ดวงหทัยแห่งชีค : สนพ.ซิมปลี้บุ๊ก เลิฟโนเวล

ตอนที่ 7 : ผมชื่อ...ฟริ๊นซ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,513
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    26 ม.ค. 53

ตอนที่ 7 ผมชื่อ...ฟริ๊นซ์

Welcome to Thailand” ปางนภัทรกล่าวต้อนรับตัวเองเบาๆและสูดลมหายใจเอาอากาศของแผ่นดินแม่เข้าฟอกปอดเต็มที่อย่างชื่นบาน ดวงตากลมดำกะพริบซ้ำๆย้ำว่าเธอกลับมาถึงบ้านแล้วจริงๆ

เครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ และตอนนี้เธอคงต้องย่องเข้าโรงแรมไปแอบซ่อนตัวก่อน เพราะการกลับมางานแซยิดคุณย่าปีนี้ เป็นเซอร์ไพร์ซของสองพี่น้อง ปิยภัทร และ ปางนภัทร ภีมมาวัฒน์ หรือเจ้ามะเฟืองกับเจ้ามะปรางที่ท่านอุตส่าห์ลงทุนตั้งชื่อให้เปรี้ยวจี๊ดแสบสันต์ นัยว่าไอ้หลานสองคนนี่มันจี๊ดโดนใจคนแก่จริงๆ

เธอตั้งใจจะไปซ้อมการแสดงเพื่อเซอร์ไพรซ์คุณย่าเสียหน่อย เผื่อจะได้ติ๊ปหนักๆ ด้วยเครื่องเพชรเก่าซักหีบที่เห็นเก็บซุกไว้ในเซฟของธนาคาร มันน่าจะมาเป็นของเธอซักชิ้นสิน่า

ผู้หญิงกับเครื่องประดับสวยงามเป็นของคู่กัน สำหรับปางนภัทรเองก็ไม่ยกเว้น....สาวโก๊ะและซุ่มซ่ามที่พยายามเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสาวหวาน จึงพยายามประโคมทุกอย่างเพื่อให้ดูเป็นผู้หญิง อย่างเช่นสีชมพูที่โปรดปรานเป็นต้น

ลูกบอลเล็กๆกลิ้งกระดอนมาหยุดอยู่แทบเท้า ปางนภัทรยืนนิ่งมองก่อนก้มลงหยิบลูกบอลสีรุ้งนั่นขึ้นมา

เด็กผู้ชายตัวเล็กวัยประมาณห้าขวบวิ่งมาชนปึ๊กเข้าที่หน้าขา มะปรางจับเจ้าตัวจ้ำม้ำที่กระดอนเกือบหงายหลังไว้

“บอลหนู บอลหนู” มือเล็กป้อมพยายามยืดยื้อขึ้นมาขอลูกบอลคืน

ใบหน้าใสอมยิ้ม ย่อตัวลงนั่งให้เท่าความสูงของเด็กน้อย ก่อนยื่นลูกบอลคืนให้ “จ้า ของหนู พี่เก็บให้เฉยๆ”

เด็กชายยิ้มแป้น ผงกหัวแล้วยกมือไหว้ “ขอบคุณก๊าบ”

มะปรางอดใจไม่ไหวกับหน้าตาน่ารักน่าหยิกของเจ้าตัวอ้วนจ้ำม้ำผิวขาวผ่องแก้มยุ้ย ดึงเข้ามากอดและขโมยหอมฟอดใหญ่แก้มซ้ายแก้มขวา

“หนูชื่ออะไร ลูกใครกันนี่ น่ารักจัง” มือเรียวขาวจับแก้มยุ้ยๆของเจ้าหนูอย่างเอ็นดู

“ชื่อน้องตุ๊ต๊ะก๊าบ” ภาษาเด็กๆเสียงใสฟังแล้วอารมณ์ดีชะมัด

เจ้าหนูพิศมองหน้า ยิ้มกว้าง “แล้วพี่สาวคนสวยล่ะกั๊บ” มีคนบอกว่าเด็กพิสุทธิ์ และจะพูดทุกอย่างออกมาจากความรู้สึกโดยไม่ต้องกลั่นกรองหรือแสร้งสรรค์ปั้นแต่ง คำเอ่ยชมของเจ้าหนูจึงนับว่าเชื่อถือได้

“มะปราง” ชื่อของเธอ แต่ไม่ได้ออกมาจากปากของเธอเอง แต่กลับเป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่เอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจ คงพอกับเธอ ที่ไม่คิดจะเผชิญหน้ากันเร็วอย่างนี้ เจ้าหล่อนคนสวยคว้าตัวเจ้าหนูไปอุ้มไว้

“นึกว่าจะไม่กลับเมืองไทยแล้วเสียอีก” คำถามพร้อมรอยยิ้ม จะมองว่าแค่เปรย หรือเย้ยหยันดี

หน้าใสซีดเผือดลงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว “สวัสดีน้ำตาล ลูกเธอหรอกหรือ?”

แม่เจ้าหนูยิ้มกว้างสุดเหยียด “อื้อ! น่ารักใช่มั้ย หน้าเหมือนพี่วิคเตอร์เลยเธอว่ามั้ย?” คำพูดเอ่ยถึงบุคคลที่สาม เหมือนจะย้ำจุดเจ็บในหัวใจ...ยิ้มในหน้าซีดเซียวนั่นจืดจางนัก

“อื้อ! น่ารัก ไม่คิดว่าจะโตเร็วอย่างนี้” เหมือนก้อนแข็งๆแล่นมาจุกอยู่ที่คอ

“แล้วเธอล่ะ? มีแฟนรึยัง? อยู่อังกฤษฝรั่งหนุ่มๆคงขายขนมจีบตรึมล่ะสิ แล้วที่กลับมานี่เรียนจบแล้วหรือ...จะกลับมาทำงานที่เมืองไทยงั้นสิ?” มะปรางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ไม่เข้าใจเจตนาของคนพูด หวังอะไร?

“น้ำตาล” เสียงทุ้มคุ้นหูเรียกจากเบื้องหลัง

ปางนภัทรเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะมอง แต่เธอก็เห็นเขาแล้ว ภาพของคนที่ทำให้ตัวชาวาบ ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นลิ่วขึ้นมาตามไขกระดูกสันหลัง ถ้าเป็นไปได้เธอไม่อยากเผชิญหน้ากับหญิงชายคู่นี้อีกเลยตลอดชีวิต

ดูท่าชายหนุ่มเองก็ชะงักไปเช่นกันที่เห็นเธอ “มะปราง” คำพูดที่หลุดออกจากริมฝีปากหยักบางสีระเรื่อของเขาราวกับแปลกประหลาดปนตื่นตะลึงกับการพบเจอที่ไม่คาดฝัน

เธอยกมือขึ้นไหว้ด้วยความเคยชินมารยาทอย่างไทย “สวัสดีค่ะพี่วิคเตอร์”

เขายกมือรับไหว้อย่างเงอะงะเต็มที ความผิดที่ทำไว้กับเธอ อยากเอ่ยขอโทษ อยากพูดปรับความเข้าใจ ทั้งหมดไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ คนที่หนีหน้าหายไปถึงห้าปีเต็มไม่ยอมเผชิญหน้าหรือสบตาเขา สถานการณ์ตรงหน้าระหว่างคนทั้งสามจึงประดักประเดิดนัก มีแต่เจ้าหนูที่ไม่รู้ความเท่านั้นที่พูดจาเจื้อยแจ้วเพียงลำพัง แต่ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนฟังหรือใส่ใจ เพราะต่างก็มีเรื่องในหัวที่ผุดขึ้นมามากมายกับการเผชิญหน้าครั้งนี้

“มะปราง”เสียงเรียกพร้อมกับมืออุ่นของเฟื่องฉัตร ลูกพี่ลูกน้องสาวที่มารั้งร่างบางให้ถอยห่าง

“ขอโทษด้วยพี่มาช้าไปนิด รถติดชะมัด รอนานรึเปล่า?” เธอถามดึงความสนใจของน้องสาวให้ออกจากชายหญิงคู่นั้น ก่อนจะหันไปมองเหมือนกับว่าเพิ่งเห็น ทั้งๆที่จับจ้องสถานการณ์ไม่วางตามาตั้งแต่เดินเข้าสนามบินมาเห็นชุดสีชมพูไสวของน้องสาวแล้ว

“อ้าว! หมอวิคไปไหนมาคะนี่?” เอ่ยถามไถ่ประสาคนสนิทสนมคุ้นเคยกันดี

คุณหมอหนุ่มแว่นใสได้สติ ยิ้มจางในหน้า “พอดีมารับตุ๊ต๊ะกับน้ำตาลกลับจากกรุงเทพฯนะครับ”

สาวสวยร่างอวบอัดที่ดูสภาพจิตใจดีกว่าใครทั้งหมด ยื่นมือไปจับแก้มเจ้าหนูสั่นไปมา

“โตไวจังนะคะ จ้ำม้ำน่ารักเชียว” กล่าวยิ้มๆอย่างชื่นชม ก่อนจะหันไปหาน้องสาว

“อยากได้มั่งสิยัยปราง เพื่อนนำหน้ามีลูกโตไปเสียขนาดนี้แล้ว อย่ามัวแต่เล่นตัวเชียว รีบรับรักพ่อหนุ่มหล่อช่างตื้อคนนั้นได้แล้ว จะได้มีลูกทันใช้” พี่สาวหันมายิ้มๆพูดกึ่งแนะนำกับเธอ

ปางนภัทรเงอะงะกับเรื่องที่เฟื่องฉัตรพูด เธอไม่เข้าใจแม้แต่นิดว่า พ่อหนุ่มหล่อช่างตื้อ คนนั้นคือใครกัน?

“ไงขอตัวก่อนนะคะหมอวิค พอดียัยปรางเพิ่งกลับมาถึง จะมาเซอร์ไพร์ซแซยิดคุณย่าน่ะค่ะ ต้องรีบเอาตัวไปซ่อนไว้ก่อนใครเห็น” เฟื่องฉัตรรีบพาน้องสาวออกจากสถานการณ์ประดักประเดิดตรงหน้า มือที่เย็นเฉียบบอกว่าแม่น้องสาวจอมโก๊ะไม่เป็นปกติเท่าไหร่ตอนนี้

คุณหมอหนุ่มนามวิคเตอร์พยักหน้า เฟื่องฉัตรจึงหันกลับไปยิ้มเหยียดกับหญิงสาวที่ยืนเคียงข้างคุณหมอ ก่อนจะหยิกแก้มยุ้ยของเจ้าตัวขาวจ้ำม่ำอย่างรักชังปนหมั่นไส้

“ตัวจ้ำม้ำดีจัง ดูท่าจะแข็งแรงนะ เสียดายหน้าไม่เหมือนพ่อซักนิด” เฟื่องฉัตรว่ายิ้มๆ ก่อนจะรั้งแขนน้องสาวเดินลากกระเป๋าออกมาจากตรงนั้น ยิ้มสะใจ เมื่อนึกถึงหน้าเหวออ้าปากค้างของยัยน้ำตาล อดีตเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อของปางนภัทร

เจ้าตัวคนถูกแขวะยืนกระทืบเท้าเร่าๆ “ยัยนั่นพูดอย่างนั้นหมายความว่ายังไงกันคะ?”

วิคเตอร์มองภรรยาสาวส่ายหน้าไปมาอย่างระอาในความเอาแต่ใจ ยื่นมือไปรับลูกชายมาอุ้มเสียเอง

“เขาก็ชมว่าลูกเราแข็งแรงดี” คุณหมอหนุ่มตัดบทโดยอุ้มตุ๊ต๊ะเดินไปที่จอดรถ น้ำตาลวิ่งมายื้อแขนเสื้อสามีไว้

“มันว่าน้ำตาล”

วิคเตอร์พ่นลมหายใจ หันมาเผชิญหน้ากับภรรยาสาวเจ้าอารมณ์ “ผมยังไม่ได้ยินเฟื่องพูดอะไรให้คุณเลยนะ”

“ก็มันบอกว่าตุ๊ต๊ะหน้าไม่เหมือนพี่วิค หมายความว่ายังไง?”

คุณหมอทำหน้าเซ็ง “ไม่เหมือนพ่อก็เหมือนแม่ไง แล้วทำไมต้องไปเรียกจิกเขาว่ามันด้วย นี่ต่อหน้าลูกนะ ทำตัวเป็นแม่ที่ดีหน่อยสิน้ำตาล ตุ๊ต๊ะกำลังดูตัวอย่างอยู่นะ” พูดจบคุณหมอหนุ่มก็หมุนตัวเดินลิ่วไปยังลานจอดรถ ในขณะที่ภรรยาสาวเม้มปากแน่นหน้าคว่ำ ก่อนจะเดินตามหลังไปอย่างเสียไม่ได้

เหตุการณ์ชุลมุนเล็กๆทั้งหมดอยู่ในสายตาของคนตาสีฟ้าอมเทาที่แฝงตัวอยู่ในสนามบิน ภาพทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในกล้องรุ่นล่าสุดความคมชัดสูง หัวคิ้วขยับเข้าหากันอย่างสงสัยในความสัมพันธ์ของคนทั้งหมด

 

“วุ้ย! สะใจจริง” เฟื่องฉัตรพูดขึ้นมาขณะหมุนพวงมาลัยขับรถแวนคันหรูกลับไปยังโรงแรมภูพิงค์อีลิซเซี่ยมในขณะที่คนข้างๆยังเอาแต่เงียบนิ่ง จนเธอต้องหันกลับไปมอง หน้าซีดเซียว ริมฝีปากอิ่มสีชมพูอ่อนเม้มนิดๆ

“เจ็ทแล็กรึเปล่าปราง?” ถามอย่างห่วงใย

ปางนภัทส่ายหน้าน้อยๆ พี่สาวถอนหายใจพรวด “ตัดใจจากหมอวิคยังไม่ได้หรือไง?”

คำตอบคืออาการนิ่งเงียบ เมื่อรถจอดติดไฟแดง เธอจึงเอื้อมมือไปขยี้หัวน้องสาวเบาๆ

“ผู้ชายไม่ดีอย่าไปจำเลยนะ ว่าแต่เราเหอะ กลับมาคราวนี้สวยหวานขึ้นเป็นกอง มีแฟนรึยังล่ะ?” คำถามยิ้มๆ

ปางนภัทรส่ายหน้าอย่างเหน็ดเหนื่อย “ปรางไม่ไปรักใครแล้ว ความรักมักมากับความเสียใจ”

คนเป็นพี่อ้ำอึ้ง พ่นลมหายใจตาม “ก็จริงแหละ แต่ชีวิตคนเรามันคงไม่โชคร้ายเสมอไปหรอก หมอวิคเค้าคงไม่ใช่ของปรางก็ปล่อยเขาไปเหอะ เรารึยังสาวยังสวย เลือกได้อีกเยอะ” เฟื่องฉัตรขึ้นชื่อว่ามองโลกในแง่ดีสุดฤทธิ์

“พี่เฟื่องว่าความรักมันเกิดง่ายขนาดนั้นเลยหรือคะ?”

คนไม่มีความรัก เจอคำถามนี้เข้าถึงกับอึ้งงัน “อื้ม! ไม่แน่ใจอ่ะ มันก็ยากสำหรับบางคน และก็ง่ายสำหรับบางคน ไม่รู้ซี พี่ว่าความรักมันซับซ้อนอยู่ เราไม่สามารถรู้ว่าความรักมันเกิดขึ้นได้ยังไง...เมื่อไหร่ เมื่อได้รู้มันก็ได้รักไปแล้ว และเจ็บปวดกับมันไปแล้ว” คนไม่มีความรักพูดออกมาอย่างน่าฟัง จนต้องหันไปมองซ้ำ

“พี่เฟื่องมีแฟนแล้วเหรอ?”

สาวโสดศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดส่ายหน้าดิก “ไม่อ่ะ ไม่มี ไม่อยากรู้จัก และก็ไม่อยากมีด้วย ยุ่งยาก เวียนหัว ขออยู่เป็นสาวโสดเฝ้าคานอย่างนี้แหละดีแล้ว” คนฟังหัวเราะขำกิ๊กขึ้นมา

“ทำมาแนะนำปราง ที่แท้ตัวเองก็เจ้าสาวที่กลัวฝนเหมือนกันนั่นแหละน่า”

เฟื่องฉัตรหัวเราะกับคำกระทบกระเทียบของน้องสาวปากร้าย “แล้วนายเฟืองล่ะ? จะมามั้ยนี่”

“ง้อแฟนอยู่ที่ฝรั่งเศส ยังไงก็ตามมาแน่ๆ แต่อาจจะมาถึงวันงานเลย”

เฟื่องฉัตรส่ายหน้าดิกอย่างระอา “เห็นมะ ผิดจากที่พูดเสียเมื่อไหร่ รักมันไม่ง่ายซักนิด อยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว จะหาเรื่องใส่ตัว หาเหาใส่หัวทำไมใช่มั้ย?” สองสาวโสดหัวเราะประสานเสียงกัน ขณะที่รถเลี้ยวเข้าไปบริเวณโรงแรมห้าดาวใหญ่โต

 

แขกหนุ่มท่าทางเจ้าสำราญก้มหน้าลงนิด ดวงตาสีฟ้าอมเทามองลอดแว่นกันแดดไปยังสองสาวสวยที่เดินคล้องแขนเคียงกันกระหนุงกระหนิงผ่านหน้าเข้าไปยังห้องหนึ่ง ฟริ๊นซ์ลุกเดินตามไปห่างๆอย่างสนใจ

ขณะที่เตร็ดเตร่อยู่หน้าห้องนั้น ได้ยินเสียงดนตรีประเภทเครื่องดีดในทำนองเชื่องช้าน่าฟัง ลึกลับน่าค้นหาแว่วผ่านออกมาจากในห้องที่ปิดประตูไว้

ฟริ๊นซ์เขย่งเท้าเหย็งๆกระโดดด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพื่อจะแอบดูจากร่องเล็กๆเหนือบานประตู

ขณะที่กำลังใช้ความพยามอยู่นั่น บานประตูก็เปิดผ่างออกมาอย่างแรง แน่นอนว่ามันกระแทกโดนหน้าเขาจนหงายหลังลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าเอากับพื้น

“โอ้ย” เสียงร้องโอดโอยดังทำเอาเฟื่องฉัตรตระหนก รีบก้มมองผู้ชายที่นั่งคลุกอยู่ที่พื้น ผมสีน้ำตาลอมทองของร่างใหญ่ผิวสีบรอนซ์นั่นทำเอาดวงตากลมดำกริบยิ่งเบิกค้าง

“ขอโทษค่ะ ขอโทษ” เจ้าหล่อนขอโทษขอโพยเร็วๆ ภาษาอังกฤษ ทรุดลงนั่งมองแขกตรงหน้า มือบางกุมคว้ามือเขาออกเพื่ออยากขอดูบาดแผล

ฟริ๊นซ์เปิดฝ่ามือออกจากใบหน้าที่มึนตึ๊บ หลังจากดาวเดือนที่เลื่อนลอยเกลื่อนความมืดหายไป กลายเป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังดูร้อนรนเป็นห่วงเขาเหลือเกิน ดวงตาสีฟ้าอมเทากะพริบปริบอย่างอึ้งงันกับความใส่ใจนั่น

“เป็นรอยเลย อึ๋ย!” เจ้าหล่อนครางเสียงสยอง ก่อนจะยิ้มเผล่จนตายิบหยี

“ขอโทษนะคะ ฉันไม่รู้ว่ามีคนอยู่หน้าประตูเลยเปิดออกมาสุดแรง” คนกล่าวขอโทษขอโพยหน้าจ๋อย

ฟริ๊นซ์พึมพำว่าไม่เป็นไร เฟื่องฉัตรจึงกุลีกุจอฉุดดึงเขาให้ลุกขึ้น เมื่อยืนเต็มความสูงจึงเห็นว่าเขาตัวโตกว่าเธอมากๆ ใบหน้าหล่อแบบแปลกๆ คล้ายๆแขกผสมฝรั่ง ผิวแทนเข้มอย่างคนชอบอาบแดดมากกว่าเป็นสีผิวธรรมชาติ โดยเฉพาะดวงตาสีประหลาดที่ไม่แน่ใจว่ามันเป็นสีเทาหรือสีฟ้าทำให้เธอต้องจ้องมองอย่างอดตื่นตะลึงนิดๆไม่ได้

“ผมไม่เป็นไรครับ ขอตัวก่อน” ฟริ๊นซ์กล่าวอย่างไม่ถือโทษ รีบผละตัวเองออกจากสถานการณ์ใกล้เป้าหมาย แต่เฟื่องฉัตรไม่ยอม เธอจับข้อมือใหญ่กว่าเป็นเท่าของผู้ชายตรงหน้าไว้แน่น

“ไม่ได้ค่ะ ฉันทำคุณเจ็บ และคุณก็เป็นลูกค้าของโรงแรมด้วย ยังไงฉันก็ต้องรับผิดชอบ” ไม่พูดเปล่า แต่คนที่สูงแค่ไหล่เราก็ดึงกึ่งลากเข้าไปยังห้องใกล้ๆนั่นด้วย ฟริ๊นซ์เดินตามไปอย่างเงอะงะแก้สถานการณ์ที่ถูกจู่โจมไม่ทัน

 มือเล็กและนุ่มจับมือเขาแน่นไม่ยอมปล่อย เกิดความรู้สึกประหลาดที่ไม่อาจต้านทานขัดขืนจนต้องเดินตามไป

พอถึงในห้องเธอก็ผลักเขาเอนลงบนโซฟารับแขกราวกับจะขืนใจ ในขณะที่ฟริ๊นซ์กำลังงงกับสิ่งที่เธอทำ เฟื่องฉัตรผละไปหยิบcool packในตู้เย็นมาประคบรอยแดงให้

“แป๊บเดียวนะคะ ประคบไว้ซักสิบนาทีจะได้ไม่ช้ำ” น้ำเสียงอาทรใส่ใจ ฟริ๊นซ์พูดอะไรไม่ออก กลอกตามองตามปล่อยคนตัวเล็กพยาบาลบาดแผลให้ไปอย่างรู้สึกพอใจขึ้นมา นี่กระมังที่เคยได้ยินมาว่าผู้หญิงไทยอ่อนหวานและช่างเอาใจ ใบหน้าเข้มคร้ามแดดอมยิ้มมองดวงหน้าใสผิวผ่องขาวจัดของเฟื่องฉัตรยังสาละวนอยู่กับการประคบน้ำแข็งให้ด้วยความรู้สึกผิด

เมื่อเหลือบดวงตาดำกลมกริบลงมา ก็เห็นดวงตาสีฟ้าอมเทากำลังจ้องมองอยู่ การมองด้วยแววหวานหวามทำเอาเธอเก้อ จึงจับมือเขาให้ถือcool packแทน แล้วขยับออกห่างไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งของโซฟา

“คุณใจดีอย่างนี้เสมอหรือครับ?” คำถามสุภาพดวงตายิ้มพราว

ใบหน้ากลมสวยส่ายน้อยๆ “ก็ฉันเป็นคนทำให้คุณเจ็บ”

“แล้วคุณไปทำอะไรหน้าห้องนั่นล่ะคะ มันไม่ใช่ทางเดินเสียหน่อย” ถามอย่างสงสัย

“ผมได้ยินเสียงดนตรีดังมาจากห้องนั้น มันเพราะมาก เลยสงสัยว่าคืออะไร?”

รอยยิ้มสดใสของเธอฉายวับอวดเรียวฟันขาวราวไข่มุก หนุ่มลูกครึ่งเชดัสย่าห์ฝรั่งเศสมองชอบใจ

“อ๋อ! เรากำลังซ้อมสะล้อ ซอ ซึงนะค่ะ”

ดวงตาสีเทาอมฟ้าเบิกนิดๆ คิ้วสีน้ำตาลทองเลิกสูง “อื้อ! เรียกว่าออเคสตร้าแบบล้านนา คือการเอาเครื่องดนตรีพื้นบ้านหลายๆชิ้นมามิกซ์เข้าด้วยกันน่ะค่ะ ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ถ้าคุณเห็นก็จะเข้าใจ”

“ผมอยากเห็น” เขารีบโพล่ง เพราะถ้าเห็นก็คงจะรู้ด้วยว่าผู้หญิงที่ชีคอิรัมย์สั่งให้ติดตามเข้าไปทำอะไรในห้องนั้น

เฟื่องฉัตรชะงักไป “เรามีการแสดงแบบเดียวกันนี้ที่ห้องอาหารล้านนาเวียงพิงก์ ค่ำๆถ้าคุณสนใจก็เชิญไป”

ฟริ๊นซ์พยักหน้ายิ้มๆ “เสียงที่ห้องนั่นคือซ้อมการแสดงที่ห้องอาหารหรือ?”

ใบหน้ากลมสวยส่ายช้าๆ “เปล่าค่ะ แต่เราฝึกซ้อมเพื่อแสดงในงานฉลองแซยิดหุ้นส่วนใหญ่ของโรงแรมต่างหาก”

ฟริ๊นซ์พยักหน้าอย่างสนใจ “ผมเห็นคุณเดินเข้าไปกับผู้หญิงคนหนึ่ง”

“อ๋อ! มะปรางนะหรือคะ เธอเป็นน้องสาวฉันเอง” ตอบเสียงใส ก่อนหัวคิ้วจะขมวดมุ่นนิดๆ ดวงตาดำหรี่ลงสงสัย แปลว่าผู้ชายคนนี้จับจ้องพวกเธออยู่ ถึงได้รู้ตั้งแต่เดินเข้าไปในห้องนั้น

ฟริ๊นซ์ยิ้มเก้อกับสายตาจับผิด “ผมเป็นช่างภาพสารคดี ตอนนี้กำลังทำโปรเจ็คเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านทางภาคเหนือของไทย สนใจจะมาหาข้อมูลและเก็บภาพสวยๆเพื่อทำหนังสือซักเล่ม หวังว่าคงได้รับความช่วยเหลือจากคุณ” เขาแนะนำตัวเองดื้อๆ ดึงความสงสัยจากหญิงสาว และแจ้งอาชีพสุจริตชนให้อีกฝ่ายรับทราบไว้ เพื่อจะได้เลิกทำหน้าตาไม่ไว้วางใจเช่นนี้

เฟื่องฉัตรเบิกตากว้าง เผยอปากเล็กน้อย เป็นท่าที่ฟริ๊นซ์คิดว่ามันดูน่ารักชะมัด

“มีคนแนะนำให้ผมมาพักที่โรงแรมนี้ และท่องเที่ยวในเชียงใหม่” เขาเล่าเรื่องโกหกต่อเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ

เฟื่องฉัตรเชื่อสนิทใจ มองอย่างทึ่งจัดนั่นมันอาชีพที่เธอใฝ่ฝันไว้เลย เที่ยวไปทำงานไปด้วย แต่ชีวิตจริงก็ยังติดแหงก อยู่ที่โรงแรมไม่มีโอกาสได้ไปไหนกับใครเขา “แสดงว่าคุณต้องมีฝีมือในการถ่ายภาพ” เจ้าตัวเคาะคิดอย่างสนใจ

ฟริ๊นซ์ยิ้มแป้น “ผมชื่อฟริ๊นซ์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” มือใหญ่ข้างที่ว่างยื่นไป

“เฟื่องฉัตรค่ะ เป็นผู้จัดการฝ่ายต้อนรับที่โรงแรมนี้” เจ้าหล่อนบอก พร้อมยื่นมือเล็กเรียวมาให้เกาะกุม

หนุ่มดวงตาสีประหลาดยิ้มกว้าง จับมือนุ่มนั่นเขย่านิดๆ ไม่อยากปล่อยเลยให้ตายสิ

หากไม่คิดว่างานที่ชีคอิรัมย์สั่งต้องมาก่อน เขาอาจจะถือโอกาสนอกลู่นอกทางจีบแม่สาวนี่มานอนชื่นชมแก้เหงาซักพักค่าที่เธอน่ารักถูกใจ...ในเวลานี้เขาจึงได้เพียงวางตัวเป็นสุภาพบุรุษสุดฤทธิ์ในฐานะเพื่อนใหม่ที่แสนดีเอาคะแนนไปก่อน

รอยยิ้มวับวาวเป็นประกายฉายชัดในดวงตาสีฟ้าอมเทานั่น ทำให้เฟื่องฉัตรรู้สึกร้อนวูบวาบประหลาด มือใหญ่ผ่าวร้อนแข็งแรงของเขา ไม่ยอมปล่อยมือเธอเสียที จนเธอต้องเป็นฝ่ายดึงมือตัวเองออกมาอย่างเคอะเขิน

พร้อมกับรับรู้ว่า ผู้ชายตรงหน้า ชีกอไม่เบา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

317 ความคิดเห็น

  1. #317 MyMiNd (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 / 11:04
    ฟริ๊น ชีกอ เด๋วตบ
    #317
    0
  2. #33 SN piercensean (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มกราคม 2553 / 08:07
    one more handsome hehehe
    #33
    0
  3. #22 joy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 มกราคม 2553 / 12:18
    โฮ๊ะ ๆ ๆ

    เพื่อนท่านซีค

    นิสัยเหมือนกันเลยแฮะ

    แล้วจะทำสาวโสดเราเสียใจไม๊เนี๊ย



    ลุ้น ๆ ๆ
    #22
    0
  4. #20 อนัญญา (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มกราคม 2553 / 11:48
    มาอีกคู่ให้ลุ้นอีกแล้วครับท่าน...

    ว่าแต่ว่าพระเอกกับนางเอกจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ค่ะไรเตอร์ขา???
    #20
    0
  5. #19 chapu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มกราคม 2553 / 09:00
    สนุกค่ะ รออ่านอยู่ ค่ะ  รอลุ้นตอนต่อไป 5555
    #19
    0