าก็รักกานต์นะลูก” คำบอกรักจากม๊าทำเอาน้ำตารื้นจนผมต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะดันตัวออกรอยยิ้มที่ม๊าส่งมาให้บ่งบอกถึงความรักและความห่วงใยได้มากมายจริงๆ

“หล่อนี่หว่าไอ้ลูกชาย” เสียงเข้มดังขึ้นด้านหลัง

“ก็หล่อเหมือนเตี่ยนั่นแหละ” ผมหันกลับไปบอกก่อนจะตกใจเล็กน้อยเมื่อเตี่ยดึงผมเข้าไปกอดแน่น

“ลูกชายเตี่ยโตเป็นหนุ่มขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันว๊า” เสียงเข้มพึมพำมือหนาแต่อบอุ่นของเตี่ยตบเบาๆ ที่หลังก่อนจะดันตัวผมออก ดวงตาดุที่ผมกลัวเสมอตั้งแต่เด็กกลับฉายแววอ่อนโยนจนผมแปลกใจ รอยยิ้มมุมปากที่นานๆ จะเห็นสักทีถูกส่งมาให้

“ไปอยู่ไกลๆ ก็ดูแลตัวเองด้วยนะไอ้กานต์” คำพูดแสดงความห่วงใยจากเตี่ยทำเอาผมทำหน้าไม่ถูก

“ขอบคุณฮะ” ผมตอบรับเบาๆ

“ชีวิตสี่ปีในรั้วมหาลัยก็ใช้ให้เต็มที่เวลากลับมารับช่วงที่ร้านจะได้ไม่เสียใจ...เข้าใจมั้ย?” ผมก้มหลบสายตาที่มองมาของเตี่ยก่อนจะพยักหน้ารับความคาดหวังของเตี่ยเงียบๆ

“หมวยหิวแล้วอ่ะ กินข้าวกันเถอะค่ะ” ต้องขอบคุณหมวยเล็กที่ทำลายความอึดอัดด้วยการเปลี่ยนประเด็น

“กานต์จะทำอย่างที่เตี่ยว่ารึเปล่าลูก?” ม๊าเอ่ยถามขณะที่เราเก็บจานล้างผมมองหน้าม๊าก่อนจะหันไปมองเตี่ยที่กำลังนั่งคุยกับไอ้ประแจหน้าโทรทัศน์

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละม๊า” ผมตอบก่อนก้มหน้าก้มตาล้างจานต่อ

“แล้วชีวิตที่เหลือของลูกล่ะ?...ให้เป็นแบบนี้ตลอดไปมันจะดีเหรอ?” คำถามที่แสดงถึงความห่วงใยทำให้ผมหยุดมือ

“ไม่เป็นไรหรอกม๊า”

“แต่มันทั้งชีวิตเลยนะลูก...คิดดีแล้วจริงๆ เหรอ?” ฝ่ามืออุ่นที่วางบนแขนผมออกแรงบีบเบาๆ

“กานต์ตัดสินใจมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่ากานต์จะไม่ทำให้เตี่ยผิดหวัง กานต์รักเตี่ย รักม๊า รักหมวยเล็ก รักครอบครัวเรามากนะม๊า...รักมากจนไม่อยากให้มีใครเสียใจเหมือนตอนนั้นอีก” ผมพูดโดยไม่หันไปมองหน้าคนข้างๆ ด้วยกลัวว่าความห่วงใยและความรักของอีกฝ่ายจะทลายกำแพงที่อยู่ในหัวใจ

“ม๊าเข้าใจ...รักครอบครัวน่ะดีแต่กานต์ก็ต้องรักตัวเองให้มากกว่านี้นะลูก กานต์น่ะทำเพื่อคนอื่นมาเยอะแล้ว”

“คนอื่นที่ไหนกันม๊า ครอบครัวเราต่างหาก” ผมเถียงกลับ

“เฮ้อ...ตามใจ แล้วแต่กานต์ละกันลูก แต่ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็บอกม๊านะเดี๋ยวม๊าจะช่วยคุยกับเตี่ยแล้วก็หมวยเล็กให้เอง” ผมหันสบตาผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดในโลก ดวงตาตี่มองผมด้วยความรักความห่วงใยและความจริงใจ

“ขอบคุณนะม๊า...กานต์รักม๊าจริงๆ นะเนี่ย” ผมพูดติดตลกก่อนจะลงมือล้างจานให้เสร็จ

ผมทิ้งตัวลงนอนบนเตียงหลังจากงานเลี้ยงส่งย่อมๆ จบลง สายตาเหลือบมองไปยังกองสัมภาระหน้าตู้ที่ต้องนำติดตัวไปด้วยในวันพรุ่งนี้ ผมเด้งตัวลุกจากที่นอนก่อนจะเดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือข้างหน้าต่างหยิบกรอบรูปไม้ขึ้นมาดูก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของเด็กน้อยย้อนหวนคืนในความทรงจำ

เตี่ยในชุดหล่อนั่งทำหน้าขรึมอยู่บนโซฟา ม๊ากำลังปลอบหมวยเล็กที่กำลังร้องไห้งอแงเพราะถูกแย่งตุ๊กตาตัวโปรด

“กานต์! แกคืนไอ้ตุ๊กตาให้หมวยเล็กไปสิ จะได้ถ่ายรูปกันซะที เร็ว!” สิ้นเสียงคำสั่งจากคนที่อยู่หลังกล้อง ผมทำหน้าเบ้ก่อนจะยื่นตุ๊กตาคืนให้เจ้าของ หมวยเล็กหยุดร้องทันทีที่ได้รับแล้วแย้มรอยยิ้มหวานจนน่าหมั่นไส้ ผมลุกจากพื้นขึ้นไปนั่งบนตักเตี่ยก่อนจะหันไปแลบลิ้นใส่เด็กน้อยในอ้อมกอดม๊า

“เว้นที่ให้เฮียด้วย...จะนับแล้วนะ” ผมพยักหน้ารับก่อนจะเขยิบให้พอมีที่ว่างอีกที่บนตักเตี่ย “เอ้า...ยิ้ม” สิ้นคำพูด เด็กผู้ชายหลังกล้องก็รีบวิ่งเข้ามายังที่ๆ ผมเหลือไว้ให้

แชะ!

เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังขึ้นอีกครั้ง ผมหันมองหน้าเตี่ยที่อมยิ้มอย่างมีความสุข มองหน้าม๊าที่ถึงจะสาละวนกับหมวยเล็กแต่สีหน้าก็ฉายแววเปี่ยมสุข มองเฮียต้าพี่ชายคนโตที่พยายามช่วยปลอบหมวยเล็กอย่างทุลักทุเลแต่ก็ยังคงหัวเราะได้ ผมมองภาพนั้นอย่างมีความสุขที่สุดในชีวิตและคิดว่าบรรยากาศอย่างนี้จะคงอยู่...ตลอดไป

“เฮ้อ...” ผมถอนหายใจก่อนจะวางกรอบรูปลงที่เดิม ความสุขที่ผมคิดว่ามันจะอยู่กับครอบครัวของผมตลอดไปมันหายไปอยู่ที่ไหนกันนะ “ถ้าเฮียยังอยู่...ครอบครัวเราจะเป็นอย่างตอนนั้นรึเปล่า” ผมจ้องมองไปยังเด็กชายเพียงคนเดียวในรูปถ่ายที่ทำเพียงยิ้มตอบกลับมา

ผมหลับตาลงก่อนจะหยุดความคิดทั้งหมดแล้วกลับไปนอนเพื่อเตรียมตัวรับการเดินทางที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้

………………………………………………………………………

กานต์ไปก่อนนะเตี่ย..ม๊า..หมวยเล็ก ผมส่งยิ้มให้คนในครอบครัว

            ดูแลตัวเองด้วยนะลูก ม๊าบอกก่อนจะเดินเข้ามากอด ผมกอดม๊าตอบพลางหันไปมองหน้าสมาชิกที่เหลือ

            แค่ไปเรียนนะไม่ได้ไปรบซักหน่อย...ทำหน้าเศร้าไปได้ ผมพูดติดตลกก่อนจะดันตัวม๊าออกแล้วดึงตัวหมวยเล็กที่น้ำตาเริ่มซึมเข้ามากอด ไหนหมวยสัญญากับเฮียแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าจะส่งเฮียด้วยรอยยิ้มน่ะ

            กำลังพยายามอยู่เนี่ยเฮียอย่าเร่งซิ มันบอกก่อนจะฝืนยิ้มให้โชคดีนะเฮีย

            ถึงโน่นแล้วโทรมาบอกม๊าด้วยนะ ผมพยักหน้าตอบพลางยกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายแล้วยกมือไหว้เตี่ยกับม๊า

            ฝากลูกชายเตี่ยด้วยนะ เตี่ยหันไปบอกกับไอ้ประแจที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

            แน่นอนครับ มันพยักหน้ารับก่อนจะยกมือไหว้เตี่ยกับม๊าแล้วช่วยยกกระเป๋าที่เหลือไปไว้หลังรถ

            โชคดีนะลูก ม๊าบอกก่อนจะส่งยิ้มให้ ผมยิ้มรับก่อนเดินไปยังรถฮอนด้าแจ๊สสีขาวมุกที่จอดรออยู่หน้าบ้าน เมื่อหันไปมองสมาชิกในครอบครัวอีกครั้งพลันก้อนสะอื้นก็ขึ้นมาจุกอกจนต้องเงยหน้ามองฟ้าเงียบๆ แล้วรีบขึ้นรถไป

            มึงร้องไห้เหรอวะ? ไอ้ประแจซึ่งประจำที่นั่งคนขับเอ่ยถาม

            ร้องบ้านป้าแกดิ แค่ผงมันเข้าตา ผมแก้ตัวพลางยกมือขึ้นขยี้ตา

            คำแก้ตัวแม่งโคตรจะเชย มันบ่นเบาๆ ก่อนจะสตาร์ทรถ “Let’s go กันดีกว่าพวก มันเอ่ยขำๆ พลางยักคิ้วกวนๆ ส่งมาให้ แต่ก็เรียกรอยยิ้มให้ปรากฏได้

ผมกับไอ้ประแจตัดสินใจขับรถไปกันเองด้วยเหตุผลที่ให้กับเตี่ยและม๊าว่ามันสะดวกดีซึ่งเตี่ยเองก็ดูจะเบาใจที่ผมไปกับมัน อาจเป็นเพราะเรารู้จักกันตั้งแต่เด็กแถมเตี่ยผมกับป๊ามันยังเป็นเพื่อนซี้กันอีก ผมเลยได้เพื่อนซี้เป็นลูกเถ้าแก่ใหญ่แถวบ้านไปโดยปริยายที่บอกว่าลูกเถ้าแก่ใหญ่ก็เพราะที่บ้านมันทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ แถมหนังหน้าของมันก็ถือว่าพาไปวัดแล้วหมาไม่เห่าได้ ใบหน้ากลมตามสไตล์คนมีเชื้อจีนผสม ดวงตาตี่แต่ได้รูปที่มันมักเอาไว้ใช้เหล่สาว จมูกโด่งเป็นสันที่นึกอยากเอาไม้หน้าสามฟาดให้มันยุบรวมถึงริมฝีปากหนาหยักที่มักจะแย้มรอยยิ้ม(เยาะเย้ย)อยู่เสมอ เอาจริงๆ แล้วโดยรวมก็ถือว่าหน้าตาดีกว่าคนทั่วไปถึงจะหล่อน้อยกว่าผมก็ตาม ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยถ้ามันจะควงสาวไม่ซ้ำหน้ากันแทบทุกสัปดาห์ ฐานะดีมีตังค์ หน้าตาผ่าน จะไม่มีสาวควงด้วยก็แปลกแล้วล่ะ นึกได้ก็เผลอหลุดขำออกมา

            ท่าจะเป็นเอามากนะไอ้กานต์...นั่งอยู่ดีๆ ก็หัวเราะ กลับบ้านไปให้หมอตรวจก่อนดีมั้ยวะ?มันถามด้วยสีหน้าจริงจัง

            หุบปากแล้วขับไปเงียบๆ เหอะน่า ผมบ่นงึมงำพลางปรับเบาะให้เอนลงกว่าที่เป็นอยู่แล้วหลับตาลง

            สบายใจจริงโว้ยเพื่อนเรา เหมือนจะได้ยินไอ้ประแจบ่นแต่ความง่วงที่กำลังเล่นงานทำให้เลิกใส่ใจกับคำบ่นของมัน

ไอ้แจ...ตกลงว่าหลงทางใช่มั้ย? ผมถามเสียงเรียบหลังจากวนรถกลับมาที่เดิมเป็นรอบที่สี่

แหะๆ มึงก็...กูไม่ใช่คนแถวนี้นะ มันก็ต้องมีหลงบ้างอะไรบ้างดิวะ มันยิ้มแห้งๆ พลางเกาหัวก่อนจะบังคับพวงมาลัยให้รถหลบไปข้างทาง

“เสียเวลาชะมัด ผมบ่นงึมงำ

“เออๆ กูขอโทษ...เดี๋ยวกูโทรหาเจ้าของหอให้ส่งคนมารับละกัน” มันว่าพลางจัดแจงทำตามที่พูด ระหว่างที่ฟังไอ้ประแจกำลังเจรจาขอความช่วยเหลืออยู่นั้นพลันสายตาก็สบเข้ากับร่างเพรียวในความทรงจำจนเผลอเปิดประตูลงจากรถ

“จะไปไหนวะ?” ไอ้ประแจถามแต่ผมไม่สนใจตอนนี้สนแค่ว่าคนๆ นั้นที่ผมเห็นจะใช่ยัยโหดรึเปล่าเท่านั้น ผมเดินตรงไปยังจุดที่เห็นหวังว่าจะเจอคนที่เฝ้านึกถึงแต่กลับต้องผิดหวังจึงเดินคอตกกลับมาที่รถ

ไปไหนมาวะ? ไอ้ประแจถาม “เขาบอกให้เราไปรอที่ร้านข้าวหมูแดงที่อยู่เลยตรงนี้ไปอีกหน่อยน่ะ เดี๋ยวจะให้คนไปรับ” ผมพยักหน้ารับรู้แล้วเราก็เดินทางไปยังจุดนัดพบ

ป้าครับ...ห่อกลับบ้านหมดเลยนะ” มันบอกคนขายก่อนจะหันมายิ้มเผล่ “มึง...เจ้าของหอเสียงน่ารักโคตรอ่ะ กูชักอยากเจอเร็วๆ แล้วสิ” พูดจบก็หัวเราะคิกคักจนน่าหมั่นไส้ก่อนจะสะกิดไหล่จนผมต้องหันไปมองเห็นมันชะเง้อมองไปทางด้านข้างของร้าน

“มีอะไร?” ผมพยายามมองตามสายตามันแต่ก็ไม่เห็นอะไร

“กูรู้สึก...เหมือนเห็นยัยโหดแว้บๆ ว่ะ...แต่ไม่ชัวร์ว่าใช่รึเปล่า?” มันว่าก่อนจะหันกลับมาสบตาพลางขมวดคิ้วไม่รอให้มันคิดว่าถูกคนรึเปล่าผมรีบลุกขึ้นเพื่อเดินไปพิสูจน์ทันที

“เฮ้ยๆ เดี๋ยวดิ ใจเย็น” ไอ้ประแจคว้าแขนผม “จะไปไหน?

“ก็ไปดูว่าใช่รึเปล่าไง”

เป็นเชี่ยอะไรของมึง? อาการหนักนะเนี่ย ทำไมวะ? หรือว่าถูกยัยนั่นขโมยหัวใจไปถึงได้อยากเจอขนาดนี้ ไอ้ประแจเอ่ยแซวพลางยิ้มเจ้าเล่ห์

“ฮึ้ย...พูดบ้าอะไร กู...กูก็แค่สงสัย มึงนี่คิดมากนะ” ผมบอกปัด

            อ้าว! ก็ใครจะไปรู้วะอาการแปลกๆ ก็เลยนึกว่ามึงจะชอบของแปลก มันว่าก่อนจะหัวเราะถูกใจ ผมเลยต้องกลับมานั่งเพราะไม่อยากให้ไอ้ประแจมันแซวไปมากกว่านี้

            “เสร็จแล้วจ้า” เจ้าของร้านยื่นถุงมาให้พร้อมรอยยิ้ม “ไม่คุ้นหน้าเลย...เพิ่งย้ายมาเหรอลูก?”

            “ครับป้า” ไอ้ประแจตอบกลับ “ว่าแต่ป้ารู้จักหอสปริงโฮมมั้ยครับ? ผมไปไม่ถูก”

            “อ๋อ! ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่หรอกแต่ลูกเพิ่งมาอยู่อาจจะหลงได้ไม่โทรให้เขามารับล่ะ ร้านป้าน่ะร้านดังใครๆ ก็รู้จัก” ป้าเจ้าของร้านแย้มรอยยิ้มใจดี

            “ผมโทรบอกเขาแล้วครับ นี่ก็รอให้มารับอยู่”

            “ให้ใครมาล่ะ..ใช่เจ้าแซนด์รึเปล่าลูก?”

            “ใช่...ใช่คนชื่อนั้นแหละครับ นี่ก็รอตั้งนานแล้วแต่ยังไม่เห็นมีใครมาถามเลย” ไอ้ประแจบ่นเบาๆ จนป้าเจ้าของร้านหลุดหัวเราะ

            “ถ้าเจ้าแซนด์ล่ะก็...มาสักพักล่ะ เห็นเดินไปข้างร้านน่ะลองตามไปดูสิ” ป้าบอกพลางพยักเพยิดไปทางข้างร้าน

            “แล้วพวกเราจะรู้ได้ไงฮะว่าคนไหนชื่อแซนด์?” ผมเอ่ยถาม

            “ถ้าเจอเดี๋ยวก็รู้เองแหละจ้ะรายนั้นเขาค่อนข้าง...โดดเด่นน่ะ” ป้าตอบยิ้มๆ ก่อนจะหันไปต้อนรับลูกค้าที่มาใหม่ ผมกับไอ้ประแจได้แต่มองหน้ากันก่อนจะชวนกันเดินไปข้างร้านอย่างที่ป้าบอก

ข้างร้านข้าวหมูแดงเป็นซอยเล็กๆ แต่ก็มีร้านค้าแซมด้วยบ้านคนดูแล้วน่าจะสามารถทะลุออกถนนใหญ่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจกว่าก็คือกลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่หน้าร้านหนังสือนั่นต่างหาก ท่าทางคงจะมีเรื่องกัน ผมเดาจากสภาพแวดล้อมก่อนจะชวนไอ้ประแจให้เข้าไปดูใกล้ๆ

            “ไอ้แซนด์นี่มันก็มีเรื่องได้ทุกวัน” ผมได้ยินเสียงลุงหน้าร้านซ่อมโทรศัพท์บ่นก่อนจะส่ายหน้าแล้วเดินเข้าร้านไปเหมือนที่แถวนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น แซนด์? ผมเลิกคิ้วเมื่อได้ยินชื่อ

            “จะใช่คนเดียวกับที่ป้าบอกมามั้ยวะ?” ไอ้ประแจเอ่ยขำๆ ก่อนจะแหวกกลุ่มคนเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ผลัวะ! โครม!!

            ผมอึ้งไปกับสิ่งที่เห็น ผู้หญิงร่างเพรียวบางกำลังกระทืบเด็กช่าง!! ผู้หญิงหนึ่ง! ผู้ชายสี่! ไอ้ผู้ชายแต่ละคนนอนกุมท้องกุมหน้าอยู่บนพื้นโดยมีผู้หญิงคนนั้นยืนค้ำหัวอยู่ คนเล่นของรึเปล่าวะ? ผมนึกสยองในใจเกิดมาเพิ่งเคยเห็นผู้ชายถูกผู้หญิงกระทืบซะหมดท่า แต่เมื่อผู้หญิงคนนั้นเชิดหน้าขึ้นจนได้เห็นใบหน้าเต็มตาความทรงจำที่ชายหาดก็แล่นปรู้ดจนเผลอยกมือขึ้นชี้หน้าเจ้าหล่อน

            ยัยโห! ผมเผลอเรียกเสียงดังจนอีกฝ่ายหันมอง

            แกเรียกใคร?

            ก็... ไม่ทันได้พูดก็ต้องอึ้งอีกรอบเมื่อเธอกวาดขาเตะไอ้คนที่กำลังจะลุกขึ้นจนลงไปนอนกองเหมือนเดิม

            ฉันไม่ใช่คนที่พวกแกจะมาล้อเล่นด้วย...จำใส่กะโหลกไว้!!” เจ้าหล่อนเชิดหน้าขึ้นก่อนเหลือบตามองผมแล้วแสยะปากพลางทำท่าว่าจะเดินจากไป

            “เดี๋ยว!” เป็นไอ้ประแจที่ส่งเสียงเรียก

            “อะไร?” ร่างเพรียวบางหยุดแล้วเหลือบตามามองพวกเรา

            “เอ่อ...ใช่แซนด์รึเปล่า?” เห็นได้ชัดว่าไอ้ประแจกำลังประหม่ากับคนตรงหน้า

            “ถ้าใช่แล้วจะทำไม...มีปัญหารึไง?” เจ้าตัวถามพลางเดินเข้ามาใกล้จนไอ้ประแจก้าวถอยหลัง

            “เปล่า...เอ่อ คือเรา... เรากำลังจะไปที่หอสปริงโฮมแต่ไปไม่ถูกเลยโทรหาเจ้าของหอเขาบอกว่าจะส่งคนชื่อแซนด์มารับน่ะ” ผมแอบเห็นไอ้ประแจกลืนน้ำลายหลังพูดจบ

            “อ๋อ...ที่ชื่ออะไรนะ...ประจัน?”

            “ประแจครับ”

            “เออๆ นั่นแหละ...พวกแกเองเหรอ?” พูดจบก็มองพวกผมตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก็เวียนจากเท้าจรดหัวสองสามรอบก่อนจะหัวเราะขึ้นจมูก “พาไปที่รถสิ”

            “ครับๆ” แล้วเราก็ถึงหอด้วยความอึดอัดสุดๆ เพราะตลอดทางไม่มีใครพูดอะไรนอกจากยัยโหดที่คอยบอกเส้นทางเท่านั้น

            “พามาแล้ว” ยัยโหดบอกกับสาวงามที่กำลังทาเล็บอยู่บริเวณม้าหินอ่อนหน้าห้องที่แปะป้ายว่าติดต่อสอบถาม

            “ไม่ว่าง จัดการให้หน่อยสิแซนด์” ร่างบางในชุดเสื้อกล้ามพอดีตัวกับกางเกงขาสั้นเสมอหูรับกับผมทองซอยสั้นมั่นใจเป่าเล็บเบาๆ พลางเหลือบมองมาที่พวกผมก่อนจะอมยิ้มกรุ้มกริ่ม

            “ไม่เอาอ่ะขี้เกียจ” หน้าสวยเบ้ลงแล้วกระแทกตัวลงนั่ง

            “ไปเอาเอกสารกับกุญแจมา...เดี๋ยวนี้จ้ะ” น้ำเสียงราบเรียบสั่งการ ยัยโหดทำหน้าบูดก่อนลุกเดินไปทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย

            “นั่งก่อนสิจ๊ะ” มือขาวนวลที่มีเล็บยาวสีแดงตบเบาๆ บนเก้าอี้ข้างตัว ดวงตาคมยังคงจ้องมาพร้อมแววตาหวานเยิ้ม ทันทีที่นั่งลงเอกสารกับกุญแจก็ถูกวางลงบนโต๊ะด้วยแรงไม่เบานัก

            “เบาๆ สิจ๊ะแซนด์” เธอเอ็ดก่อนจะหันมาแนะนำตัวแบบใกล้ชิด “เรียกฉันว่าซันนี่นะ...พวกเธอชื่ออะไรกันบ้างล่ะเนี่ย” พูดพลางก็ลูบไล้ตามแขนไอ้ประแจเบาๆ เหลือบเห็นมันอมยิ้มเล็กๆ ก่อนจะตอบ

            “ผมชื่อประแจครับ ส่วนเพื่อนผม...”

            “กานต์ฮะ” ผมบอกพร้อมรอยยิ้มแล้วหันไปถามอีกคนที่ยืนกอดอกอยู่ใกล้ๆ “ชื่อแซนด์เหรอ?”

            “ก็รู้นี่...จะถามอีกเพื่อ?” ผมชะงักกับคำตอบเล็กน้อย

            “แซนด์จ๊ะ...พาไปที่ห้องด้วยจ้ะ” คนถูกสั่งกลอกตาก่อนจะเดินนำหน้าไป “แล้วเจอกันนะจ๊ะสุดหล่อ” เสียงหวานลอยมาให้ได้ยิน ผมหันไปมองตามเสียงก็เห็นภาพไอ้เพื่อนซี้กำลังเล่นหูเล่นตากับเจ้าของความแซ่บ

            “กะอีแค่ห้องพัก ทำไมจะต้องพามาส่งด้วยวะ?” ยัยโหดบ่นให้ได้ยินก่อนจะยื่นกุญแจสองดอกให้ไอ้ประแจมันรับไปแล้วรีบเปิดประตูห้อง ผมหันไปมองหน้าไอ้ประแจเหมือนขอความเห็น เอาเลย สายตาของไอ้เพื่อนซี้บอกมาแบบนี้แล้วผมจะไม่ลุยได้ยังไง ผมพยักหน้ากับตัวเองก่อนจะส่งเสียงเรียกยัยโหดที่กำลังเดินไปตามทาง

แซนด์... เราเคยเจอกันที่ทะเลนะ...จำได้รึเปล่า?

            ทะเล... หล่อนหันกลับมามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกรอบก่อนจะสบตาผมด้วยสายตาเย็นชา ไอ้โรคจิตนั่นน่ะแกเองเหรอ? เสียงไอ้ประแจหัวเราะเบาๆ ลอยมาให้ได้ยิน ไม่ได้ๆ ผมจะทำให้ความประทับใจแรกพบแบบนั้นตราตรึงตัวตนผมในใจเธอไม่ได้เด็ดขาด

            เธอเชื่อในเรื่องพรหมลิขิตรึเปล่าคนสวย ผมยิ้มสู้ เขาว่ากันว่าถ้าได้เจอกันโดยบังเอิญมากกว่าสองครั้งขึ้นไป...นั่นแหละคือพรหมลิขิต ฉันว่ามันคงเป็นพรหมลิขิตแน่ๆ ถึงทำให้เราได้พบกันแบบนี้ ผมหยอดคำหวานตามตำราจีบสาวที่เคยร่ำเรียนมา

            “เหอะ! อยากจะอ้วก”

แพ้ท้องรึไง ผมเอ่ยแซวแต่ทันทีที่พูดจบก็รู้ว่าตัวเองคิดผิด

แพ้ท้องบ้านป้าแกดิปากหมาแบบนี้มันน่าเอาเลือดกลบซะจริง ดูเหมือนว่าคนพูดจะไม่รู้ตัวซักนิดเลยว่าตัวเองน่ะเป็นมากกว่าคนที่กำลังด่าอยู่

แซวเล่นน่ะ ทำหน้าบึ้งนานๆ เดี๋ยวก็หมดสวยหรอก ลองทำตามคำสอนที่ว่าถ้าสาวโกรธให้พูดชมเข้าไว้แล้วจะดีเอง

ปากหาเรื่องซะจริงนะแก ดีกะผีบ้าอะไรวะ เหมือนราดน้ำมันเข้ากองเพลิงต่างหากล่ะโว้ย ผมนึกคาดโทษไปยังเจ้าของคำสอน

            ฉันอยากรู้จักเธอนะ ผมบอกเจตนาที่แท้จริงหวังว่าเธอจะเข้าใจ แต่เปล่าเลยครับเธอกลับมองผมเหยียดๆ แล้วหัวเราะขึ้นจมูก

            เหอะ! นี่แกกำลังจีบฉันเหรอ? พูดจบก็เบ้ปากก่อนทำเสียงยี้แสดงชัดถึงความรังเกียจที่มีให้

            ถ้าเกิดว่าใช่ล่ะ? ผมย้อนถามพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม

            ฮึ! ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญนะไอ้ปลาบู่ชนสันเขื่อนหน้าม่อ ฉัน...เป็นผู้ชาย ชัดมั้ย? ผู้ชายโว้ย!!! ผมอึ้งกับข้อมูลที่ได้รับแต่ก่อนที่จะได้อ้าปากพูดเจ้าหล่อนก็เดินปึงปังจากไปด้วยความไวแสง ผมหันไปมองไอ้ประแจที่กำลังเหวอพอๆ กับผม

            มึงได้ยินอย่างที่กูได้ยินรึเปล่าวะไอ้แจ

            กูก็ได้ยินอย่างที่มึงได้ยินนั่นแหละไอ้กานต์ เราสองคนมองหน้ากันสักพักก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา

เป็นคำพูดปฎิเสธที่โคตรแนว มุขนี้กูเพิ่งเคยเจอ

มึงจะเอาไงต่อ จะจีบเจ้าหล่อนอย่างที่ว่ารึเปล่า? ไอ้ประแจถาม

“มาแนวนี้โคตรติดใจว่ะ น่าลองดูสักที

สงสัยจะโดนของ...แล้วถ้าเกิดเป็นผู้ชายจริงมึงจะทำยังไง? มันว่าพลางหัวเราะเบาๆ

แล้วมันแปลกตรงไหนวะถ้ากูจะสนใจผู้ชาย?” ผมเลิกคิ้วถาม “ถึงกูจะหล่อกว่ามึง...แต่ยังไงกูก็เป็นผู้หญิงนะเว้ย สนใจผู้ชายแล้วมันจะแปลกอะไร”

“เหรอออ...” มันลากเสียงได้กวนส้นเท้าเป็นที่สุดก่อนจะถามต่อ “แล้วสรุปคือ...เอาไง?”

“ก็รอให้กูพิสูจน์เพศก่อน...แล้วค่อยว่ากันอีกที” ผมตอบพลางยักคิ้ว

คนอย่างไอ้กานต์ถ้าติดใจอะไรแล้วก็ไม่หยุดจนกว่าจะพอใจนั่นแหละ เตรียมตัวไว้เลยนะยัยโหด!!

 

............................................................................................................................

คุยกันแป๊บ...

รอก่อนนะยัยโหด...พระเอก เอ้ย นายเอก เอ้ย นางเอก??? จะรุกละน่ะ หึหึ


รัก...

แมแตร์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

156 ความคิดเห็น

  1. #142 jaja (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2556 / 04:52
    5555 อย่างฮาอะ นางเอกจะแมนไปไหน...

    เขาบอกเป็นผู้ชาย ยังหาว่าเป็นมุขปฏิเสธอีก

    งั้นก็จีบให้ติดนะจ้า อย่าปล่อยให้หลุดมือหละ หึหึ
    #142
    0
  2. #135 bigbowka (@bigbowka) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2555 / 09:16
    ขอให้จีบติดนะ
    #135
    0
  3. #134 zuwania (@zuwania) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2555 / 20:06
    โอ้เย มาแระ >O<
     
    กานต์เปลี่ยนไป๋ =[ ]=!! งานนี้นาเอกรุกสินะคะ!!!
    สนุกมากๆเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้พี่นะเคอะ สู้ๆเคอะ >O #134
    0
  4. #35 ★S-k-y~ (@swaninlove) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2553 / 18:52
    ฮ่าๆๆ

    อะไรกันเนี่ยย
    เป็นหญิงแต่จริงแท้คือชาย
    แต่อีกคน เป็นหญิงแท้ แต่กลับเป็นชาย

    กรั่กๆๆ
    #35
    0
  5. #6 หวัดดีชาวโลก (@boat6699) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มีนาคม 2553 / 19:27

    ฮาดีอะชอบแฮะ ระวังจะคิดตังค์เรื่องชื่อนายโยเน้อ ล้อเล่นน้า แล้วจะมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆนะ 
    อีกอย่าง ถ้ารักษามาตรฐาน ระดับความสนุกระดับนี้ไว้ได้ อืมเรื่องนี้ผ่านได้ตีพิมพ์แน่ๆ จริงๆนะ เก็งเรื่องไหนไม่เคยพลาดเลย

    #6
    0
  6. #5 ม่านทราย (@pixxy-pix) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มีนาคม 2553 / 16:13
     โอ้ สวรรค์=__=ไฉนถึงเป็นเช่นนี้ไอ่เราก็สงสัยอยู่แล้วเชียวT^T พอจะนึกภาพออกเลย
    #5
    0