ดวงหทัยแห่งชีค : สนพ.ซิมปลี้บุ๊ก เลิฟโนเวล

ตอนที่ 8 : หญิงหนึ่ง...ที่ตรึงใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,514
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 ม.ค. 53

ตอนที่ 8 หญิงหนึ่ง...ที่ตรึงใจ

คนที่กำลังทานข้าวเหนียวหมูปิ้งอย่างเอร็ดอร่อย มืออีกข้างสาละวนใช้แคบหมูโซ้ยน้ำพริกหนุ่มเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

“เบาๆหน่อยยัยปราง ทำตัวอย่างกะเมียชูชก ดูกินเข้าอย่างกับตายอดตายอยากมาจากไหน”

“โหยพ่อจ๋า แม่จี๋ ปรางอยู่โน่นมันมีอย่างนี้ให้กินเสียที่ไหน อยู่เชียงใหม่แค่สี่วัน ขอปรางกินให้เต็มที่หน่อยเฮอะ” เจ้าตัวอ้อนพ่ออ้อนแม่สุดฤทธิ์ประสาลูกสาวคนเล็ก เฟื่องฉัตรมองน้องสาวอมยิ้มแก้มตุ่ยไปด้วย

“นั่นสิคะอากรอานาถปล่อยยัยปรางกินไปเหอะค่ะ ตอนเฟื่องเห็นที่สนามบินจำแทบไม่ได้ อย่างกับไม้ขีดไฟ ตัวผอมกระหร่องเชียว โตแต่หัว” พี่สาวหุ่นสะบึมน่าฟัดให้ท้าย

ปางนภัทรยิ้มหวานจนตายิบหยี หยิบนู่นนี่ใส่ปากมือเป็นระวิง “จริงๆปรางอยากทานน้ำพริกมะขามฝีมือคุณย่านะนี่ ถ้าไม่กะเซอร์ไพร์สจะไปอ้อนขอนอนหนุนตักเสียหน่อย” เจ้าตัวว่าพร้อมสำลักอึกอัก เพราะพูดทั้งเคี้ยวข้าว

“ดู...ดู จะกินก็กิน จะคุยก็คุย เลือกเอาซักอย่างสิลูก” ทันตแพทย์หญิงปางนาถมารดาสาวสวยแต่โก๊ะ ยื่นแก้วน้ำให้ เจ้าตัวรับมาดื่มอย่างรวดเร็ว เพราะข้าวจุกอยู่ที่คอจนต้องทุบหน้าอกอั่กๆ...ไร้แววสาวสวยสิ้นดี

“ฝึกงานอีกสามเดือน ปรางก็จบแล้ว ที่นี้ก็ได้อยู่บ้านยาวเลยล่ะ” บิดาวางแผนเอ่ยทั้งยิ้มดีใจ

ลูกสาวกลืนน้ำลงคออึก เกือบสำลักอีกหน “โธ่! พ่อจ๋า ปรางยังไม่คิดจะกลับเมืองไทยเลยนะ”

“อ้าว” พ่อกับแม่อุทานขึ้นมาพร้อมกัน

เจ้าตัวก้มหน้านิด ทำเหลือบสายตาขึ้นมามองให้น่าสงสาร “ปรางอยากอยู่เรียนคลีนิกต่อน่ะค่ะ หางานทำที่โน่นไปด้วย กลับมาบ้านเราก็ต้องปรับตัวเข้ากับระบบอีก ปรางคงอึดอัด”

เสียงถอนใจเบาๆของพ่อและแม่ดังขึ้นพร้อมกัน “ปรางไม่อยากทำงานโรงพยาบาลลุงวัฒน์ใช่มั้ย? พ่อกับแม่ก็ไม่ได้บังคับลูกอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเรียนต่อพ่อก็เห็นดีด้วย แต่ปรางจะอยู่อังกฤษตลอดไม่คิดกลับบ้านเรามันออกจะเกินไปหน่อยนะ แล้วพ่อกับแม่ละลูก ไม่ห่วงไม่คิดถึงกันบ้างหรือไง?” คุณภาสกรถามลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวอย่างน้อยใจ

เจ้าตัวทำหน้ากระเง้ากระงอด ปากยื่น “พ่อจ๋าแม่จี๋อย่าเล่นไม้นี้กับปรางสิ ใครจะไม่อยากอยู่ใกล้ พ่อแม่ใจดีอย่างนี้ แต่ปราง...” เจ้าตัวอึกอักหาเหตุผลไม่ออก

“อีกหน่อยยัยปรางก็ต้องแต่งงานมีครอบครัวอยู่ดีแหละค่ะอานาถอากร เฟื่องว่าปล่อยน้องมันไปเฮอะ ขืนให้อยู่เชียงใหม่ ก็ได้เป็นสาวทึนทึกอย่างเฟื่องหรอก” เจ้าตัวออกความเห็นให้ขำ แต่ดูเหมือนคนบนโต๊ะไม่มีใครร่วมขำด้วยซักคน

“ปรางไม่อยากเจอหน้าวิคเตอร์ใช่มั้ย?” บิดาถามตรงๆ คนทานอาหารกำลังอร่อย กร่อยลงสนิท ดวงตาก่ำรื้นขึ้นมาเมื่อนึกถึง กว่าห้าปีผ่านมาเธอพยายามไม่นึกถึง คิดว่าเดี๋ยวเวลาก็ช่วยให้ลืม แต่เวลาไม่ยักกะทำหน้าที่ของมัน หรือหัวใจเธอมันโง่เง่าเฝ้าจดจำแต่ความเจ็บปวดก็ไม่รู้

“คนเรามันหนีความจริงไม่พ้นหรอกลูก ไม่ว่าความจริงมันจะเจ็บปวดหรือเลวร้ายยังไง เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน”

ที่คุณปางนาถพูดจริงทุกอย่าง ปางนภัทรเลยพูดต่อไม่ออก มันผิดที่เธอเองไม่เข้มแข็งพอ

“แต่ถ้ามันเลือกได้ เราก็เลือกที่จะอยู่ให้ห่างจากความเจ็บปวดไม่ดีหรือคะ ปรางไม่อยากอึดอัด พี่วิคเตอร์กับน้ำตาลก็คงอึดอัด พ่อกับแม่ก็จะมองหน้าลุงวัฒน์ลำบากไปด้วย”

เสียงถอนหายใจของพ่อแม่ที่มองสบตากัน หกปีกับเรื่องที่ผ่านพ้นไป คิดว่าเวลาจะเยียวยาและรักษาหัวใจให้บุตรสาวคนเล็กเข้มแข็งขึ้น แต่อาการของคนตรงหน้า ก็ไม่แตกต่างจากเมื่อหกปีก่อนซักนิด

“พ่อกับแม่แล้วแต่ลูกอยู่แล้ว ชีวิตนี้เป็นของลูก และเราก็เคารพการตัดสินใจของลูกเสมอ ถ้าปรางอยากทำอะไรที่เป็นความสุขของลูก พ่อกับแม่ก็ไม่ขัดข้องอะไร พวกเราเพียงแค่อยากให้ลูกอยู่ใกล้ๆ ความจริงลูกก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และก็อย่างที่เฟื่องพูด...อีกไม่นานปรางก็ต้องแต่งงานมีครอบครัว เราเก็บลูกไว้กับตัวตลอดไม่ได้” คุณภาสกรกล่าวอย่างยอมรับ

คนฟังเต็มตื้นขึ้นมา น้ำตาคลอลุกไปกอดอ้อนพ่อกับแม่ “ปรางจะไม่แต่งงานหรอกค่ะ ปรางไม่รักใครอีกแล้ว ถ้าพ่อกับแม่อยากให้ปรางกลับเชียงใหม่ปรางก็จะกลับ”

คุณปางนาถกับคุณภาสกรกอดลูกสาวคนเดียว ลูบหัวอย่างปลอบใจ กอดหอมอย่างรักใครใหลหลง

กี่ขวบแล้วนะลูกสาวคนเล็ก ดูกี่ครั้งก็เหมือนยังเพิ่งจูงมือไปส่งคุณครูอนุบาลเมื่อไม่นานมานี้...จะเป็นคุณหมอในเร็ววันแล้วสิ...ทั้งสองภาคภูมิใจกับลูกทั้งสองที่ได้ดั่งใจ ให้สมหวัง...ดูเหมือนที่น่าห่วงสำหรับอนาคตด็อกเตอร์ และอนาคตคุณหมอ ก็เรื่องความรักนี่แหละ อ่อนด้อยประสบการณ์กันเสียทั้งคู่

 

ฟริ๊นซ์ใช้อาชีพช่างถ่ายภาพสารคดีที่บอกกับเฟื่องฉัตรบังหน้า เขาจึงยกกล้องถ่ายนั่นนี่ไปในโรงแรมโดยได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษอย่างไม่มีใครสงสัย แม้แต่ตอนที่สองสาวแอบแว๊บไปเยี่ยมน้องๆบ้านเด็กกำพร้า หนุ่มหล่อก็ได้ติดตามไปด้วยตามคำชวนของเฟื่องฉัตร ปางนภัทรไม่รู้ตัวว่าเธอถูกสะกดรอยติดตามตลอดเวลาที่อยู่เชียงใหม่สี่วัน แถมยังทำตัวสนิทสนมกับฟริ๊นซ์เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนของเฟื่องฉัตร ไม่ว่าจะทำอะไรที่ไหนอย่างไร จึงอยู่ในสายตาและเลนส์กล้องของนักสืบหนุ่มสายเลือดฝรั่งเศสเชดัสย่าห์ทั้งหมด แถมเขายังใช้วิธีตีสนิทล้วงความลับของเธอจากเฟื่องฉัตรได้อีกหลายเรื่องเสียด้วยสิ

“คุณสนใจน้องสาวฉันเหรอ?” เฟื่องฉัตรถามตรงๆ ฟริ๊นซ์ที่กำลังจิบน้ำส้มแทบสำลัก

“ไม่นะครับ ถึงเธอจะน่าสนใจอยู่ก็ตามเหอะ” ขืนไปแย่งผู้หญิงคนเดียวกับชีคอิรัมย์ มีหวังเขาได้ถูกเหยียบอกปะไร

“ไม่รู้สิ เห็นถามเรื่องยัยปรางจัง” คนถามยังทำหน้าไม่เชื่อ

หนุ่มตาสีฟ้าอมเทายิ้ม “น้องสาวคุณยังไม่มีแฟนงั้นหรือ?”

เฟื่องฉัตรยักไหล่ ส่ายหน้า

“ไม่น่าเชื่อนะ เธอเป็นคนสวยมากคนหนึ่งเท่าที่ผมเคยเห็นผู้หญิงมา”

เฟื่องฉัตรมองเขาอย่างจะจับผิด ฟริ๊นซ์ทำตาโต ก่อนจะยื่นหน้าไปกระซิบกับเธออย่างสนิทสนม

“ถามตรงๆเถอะ พวกคุณเป็นเลสเบี้ยนรึเปล่า ผมเห็นคุณไปไหนมาไหนด้วยกัน และก็ยังสนิทกันมากๆเสียด้วย”

คนถูกถามตรงๆขนลุกซู่ ตาโตขึ้นมาอ้าปากค้าง ฟริ๊นซ์เกือบหลุดเสียงหัวเราะก๊าก “คิดได้ไงนี่ ไม่มีทางเด็ดขาด น้องสาวฉันเขาเคยมีคู่หมั้น แล้วถูกเพื่อนสนิทแย่งไป เขาก็เลยสาปส่งผู้ชายและไม่คิดมีความรักอีกก็เท่านั้น แต่ถ้าคุณสนใจยัยปรางจริง ฉันก็จะเชียร์ให้...บางทีฉันก็อยากให้น้องได้รู้จักผู้ชายดีๆ มีความรักดีๆ มากกว่าจมอยู่กับอดีตอย่างนี้”

ฟริ๊นซ์หรี่ตาลง มองเธออย่างอึ้งงันไปสะท้อนแปลบที่หัวใจ “คุณคิดว่าผมเป็นคนดีอย่างนั้นหรือเฟื่อง”

คำถามทำให้เฟื่องฉัตรนิ่งไปเช่นกัน เวลาสั้นๆแค่ไม่กี่วันที่ได้รู้จักฟริ๊นซ์ เธอรู้สึกสนิทสนมและไว้ใจเขาราวกับรู้จักกันมานานนับปี มันจะเป็นเพราะอาชีพของเธอและเขาที่ทำให้เข้ากับคนง่ายหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่เฟื่องฉัตรคิดว่าเธอไว้ใจ และเชื่อใจผู้ชายตรงหน้านี้ ถึงได้ยอมสนิทสนมด้วย

เสียงหัวเราะเก้อๆหลุดออกมา “นั่นสินะฟริ๊นซ์ จริงๆเราก็ยังรู้จักกันไม่นานพอที่ฉันจะตัดสินคุณ แต่ไม่รู้สิ ฉันคิดว่าคุณเป็นคนเปิดเผย ง่ายๆสบายๆ ไว้ใจได้ พูดคุยอะไรกันเข้าใจ น่าประหลาดจัง เราเพิ่งรู้จักกันได้แค่สี่วัน แต่เหมือนฉันสนิทกับคุณมาเป็นปีๆ ฉันก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน” ท่าทางหัวเราะเปิดเผยขำตัวเองทำให้ฟริ๊นซ์ยิ้ม รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

Destiny” คำเดียวที่เอ่ยจากปากเขาทำให้คนฟังตัวแข็งทื่อ รู้สึกคลื่นไฟฟ้าประจุอ่อนไหลผ่านซ่านไปทั่วร่าง

ดวงตาดำกลมกริบกะพริบถี่ๆ เมื่อดวงตาสีฟ้าอมเทาจ้องมองแวววาวจริงจังจริงใจกว่าครั้งไหนกับเธอ

“ขอบคุณนะเฟื่องสำหรับมิตรภาพที่ดี แต่ผมไม่คิดจีบน้องสาวคุณหรอก แต่ถ้าเป็นคุณก็ไม่แน่” คำพูดนั่นทำให้เฟื่องฉัตรยิ่งเก้อ เธอพยายามดึงมือตัวเองที่ฟริ๊นซ์ยื่นมากุมแน่นออก

“เอ่อ...พอดีฉันต้องเตรียมงานอีกหลายอย่าง...ยังไงไว้เจอกันเย็นนี้แล้วกันนะคะ” เมื่อดึงมือหลุด รีบลุกขึ้นยืนทั้งๆที่รู้สึกคล้ายหน้ามืด เท้าก้าวเดินเร็วๆก่อนที่ใบหน้าร้อนผ่าวแดงก่ำจะประจานชัดว่าเธอใจง่ายไหวหวั่นไปกับคำพูดของเขา

พวกนักเดินทาง อาชีพของเขาไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ในขณะที่เธอไม่ไปไหนนอกจากโรงแรมภูพิงค์อีลิซเซียม มันไม่มีทางเป็นไปไม่ได้หรอก ก็แค่ความรู้สึกบ้าๆที่ผ่านมาแค่ชั่วครู่ชั่วยาม

เฟื่องฉัตรสะบัดหน้า เมื่อคิดถึงคำว่า สาวแก่อารมณ์เปลี่ยว แล้วเสียวแปล๊บเจ็บจี๊ดในใจ

“ตาบ้าเอ๊ย! ใช้ไม้นี้จนเคยชินล่ะสิ Destiny แค่สี่วันนี่นะ นึกว่าฉันจะเชื่อหรือไง?” พูดแล้วย่นจมูกอย่างหยันๆ แต่ความรู้สึกร้อนวูบวาบ บางสิ่งซ่านอาบในหัวใจแปลกๆ กลับไม่สามารถสลัดคำพูดและดวงตาคู่ฟ้าอมเทาคู่นั้นออกไปได้

 

หลังได้รับการรักษาด้วยเซรุ่มและการแพทย์สมัยใหม่อาการบาดเจ็บเพราะได้รับพิษของชีคอัมรินห์ก็ดีขึ้นตามลำดับจนแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ชีคอารีฟ บินอาซิส อัลมาห์จาบีนส่งเครื่องบินส่วนตัวของครอบครัวมารับท่านชีคฝาแฝดทั้งสองกลับแคว้นซาดัส ประเทศเชดัสย่าห์

ชีคอัมรินห์ยังต้องได้รับการรักษาดูแลด้วยยาสมุนไพรเพื่อบำรุงกำลังให้ฟื้นคืนกลับมาเร็วที่สุด

เมื่อได้กลิ่นยาฉุยโชยมา ท่านชีคหนุ่มก็ถึงกับทำหน้าเบ้ พี่ชายฝาแฝดแวะมาเยี่ยมน้องชายตามปกติ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการงานประจำวัน

“หน้าตานายสดชื่นขึ้นมากแล้วนี่อัมรินห์ ดูท่าน่าจะหายดีแล้ว” ฝ่ามือใหญ่วางบนไหล่หนาบีบเบาๆ

ชีคอัมรินห์ถอนหายใจยาวพรืด “ผมหายดีแล้ว อยากลุกไปขี่ม้าเล่นจะแย่ แต่ท่านแม่น่ะสิบังคับให้นอนพัก แถมยังเอายาบำรุงนั่นนี่มาบังคับให้กินหมดไปเป็นหม้อๆ จนตอนนี้รู้สึกตัวเองไม่ต่างจากหม้อยาซักนิด”

ชีคผู้พี่อมยิ้ม “มิน่ากลิ่นนายถึงแปลกไป เดินเข้ามาในห้องเจ้าพี่รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในตลาดเครื่องเทศ”

น้องชายหลับตาลงเบื่อๆกับการนั่งๆนอนๆอยู่ในห้อง

“ผมจะกินอีกแค่หม้อสุดท้าย พรุ่งนี้ผมจะเริ่มไปทำงานแล้ว เบื่อเหลือเกินที่ต้องนั่งๆนอนๆเหมือนคนไร้ค่าอยู่อย่างนี้”

พี่ชายยิ้มกว้าง จับมือที่กำไว้ “สงสัยวันนี้นายคงต้องทานยาบำรุงกำลังเพิ่มอีกหม้อแล้วล่ะอัมรินห์” น้องชายเลิกคิ้วสูงกับใบหน้ามีเลศนัยยิ้มมุมปากของพี่ชายฝาแฝด

“ซาตินเพิ่งโทร.มาบอกว่า ไดย่าขอมาเยี่ยมนาย”

ชีคอัมรินห์ใบหน้าขรึมลงไปในทันที “ดูทีรึแทนที่จะยิ้มแย้มดีใจ คู่หมั้นคู่หมายอุตส่าห์มาเยี่ยม แต่ไหงทำหน้าเหมือนจะถูกจับกรอกยาขมอย่างนั้นเล่า?” แฝดพี่กระเซ้า

ชีคอัมรินห์ถอนใจเบาๆ “เธอไม่เห็นบอกผม”

“ก็นายไม่ยอมทำตัวสนิทสนมกับเธอเองนี่นา หากไม่ทำความคุ้นเคยรู้จักกันไว้ให้มาก แต่งงานกันไปจะยิ่งปวดหัวถ้าต้องไปเริ่มเรียนรู้กันเอาตอนนั้น”

เสียงกระพรวนกรุ๋งกริ๋งดังแว่ว ชีคทั้งสองจึงหยุดสนทนา เพราะแขกที่กล่าวถึงคงมาแล้ว

สาวใช้เดินนำหน้า พาท่านหญิงซาติน และท่านหญิงไดย่าเดินเข้ามาในห้องพักฟื้นของชีคอัมรินห์

ท่านหญิงไดย่าดูมีทีท่าเคอะเขินที่จะได้พบหน้าคู่หมั้นที่ไม่เห็นหน้ากันบ่อยนัก ผิดวิสัยคนหมั้นหมายกัน แต่เธอก็เข้าใจว่าท่านชีคหนุ่มมีงานที่ต้องช่วยเหลือทั้งพี่ชายและบิดามากมายเกินกว่าจะเอาเวลามาเกี้ยวสาวๆ

“ฉันมาเยี่ยมท่านอัมรินห์ค่ะ” เธอยิ้มหวาน กิริยามารยาทชดช้อยนุ่มนวล สมกับเป็นหญิงสาวผู้มีสกุลได้รับการอบรมสั่งสอนมาดี ชีคอัมรินห์ยิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณ

“เธอคงไม่ได้มาเยี่ยมอัมรินห์ด้วยใช่มั้ยซาติน ไปเถอะ ปล่อยให้คู่หมั้นเขาได้ใช้เวลากันตามลำพัง” ท่านชีคฉุดแขนคู่หมั้นให้ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปเสีย

เหลือเพียงชีคอัมรินห์กับคู่หมั้นสาว ที่ต่างก็เก้อเขินกันเหลือเกิน “ฉันเอายาบำรุงมาฝากท่าน”

“อื้ม! ขอบใจนะ” ชีคหนุ่มฝืนยิ้ม มองดวงหน้าสวยหวาน แต่กลับมีเพียงความเอ็นดูมิใช้เสน่หา

“ท่านจะทานเลยไหมคะ กำลังร้อนๆ”

“ไม่เป็นไร ไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะทานเอง” เขาแทบเบ้หน้าเมื่อพูดถึงยาหม้อ

ท่านหญิงไดย่าก้มหน้านิ่ง คิดหาบทสนทนามากล่าวระหว่างกัน มากกว่าจะปล่อยให้บรรยากาศชวนอึดอัดอย่างนี้

“พอรู้ข่าว ฉันเป็นห่วงท่านมากเลยค่ะ”

ชีคอัมรินห์ยิ้มจางๆ มองใบหน้าแดงระเรื่อของคู่หมั้นสาว พิศมองใบหน้าสวยงดงามนั่นอย่างไม่เข้าใจ ว่าทำไมเขาถึงไม่ได้หลงใหลพึงใจจิตเสน่หาต่อเธอมากกว่ามองเป็นน้องเป็นนุ่งไปได้

“ขอบใจเธอมากนะไดย่าที่เป็นห่วงฉัน”

รอยยิ้มเอียงอายขัดเขิน “ท่านต้องพักฟื้นอีกนานมั้ยคะ?”

“พรุ่งนี้ฉันจะไปทำงานแล้วล่ะ เบื่อนั่งๆนอนๆอย่างนี้”

ดวงหน้าใสมีท่าทีตระหนก “ฉันว่าท่านน่าจะพักผ่อนต่อนะคะ ดูท่าท่านยังไม่ค่อยแข็งแรง”

ชีคหนุ่มอมยิ้ม “ว่าอะไรกันไดย่า คนหนุ่มนะฟื้นตัวเร็วนะ ฉันอยากลุกไปขี่ม้าจะแย่ แต่ท่านแม่ก็บังคับให้นอน ให้ฉันกินยาต้มพวกนี้...ฉันเบื่อ เธอเป็นคู่หมั้นแทนที่จะเข้าข้างกลับเห็นพ้องตามคนอื่นเสียนี่”

รอยยิ้มขัดเขินเอียงอาย ไม่กล้าสบตาเมื่อเขาเอ่ยถึงฐานะระหว่างกัน

“พาฉันไปเดินเล่นหน่อยได้มั้ย มีเธอไปด้วย คงไม่มีใครโวยวายใส่ฉันแน่” ชีคอัมรินห์ว่า ก่อนจะลุกขึ้นเหมือนคนที่ไม่ได้เจ็บไข้ ไม่มีอาการของคนป่วยเลย เขายื่นมือมาให้คู่หมั้นสาว

ดวงหน้านั่นแดงก่ำน่าเอ็นดู ก่อนจะวางมือในมือเขา แล้วจับจูงพากันลงไปเดินเล่นในสวน

คู่หมั้นหนุ่มสาวจูงกันเดินเข้าไปในสวน กอมะลิกำลังเบ่งบานหลังได้รับแสงจากอาทิตย์ยามอัสดง ต้นปาล์มและน้ำตกเล็กๆที่สร้างขึ้นเพื่อตกแต่งสวนสวยให้ความร่มรื่นเมื่อหลับตาฟังเสียงน้ำไหล ดอกคามีนคลี่กลีบเผยใจกลางเกสรดอกสีเหลืองอ่อน แผ่กิ่งไหวเหมือนสาวน้อยกำลังเต้นระบำ กุหลาบทะเลทราย หญ้าฝรั่นสีม่วงแซม ทำให้สวนดอกไม้แห่งนี้เต็มไปด้วยสีสันน่าทัศนาเพลินตานัก สองหนุ่มสาวเดินกระหนุงกระหนิงเคียงกัน ซาตินกับชีคอิรัมย์มองภาพนั้นจากศาลากลางสวน

“ดูท่าน้องชายท่านกับญาติสาวฉันคงใกล้วันวิวาห์กันเต็มที”

ชีคอิรัมย์หน้าขรึม เขาไม่แน่ใจ เดาความคิดน้องชายฝาแฝดไม่ออก “ก็คงหลังงานแต่งของเธอกับฉันกระมัง” เพราะฤกษ์ดีการแต่งงานหนนี้ จะมีในอีกหกเดือนข้างหน้า ว่าที่เจ้าสาวขัดเขิน เมื่อถูกมองด้วยสายตากรุ้มกริ่ม

“มานี่ยังไม่ได้เจอท่านหญิงลิยาน่าห์เลย ฉันน่าจะไปทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัวกับนาง” เธอเอ่ยอย่างเจียมตัวว่าจะต้องมาเป็นภรรยาที่สองของเขาควรนอบน้อมต่อภริยาแรกของชีคหนุ่ม

“ลิยาน่าห์ไม่อยู่หรอก นางไปเยี่ยมบิดา นางไม่ใช่คนเรื่องมากมีปัญหา เธอไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น”

ซาตินก้มหน้านิ่ง หัวใจสาวเต้นระทึก เมื่อนึกถึงวันวิวาห์ในอีกหกเดือนข้างหน้า พวงแก้มของเธอก็เปล่งสีกลีบกุหลาบขึ้นมา ท่านชีคหนุ่มเอื้อมมือไปไล้พวงแก้มนั่นอย่างพอใจ เธอจับมือใหญ่อุ่นร้อนนั่นไว้

“สองคนนั่นกำลังมานะคะ”

“ก็ช่างพวกเขาปะไร คนรักกันแสดงความรักกัน ไม่ใช่เรื่องผิดเสียหน่อย”

ดวงหน้าสวยร้อนวูบ เมื่อจมูกโด่งคมเคลียเคล้าอยู่กับแก้มนวลอย่างพอใจ วูบหนึ่งที่เขาเห็นพวงแก้มใสนั่นกลายเป็นใครอีกคน ที่ไม่ควรคิดถึงในเวลานี้ ชีคหนุ่มชะงัก กะพริบตาปริบๆ ภาพตรงหน้ากลายเป็นซาตินคู่หมั้นคนงามดังเดิม

คนขัดเขินเปลี่ยนเป็นประหลาดใจกับท่าทีชะงักงัน ดวงตาคมวูบวับเหมือนกำลังสับสนข้องใจบางสิ่ง

คู่หมั้นหนุ่มสาวเดินมาถึงซุ้มที่ทั้งสองนั่งอยู่ ชีคอิรัมย์ชวนน้องชายฝาแฝดและคู่หมั้นนั่งด้วยกัน

“พวกท่านคุยอะไรกันอยู่รึเปล่า ทำไมถึงทำหน้าตาแปลกนัก หรือพวกเรามาขัดเวลาสำคัญ”

ชีคอิรัมย์ตีหน้าขรึม “เรากำลังพูดถึงเรื่องแต่งงานของพวกเจ้า หากขี้เกียจไปขอฤกษ์กับท่านมุสตาฟา ทำไมนายไม่แต่งเสียพร้อมพี่” เอ่ยชวนดื้อๆ ชีคอัมรินห์มีสีหน้าตกใจเมื่อจู่ๆพี่ชายก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา

ไดย่าขัดเขินหน้าแดง ก้มหน้านิ่ง บีบมือตัวเองแน่น

“หรือเจ้าว่าไงไดย่า เวลาสี่เดือนเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวทันรึเปล่า?” คำถามทำเอาแก้มสาวแดงปลั่ง

“ผมไม่ใจร้อนเหมือนท่านพี่หรอก...ท่านเป็นพี่ขอเชิญล่วงหน้าไปก่อนเถอะ จะรออุ้มหลานลูกของท่าน แล้วมาคิดดูอีกทีว่าเราสองคนจะรับมือกับเสียงเด็กเจี๊ยวจ๊าวไหวมั้ย” คำตอบเปลี่ยนเป็นหยอกล้อไปเสีย ไดย่าหน้าเสีย เมื่อคู่หมั้นไม่เคยเอ่ยเรื่องแต่งงานกับเธอ ราวกับไม่มีความคิดนี้อยู่ในหัว

ซาตินสังเกตเห็นญาติผู้น้องหน้าเจื่อนสี เมื่อโดนเอ่ยตัดบทเสียอย่างนี้

“เรื่องนี้บางทีหนุ่มๆอาจจะอยากปรึกษากัน ยังไงฉันกับไดย่าคงต้องขอตัวกลับก่อน นี่ก็ใกล้ค่ำเต็มทีแล้ว” พูดแล้วฉุดแขนน้องสาว ดวงตาที่มองชีคอิรัมย์เหมือนจะเอ่ยขอร้องให้ช่วยเจรจาจัดการเรื่องนี้ให้ มั่นใจว่าคู่หมั้นเธอก็คงอยากคุยเรื่องนี้กับน้องชายฝาแฝดเป็นการส่วนตัวเช่นกัน

คำกล่าวลาเสียงอ่อนอ่อยของท่านหญิงไดย่าที่ฟังผิดหูไม่ร่าเริงเหมือนเก่า...ทำไมชีคอัมรินห์จะไม่รู้ว่าเธอกำลังรู้สึกเช่นไร เขาสงสารเห็นใจ แต่ไม่เห็นด้วยที่คิดจะแต่งงานเพียงเพราะความสงสารเท่านั้น ถึงจะดูเป็นคนอ่อนโยนนุ่มนวลอบอุ่น และมีอารมณ์เป็นศิลปิน แต่เรื่องแต่งงาน ชีคอัมรินห์ถือเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตที่ต้องคิดให้ถ้วนถี่และเคร่งครัดกับตัวเองนัก

คู่หมั้นคนงามนี่หมั้นหมายกันด้วยความเหมาะสม และเหตุผลทางธุรกิจเกี่ยวบางประการระหว่างสองตระกูล ดูมันจะลึกลับซับซ้อนเสียยิ่งกว่าเรื่องความรักของหนุ่มสาว เขาจึงไม่อยากเร่งรัดรีบร้อนตัดสินใจไป เกิดผิดพลาดประการใด คนเสียใจก็ไม่พ้นเขาและไดย่า เมื่อถึงเวลานั้น เรื่องใหญ่ที่เสียหายยังจะตามมาอีกมากมายนัก

พ้นร่างหญิงสาวสองคนในสวนสวย ใบหน้าประพิมประพายคล้ายกันยังเงียบนิ่งเฉย จนคนเป็นพี่ถอนใจหนักๆ

“นายพูดอย่างนั้นเหมือนหักหน้าคู่หมั้นตัวเองเลยนะ” พี่ชายกล่าวตำหนิ

“ผมไม่อยากให้ความหวังเธอ”

“อะไรคือความหวังที่นายว่า ถ้าหมายถึงเรื่องแต่งงาน เธอก็หวังตั้งแต่ที่ท่านพ่อไปสู่ขอเธอให้นายแล้วนั่นแหละ”

“ท่านพี่ก็รู้ว่าพวกท่านหว่านล้อมอะไรบ้างตอนให้ผมตัดสินใจหมั้นหมาย”

“ไดย่าไม่ดีตรงไหน?” เขาถามอย่างฉุนเฉียวแทน

“เพราะเธอเป็นคนดียังไงล่ะ เธอถึงควรได้รักกับคนดี แต่งงานกับคนดี”

“แล้วน้องชายของพี่ไม่ดีตรงไหน?”

“มันไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดีนะพี่อิรัมย์ แต่มันเป็นเรื่องของรักไม่รักต่างหากเล่า” เขาแย้ง

“นายไม่รักเธองั้นหรือ?”

“ตอนนี้ยังไม่” ปฏิเสธเสียงแข็งและหนักแน่น

“หรือนายรักใครอยู่อัมรินห์ ทำไมต้องคิดมากมายนัก เรามีเมียได้ตั้งสี่คน ถ้าคนนี้ยังไม่ถูกใจไม่รัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเป็นเมียที่ดีให้นายไม่ได้ พี่ไม่อยากให้นายทำให้ใครต้องผิดหวัง”

“การที่เธอแต่งงานกับผม แล้ววันหนึ่งรู้ใจตัวเองว่าเธอรักคนอื่น นั่นต่างหากเรื่องที่น่าผิดหวังมากกว่า จริงอยู่ที่ผู้ชายเรามีเมียได้ถึงสี่คน แต่ผู้หญิงมีสามีได้แค่คนเดียวนะท่านพี่ ที่ผมประวิงเวลาออกไปอย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อไดย่าต่างหาก เธอยังเด็กนักเกินกว่าจะรู้ใจตัวเอง”

“นายนี่คิดมากยุ่งยากกับแค่การจะมีเมียซักคน ทำไมทีพี่ยังอยากแต่งชีคคาที่สองพร้อมชีคคาที่สามนะ” เขากล่าวออกมาอย่างเจ็บใจนิดๆ

ชีคอัมรินห์ตาโตขึ้นมา “อะไรกัน ท่านพี่ยังไม่ทันแต่งงานครั้งที่สอง ท่านก็คิดจะมีชีคคาคนที่สามแล้วหรือ”

เสียงหัวเราะในลำคอขบขัน กับท่าทางประหลาดใจของน้องชาย

“ที่นายว่าเราเป็นฝาแฝดที่คิดไม่เหมือนกัน พี่เชื่ออย่างนั้นจริงๆแล้วอัมรินห์” มือใหญ่ตบบ่าน้องชายเบาๆ

“เดี๋ยวก่อนสิพี่ชาย ผมอยากรู้ว่าท่านหมายตาใครไว้เป็นชีคคาคนที่สามหรือ ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องนี้ ทั้งๆที่อยู่กับท่านแทบตลอดเวลา ท่านไม่ได้ล้อเล่นใช่มั้ย?” ดวงตาคมหรี่ลงมีแววสงสัย

ชีคอิรัมย์ส่ายหน้า “พี่ชายนายเคยล้อเล่นเรื่องผู้หญิงหรือ?” เขาตอบแล้วยิ้มขรึม เมื่อนึกถึงใครบางคนที่หมายตาหมายใจไว้ ป่านนี้ฟริ๊นซ์คงทำงานใกล้สำเร็จเต็มที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

317 ความคิดเห็น

  1. #34 SN piercensean (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 มกราคม 2553 / 08:29
    Nine jaaa why! he has so many girls hehehe
    #34
    0
  2. #26 Aulfafa (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มกราคม 2553 / 23:58

    จีบกันซึ่ง ๆ หน้าเลยนะฟริ๊นซ์ แต่ว่าไม่ยอมนะชิคคาคนที่สามนะ

    #26
    0
  3. #25 joy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มกราคม 2553 / 12:55
    โอ๊ย แล้วนางเอกของเรา

    จะมาเป็นเมียคนที่สามของอีตาชีคหื่นนี้นะ

    รับไม่ได้อะ

    เปลี่ยนเป็นกับอัมรินห์แทนได้ปะ
    #25
    0
  4. #24 อนัญญา (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มกราคม 2553 / 12:15
    อัมรินห์น่ารักจัง รู้จักเห็นใจผู้หญิงด้วย ไม่มีตาอิรัมย์เห็นแก่ตัวชะมัด

    ไม่อยากให้หนูปรางได้กับอิรัมย์เลยอ่ะ เชียร์อัมรินห์ค่ะ จะเป็นไปได้ไหมค่ะไรเตอร์
    #24
    0
  5. #23 chapu (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มกราคม 2553 / 11:53
    เฮ้อ  สงสารผู้หญิงเราเนอะ  เป็นเบี้ยล่างผู้ชายตลอดเลย
    เราไม่ยอม ไม่ยอม  เด็ดขาดเลย  ฮ่า ฮ่า ฮ่า แล้วนางเอก
    ก็ต้องไม่ยอมด้วยนะ  ขอบอก
    #23
    0