ดวงหทัยแห่งชีค : สนพ.ซิมปลี้บุ๊ก เลิฟโนเวล

ตอนที่ 9 : แซยิด...เซอร์ไพร์ซ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,465
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ม.ค. 53

ตอนที่ 9 แซยิด...เซอร์ไพร์ซ

นางกาญจ์นแก้ว ภีมมาวัฒน์ เจ้าของงานวันเกิดครบขวบปีที่หกสิบ ในชุดผ้าไหมมัดหมี่ตัดเย็บแบบล้านนา ยืนรับแขกที่พากันมาอวยพรไม่ขาดสาย รับไหว้จนมือระวิงจะกลายเป็นฝักถั่วอยู่แล้ว

“คุณเชิญแขกมากี่คนกันคะนี่?” เจ้าภาพของงานหันไปกระซิบถามคุณโภชน์ผู้สามีที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างภรรยาเป็นคู่รักแสนหวาน แม้จะแต่งงานกันมาเกินสี่สิบปีแล้ว

“คุณรู้จักใครบ้างล่ะ ผมเชิญมาหมดแหละ อยากอวดเมียยังสาวขนาดอายุปาเข้าไปหกสิบ ไม่บอกใครก็ทายว่าไม่เกินสี่สิบห้าแน่ๆ” คำหวานหูที่หยอกเอินทำเอาหน้าบึ้งนั่นคลายออก

“จนมีหลานโตจะมีชั้นเหลนแล้ว ยังไม่เบื่อจีบฉันอีกเหรอคุณนี่” ค้อนอายๆ

“อ๊ะว่าได้ยังไง Young at heartนะคุณจ๋า อย่ามาทำตัวแก่ใกล้ผมหน่อยเลย ผมไม่รับมุขหรอกนะ” ดวงตาวับวาวพิศมองอย่างชื่นชม ก่อนส่ายหน้าช้าๆ

“ดูสิ..ดูกี่ทีก็ไม่เกินสี่สิบห้า” ว่าย้ำพร้อมยิ้มหวาน

คุณกาญจ์นแก้วมองอย่างขัดเขิน อดยื่นมือไปบิดแขนสามีอย่างเอียงอายไม่ได้ ความรู้สึกไม่ต่างจากสาวน้อยที่พบกันวันแรกซักนิด

เวลาผ่านไปอีกสี่สิบห้านาที กว่าเจ้าภาพจะได้ไปนั่งที่โต๊ะหน้าเวที เมื่อแขกเหรื่อที่เข้างานเริ่มซาแล้ว

ฟริ๊นซ์ที่ได้รับเชิญเป็นแขกกิติมศักดิ์มาทำหน้าที่เป็นตากล้องอีกคนหนึ่งในงานมองหาเป้าหมายไม่เห็น สายตาของเขามัวแต่แลมองตะลึงที่เฟื่องฉัตรจนลืมหน้าที่ เธอแต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง ที่มองกี่ครั้งกี่ทีก็ไม่เบื่อ เขาชักจะแน่ใจว่าตกหลุมรักสาวไทยหน้าหวานทรวดทรงงามคนนี้เข้าให้เสียแล้วสิ และก็ต้องแอบทอดถอนใจว่าหน้าที่ยังไงก็ต้องมาก่อนหัวใจ

“แขกมากันเกือบหมดแล้วค่ะคุณย่า เดี๋ยวการแสดงก็จะเริ่มแล้ว เหนื่อยมั้ยคะ?” เฟื่องฉัตรเอาน้ำผลไม้มาเสิร์ฟเจ้าภาพอย่างเอาใจ

เสียงถอนหายใจอย่างขัดเคืองเล็กๆ “เจ้าเฟืองกับเจ้าปรางนี่ตกลงมันไม่มางานแซยิดฉันจริงๆใช่มั้ยนี่?” ถามอย่างแสนงอนขึ้นมา เมื่อหลานรักคนโปรดทั้งสองไม่ปรากฏแม้แต่เงาในงานที่คิดว่าชีวิตนี้มีแค่ครั้งเดียว

คุณโภชน์ยกมือขึ้นลูบต้นแขนอวบอิ่มของภรรยา “เอาน่าอย่าทำตัวเป็นคนแก่ขี้งอนหน่อยเลย เจ้าปรางมันติดฝึกงานอยากชื่นชม อีกสามเดือนก็ได้เห็นหน้า ส่วนเจ้าเฟืองมันก็ต้องไปสัมมนาวิชาการ จะโทษหลานคงไม่ได้ ต้องไปโทษไอ้คนจัดงาน เรื่องอะไรมาใช้ฤกษ์วันเดียวกับคุณตกฟากเล่า” คำปลอบนั่นดูเหมือนไม่ได้ผลนัก เมื่อคุณกาญจ์นแก้วค้อนสามีอย่างหมั่นไส้

“ชิ ไม่มาก็อย่ามา สมบัติฉันจะยกให้การกุศลให้หมดเชียว แดงเดียวก็ไม่ให้”

“โธ่! คุณย่าขา อย่าอารมณ์เสียเลย การแสดงจะเริ่มแล้วนะคะ ยิ้มไว้ค่ะยิ้ม ช่างภาพกำลังจับโฟกัสเชียว เดี๋ยวเอาไปลงข่าวเห็นคุณย่าหน้าบึ้งๆ หุ้นส่วนจะได้มาถอนหุ้นคืนหมดปะไร เพราะเข้าใจว่าเรากำลังกลุ้มกับเศรษฐกิจขาลงอย่างโรงแรมอื่นๆเอา” เฟื่องฉัตรจับมือคุณกาญจน์แก้ว บีบเบาๆอย่างเอาใจ

คนแก่ขี้งอนจึงแย้มยิ้ม หันหน้าไปทางเวที

“ฝรั่งที่ไหนยัยเฟื่อง อย่าบอกนะว่าจ้างช่างภาพมาจากเมืองนอกเชียว” คุณกาญจ์นแก้วกระซิบถาม

เฟื่องฉัตรอมยิ้ม ตอบเสียงใส “ไม่ใช่หรอกค่ะ เพื่อนของเฟื่องเอง เขาเป็นช่างภาพเลยยืมตัวมาช่วยงานแลกข้าว”

คุณกาญจ์นแก้วร้องอ๋อ ก่อนจะยิ้มให้ช่างภาพหนุ่ม “หน้าตาหล่อดีนะนี่ ให้ย่าเป็นสาวหน่อยไม่ได้” เสียงจิ๊จ๊ะอย่างเปรี้ยวปากหลังพูดจบ เลยถูกคุณโภชน์กระแอมใส่

“อยากได้เป็นหลานเขยจริ๊ง เหลนฉันคงออกมาหน้าตาคงหน้าตาดีพิลึก” แค่พูดเปรยๆเท่านั้น แต่เฟื่องฉัตรกลับรู้สึกหน้าร้อนซ่านขึ้นมากับคำพูดของคุณย่ายังสาวของตัวเอง

แสงไฟในงานดับลง ไฟฟอโล่ส่องโฟกัสบนเวที ที่ตอนนี้หญิงสาวต่างชาติหน้าตาน่ารักกำลังพรมนิ้วมือเรียวสวยลงไปบนคีย์เปียโนจนเกิดเสียงไพเราะเพราะพริ้งสะกดแขกทั้งงานให้จับจ้องมองไปอย่างตื่นตะลึง และตั้งใจฟังเสียงนั่น ครู่เดียวหนุ่มหน้าตี๋เจ้าของร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีขาวโดดเด่นผูกหูกระต่ายสีแดง ก็เดินร้องเพลงออกมาจากหลังเวที เรียกเสียงปรบมือกราวจากแขกในงาน เจ้าภาพถึงกับยิ้มแป้นกับเซอร์ไพร์ซของหลานชายคนโปรด

เฟื่องฉัตร คุณโภชน์ คุณปางนาถ คุณภาสกร เงยหน้ามองยิ้มแฉ่งในใบหน้าของคุณกาญจ์นแก้ว ดวงตาเคลือบคลอด้วยวับวาวใสแห่งความปีติซาบซึ้งใจกับของขวัญชิ้นพิเศษจากปิยภัทร

ชายหนุ่มบนเวทีครวญเพลงสากลหวานซึ้ง ก่อนจะตามด้วยเพลงหยาดเพชรที่เป็นเพลงโปรดของคุณย่าสุดที่รัก เรียกเสียงปรบมือกระหึ่มเมื่อเสียงเพลงจบลง เจ้าภาพยกชายผ้าคลุมไหล่ขึ้นซับน้ำตาอย่างตื้นตันใจเป็นที่สุด

“เจ้าเฟืองนี่นะ กี่ปีก็ชอบทำให้คนแก่จะหัวใจวายตาย”

เฟื่องฉัตรเงยหน้ามองคุณกาญจ์นแก้ว “อย่าเพิ่งหัวใจวายนะคะคุณย่า นายเฟืองยังมีเซอร์ไพร์ซคุณย่าอีกอย่างหนึ่ง”

คุณย่าของนายเฟืองเลิกคิ้วสูง ทำหน้าสงสัย แสงไฟบนเวทีดับลง พร้อมเสียงอึงคะนึงครู่ใหญ่จนแขกชักเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นบนเวที เมื่อไฟสาดส่องกลับมาอีกที วงสะล้อ ซอ ซึงก็เริ่มบรรเลงเพลงทำนองล้านนาเจื้อยแจ้วไพเราะเสนาะหู

เมื่อเสียงดนตรีอินโทรเพลง ฟ้อนเอิ้นขวัญ ดังขึ้นมา ร่างแบบบางในชุดล้านนาก็ออกมาฟ้อนร่ายรำอยู่บนเวทีอย่างอ่อนช้อย พาลพาคนแก่กระชุ่มกระชวยหัวใจขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง เมื่อเห็นปางนภัทรแย้มยิ้มถือพวงมาลัยฟ้อนอย่างอ่อนช้อยงดงามเหลือเกิน น้ำตาซึมคลอเอ่อที่หัวตาอีกครั้งหนึ่งอย่างซาบซึ้งใจเหลือคณนา

“หลานฟ้อนอวยพร มาร้องไห้ได้ยังไงกันคุณ” คุณโภชน์เอ่ยกระเซ้าขำๆ เมื่อเห็นภรรยาสูดจมูกแดงระเรื่อฟืดฟาด

“ไอ้สองคนนี่มันแสบนัก หลอกคนแก่” เสียงบ่นพึมพำทั้งรอยยิ้มในหน้าที่บานไม่หุบ

การแสดงจบลงพร้อมแสงไฟบนเวทีที่ดับมืดลง ได้รับเสียงปรบมือกระหึ่ม และเสียงครางฮือฮา คนหน้าบานสุดก็ไม่พ้นเจ้าภาพ การบรรเลงสะล้อ ซอ ซึง บนเวทียังขับกล่อมแขกในงานให้รับประทานอาหารกันอย่างอิ่มเอมใจ

ปิยภัทรในชุดสูทสุดหล่อ จูงมือแหม่มสาวหน้าตาน่ารักเดินมาหา พร้อมหลานขวัญปางนภัทรในชุดราตรีสั้นสีชมพูฟูฟ่องสดใสที่เจ้าตัวโปรดปราน เข้าไปกราบคุณย่าพร้อมพวงมาลัย ได้รับค้อนน้อยๆเป็นรางวัล ค่าทำให้คนแก่น้อยใจ แต่เมื่อเจอลูกออดอ้อนของสองพี่น้องเข้าไป ก็อดไม่ได้ที่คุณกาญจ์นแก้วจะโอบกอดหลานรัก หอมซ้ายหอมขวาอย่างชื่นใจนัก

“นี่ของขวัญค่ะคุณย่า พอดีตังค์ปรางมีไม่มาก เลยถักผ้าพันคอขี้เหร่ให้เป็นของขวัญ” มือเล็กเรียวสวยยื่นผ้าพันคอไหมพรมที่ถักอย่างง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจให้

คุณกาญจ์นแก้วรับผ้าพันคอผืนนั้นมาพันในทันที รู้ดีว่ามันเต็มไปด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นเพียงไหน ปางนภัทรไม่ใช่จะมีเวลานัก ฝึกงานก็หนัก พักผ่อนก็น้อย ยังมีเวลามาถักผ้าพันคอให้ย่าเป็นของขวัญ...จะไม่ให้ชื่นใจได้ยังไง

“ส่วนเฟืองเอาหลานสะใภ้มาฝากครับ” หนุ่มหน้าตี๋ว่า ดันมิเชลล่าไปข้างหน้า แหม่มสาวหน้าตาน่าเอ็นดูพนมมือไหว้เก้ๆกังๆกราบตักแกรนด์มัมของแฟนหนุ่ม ท่านอมยิ้มชื่นบานออกมานอกหน้า

“เออดีจริงนะเจ้าเฟือง ไม่ลงทุนเล้ย” อุทานเสียงสูง ก่อนจะโอบกอดรับขวัญว่าที่หลานสะใภ้

“โห! คุณย่าอย่าพูดอย่างนั้นสิครับ ถ้ารู้ว่ากว่าที่เฟืองจะได้หลานสะใภ้คนนี้มาฝากคุณย่า เลือดตาแทบกระเด็นแค่ไหน รับรองคุณย่าต้องปีติตื้นตันใจยิ่งกว่าผ้าพันคอขี้เหร่ของเจ้าปรางหลายเท่า” คนพูดชำเลืองตาไปทางน้องสาว

ปางนภัทรย่นจมูกเข้าใส่ ค้อนให้พี่ชายอย่างหมั่นไส้เป็นที่สุด

คนแก่เชยคางหลานสะใภ้พิศดู ก่อนจะชมน่ารักนักหนาเหมือนตุ๊กตา มิเชลล่ายิ้มกว้าง มองงานเลี้ยงอบอุ่นของครอบครัวแฟนหนุ่มอย่างตื่นตาตื่นใจ

“แล้วเจ้าปรางล่ะ เมื่อไหร่จะได้หลานเขยมาฝากย่าบ้าง อย่าทำตัวเป็นสาวทึนทึกอย่างเจ้าเฟื่องเชียว”

เฟื่องฉัตรหน้าคว่ำที่จู่ๆก็โดนเกี่ยวโยงเข้าไปพัวพันทั้งๆที่อุตส่าห์นิ่งเฉยเงียบเชียว

เสียงหัวเราะครื้นเครงเฮฮาเต็มไปด้วยความสุขของเจ้าภาพเมื่อรายล้อมด้วยลูกๆหลานๆที่มากันพร้อมหน้าพร้อมตาในวันสำคัญของชีวิตให้ชื่นอกชื่นใจนัก

“คุณย่าครับ” เสียงทักของแขกสนิทเรียกให้คุณกาญจ์นแก้วหันไปสนใจ

ครอบครัวของคุณวัฒนะเครือญาติสนิททางสายลูกสะใภ้แม่ของปิยภัทรและปางนภัทร พาลูกหลานเข้ามาอวยพรทำเอาคนแก่ทำหน้าไม่ถูกเมื่อหันไปเห็น ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มตามมารยาท อดเหลือบตาแลมองปางนภัทรอย่างเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อต้องเผชิญหน้าอดีตคู่หมั้นที่จ้องมองไม่วางตา

หลานรักถอยฉากออกไป สายตาคนแก่มองตามอย่างไม่ไว้วางใจ เพยิดหน้าให้เฟื่องฉัตรตามไปดูแลน้อง

ฟริ๊นซ์หรี่ตามองเหตุการณ์ชุลมุนนิดๆนั่น ก่อนจะฉากตามหลังสองสาวออกมา เมื่อเห็นท่าไม่ชอบมาพากล น่าสนใจ

 

“ปรางยังโกรธพี่อยู่ใช่มั้ย?” เสียงถามเบื้องหลังของคนที่ออกมาสูดอากาศข้างนอกทำเอาคนปล่อยอารมณ์เพลินๆสะดุ้งโหยง หันขวับกลับมาเผชิญหน้าอย่างรวดเร็ว

“พี่วิคเตอร์”

“ปรางทำเหมือนไม่อยากพบพี่”

ไม่มีคำตอบ ร่างบางเดินสวนจะกลับเข้าไปในงาน แต่หมอหนุ่มกับฉวยข้อมือไว้ ดวงตากลมมองมือที่จาบจ้วง แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่าย

“ปล่อยปรางเถอะค่ะพี่วิคเตอร์ ถ้าน้ำตาลมาเห็นเข้ามันจะไม่ดี”

“พี่จะคุยกับปราง ไม่ต้องเอ่ยชื่อคนอื่นได้มั้ย?”

เธออยากยิ้มเยาะเขานัก แต่กลับมีเพียงแววตาขื่นขม “คนอื่นเหรอคะ? พี่วิคเตอร์เรียกภรรยาตัวเองว่าคนอื่นหรือคะ?”

“ปราง...พี่ขอโทษ จะให้พี่ขอโทษกี่ครั้งปรางจะหายโกรธ”

“ปรางไม่ได้โกรธพี่วิคเตอร์” คนพูดเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

“แล้วทำไมถึงไม่ยอมคุยกับพี่ ทำไมต้องเลี่ยงหลีกพี่ทุกครั้ง เกือบหกปีที่เราไม่ได้คุยกัน พี่ไม่สบายใจเลย”

ปางนภัทรหลับตา นึกถึงเรื่องราวที่เจ็บปวด หมุนมือตัวเองออกมา “ปล่อยเถอะค่ะ” เธอสะบัด แล้วเดินเร็วๆกลับเข้าไปในงาน น้ำตาลผลักบานประตูออกมาพอดี สายตาที่มองเธอไม่ไว้ใจ ราวกับมองแมวขโมยปลาย่าง

“ออกมาทำอะไรกันที่นี่คะ” น้ำเสียงขุ่นชัดเจนถาม สายตามองสามีและเพื่อนอย่างจับผิดเต็มที่

หมอวิคเตอร์หมุนตัวกลับ หนีหน้าไปอีกทางหนึ่ง ไม่ตอบคำถามภรรยา

“เธอจะกลับอังกฤษเมื่อไหร่นะปราง” เปลี่ยนเรื่องถามขึ้นมา

หน้าเชิดของคนถูกถามบึ้งตึงไม่คิดแม้แต่จะมองหน้าอดีตเพื่อนรัก “พรุ่งนี้”

“เหรอ? ดีจัง พอดีเดือนหน้าพี่วิคกับฉันจะไปฮันนิมูน ยังไงอาจจะไหว้วานเธอให้เป็นไกด์พาเราเที่ยวหน่อยนะจ๊ะ”

ปางนภัทรอึ้งกับคำขอร้องนั่น ก้อนแข็งแล่นมาจุกอยู่ที่คอ หันมามองหน้าน้ำตาลเหมือนจะถามว่า เพื่ออะไรกัน?

“คงไม่ได้หรอก น้องฉันต้องฝึกงาน เตรียมตัวเป็นหมอที่ดีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี่แล้ว คงไม่มีเวลาบริการใคร และมันก็ไม่ใช่เรื่องด้วย” เฟื่องฉัตรที่ตามออกมาจากงานเลี้ยงทันได้ยินคำขอร้องนั่นตอบแทน

“น้ำตาลคุยกับปราง ไม่ได้คุยกับพี่เฟื่อง” คนสวยเบะปากใส่ เชิดหน้า

“ฉันรู้ แต่น้องฉันน่ะเป็นคนดี เขาต่อกรกับพวกฉวยโอกาสไม่เป็นหรอก ฉันถึงต้องตอบแทนให้ไง เธอนี่มันหน้าไม่อายนะน้ำตาล แย่งแฟนเขาไป ยังมีหน้าตามมาระรานหาเรื่องเขาอีก” เฟื่องฉัตรว่าอย่างเจ็บแค้นแทน

“และเพราะเป็นปรางกับวิคเตอร์หรอกนะ เธอถึงชูหน้าอยู่ได้ ถ้าเป็นฉันคงโดนตบล้างน้ำไปแล้ว และถ้าเป็นผู้ชายคนอื่น เขาก็คงปล่อยให้เธอท้องไม่มีพ่อไปแล้วเหมือนกัน”

น้ำตาลอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะถูกด่าไม่ไว้หน้าแบบนี้ ต่อหน้าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเสียด้วย

“สติปัญญาก็ดีแท้ๆ แต่ใช้ลูกไม้ตื้นๆจับผู้ชาย...การที่ไม่มีใครออกมาด่าว่าเธอเรื่องนี้ซะบ้าง ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาให้อภัยหรือไม่ถือโทษโกรธเธอหรอกนะ....แต่คนที่เขาเป็นผู้ดีน่ะ เขาไม่พาตัวเองมาเกลือกกลั้วกับเธอให้ตัวเองต้องมัวหมองไปด้วยหรอ...ในเมื่อพวกเขาเสียสละให้เธอถึงขนาดนี้แล้ว ก็เลิกยุ่งกับน้องสาวฉันได้แล้ว และไม่ต้องกลัวด้วยว่าปรางจะไปแย่งวิคเตอร์คืน เพราะถ้าเขาจะทำ ก็ทำไปตั้งแต่เมื่อห้าปีที่แล้ว และฉันก็เชื่อด้วยว่าหมอวิคเขาคงไม่งั่งพอที่จะเลือกเธอแทนน้องสาวฉัน ถ้าปรางไม่เสียสละเขาให้เธอ” พูดจบเฟื่องฉัตรก็ดึงแขนน้องสาวที่ยืนตัวแข็งทื่อเดินกลับเข้าไปในงานเลี้ยง

น้ำตาลอ้าปากค้างที่ถูกด่าไม่ไว้หน้า เธออึ้งอยู่นาน ก่อนจะกรี๊ดร้องเสียงดัง

“พี่วิคได้ยินมั้ย มันด่าน้ำตาล ทำไมปล่อยให้มันด่าเมียตัวเองอยู่ได้”

หมอวิคเตอร์มองหน้าภรรยาอย่างเบื่อระอา ใบหน้าน้ำตาลเหมือนของขมที่เขาต้องกล้ำกลืนฝืนทน

“เฟื่องเขาก็พูดถูกแล้วนี่นา” พูดจบคุณหมอหนุ่มก็เดินตามอดีตคู่หมั้นและพี่สาวกลับเข้าไปในงาน ปล่อยให้น้ำตาลกรี๊ด พล่านอยู่คนเดียวลำพังอย่างเจ็บแค้นใจนัก

 

“พรุ่งนี้ปรางกลับอังกฤษ อะไรๆคงดีขึ้น” ปางนภัทรอดนึกไม่ได้ว่าตัวเองจะเป็นชนวนปัญหาชีวิตคู่ให้อดีตคนรักและอดีตเพื่อนสนิท ความกังวลฉายชัดในใบหน้า เฟื่องฉัตรมองน้องอย่างขัดใจ

“จ้าแม่นางเอก...ถ้าไม่เกรงใจปรางกับหมอวิค พี่ล่ะอยากตบยัยนั่นซักฉาด”

ปางนภัทรเหลือบตามองหน้าพี่สาวอย่างอึ้งไป “กลายเป็นนางร้ายไปเมื่อไหร่นี่พี่สาวปราง”

เฟื่องฉัตรหัวเราะเสียงดัง “นางเอกเดี๋ยวนี้ก็ต้องสู้คนทั้งนั้นแหละ ไม่งั้นผู้ชายดีๆก็มีหวังโดนแม่พวกนี้คาบไปกินในน้ำหมดสิ”

ปางนภัทรหน้าแหย “พี่เฟื่องพูดถึงผู้ชายหรือว่าไก่กันนี่” เสียงหัวเราะคิกขำอารมณ์ดีขึ้นมา

เฟื่องฉัตรยื่นมือมามาลูบหัวคนหน้าเซียว “น้องสาวพี่เป็นคนดี ต้องได้เจอผู้ชายดีๆ พี่เชื่ออย่างนั้น”

เธอจึงได้เป็นฝ่ายหัวเราะบ้าง “พี่เฟื่องเพิ่งบอกว่า ผู้ชายดีๆ โดนผู้หญิงร้ายๆคาบไปกินหมด แล้วผู้หญิงดีๆอย่างปรางล่ะ จะเหลือแต่ผู้ชายเลวๆให้หรือไง?”

เฟื่องฉัตรทำหน้าพิลึก “ก็ต้องหัดเป็นนางเอกที่สู้คนบ้างสิจ๊ะน้อง...แต่ว่าไปแบดบอยสมัยนี้ก็ไม่เลวร้ายนักหรอก อย่างน้อยก็แน่ใจได้ว่าแมนแท้ๆ...ไอ้ที่ดีมากๆ กลัวว่ากลางวันเป็นสามีเรา กลางคืนอาจจะกลายไปเป็นเมียคนอื่นเสียก็ได้ ใครจะรู้”

ตลกร้ายที่คนฟังขำไม่ออก เพราะตอนนี้กำลังอินเทรนด์ทีเดียวกับเรื่องผู้ชายสองสปีชี่ร์ มะปรางมีเพื่อนประเภทนี้เยอะ แต่เธอก็มั่นใจว่าจากประสบการณ์คงทำให้เรดาห์ของเธอก็จับได้ก่อนที่จะถลำตัวถลำใจลงลึกกับผู้ชายประเภททูอินวัน

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

317 ความคิดเห็น

  1. #241 aoistar (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 มีนาคม 2553 / 22:36

    กรี๊ดดดดด..ชอบเฟื่องฉัตรอ่ะ...สุดยอด..สะใจ ...555
    ต้องอย่างนี้สิ..หุหุ

    #241
    0
  2. #36 SN piercensean (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 มกราคม 2553 / 08:41
    i like her sis hehehe
    #36
    0
  3. #35 Aulfafa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 มกราคม 2553 / 08:33
    เฟื่องฉัตรน่ารักอีกแล้วอย่างนี้ฟริ้นซ์จะไม่ชอบได้อย่างไง
    #35
    0
  4. #27 อนัญญา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 มกราคม 2553 / 06:23
    ชอบผู้หญิงบุคลิกอย่างเฟื่องฉัตรจังเลยค่ะ สู้คนดี
    #27
    0