เจ้าสาวรับฝาก : สนพ.ดอกหญ้า 2000

ตอนที่ 2 : คิดการณ์ใหญ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,724
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    18 ต.ค. 52

ตอนที่ 2

ภาพคู่รักแสนหวาน พร้อมหัวข้อข่าวเล็กๆ

นับถอยหลังวิวาห์หวาน....ในนาทีนี้คงไม่มีใครชื่นบานเกินหน้าคุณนันทิยา จงกลนรเศรษฐ์ที่กำลังจะรับขวัญลูกสะใภ้คนงาม ศลิตา กิติยศัพท์ ว่าที่เจ้าสาวที่คุณแม่ลงทุนเป็นแม่สื่อให้ลูกชาย ศรานนท์ จงกลนรเศรษฐ์เองกับมือ โชคดีที่หนุ่มสาวใจตรงกัน งานวิวาห์ระดับช้างแห่งปีจึงได้ฤกษ์ลั่นระฆังในวันที่เก้าเดือนหน้า....เห็นทีต้องเตรียมไบก้อนไว้ฉีดสกัดขบวนมดที่เตรียมยกโขยงบุกโรงแรมดังห้าดาวเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้ข่าวแว่วมาว่าคุณแม่นันทิยา สั่งปิดโรงแรมไว้เตรียมรับแขกเกือบครึ่งหมื่น....เฮ้อ! ไม่รวยจริงทำไม่ได้นะคะนี่

ดวงตาที่เลื่อนไล้ไปตามตัวหนังสือที่พิมเลอะหมึกจางๆในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันสั่นระริก

ปริม ปรีญากร อ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา ดวงตาพราวไปด้วยหยาดหยดความรู้สึกเคลือบบนหน่วยตาคู่งาม

“ทำอะไรอยู่คะพี่ปริม” เสียงหวานเอ่ยทักขึ้นมา เมื่อเงยหน้าก็เห็น เปรมิกา ปรีญากรน้องสาวที่อายุห่างกันสองปี แต่มีใบหน้าเค้าโครงเดียวกันแทบไม่ผิดเพี้ยน กำลังเดินกระฉับกระเฉงตรงมายังระเบียงที่เธอนั่งจิบกาแฟยามเช้าแล้วอ่านข่าวสารของบ้านเมืองอยู่

ลานระเบียงโล่งหน้าบ้านไม้ปีกสองชั้นหลังงาม ที่อยู่กันสามชีวิต หลังคาเปิดโล่ง มองเห็นทิวทัศน์ของ ไร่รัก ทั้งหมด เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดจุดหนึ่งในไร่

พี่สาวกะพริบตาถี่ๆ ไล่พราวน้ำตา นิ้วเรียวรีบเกลี่ยกลบร่องรอยความเศร้าบนใบหน้า ก่อนจะเงยขึ้นมายิ้ม

“ก็ข่าวทั่วไป ไม่มีอะไรน่าสนใจ” ว่าแล้วพับหนังสือพิมพ์ในมือโยนลงบนโต๊ะเหมือนไม่สนใจ แต่คนเป็นน้องจับอาการกิริยาหน้าซีดตาแดงเสียงเครือนั่นได้ ว่ามันไม่ปกติแน่ๆ

“แล้วเราล่ะยัยเปรม ออกไปไหนมาแต่เช้า” ดวงตาหวานเชื่อมทอดแววอ่อนโยนเหมือนเนื้อทรายมองน้องสาวในชุดเสื้อเชิร์ตหลวมโพรกลายตารางพับแขนสามส่วน ผูกชายเสื้อเป็นปมตรงขอบกางเกงยีนส์มอมฝุ่น  เจ้าตัวกำลังถอดหมวกปีกกว้างออกจากศีรษะได้รูปสวยที่ผูกรวบผมยาวเป็นหางม้าออกมาพัดพะเยิบ ใบหน้าพราวไปด้วยผดเหงื่อที่ทำเอาไรผมเรียบลู่ไปกับกรอบหน้า

“ลงไปตัดแต่งกิ่งกุหลาบในสวนค่ะ ปักชำเพิ่มด้วยอีกหลายกอ พอดีเพิ่งมีออเดอร์เข้ามาเมื่อคืนนี้ เขาสั่งกุหลาบแล้วก็พวกดอกไม้ใบประดับทั้งหลายให้เอาไปส่งที่กรุงเทพเดือนหน้า เปรมว่าของสวนของเราต้องไม่พอส่งแน่ๆ ก็เลยติดต่อขอให้ไร่พี่ชนิน ช่วยเก็บของเขาไว้ให้ด้วย”

ปริมพยักหน้า รู้สึกสบายใจขึ้นมาว่าอย่างน้อยฐานะทางการเงินของ ไร่รัก ไร่สวนผสมขนาดเจ็ดสิบไร่ที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้พวกเธอเป็นมรดกนั้น คงมีเงินจ่ายค่าแรงคนงานและหมุนค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวไปได้อย่างสบายอีกระยะ

“ไม่รู้เดือนหน้านี่มันเดือนอะไรนะคะ คนแห่แต่งงานกันจัง” คำพูดเปรยๆของน้องสาวทำเอาคนฟังขมคอขึ้นมา ใบหน้างามสลดเงียบนิ่งไป ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นมาจ่อที่หัวตาอีกหน แต่คนเป็นน้องไม่ทันสังเกต ยังเจื้อยแจ้วต่อไปตามเรื่องราว

“วันนี้พี่ปริมจะไปไหนมั้ยคะ พอดีว่าเปรมจะไปไร่ชนินซักหน่อย จะแวะไปดูดอกไม้ที่ว่าจะยืมเค้าก่อน ช่วงนี้อีแก่มันงอแงบ่อย งานในไร่ก็เยอะ เปรมยังไม่มีเวลาเอาไปเข้าศูนย์เช็กซ่อมยกเครื่องใหม่เสียที เลยว่าจะยืมรถพี่ไป”

ปริมยิ้มให้น้องสาว “พอดีวันนี้คุณหมอชาลีนัดยัยเท็มด้วยสิ เอาอย่างนี้มั้ย ให้พี่ไปส่งเปรมที่ไร่ชนิน ขากลับจะแวะไปรับ”

เปรมิกาทำหน้ามุ่ย “งั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ เปรมลากอีแก่ไปเอาก็ได้ ไม่ไหวยังไงก็จะให้พี่ชนินมาส่ง”

ปริมพยักหน้ารับเห็นดีด้วยน้องสาว หล่อนอยากให้เปรมิกาไปมาหาสู่ชนินบ้าง เพราะฝ่ายนั้นเปิดเผยว่าชอบน้องสาวของเธอเต็มที่ แต่เปรมิกาก็เป็นประเภทสาวห้าวอกสามศอกไม่ง้อผู้ชาย ฝ่ายนั้นก็เลยได้แต่กล้าๆกลัวๆมัวจดๆจ้องๆอยู่อย่างนั้น

“แล้วนี่คุณหมอว่ายังไงบ้างคะพี่ปริม...เรื่องยัยเท็มน่ะ ไม่มีทางรักษาเลยหรือไงคะ?” สีหน้าคนถามไม่สบายใจ เมื่อเอ่ยถึงหลานสาวตัวน้อยน่ารักวัยสี่ขวบที่มีอาการโรคหัวใจแต่แรกเกิด

ดวงตาคู่หวานที่เต็มไปด้วยความเศร้าเงียบนิ่ง ลำคอตีบ “หมอก็ให้กินยา แล้วก็หมั่นพาไปตรวจเช็กตามนัด ก็พูดเหมือนเดิมว่าโตขึ้นมันก็อาจจะหายไปเอง” แม้พูดไปด้วยความหวัง แต่ดวงหน้าสวยเศร้านักเมื่อต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้

“กี่ปีแล้วคะที่พี่พาแกตระเวณไปรักษา ดูแลเลี้ยงยัยเท็มตามลำพัง เปรมไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ถึงไม่ให้พ่อของยัยเท็มมารับผิดชอบบ้าง”

ดวงตาคู่สวยวาวขึ้นมา ใบหน้าสวยเรียบตึง มองน้องสาวอย่างขุ่นใจ “ลูกคนเดียวพี่เลี้ยงได้”

“เปรมก็ไม่ได้บอกว่าพี่เลี้ยงไม่ได้ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่พี่ต้องเก็บความทุกข์ใจและแบกภาระอยู่คนเดียว โดยที่เขาไม่มีส่วนรับรู้หรือรับผิดชอบกับเรื่องที่ก่อไว้กับพี่นี่คะ”

“เปรม” ดวงหน้าฉุนเฉียวของผู้เป็นพี่จ้องดวงตาดุขึ้ง “เราตกลงกันแล้วไงว่าจะไม่พูดถึงเขาอีก”

“ถึงเปรมไม่พูดยัยเท็มก็ต้องถามอยู่ดี พี่คิดจะปิดลูกไปถึงเมื่อไหร่คะ ยัยเท็มนะโตขึ้นทุกวัน ทั้งฉลาดช่างสงสัย พี่คิดว่าจะปิดบังแกไปได้ตลอดหรือไงคะ”

คำตอบคืออาการเงียบกริบ ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อเม้มแน่น

“ยัยเท็มมีพ่อนะคะ ถ้าแกถามพี่จะตอบลูกว่ายังไง?”

“ถึงเวลานั้นพี่มีคำตอบให้ลูกก็แล้วกัน” สองพี่น้องต่างเงียบจ้องหน้ากันเหมือนจะค้นให้พบความรู้สึกเบื้องลึกในหัวใจอีกดวงหนึ่ง หัวใจของคนที่ใบหน้าเหมือนกัน แต่นิสัยและความคิดไปคนละทิศสุดกู่

“แม่จ๋า” เสียงกังวานใสเรียกขึ้นเบื้องหลัง ทำเอาสองสาวสะดุ้งโหยงพร้อมกัน หันไปมองร่างเล็กบาง เจ้าของผมหยิกสวย ดวงตาแป๋วในชุดนอนกระโปรงยาวที่กอดตุ๊กตากระต่ายไว้ในมือ

“น้องเท็ม” ปริมยิ้มแล้วรีบปรี่ไปอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขน  “ออกมาทำไมคะ ตอนเช้าๆหมอกลงอากาศหนาว เดี๋ยวหนูจะไม่สบายเอานะคะ ถ้าอยากออกมาก็ต้องใส่เสื้อหนาๆและก็สวมหมวกสวมถุงเท้าด้วยรู้มั้ย ไม่ใช่นุ่งแต่ชุดนอนอย่างนี้” รอยยิ้มชื่นเสียงหวานของคนเป็นแม่สอนอย่างปรารถนาดี เสียงใสรับคำให้สัญญา ดวงตาหวานของคุณแม่ยังสาวก็เหลือบมามองเธอ เหมือนจะเตือนว่าอย่าพูดเรื่องนี้อีก แล้วจึงอุ้มลูกหายลับกายเข้าไปในบ้านไม้ปีกสองชั้นบนเนินดินอันเป็นรังพักพิงแสนสุขของสามชีวิต ปริม และ เปรมิกา ปรีญากร พ่วงด้วย น้องเท็ม หรือ เด็กหญิงศิขริน ปรีญากร นางฟ้าน้อยของครอบครัว คนที่นำพาความสุขและสดใสมาให้บ้านหลังนี้

เปรมิกาส่ายหน้าอย่างขุ่นข้องใจ พ่นลมพู่แรงๆจากปาก หย่อนก้นลงบนเก้าอี้ หยิบหมวกขึ้นมาพัดวี ทั้งๆที่อากาศเย็น ตอนเช้าเริ่มมีหมอกลงเพราะเริ่มย่างสู่หน้าหนาว แต่ความร้อนในใจมันกลับทำให้เธอรู้สึกราวกับนั่งตากแดดก็ไม่ปาน

ดวงตากลมงามแววหวานเหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่พับวางอยู่ มือเรียวคว้ามาเปิดลวกๆอย่างอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้พี่สาวต้องเสียน้ำตาแต่เช้า

แล้วก็พบต้นเหตุ...ภาพข่าวบางภาพยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเรื่องราวปริศนาที่เธอสืบเสาะก่อนหน้านี้ไปยิ่งขึ้น

ผู้ชายที่พี่สาวปิดบังไว้...ไม่ยอมบอกใครว่าคือพ่อของหลานสาววัยสี่ขวบ

ดวงตาคมหรี่ลงอย่างเชื่อมั่นเหลือล้นว่าเธอค้นปริศนานั่นออกแล้ว

“ฉันไม่ปล่อยให้นายเสวยสุขบนความทุกข์ของพี่ฉันแน่ นายศรานนท์ จงกลนรเศรษฐ์”

 

“แกแข็งแรงนะครับ ดูแทบไม่รู้เลยว่ามีโรคประจำตัว” นายแพทย์ชาลี กิจจารักษ์ แพทย์ประจำตัวของหนูน้อยที่ช่างจ้อยๆเจรจา เอ่ยชมความน่ารักสดใส ดวงตาวับๆหลังแว่นกรอบทองของคุณหมอหน้าตี๋ อดส่งตาหวานให้มารดาคนสวยของแม่หนูไปด้วยไม่ได้

แต่สำหรับปริม หล่อนกังวลแต่เรื่องลูก จนไม่ได้สนใจอย่างอื่น นอกจากมีวิธีไหนที่ลูกสาวเธอจะเป็นเช่นเด็กปกติอื่นๆ

“แล้วไม่มีทางที่จะรักษาหายเลยหรือคะคุณหมอ”

“อื้ม! โดยมากโรคนี้มันไม่ต้องรักษาครับ ถ้าน้องเท็มโตกว่านี้ พัฒนาการทางร่างกายช่วยให้เกิดการปรับตัวลิ้นหัวใจที่เปิดอยู่ จะค่อยๆปิดลงไปเอง เพียงแต่เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่ ณ ตอนนี้ผลตรวจออกมาเหมือนเดิม เราก็น่าจะเบาใจได้ ยังไงก็ให้แกทานยาตามที่หมอสั่ง แล้วคุณแม่ก็พามาพบหมอตามนัด” คุณหมอพูดเหมือนเช่นทุกครั้ง จนเธอจำขึ้นใจไปแล้ว

ปริมและยัยหนูเท็มไหว้ลาคุณหมอพร้อมคำขอบคุณ หนูน้อยและนายแพทย์เจ้าของไข้สัญญิงสัญญาอะไรกันยืดยาว ก่อนคุณแม่จะจูงมือลูกสาวเดินออกจากห้องตรวจโรคไป นายแพทย์ชาลีมองตามหลังร่างทรงงดงามกับความรักอันเปี่ยมล้นที่มีให้บุตรสาวไปด้วยความรู้สึกชื่นชม ก่อนจะแอบถอนใจเบาๆ

“พ่อหนูไปอยู่ไหนนะยัยเท็ม เขาทิ้งเมียและลูกสาวน่ารักอย่างนี้ไปได้ยังไงกันนะ ลุงหมอล่ะอยากจีบแม่หนูซะจริงเชียว”

 

ปริมอุ้มลูกสาวตัวน้อยไปนั่งรอรับยาที่หน้าห้องจ่ายยา ดวงตาคนเป็นแม่เลื่อนลอยนัก นึกถึงความทุกข์ทรมานใจจากโรคภัยที่ติดตัวแก้วตาดวงใจมาแต่เกิด สายตาแป๋วของหนูน้อย มองไปที่เด็กชายวัยเดียวกันที่คุณพ่อคุณแม่จูงมา ก่อนจะแหงนหน้ามองแม่

“แม่จ๋า”

แม่จ๋าได้สติ ก้มหน้ามามองลูกสาวที่นั่งตัก “จ๋าลูก...ว่าไงคะคนดีของแม่”

“ทำไมพ่อจ๋าไม่พาน้องเท็มมาหาหมอ ทำไมถึงมีแต่แม่จ๋ามาคนเดียวล่ะจ๊ะ” คนเป็นแม่เต็มตื้นกับคำถามไร้เดียงสา เธอรู้ว่าซักวันลูกต้องถาม เปรมิกาเพิ่งย้ำเมื่อเช้าให้เธอเตรียมคำตอบกับลูกไว้ แต่คำถามนี้มาเร็วเกินไปกว่าจะตั้งตัวได้

น้ำตาพราวร่วงหล่นพรูจากดวงตาคู่งาม หยาดลงแก้มใสของลูกสาวตัวน้อย มือเล็กๆยกขึ้นเช็ดน้ำตาให้

“แม่จ๋าร้องไห้ทำไม?” คำถามไร้เดียงสายิ่งสะท้านหัวอกคนเป็นแม่นัก

“แม่จ๋าเจ็บตรงไหน?” สองมือน้อยประคองใบหน้าเธอไว้ ดวงตากลมใสไหวระริกเหมือนจะร้องไห้ตาม

“โอ๋...โอ๋...ไม่ร้องไห้....เดี๋ยวน้องเท็มเป่าให้นะ...เพี้ยง...หายแล้ว” ลมหายใจเจือกลิ่นน้ำนมเป่าเบาๆแตะที่ข้างแก้ม คนเป็นแม่ยิ่งตื้อตันในคำตอบ มือบางเช็ดน้ำตาลวกๆ จะร้องไห้อ่อนแอให้ลูกเห็นไม่ได้

“แม่จ๋าขอโทษลูก...ขอโทษ” ยิ่งพยายามจะเข้มแข็งเท่าไหร่ กลับรู้สึกตัวเองอ่อนแอลงไปเท่านั้น

เสียงประกาศเรียกชื่อเด็กหญิงศิขริน ปรีญากรให้ไปรับยา ปริมยังเช็ดน้ำตาที่ร่วงพรูไม่ขาด แต่ยิ่งเช็ดเหมือนยิ่งกระตุ้นให้มันไหล จนต้องนั่งตั้งสติครู่ใหญ่ กลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ได้ ร่างบางจึงเงยหน้า กำลังจะหยัดกายลุก

แต่ถุงยาก็มารออยู่ตรงหน้าแล้ว ดวงตาที่ยังเปรอะคราบน้ำตาเงยหน้าขึ้นมองตามมือ รอยยิ้มจริงใจใสซื่อบนใบหน้าตี๋ขาวสะอาดตาส่งความปรารถนาดีมาให้เปี่ยมล้น

“พอดีผมกำลังจะไปทานข้าว ไปด้วยกันมั้ยครับ” หมอชาลีชักชวนอย่างสุภาพ ทั้งที่ใจเต้นระทึก กลัวคำปฏิเสธ

“ไปค่ะ น้องเท็มอยากกินไอศกรีม” หนูเท็มตอบแทนแม่ที่เอาแต่อ้ำอึ้ง

ปริมกล้ำกลืนความเศร้าใจลงไป ตั้งสติ กำลังคิดคำตอบปฏิเสธ มือยื่นไปรับถุงยามาถือไว้

“ดีเลยค่ะ ลุงหมอก็อยากกินไอศกรีมเหมือนกัน” ว่าแล้วยื่นมือมาหา ลูกสาวตัวน้อยของเธอไม่รอช้า รีบยื่นมือไปให้อุ้มอย่างคนคุ้นเคยสนิทสนม เพราะเจอหน้ากันทุกเดือนอยู่แล้ว

 

ไอศกรีมสามถ้วยวางลงตรงหน้า ดูท่าแม่หนูจะดีใจกว่าใคร ปรบมือชอบอกชอบใจส่งเสียงเกรียวกราวเสียยกใหญ่

ปริมมองภาพความสุขของลูกสาวแล้วพลอยอมยิ้มมีความสุขตามไปด้วย คุณหมอหนุ่มหน้าตี๋ เป็นคนขอเลี้ยงไอศกรีมทั้งที แต่อารมณ์อย่างนี้ เธอคอตีบนัก คงทานอะไรไม่ลง

“เอ่อ...ฉันไม่ทานได้มั้ยค่ะ” เอ่ยเสียงอ่อย ผลักถ้วยไอศกรีมคืนคุณหมอยอมเสียมารยาท

คุณลุงหมอของแม่หนูเท็มอมยิ้ม “ทานเถอะครับ ไม่ต้องกลัวอ้วนหรอก เขาบอกว่าเวลาที่เราไม่สบายใจ หรือเครียด ถ้าได้ทานอะไรหวานๆเย็นๆอย่างไอศกรีม จะทำให้อารมณ์ดีขึ้น” คุณหมอผลักถ้วยไอศกรีมคืนกลับมา

มือเรียวจึงจับช้อนไอศกรีมขึ้นด้วยเกรงใจตักใส่ปากคำเล็กๆ “ตำราแพทย์บอกไว้อย่างนั้นหรือคะ?” ลิ้นชิมรสหวานเย็นนั่นแล้วทำให้รู้สึกดีขึ้นจริงๆ

คุณหมอหัวเราะเปิดเผย “มีงานวิจัยบอกไว้นะครับ อาจจะเป็นผลทางจิตวิทยามากกว่า แต่ว่าก็ว่าเถอะผมเองยังแอบมากินบ่อยๆเลยครับเวลาหัวมันตื้อๆหรือมีเรื่องกลุ้มใจ” ใบหน้าตี๋ยื่นมากระซิบว่า เรียกคนเจ้าน้ำตาให้หัวเราะออกมาเบาๆ

“ทำไมต้องแอบด้วยล่ะคะ”

“โธ่! คุณปริมก็ลองมองไปรอบๆร้านไอศกรีมสิครับ มีแต่เด็กวัยรุ่นมาทานกันทั้งนั้น ไม่ก็มากันคู่รักหนุ่มสาวหรือเป็นครอบครัว ผมจะเดินมากินคนเดียวก็เขินทุกที”

“ไม่ยักรู้ว่าคุณหมอขี้อายด้วย” ยิ้มหวานกระเซ้า

คุณหมอเอามือป้องปาก ทำท่ามีลับลมคมนัยจะบอก “คุณยังไม่รู้ความลับอะไรของผมอีกหลายอย่างเชียวแหละ ผมน่ะความลับเยอะนะจะบอกให้”

ปริมตาโตขึ้นมา รู้สึกสนุกที่ได้พูดคุยเล่นหัวสบายใจกับใครซักคน “เหรอคะ? อะไรอีกคะที่ว่าเป็นความลับ”

คุณหมอหนุ่มตี๋ขยับแว่นทำหน้าตาขรึม ก่อนยื่นหน้ามากระซิบ “ยังบอกไม่ได้ครับ แต่ถ้าคุณอยากรู้ เห็นทีเราต้องมาทานไอศกรีมด้วยกันบ่อยๆแล้วล่ะครับ”

คำพูดเอ่ยชวนโต้งๆนั่นทำเอาคุณแม่ยังสาวอ้ำอึ้งไป อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าประโยคนั้นมันจีบกันชัดๆ...แต่พอมองไปอีกครั้งคุณหมอก็ทำยิ้มเฉยเหมือนไม่ทุกข์ร้อนหรือคิดอะไร หันไปหยอกเย้ากับหนูน้อยเข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย

อื้ม! เขาอาจจะอยากเป็นเพื่อน หรือนึกเอ็นดูลูกสาวของเธอก็เท่านั้นมั้ง

จะมีใครมาสนใจแม่ม่ายลูกติดกัน...คิดแล้วก็ละเลียดทานไอศกรีมต่อไป แลกเปลี่ยนความคิดเห็นคุยกับคนวัยเดียวกัน รับรู้ว่าชีวิตเธอไม่ได้ทุกข์และก็ขมขื่นเกินไปนักหรอก

 

“เห็นอย่างนี้ค่อยโล่งใจหน่อย คงตัดส่งได้พร้อมๆกับที่ไร่รัก” คนโล่งอกยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวเรียงสวย หลังจากเห็นดอกไม้เริ่มออกตูมสราญตา คาดว่าพอถึงกำหนดส่งก็คงตัดได้

ยิ้มสุดเหยียดนั่นพลอยทำให้คนมองเคลิ้มไปอย่างไม่รู้ตัวด้วย

“ยังไงพี่ชนินก็ดูแลประคบประหงมดอกไม้พวกนี้ไว้ให้ดีๆนะคะ ถึงวันตัดส่งเดี๋ยวเปรมจะมารับเอง” เจ้าตัวบอก ทำท่าจะเดินไปยังกระบะคันเก่าแต่เก๋าของตัวเองที่จอดอยู่ที่ลานหน้าออฟฟิศของไร่ชนิน

“เดี๋ยวสิเปรม” ชนินคว้าข้อศอกร่างเล็กบางที่เดินเร็วๆนั่นไว้

“กะใจจะแวะแค่มาดูดอกไม้หรือไง” คำถามพ้ออย่างน้อยใจของหนุ่มร่างใหญ่บึกบึน ใบหน้าคร้ามแกร่ง ผิวสีแทนอย่างคนกร้านแดด

เปรมิกาหันมา คิ้วเรียวเลิกสูง “ค่ะ” พยักหน้ายืนยันหนักแน่น ชนินใจแป้ว

“งานที่ไร่ของเปรมก็ยังมีอีกเยอะ วันนี้ต้องคิดบัญชีเคลียร์ค่าแรงเตรียมจ่ายให้คนงานพรุ่งนี้ด้วย” เจ้าหล่อนบอกถึงความจำเป็นที่ทำให้เถลไถลไม่ได้

“พี่นึกว่าเปรมจะอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันเสียอีก อุตส่าห์สั่งป้าพิณให้ทำผัดเผ็ดปลาไหล ต้มยำไก่บ้าน ของโปรดของเปรมทั้งนั้นเลยนะนี่”

เจ้าตัวชะงัก ฟังเมนูแล้วชวนน้ำลายสอจนต้องกลืนน้ำลายอึ๊กใหญ่ ฝีมือป้าพิณแห่งไร่ชนินนั้นก็สะเด็ดสะเด่าชนิดที่แม่ช้อยได้ชิมแล้วลุกขึ้นรำป้อโดยไม่ต้องเชิญ

“งั้นเอาใส่ปิ่นโตให้เปรมได้มั้ยคะ” เจ้าตัวว่าหน้าตาเฉยอย่างไม่อยากให้อีกฝ่ายเสียกำลังใจ ด้วยเข้าใจพาซื่อ

ทำเอาชนินถึงกับถอนหายใจแรงๆ ว่าจนสุดท้ายแล้ว ทั้งปลาไหลและไก่บ้านที่สั่งให้คนงานไปจับมาเป็นการเร่งด่วน พอรู้ว่าเธอจะแวะมาที่ไร่ ก็ไม่อาจรั้งแม่สาวให้อยู่ดินเนอร์ใต้แสงเทียนกับเขาได้

 

รถกะบะสภาพเก่ากึ๊ก มรดกตกทอดสมัยบิดาเพิ่งนมแตกพาน ขับปุเลงๆมาอยู่ดีๆ จู่ๆก็เกเรกระอึกกระอักแล้วดับเอาเสียดื้อๆให้เจ้าของมันต้องหัวเสีย

“บ๊ะ...อีกไม่กี่โลก็จะถึงไร่อยู่แล้ว แกจะรีบสิ้นลมไปไหนเนี่ยอีแก่” เจ้าตัวบ่นพึม ดันประตูเหล็กหนาหนักของรถรุ่นแรกสงครามโลกลงไป ก่อนจะเปิดฝากระโปรงหน้าออกดูอย่างกะคนดูเครื่องยนต์เป็น เสร็จแล้วก็ต้องนิ่วหน้าตาลาย

ไอ้ท่อๆ หม้อๆมากมาย ว่าว่างๆจะหาเวลาศึกษาเรียนรู้มันเสียหน่อย ว่าอันนี้มันจะมีอาการป่วยยังไง และจะรักษาเบื้องต้นยังไงได้บ้าง จะได้พึ่งพาตัวเองได้ในยามคับขันฉุกเฉินอย่างเวลานี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ได้แต่วุ่นๆกับเรื่องต้นไม้ใบหญ้าในไร่ในสวนเสียมากกว่ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเครื่องยนต์กลไกให้ปวดหัว

เปรมิกายอมรับโดยดุษฏีว่าเรื่องพวกนี้มันเหมาะกับผู้ชายมากกว่า

เท้าเล็กง้างเตะโครมอย่างรำคาญใจ แล้วให้อ้าปากค้างสูดปากน้ำตาแทบเล็ด ค่าที่หาญกล้าเอาเนื้อนิ่มๆไปทุบกับเหล็ก....”อีแก่นะอีแก่...ทำแม่มึงได้” เสียงบ่นทั้งน้ำตาหยดติ๋ง

ถ้าอีแก่พูดได้...คงอยากสวนแม่มันกลับมาว่า เราบ่ผิดท่านมาทำ ดาบนี้คืนสนอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,148 ความคิดเห็น

  1. #1839 รญาดา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 / 14:07
    "เราบ่ผิดท่านมาล้าง ดาบนั้นคืนสนอง" อ่ะป่าวจ๊ะ
    หนุกดีนะ ชอบๆ
    #1,839
    0
  2. #1708 วิหกเหินฟ้า (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 / 07:44
    สนุกดีจัง
    ชอบการบรรยายเล่าเรื่องดี

    #1,708
    0
  3. #1512 วรรณนากา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 / 15:42
    น่ารักดีนะคะ คนนี้
    #1,512
    0
  4. #1270 PamPam (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 / 16:03
    555
    นางเอกบ็องจิงๆๆ  อิอิ
    #1,270
    0
  5. #809 aoistar (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2553 / 01:52
    สงสารปริมจังนู๋เท็มด้วย ให้หมอมาดามใจดีไหม
    #809
    0
  6. #701 ☆Prarima☆ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2553 / 08:05
    น่าสงสารหนู เท็มจังเลย
    #701
    0
  7. #485 SN piercensean (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2553 / 12:32
    Aw... poor baby.
    #485
    0
  8. #416 อนัญญา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2553 / 03:29
      อยากลุ้นคุณหมอให้คู่กับปริมจัง
    #416
    0
  9. #258 nunpanu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กันยายน 2553 / 15:40
    นี่ไงในเรื่องนี้ก็มีผู้ชายเห็นแก่ตัวไม่มีความรับผิดชอบ
    #258
    0
  10. #32 jeabkiss (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2553 / 18:59
    สงสารน้องเท็มกับคุณแม่จังเลย
    #32
    0
  11. #2 pat (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2552 / 11:10
    สนุกดีค่ะสู้ๆนะค่ะรออ่านอยู่
    #2
    0