ปมร้อนซ่อนรัก

ตอนที่ 11 : บทที่ 11 สงครามประสาทเริ่มต้นขึ้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,906
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    14 ก.พ. 53

ตอนที่ 11

 

ในช่วงเย็นหลังจากเลิกเรียนแล้ว บรรดานักศึกษาต่างทยอยกันแยกย้ายกลับบ้าน เช่นเดียวกับกลุ่มของชลธิชา หลังจากพูดคุยกันมาได้สักระยะแล้ว จึงรู้ว่าบ้านของพวกเขาต่างก็อยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งเดียวกัน ระยะห่างก็ไม่ไกลกันมากนัก ชลธิชารูสึกแปลกใจอยู่เหมือนกันที่ได้รู้ว่า กานต์รวีพักอยู่ในบ้านที่มีรั้วด้านหลังติดกับรั้วบ้านของเธอแค่นี้เอง ส่วนบ้านของปวีณ์กรนั้นอยู่ถัดไปจากบ้านของสองสาวอีกราวสองถึงสามล็อก

 

“บังเอิญจังเลยนะครับที่กานต์ก็อยู่บ้านใกล้ๆ กับพวกเราเลย เอาเป็นว่าปอนด์ขออนุญาตมารับมาส่งกานต์ที่บ้านทุกวันเลยได้ไหมครับ”

 

ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดีปรีดาจนออกนอกหน้า กานต์รวีส่งยิ้มแหยๆ ให้คนที่ขันอาสาจะมาเป็นสารถีให้กับเธอทั้งเช้าและเย็น ลงแบบนี้อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะจะทำให้เธอทำงานได้ลำบากมากขึ้นไปอีก แถมยังกลัวว่าความลับเรื่องที่เธอกับนายอาจารย์หน้าหวานนั้นอยู่บ้านเดียวกันจะรั่วไหลออกไป หญิงสาวจึงเริ่มปฏิเสธทันที

 

“อย่าเลยดีกว่า เรากลับเองได้”

 

“ไม่เป็นไรหรอกกานต์ ให้ปอนด์ไปส่งเถอะ ทางเข้าหมู่บ้านมันเปลี่ยวนะ ถ้าต้องนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง น้ำว่ามันอันตรายอยู่นะ มาเถอะจ้ะ อย่าเกรงใจเลย”

 

ชลธิชาคิดว่าเพื่อนสาวเกรงใจที่อาจมาแย่งเวลาความเป็นส่วนตัวของเธอไป แต่เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงงี่เง่าที่จะมัวมานั่งห่วงเวลาและโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่แอบรักเพียงสองต่อสองโดยไม่ห่วงใยในสวัสดิภาพของเพื่อนอย่างนั้น จึงได้บอกให้กานต์รวีทำตามที่ปวีณ์กรรับอาสา คนถูกชวนเมื่อเห็นว่าเลี่ยงไม่ได้ จึงจำใจต้องกลับกับเพื่อนทั้งสองไปด้วยกัน

 

หลังจากที่ทั้งสามขึ้นรถสปอร์ตสี่ที่นั่งสีบรอนซ์เงินเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มเจ้าของรถจึงค่อยเคลื่อนตัวรถออกจากที่จอดรถของคณะบริหารธุรกิจ และมุ่งตรงไปยังหมู่บ้านจัดสรรอันเป็นที่พักของพวกเขา โดยไม่ทันสังเกตว่า มีรถยนต์สีดำคันใหญ่ขับตามหลังมาอย่างช้าๆ

 

ในระหว่างที่ปวีณ์กรจอดรถเพื่อส่งชลธิชาเข้าบ้าน เจ้าของรถสีดำมะเมื่อมนั้นก็จอดรถแอบเข้าข้างทางพร้อมกับสังเกตดูว่าเด็กสาวที่เป็นลูกของอดีตนักการเมืองคนดังเดินเข้าไปในบ้านเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่ เขาซุ่มดูอยู่นานกระทั่งเห็นชลธิชาเดินเข้าไปในตัวบ้านที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาแล้ว จึงค่อยเคลื่อนรถออกจากที่ซ่อนแล้วขับเลยผ่านบ้านนั้นไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“ขอบใจนายมากนะปอนด์ กลับบ้านดีๆ ล่ะ”

 

กานต์รวีเอ่ยขอบคุณ หลังจากที่สารถีหนุ่มขับเลยบ้านของชลธิชามาอีกซอยเพื่อส่งหญิงสาวลงตรงหน้าบ้าน ปวีณ์กรส่งยิ้มพร้อมกับกล่าวคำลาสั้นๆ ก่อนจะเคลื่อนรถออกไป สาวหน้าใสมองตามรถสปอร์ตเคลื่อนตัวออกจากบ้านไป พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก โชคดีเหลือเกินที่ในเวลานี้อาจารย์หนุ่มยังไม่กลับบ้าน ไม่อย่างนั้นคงต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ เธอคิดในใจพลางนึกถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวันขึ้นมาได้ กานต์รวีพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินเข้าบ้านไป

 

“จริงด้วย ตกลงเมื่อกลางวันยายน้ำไปคุยอะไรกับตาอาจารย์นั่นนะ เดี๋ยวกลับมาต้องสอบปากคำสักหน่อยแล้ว”

 

ทางด้านของนายตำรวจหนุ่มหลังจากแอบซุ่มดูว่าเป้าหมายของเขาถึงบ้านโดยปลอดภัยแล้ว จึงนำรถไปจอดไว้ตรงท้ายซอยเพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต เขาถอดคราบอาจารย์หนุ่มผู้แสนสุภาพออก ก่อนจะเปลี่ยนชุดมาเป็นชุดเสื้อยืดและกางเกงยีนส์แบบสบายๆ พร้อมทั้งสวมหมวกแก็ป และแว่นกันแดดสีดำเพื่ออำพรางใบหน้าไม่ให้ใครจำได้

 

วีรภัฏเดินอย่างสบายๆ ไม่รีบร้อนมาจนถึงบ้านพัก เมื่อเข้ามาในอาณาเขตรั้วบ้านแล้ว  ชายหนุ่มจึงถอดหมวกกับแว่นกันแดดเก็บใส่กระเป๋าเป้สะพายหลังใบเล็ก พลางเอื้อมมือไปจับลูกบิดเพื่อเปิดประตู เมื่อบานประตูถูกเปิดออก สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเกือบทำให้ชายหนุ่มแทบหัวใจวายช็อคตายคาที่ไปแล้ว หากยังมีสติพอที่จะรับรู้ว่าเบื้องหน้าของเขาคือร่างของเด็กสาวนักศึกษาที่อาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันนั่นเอง แต่ก็ยังไม่วายร้องอุทานเสียงหลงด้วยความตกใจ ก็ใครใช้ให้เธอมายืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ตรงหน้าประตูอย่างนี้กันเล่า

 

“เฮ้ย! นะ นี่เธอ มายืนทำอะไรตรงนี้เนี่ย”

 

เมื่อชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปภายในบ้าน ก็ได้ประจันหน้ากับกานต์รวีทันที หญิงสาวยืนเท้าสะเอวกอดอกพลางเอ่ยถามนายตำรวจหนุ่มด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรเลยสักนิด

 

เมื่อตอนบ่าย คุณคุยอะไรกับเพื่อนของฉัน

 

“ทำไมไม่ไปถามชลธิชาเขาเองล่ะ”

 

วีรภัฏไม่ตอบ พลางย้อนถามอีกฝ่ายอย่างรอดูท่าที เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กสาวจะต้องอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นแบบนี้ด้วย เขาล่ะเกลียดนักเชียวพวกชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านแล้วก็เอาไปนินทากันลับหลัง จนทำให้คนถูกนินทาเสื่อมเสียทั้งที่บางครั้งยังไม่ทันได้ทำอะไรผิดสักนิด กานต์รวีชักเริ่มเหลืออดเมื่อถูกยั่วโมโหแบบนี้ หญิงสาวโพล่งออกไปเสียงดัง

 

“ก็ฉันถามแล้ว แต่น้ำเขาไม่ยอมบอกนี่นา ไม่งั้นฉันจะมาถามคุณให้เสียเวลาทำไมกัน”

 

“อย่างนั้นเหรอ ขนาดเป็นเพื่อนกัน เขายังไม่ยอมบอกเธอเลยนี่กานต์ แล้วทำไมผมต้องเอาเรื่องส่วนตัวของลูกศิษย์มาเล่าให้ฟังด้วยล่ะ

 

เจอประโยคนี้เข้าไป ทำเอากานต์รวีถึงกับสะอึก นี่เขากำลังหลอกด่าเธออยู่แน่ๆ หญิงสาวส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายไปให้อาจารย์หนุ่ม ก่อนจะรีบแก้ตัวไปแบบน้ำขุ่นๆ

 

“เอ๊ะ นี่คุณภัฏ คุณหลอกด่าว่าฉันชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านเหรอ ที่ฉันถามก็เพราะว่าเป็นห่วงเพื่อนต่างหาก ว่าแต่คุณเถอะ เป็นถึงอาจารย์แต่คิดจะกิ๊กกับลูกศิษย์ตั้งแต่วันแรกเลยหรือไงกัน”

 

ถ้าคุณอยากจะคิดอย่างนั้นก็ตามใจนะ นี่ก็เย็นมากแล้ว คงยังไม่ได้กินอะไรมาเลยสินะ ขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วกัน เดี๋ยวผมทำกับข้าวเสร็จแล้วจะขึ้นไปเรียกเอง”

 

วีรภัฏตอบกลับพร้อมกับขยิบตาให้เธอทีหนึ่ง พลางเปลี่ยนเรื่องคุยแล้วเดินไปทางห้องครัวที่อยู่ส่วนในสุดของบ้าน แต่กานต์รวียังคงดื้อดึงไม่ยอมแพ้ เธอเดินตามหลังร่างสูงเข้ามาถึงในห้องครัว มองชายหนุ่มหยิบโน่นนี่เตรียมผักและเนื้อสัตว์ รวมไปถึงอุปกรณ์สำหรับทำอาหารที่ซื้อมาตั้งแต่เมื่อวาน และไม่มีทีท่าว่าจะให้คำตอบที่กระจ่างกับเธอสักที

 

ไม่ต้องทำกับข้าวให้ฉันกินเพื่อปิดปากหรอกน่า ฉันออกไปหาอะไรกินเองได้ แค่บอกมาว่าคุณคุยอะไรกับน้ำ เท่านั้นก็พอ

 

เอาอย่างนี้ดีไหม ผมมีข้อเสนอ ถ้าอยากรู้จริงๆ ล่ะก็ว่าผมคุยอะไรกับชลธิชาเมื่อตอนบ่าย ก็อยู่เฉยๆ แล้วรอทานข้าวเย็นพร้อมกัน แล้วผมจะบอกเอง แต่ถ้ากานต์ไม่ยอมกินข้าวเย็นที่ผมทำ ผมก็จะไม่บอกเรื่องที่กานต์อยากรู้หรอกนะ อ้อ แล้วอีกอย่าง กานต์บอกว่าไม่อยากให้ใครๆ รู้ว่าพักอยู่ที่เดียวกับผมใช่ไหม อืม ผมยังสงสัยอยู่เลยว่าคนเป็นอาจารย์อย่างผม ทำไมจะต้องเชื่อฟังที่ลูกศิษย์ตัวเองพูดด้วยล่ะ

 

ชายหนุ่มว่าพลางหันไปทำหน้ายิ้มแบบล้อเลียนใส่เด็กสาว แล้วจึงหันมาสนใจกับข้าวของที่วางกองอยู่ตรงหน้า พลางแกล้งทำเป็นผิวปากอย่างอารมณ์ดี ในสมองของเขา ครุ่นคิดแต่เพียงว่า จะมีวิธีไหนที่ทำให้เด็กสาวคนนี้อยู่ในการควบคุมของเขาได้ เพื่อไม่ให้ความวุ่นวายของเธอมาเป็นอุปสรรคในการทำงานของเขา และแล้วความคิดแวบแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองก็คือ เขาจะต้องทำให้เธอเชื่อใจเขาเสียก่อน เริ่มจากการทำดีกับเธอให้มากที่สุดเท่าที่เขาพอจะทำได้

 

ท่าทางยิ้มแย้มร่าเริงของนายตำรวจหนุ่มนักสืบนั้นตรงข้ามกับกานต์รวีอย่างสิ้นเชิง เธอเริ่มหงุดหงิดกับคำพูดและท่าทางยียวนกวนประสาทของเขามากถึงมากที่สุด

 

คุณนี่มัน...ไม่เหมือนคนเป็นอาจารย์เลยสักนิด ชอบสร้างเงื่อนไขให้คนอื่นรู้สึกอึดอัดเหมือนพวกตำรวจยังไงก็ไม่รู้ แต่เอาเถอะ ฉันจะลองยอมเชื่อคุณสักครั้งก็ได้ จำไว้นะว่าพูดอะไรไว้ ถ้าคุณเบี้ยวไม่ทำตามที่พูดล่ะก็ ฉันจะทำให้คุณอับอายขายหน้าจนไปเป็นอาจารย์ที่ไหนไม่ได้อีกเลย คอยดูเถอะ

 

คำพูดของหญิงสาว ทำให้นายตำรวจหนุ่มที่ปลอมตัวมานั้นถึงกับชะงักไป ดูเหมือนข้อสันนิษฐานของเธอจะถูกต้องและแม่นยำเสียจริง สงสัยว่าเขาคงจะติดนิสัยการทำงานมาใช้ในชีวิตประจำวันเข้าเสียแล้ว วีรภัฏเริ่มหวาดระแวงกลัวว่าหญิงสาวจะรู้ความจริงเกี่ยวกับภารกิจของเขา ชายหนุ่มบอกตัวเองว่าเขาคงต้องระวังคำพูดคำจาของตัวเองให้มากกว่านี้เสียหน่อยแล้ว ไม่อย่างนั้นหากเธอเกิดล่วงรู้ถึงความลับของเขา มีหวังผู้บังคับบัญชาได้เล่นงานเขาจนเละเป็นโจ๊กแน่ๆ

 

คุณนี่ก็ดูไม่เหมือนพวกเด็กนักศึกษาเอาเสียเลยนะ มีอย่างที่ไหนมาตะโกนใส่หน้าอาจารย์ฉอดๆ อย่างนี้ เดี๋ยวก็แกล้งเขียนเกรดให้ตกวิชาของผมเสียเลยดีไหม หืม กานต์รวี

 

ชายหนุ่มไม่ยอมแพ้ เขาแกล้งหยอกเธอกลับไปบ้าง แต่เป็นเพราะมัวแต่สนใจกับอาหารที่ตั้งอยู่บนเตาแก๊ส จึงทำให้ไม่ทันสังเกตเห็นว่าหญิงสาวมีอาการชะงักอย่างผิดปกติไป เมื่อได้ยินคำพูดของเขา กานต์รวีเริ่มระแวงสงสัยในตัวอาจารย์หนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง แต่ด้วยตัวเธอเองก็มีชนักปักหลังอยู่เหมือนกัน หากเธอลองสืบดูจนรู้ว่าที่จริงแล้ว นายวีรภัฏคนนี้มีจุดประสงค์แอบแฝงในการเป็นอาจารย์ที่นี่แล้วเปิดเผยความลับนั้นออกไป ไม่แน่ว่าอาจเป็นเธอเองที่จะตกอยู่ในอันตรายก็ได้  หญิงสาวแกล้งทำเป็นกลบเกลื่อนพิรุธของตัวเองด้วยการกระแทกเท้าปึงปังวิ่งหนีขึ้นห้องไปเสียดื้อๆ ทิ้งให้ชายหนุ่มในชุดผ้ากันเปื้อนมองตามไปอย่างงุนงง ก่อนที่เขาจะหันมาก้มหน้าก้มตาทำอาหารต่อไป

 

ที่จริงแล้ววีรภัฏชอบที่จะมีคนอาศัยอยู่กับเขาด้วย เพราะชายหนุ่มอยู่ตัวคนเดียวมาหลายปี เขาเป็นลูกกำพร้าที่บิดามารดาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่เขายังแบเบาะ คนที่เลี้ยงดูเขามาตลอดก็คือผู้เป็นยายแท้ๆ ของเขานั่นเอง แต่ท่านก็เพิ่งเสียไปเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว ชายหนุ่มจึงรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างเดียวดายยิ่งนัก นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขามุมานะทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง เพื่อให้เหลือเวลาที่จะอยู่คนเดียวเพียงลำพังน้อยลงก็เป็นได้

 

ชายหนุ่มยังจำได้ดีตอนที่เขายังเป็นเด็ก เขาใช้ชีวิตอยู่กับยายของเขาเพียงลำพังตามประสายายกับหลาน ในบ้านหลังเล็กๆ แถบชานเมือง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีพ่อแม่อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนเด็กคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยรู้สึกเหงา หรือคิดว่าตัวเองเป็นเด็กมีปัญหาเหมือนอย่างที่หลายๆ คนชอบคิดกัน คงเป็นเพราะว่าคุณยายของเขาคอยดูแลเอาใจใส่ให้ความห่วงหาอาทรราวกับลูกในไส้แท้ๆ คนหนึ่ง คุณยายของเขาเป็นผู้หญิงแกร่ง ทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นงานบ้านงานเรือนตามแบบฉบับกุลสตรีไทยที่ดี มิหนำซ้ำยังชอบที่จะทำงานสารพัดช่างต่างๆ และทำมันได้ดีไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอกเลยทีเดียว และความรู้ต่างๆ เหล่านั้นก็ถูกถ่ายทอดมายังหลานชายเพียงคนเดียว

 

ดังนั้นเรียกได้ว่า ทั้งงานบ้าน การทำกับข้าว และอื่นๆอีกมากมายที่ชีวิตประจำวันต้องใช้ จึงล้วนแล้วแต่มาจากการอบรมสั่งสอนของผู้เป็นยายแทบทั้งสิ้น ถ้าหากว่าเขาไม่มีคุณยายคอยดูแล ป่านนี้เขาอาจจะต้องถูกส่งไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแบบไม่มีใครสนใจไปแล้วก็ได้

 

ชายหนุ่มทำกับข้าวไปก็รำลึกถึงคุณยายไปด้วย เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมกับกดเปิดเพลง Truely Madly Deeply ของ Savage Garden ทำให้เสียงเพลงดังขึ้นภายในห้องครัว เขากดให้มันเล่นซ้ำไปซ้ำมาตลอดเวลาที่เขากำลังทำอาหาร

 

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ค่ะ >>>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

657 ความคิดเห็น

  1. #547 Palmy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2553 / 08:14

    ไม่ได้ต่างคนต่างอยู่เลยยยยย

    #547
    0
  2. #318 นานะจัง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มีนาคม 2553 / 16:17
    5555 แอบฮาอ่ะพระนางคู่นี้
    #318
    0
  3. #279 Ranatis (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 มีนาคม 2553 / 22:28
    โอะ เดาเก่งกันจริง
    #279
    0
  4. #117 aoistar (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 / 13:55
    55+ อย่างนี้เค้าเรียกว่าวัวสันหลังหวะทั้งคู่
    #117
    0
  5. #59 **~Mink~** (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 / 08:50
    สงครามประสาทเหรอคะเนี่ย
    มิ้งว่าต่างคนต่างสนใจกันมากกว่าม้างงงง อิอิ
    #59
    0
  6. #56 jeabkiss (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 / 10:44
    #56
    0
  7. #55 ดับเครื่องชนไฮเปอร์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 / 08:09
    หนุกหนานมากๆมากมายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    อัพๆๆๆๆ
    #55
    0
  8. #54 kaaka (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553 / 21:16
    อ่ะ อ่ะ โปรดติดตามตอนต่อไป
    #54
    0