เชลยแค้น สุดแดนทราย : สนพ.ซิมปลี้บุ๊ก

ตอนที่ 17 : ความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,063
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    28 ส.ค. 52

17.ความจริง

ขบวนคาราวานส่งของเดินทางรอนแรมผ่านมาเมื่อตะวันเริ่มตรงศีรษะ ก็พบกับรถของกลุ่มทหารชิริอาห์ มาฬิส ตวัดผ้าชูมัคคลุมปิดบังใบหน้าให้เหลือแต่ดวงตา

โจรกิซาร์ พวกท่านจะมุ่งหน้าไปไหนกัน? มิลลาถามกลุ่มคาราวานอูฐม้าและเกวียนบรรทุกข้าวของเต็ม

พวกเขาไม่ต้องถามไถ่มาก แค่เห็นลายผ้าชูมัคที่คลุมหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ก็รู้แล้วว่ากลุ่มคนที่เดินผ่านมาคือพวกใด

เราจะเอาของไปส่งลูกค้า พวกท่านมาลาดตะเวนกันรึ?  เสียงคนบนหลังม้าสีดำที่นั่งหลังตรงสง่าผ่าเผยดูแตกต่างจากคนอื่นๆตอบกลับมาน้ำเสียงมีอำนาจนัก นี่มันเข้าสู่เขตชายแดนมิซซายฺแล้ว พวกเขาข้ามมาถึงนี่ จะด้วยเหตุใดถ้าไม่ใช่มาตามหาคนหาย....ที่อยู่ในกิซาร์

เปล่า เรามาตามหาคน พวกท่านเคยเห็นหญิงคนนี้ผ่านมาบ้างหรือไม่? มิลลากระโดดลงจากรถมาหาคนที่ดูเป็นหัวหน้ายื่นรูปขนาดใบปิดประกาศให้กับเขา มาฬิสรับไปดูแล้วอึ้งงัน ก่อนจะส่ายหน้า

ไม่เคยเห็น นางเป็นผู้ใดหรือ?

มิลลาถอนใจ ไม่ใช่คาราวานกลุ่มแรกที่ปฏิเสธไม่เคยเห็นหรือรู้จักคนในรูปใบนี้ แทบทุกกองคาราวานที่ผ่านไป ก็ไม่เคยมีใครพบเห็น...แล้วหล่อนจะอันตรธานหายไปได้อย่างไร พวกเขาแทบส่องทรายทุกเม็ดเสียด้วยซ้ำ

เธอเป็นนักศึกษาแพทย์ที่อังกฤษ หายตัวไปจากในเมืองหลวง

คำกล่าวอ้างถึงกลับไปใช่คนที่เขาคิด มาฬิสเลิกคิ้วสูง ทำไมทหารอารักขาจะต้องโกหกเรื่องที่พระชายาหายตัวไปด้วย

นางคงเป็นบุคคลสำคัญมากๆกระมัง ถึงต้องให้ทหารนับกองทัพเช่นนี้ตามหา น้ำเสียงกร้าวว่าอย่างหมิ่นแคลน

มิลลาเงยหน้าขึ้นสบตาคนบนหลังม้าอย่างสงสัย

นางมีความเกี่ยวข้องเป็นพระขนิษฐาขององค์ราชินี ถ้าท่านพบเจอนางขอได้โปรดพาไปส่งที่วังหลวงด้วย จะมีรางวัลให้อย่างงาม คำตอบของมิลลาทำให้มาฬิสนิ่งขึงชะงักไป

พระขนิษฐา มิใช่ตัวราชินีหรอกหรือ? งั้นแปลว่าผู้หญิงที่อยู่ในกองโจรของเขาในเวลานี้ก็คือ....

อ้อ! มีอีกข่าวอันน่ายินดีที่สำนักพระราชวังจะประกาศกับชาวเชดัสย่าห์ คือขณะนี้องค์ราชินีของพวกเจ้ากำลังทรงพระครรภ์องค์รัชทายาท พวกเราจึงเร่งตามหาพระขนิษฐากลับไปโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ฝากพวกท่านด้วย

มาฬิสกัดกรามแน่น รู้สึกลำคอแห้งผาก พยักหน้ารับคำ

ถ้าพวกเราพบนาง จะพาไปส่งวังหลวงเขาถูกผู้หญิงคนนั้นหลอกเข้าให้แล้ว

มิลลากระโดดขึ้นรถจี๊ป วิ่งฝุ่นตลบมุ่งหน้าไปยังทิศทางตรงข้ามกับกองคาราวานเพื่อตามหาต่อไป ในขณะที่ขบวนคาราวานของกิซาร์ก็มุ่งหน้าไปอีกทางหนึ่ง จนเลยพ้นผ่านกันไปไกลไม่เห็นฝุ่น หัวหน้ากองโจรแห่งกิซาร์ก็ชักเจ้าซีอาลหันหน้ากลับเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างขึ้นมา

ท่านอาวุโสทาซิม ข้าฝากท่านไปส่งของให้กับลูกค้าของเราด้วย

นายท่านจะไปไหน?

ข้ามีธุระเร่งด่วนต้องรีบไปทำ กล่าวจบเขาก็ควบม้าเร็วรี่มุ่งหน้าไปยังหุบเขากิซาร์จนฝุ่นทรายตลบ ทาซิมผู้ต้องดูแลกองคาราวานต่อได้แต่มองตามไปอย่างงุนงง

 

ขอบใจเจ้ามากนะดิลห์ บุญคุณในครั้งนี้ข้าจะไม่ลืมเลย หากมีโอกาสคงได้ทดแทน เมริสามิรู้จะตอบแทนผู้ชายตรงหน้าเช่นไร เขาคงต้องอาศัยความกล้าอย่างมากถึงทำตามคำขอร้องของฟาติน

ไม่เป็นไร เจ้าควรจะรีบไปเสีย ชิริอาห์มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ข้าขอให้เจ้าปลอดภัย

ขอบใจมาก เมริสามองเขาอย่างซาบซึ้งใจ เธอไม่มีเวลาโอ้เอ้นานไปกว่านี้แล้ว เพราะถ้าขืนมีคนรู้ว่าเธอหายไป แล้วออกติดตามมาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

เธอเตะกระแทกสีข้างม้าอย่างสะเปะสะปะ มือบางดึงบังเหียนเก้ๆกังๆ ค่อยๆย่างเหยาะม้าที่ขี่ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เด็กหนุ่มมองตามจนลับสายตา จึงวิ่งกลับไปยังทางคดเคี้ยวเส้นเดิมที่ผ่านมา

เส้นทางเข้าสู่หุบเขากิซาร์ จะต้องเดินทางผ่านถ้ำมืดความยาวนับกิโลเมตร ภายในถ้ำมีลำธารน้ำทอดไหลผ่าน เป็นเงาสะท้อนตลอดเส้นทางคล้ายกับแผ่นกระจก และยังมีน้ำตกในถ้ำอีกหลายจุด คนที่ไม่เคยเดินผ่านเส้นทางวกวนในถ้ำมืดนั่น มักจะหลงอยู่กับเงาสะท้อนไม่รู้ทางออก และไม่รู้เลยว่าถ้าเดินผ่านพรายละอองน้ำที่คล้ายดังน้ำตกเข้าไป ข้างในจะพบโลกใบใหม่ที่ไม่มีใครรู้ ทางแห่งหุบเขากิซาร์จึงเป็นความลับสำหรับคนภายนอก ในเวลาค่ำคืนหรือเวลาที่เดินลึกเข้าสู่ความมืดของถ้ำ เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินสะท้อนฟังคล้ายเสียงร้องโหยหวนของภูตผีปีศาจ คนไม่รู้ความลับนี้ พากันหวาดกลัวและเลี่ยงเส้นทางที่จะผ่านไปทางนี้เสีย ไม่มีใครใจกล้าเข้าไปสำรวจลึกไปในถ้ำ เพราะเสียสติด้วยเสียงสะท้อนและความมืดที่กดดันประสาทและความกลัวในจิตใจ

ดิลห์เดินฝ่าพรายละอองน้ำตกเข้าไปภายใน ความเจ็บปวดที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือทำให้เขานึกไม่อยากกลับไปที่หมู่กระโจมในกิซาร์อีกเลย เขาไม่อยากเห็นหน้าฟาติน คนที่หลอกใช้เขาหน้าซื่อเพราะความสงสาร กว่าจะรู้ตัวว่ากลายเป็นเครื่องมือของหล่อน คนโง่เง่าอย่างเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากความเสียใจเพียงเท่านั้น

เสียงควบม้าที่แว่วดังมาแต่ไกลบอกว่ามีคนมุ่งหน้ามาทางนี้ ดึงภวังค์เขาขึ้นมาจากความเสียใจ เด็กหนุ่มเงี่ยหูแนบพื้นฟังเสียงฝีเท้าม้าจนแน่ใจทิศทางแล้ว ก็รีบวิ่งตาเหลือกเข้าไปภายในหมู่บ้าน แน่นอนว่ามีคนจากกองคาราวานย้อนกลับมา แค่คิดเขาก็ใจหายวาบ แม้กองคาราวานจะไปส่งสินค้ากันนับสิบคน แต่คนที่เขาพรั่นพรึงใจและหวาดกลัวที่สุด .... หวังว่าคงไม่ใช่หัวหน้าเผ่ากิซาร์ ท่านมาฬิส

ม้าที่วิ่งควบผ่านหน้าไปอย่างรีบเร่ง ด้วยผู้ขี่ที่ที่ชำนาญดังจ็อกกี้ฝีมือฉกาจ ดิลห์ที่แอบซุ่มมองอยู่ถึงกับใจหาย

นายท่านย้อนกลับมา จะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ หากรู้ว่าหญิงงามที่เขาลักพาตัวมาได้หายไป กิซาร์ได้ลุกเป็นไฟแน่ๆ เด็กหนุ่มรีบวิ่งย้อนกลับไปในหมู่บ้านให้เร็วที่สุด

 

ในกระโจมของเชลยว่างเปล่า....ไม่มีเงาของพระชายา

มิใช่สิ...ไม่มีเงาของพระขนิษฐา นายโจรหนุ่มกัดกรามกรอดจนเป็นสันนูน ดวงตาสีน้ำตาลทองลุกโพลงโชติช่วง

ร่างใหญ่ถึงกับสั่นเทิ้ม มือกร้านเพราะจับอาวุธกำแน่น รีบผินหน้าเป็นหลัง แหวกผ้ากระโจมออกไป

นูร์....นูร์อยู่ไหน ใครเห็นนูร์บ้าง เสียงตวาดก้อง คนทั้งกองโจรพากันแตกตื่น ลูกเล็กเด็กแดงร้องไห้จ้า

ข้าอยู่นี่...นายท่าน น้ำเสียงอ่อนระโหย ก่อนที่หญิงชราใบหน้าซีดขาวจัดหมดเรี่ยวแรงเพราะถ่ายท้องอย่างหนักจนยันร่างตัวเองด้วยไม้เท้าเข้ามาหาผู้เป็นหัวหน้าและเจ้านาย

เจ้าเป็นอะไร?

ข้าท้องเดิน ใบหน้าระโหยโรยแรงว่า

คุณหนูของเจ้าไปไหน? น้ำเสียงที่คลายความบึ้งตึงถาม พยายามสะกดอารมณ์ไว้ เพราะบางทีอาจจะไม่เป็นอย่างที่เขาสังหรณ์ใจก็เป็นได้

เห็นนางบอกว่าจะไปเดินเล่น

เดินเล่นที่ไหน?

ข้าเห็นนางไปทางน้ำตก ฟาตินที่ยืนในกลุ่มผู้หญิงบอก

มาฬิสตวัดสายตาจ้องกร้าวคนตอบ ไปคนเดียวงั้นรึ?

ฟาตินคอแห้งฝืดไม่กล้าสบดวงตาสีน้ำตาลทองที่ลุกโชติช่วง อือ ข้าเห็นคนเดียว

นายโจรหนุ่มไม่รอช้า รีบเร่งฝีเท้าไปทางน้ำตกในกิซาร์ที่อยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา ฟาตินมองไปที่กระโจมของดิลห์ ภาวนาให้เขารีบกลับมาถึงเร็วๆ

คนที่ทำงานในโรงตีดาบ คนที่กำลังเก็บด้ายมัดย้อมที่นำไปตากแดดไว้ พากันมองมาที่หัวหน้าของพวกเขาที่เดินจ้ำพรวดๆไปที่น้ำตก ทุกอย่างเงียบสงบว่างเปล่า มีแต่กลุ่มเด็กสี่ห้าคนเท่านั้นกำลังกระโดดน้ำตกกันเกรียวๆ

ดวงตาสีน้ำตาลทองที่กราดมองทั่วบริเวณ เหมือนเผาผลาญทุกสิ่งให้ไหม้เป็นจุณ เมื่อไม่เห็นแม้เพียงแต่เงาของเชลย           มีใครเห็นผู้หญิงของข้าบ้าง

ทุกคนพากันส่ายหน้าดิกกันหมด หัวใจมาฬิสคล้ายกระตุกวูบ ความเครียดขึ้งเริ่มจับตัวที่ปลายประสาททุกส่วน

หาผู้หญิงของข้าให้พบ ช่วยกันหาเดี๋ยวนี้ คำสั่งเสียงกร้าวทำให้กลุ่มคนในกิซาร์แตกฮือ พากันวิ่งวุ่นหาผู้หญิงคนเดียว เวลาผ่านไปนับชั่วโมง ทุกคนกลับมารวมตัวที่ลานหน้ากระโจมของหัวหน้าเผ่า

ไม่พบครับนายท่าน

กรามนูนกัดกรอดเป็นสันชัดเจน

แต่ม้าตัวหนึ่งหายไปจากคอก

ม้าหาย เขาทบทวนคำ

ม้าฝีเท้าดีพวกเขาเอาไปกับกองคาราวานกันหมด ยกเว้นเพียงม้าตัวเดียวของคนที่นอนท้องเดินอยู่

ม้าของดิลห์ใช่หรือไม่? คนที่เดินทางร่วมกับกองคาราวานเพื่อไปส่งสินค้าจะมีม้าของตัวเอง และในตอนนี้เขาก็นึกถึงใครไม่ออกนอกจากคนที่ต้องไปกับกองคาราวาน ขี่ม้าฝีเท้าเยี่ยม และรู้ทางเข้าออกกิซาร์เป็นอันดี

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ เจ้าดิลห์อยู่ที่ไหน? เสียงตวาดถามทำให้คนอื่นพากันหัวหด

มันไม่สบายไม่ใช่รึ ท้องเดินเหมือนข้า นูร์ว่า หน้าซีดเซียว นางกินน้ำเกลือแร่อย่างที่เมริสาแนะนำ

สิ้นคำตอบจากปากนูร์ มาฬิสไม่รอช้า รีบทะยานไปที่กระโจมของดิลห์ในทันที ฟาตินหน้าตื่นวิ่งตามหลังไปติดๆ

เดี๋ยวก่อนท่านมาฬิส เจ้าหล่อนเข้าขวางเขาไว้

มีอะไร?

ดิลห์มันไม่สบาย จะขี่ม้าได้ยังไง?

ข้าจะไปดูให้เห็นกับตาว่ามันไม่สบายจริงๆ เจ้าหลีกไป เขาออกปากไล่

หากฟาตินไม่ยอมขยับ กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มกลิ้งกลอกไปมา ข้าบอกให้หลีกไป

เสียงตวาดทำเอาเธอสะดุ้งโหยง ผ้าหน้ากระโจมแหวกออก พร้อมกับร่างอ่อนระโหยของผู้เป็นเจ้าของ

มีอะไรหรือครับนายท่าน? มาฬิสชะงัก มองคนหน้าตาซีดเซียวเหมือนป่วยหนัก ฟาตินเหลียวหน้ากลับไปมอง รู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาอีกเป็นเท่า

เจ้าไปไหนมา?

ข้าจะไปไหนได้ ก็นอนซมในกระโจมนี่ตั้งแต่เมื่อคืน

ดวงตาสีน้ำตาลทองกลิ้งกลอกมองหน้าดิลห์และฟาตินสลับกัน ม้าเจ้าไปไหน?

มันก็อยู่ในคอกสินายท่าน

มันไม่อยู่แล้ว...ม้าเจ้าหายไป ผู้หญิงของข้าก็หายไป

ดิลห์ย่นคิ้วทำหน้าฉงน นี่นายท่านกำลังจะบอกว่าผู้หญิงของนายท่านลักม้าของข้าไปอย่างนั้นหรือ?

ถ้อยคำตามซื่อทำให้มาฬิสลังเล ดิลห์เป็นมือดีของเขา ย่อมไม่ทำการใดที่ให้ต้องผิดใจกับเขาแน่ๆ

นางขี่ม้าไม่เป็น และไม่รู้ทางเข้าออกกิซาร์

หัวหน้ากำลังสงสัยเจ้าไงเล่าดิลห์ สงสัยว่าเจ้าพาผู้หญิงของนายท่านหนี ฟาตินหันมาพูดกับเขา ก่อนจะหันหน้าไปหามาฬิส เขาระแวงสงสัยเจ้า คนในชุมนุมโจรที่อยู่กันมาเหมือนพี่น้อง มากกว่าผู้หญิงต่างถิ่นที่นำพาแต่ความเดือดร้อนมาให้กิซาร์เรา อย่างตอนนี้ไง นางกำลังนำความระแวงสงสัย กำลังทำลายความรักใคร่สามัคคีของพวกเรา เสียงประกาศของฟาตินทำให้คนอื่นๆหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก

และตอนนี้นายท่านกำลังสงสัยคนกิซาร์ที่เป็นพี่น้องกัน เพราะนางคนนอกคนนั้น

ฟาตินหันมาเผชิญหน้ากับมาฬิส ข้าบอกตั้งแต่วันแรกที่ท่านพานางมา ว่านางจะนำความเดือดร้อนมาให้กิซาร์ นางจะนำหายนะมาให้พวกเรา คำกล่าวหาของฟาตินทำให้มาฬิสถึงกับตกตะลึง

ความปลอดภัยของพวกเขา คือการที่กิซาร์ยังเป็นความลับสำหรับคนภายนอกนั่น

แต่ถ้ามีคนอื่นที่ไม่ใช่คนกิซาร์รู้ทางเข้าออก ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

เอาล่ะ ถ้าเจ้าไม่รู้ก็แล้วไป ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง เขายกมือปรามทั้งๆที่ในใจเชื่อแน่ว่าจะเป็นฝีมือใครไปไม่ได้นอกจากฟาติน แต่คนเจ้าเล่ห์แสนกลอย่างเมริสาก็วางใจไม่ได้เหมือนกัน บางทีหล่อนอาจจะหลอกล่อให้ฟาตินต้องพาหนี นายโจรหนุ่มไม่มีเวลาไต่สวนเรื่องนี้นานนัก ก่อนที่เชลยของเขาจะหนีไปไกลสุดกู่จนตามหาตัวไม่พบเจอเสีย เขารีบผินหลังกลับอย่างรวดเร็ว ตรงไปหาเจ้าซีอาล กระโดดขึ้นขี่อย่างคล่องแคล่ว

พวกเจ้าใครมีอะไรก็กลับไปทำซะ เขาออกคำสั่ง กลุ่มคนที่ชุมนุมกันจึงค่อยทยอยย้ายแยกกันไป

ส่วนตัวเขาควบม้ามุ่งหน้าตามหาเชลยที่หายไปด้วยหัวใจสั่นระทึก

หากออกไปพ้นจากหุบเขากิซาร์ ภายนอกทะเลดามัสนั่น ทหารจากกองทัพของชิริอาห์กำลังปูพรมดาหน้าตามหาหล่อนกันให้ควั่ก เขาจะต้องหาหล่อนให้เจอก่อนทหารของชิริอาห์ จึงรอช้าไม่ได้แล้ว

 

ม้าฝีเท้าเจนจัด หากคนบนหลังม้าพยายามบังคับมันอย่างเก้ๆกังๆ พากันมาถึงกลางทะเลทรายร้อนแรง เมริสาไม่ได้เตรียมการอื่นใดมา คนฉลาดอย่างเธอลืมไปทุกสิ่ง นอกจากพาตัวเองออกมาให้พ้นจากกิซาร์ และในเวลานี้เธอก็หนีออกมาได้แล้ว แต่การเดินทางกลางแดดจ้าที่เผาผลาญและดึงดูดพลังงานจากร่างกายไปมากมายกับการปรับอุณภูมิให้ชินกับอากาศร้อน ทำให้เมริสาอ่อนล้าอย่างเหลือเกิน มือบางยกขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลโซมหน้า น้ำในขวดที่เตรียมมาหมดไปแล้วตั้งแต่ชั่วโมงก่อน หากยังรอนแรมกลางทะเลทรายไร้ทิศทางเช่นนี้ เห็นทีจะไม่รอดเป็นแน่

เหลียวหลังกลับไป มองไม่เห็นภูเขาทรายทางเข้าหุบเขากิซาร์แล้ว แปลว่าหล่อนหนีมาได้ไกลโข และกว่านายโจรจะกลับมาถึงกิซาร์คงค่ำมืด กว่าจะรู้ว่าหล่อนหายไป กว่าจะออกตามหา คงจะเป็นวันใหม่ของพรุ่งนี้

งั้นตอนนี้ก็พักผ่อนก่อนเหอะ เธอหมดเรี่ยวแรงแล้วจริงๆ ม้าเองก็หิวโหยเหลือกำลังเช่นกัน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอดไปไกลสุดสายตาอย่างระโหยโรยแรง หากเธอตาไม่ฝาดเพราะเมาแดดเสียก่อน ที่ข้างหน้า น่าจะเป็นโอเอซิส ในโอเอซิส น่าจะมีแหล่งน้ำ และที่ๆมีแหล่งน้ำ ก็จะมีชีวิต ที่นั่นอาจจะมีคนให้ความช่วยเหลือเธอก็ได้

เมริสาคิดแล้วให้ยิ้มกริ่มกับความหวังที่รออยู่ตรงหน้า ดึงบังเหียนกระแทกโกลนควบม้าให้พาทะยานไปยังที่แห่งนั้น....เพิ่งรู้ว่าการใช้ชีวิตในทะเลทราย ไม่ง่ายเลยซักนิด

โอเอซิสที่ว่าลิบๆไกลสายตา กว่าจะควบม้าห้อตะบึงมาถึง ก็เป็นเวลาที่ตะวันโพล้เพล้ เธอโชคดีที่โอเอซิสแห่งนี้มีทะเลสาบน้ำจืด มีถ้ำ แต่ไม่มีคนอาศัยเลย มันน่าจะเป็นโอเอซิสร้างแห่งเดียวกับที่จอมโจรพาเธอมาแวะพักเมื่อครั้งที่แล้ว

เมริสาลงจากหลังม้าได้อย่างทุลักทุเล ม้าอาหรับพันธุ์ดีตัวใหญ่อย่างนี้ คงเป็นม้าพ่อพันธุ์ที่นูร์ว่ากระมัง หล่อนเลิกสนใจม้า ความกระหายและไอความร้อนที่อวลอยู่รอบตัวทำให้เธอรีบพุ่งไปที่ทะเลสาบน้ำจืด

อยากจะลงไปแหวกว่ายให้ฉ่ำชื่นหัวใจนัก แต่ว่าไม่มีเสื้อผ้าอาภรใดมาเปลี่ยน นอกจากชุดรุ่มร่ามที่ใส่ติดตัวมา ดื่มน้ำแก้กระหาย และวักน้ำล้างหน้าให้ฉ่ำชื่นหัวใจเท่านั้น

อ่า.... เจ้าตัวรีบลูบน้ำเย็นฉ่ำปะพรมตามเนื้อตัวจนเย็นสบายแล้วจึงแกะห่ออาหารออกมากิน มองแสงตะวันย่ำค่ำที่อ่อนโรยลาแสงลงทุกที

เป็นเวลาที่ช่างเรียกร้องความรู้สึกใจหายได้อย่างเหลือเกิน เวลาที่ดวงตะวันจะอำลาขอบฟ้าลงจูบกับผืนทราย พรายแสงสีส้มไล่เฉดเปล่งประกายเป็นรัศมีแผ่พร่างพราวก่อนลับหายไปในผืนทราย

เมริสาคิดถึงความใจดีของนูร์ คิดถึงรอยยิ้มของคนในชุมนุมโจร คิดถึงฟาตินที่แม้จะไม่ชอบหน้าแต่ก็ยังช่วยเหลือเธอ คิดถึงดิลห์แม้ไม่เต็มใจเขาก็ยังช่วยเหลือ และสุดท้ายคนที่ไม่น่าคิดถึงเป็นที่สุด แต่เธอดันไพล่ไปนึกถึงใบหน้าคร้ามเข้มดุดันรกรุงรังของหัวหน้ากองโจร เมริสาสะบัดหน้าไล่ภาพที่ติดตานั้นให้พ้นไปจากในหัว

ไม่....เธอไม่ได้คิดถึงเขา....ต้องนึกถึงคนผู้นั้นทำไมกัน...มาฬิสไม่มีอะไรให้จดจำ นอกจากความโหดร้ายอย่างไร้เหตุผลของเขา เธอหลุดพ้นมาจากชุมนุมโจรแห่งนั้นแล้ว

คนที่รอคอยอยู่ที่วังหลวง...แม่...พี่โมซ่า....องค์เอเมียร์...มิลลา...หมอนั่นไม่มีอะไรให้รำลึกถึงพอๆกับเจ้าหัวหน้ากองโจรนั่นแหละ....

มะปรางรูมเมทของเธอ....เพื่อนๆที่มหาวิทยาลัย....แอนดรูหนุ่มหน้าซื่อที่คอยเดินตามต้อยๆ แม้น่ารำคาญหากก็ยังน่าระลึกถึงมากกว่าผู้ชายอีกสองคนที่ใจร้ายนัก....อย่างน้อยแอนดรูไม่เคยใจร้ายกับเธอ

เมริสาไม่ได้แหงนหน้าดูว่าท้องฟ้ามิได้ดำมืดเพียงเพราะดวงอาทิตย์ลาแสง แต่เป็นเพราะเงาเมฆดำทะมึนยังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเข้ามาปกคลุมเหนือศีรษะของเธอในยามนี้

เปรี้ยง เสียงฟ้าผ่าลงมาไม่ใกล้ไม่ไกลกระชากให้หลุดจากภวังค์ของความคิดคำนึง เพียงหลังเสียงเปรี้ยงไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ฟ้าก็ร้องครืนหยดน้ำหยดแหมะ...แหมะ ลงมา ก่อนจะสาดเทกระหน่ำอย่างไม่ให้ได้ตั้งเนื้อตั้งตัว อากาศในทะเลทรายแปรเปลี่ยนรวดเร็วเพราะสภาพอากาศที่ร้อนแห้งแล้งอย่างเหลือเกิน

เมริสาย่ำฝ่าเท้าวิ่งกลับไปยังถ้ำข้างหน้า ม้าที่เธอขี่มาร้องอย่างตระหนกเตลิดวิ่งหนีไป

เดี๋ยวสิ...เดี๋ยว เมริสาร้องเสียงหลงเรียกม้าฝีเท้าดี พาหนะอย่างเดียวที่จะนำเธอกลับไปยังชิริอาห์

หากว่าม้าฝีเท้าดี ไร้คนขี่กลับไม่ยอมแม้แต่เหลียวหลังมาดูเธอ มันวิ่งเตลิดหนีไป ด้วยสัญชาตญาณมันคงจะกลับไปยังที่ๆมันจากมา เมริสาวิ่งตามม้าเนื้อตัวเปียกปอนรู้ว่าไม่เป็นผล ก็รีบผินหลังวิ่งกลับเข้าไปในถ้ำมืดมิดในขณะที่พยัพฝนทมิฬกำลังถล่มลงมาอย่างหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา

เธอมายืนกอดตัวเองสั่นเทาหนาวสะท้านอยู่ในถ้ำในเวลาที่ความมืดแห่งรัตติกาลเข้าครอบงำทุกที

คิดถึงว่าถ้าไม่ม้าเสียแล้ว เธอจะเดินทางต่อไปยังชิริอาห์ได้อย่างไรกัน?

ทหารขององค์เอเมียร์ไง...มิลลา...เธออดนึกเขาอีกไม่ได้....ป่านนี้พวกเขาคงกำลังค้นหาเธออย่างหนัก จะมีเจ้าคนนั้นด้วยหรือเปล่าก็ช่างเหอะ แต่อีกไม่นานจะมีคนมาพบเธอ เมริสาปลอบตัวเองให้รอคอยด้วยความหวัง

ยิ่งดึกยิ่งเงียบสงัด เนื้อตัวเปียกชื้นของเธอค่อยคลายลง แต่ความหนาวเหน็บยามที่ค่ำคืนมาเยือนช่างทรมานไม่แตกต่างจากยามที่แดดจัดจ้าในตอนกลางวันแม้แต่นิด ร่างเล็กบางกอดตัวเองหนาวสั่น ฟันกระทบกันกึกๆ ภาวนาขอให้คนที่ตามหามาพบโดยเร็ว....ก่อนที่เธอจะทานทนไม่ไหว....ทหารทั้งกองทัพชิริอาห์มากมายเพียงใด...ทำไมยังมาไม่ถึง

เสียงฝีเท้าย่างบนพื้นหินในถ้ำมืดดังสะท้อนก้อง

ร่างที่นอนหลับใหลไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการรอนแรมกลางทะเลทรายมาทั้งวัน เผยอเปลือกตาขึ้นมา หากตรงหน้าก็คือความมืดมิด

เสียงจุดไฟแช็กและแสงสว่างที่สว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืดส่องเรืองมาทางนี้ เมริสาขดตัวลุกขึ้นนั่งกอดเข่าไว้ด้วยความหนาวเหน็บ ดวงหน้าซีดขาวเพราะความหนาวแย้มยิ้มออกมาอย่างยินดี

....มีคนมาพบเธอแล้ว

ช่วยด้วย ฉันอยู่ในนี้ รีบร้องบอกคนที่ก้าวเข้ามา เขาจะเป็นใครก็แล้วแต่ หากว่าเธอยื่นข้อเสนอให้เขาพากับชิริอาห์ด้วยราคาค่าจ้างสูงลิบ รับรองว่าเขาต้องไม่ปฏิเสธแน่ๆ

เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ เปลวไฟนำทางส่องสว่างเรืองแสงขึ้นมาทุกที

ฉันอยู่ที่นี่คะ ฉันอยู่นี่ ส่งเสียงเรียกอย่างดีใจ

สุดท้ายเปลวไฟนั่นก็ส่องสว่างตรงหน้า เมริสายิ้มอย่างดีใจ

ขอบคุณค่ะ ฉันดีใจมากที่พบคนเสียที เธอเอ่ยออกมาอย่างยินดีเป็นที่สุด

ข้าก็ยินดีเช่นกันที่เราพบกันอีกครั้ง น้ำเสียงเย็นยะเยือกที่ตอบกลับมาทำเอาเธอตัวชาวาบกระตุกหนาวไปถึงไขสันหลัง แสงไฟคบที่สว่างทาบทับลงบนเสี้ยวหน้าแกร่งคร้ามเข้มดวงตาสีน้ำตาลทองฉายเจิดจ้าอย่างยินดี ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นดุดันในชั่วพริบตา เมริสารู้สึกคล้ายโดนผีหลอก หากมันเป็นความฝัน ก็คงเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิต

ร่างเล็กบางหนาวสั่นจนฟันกระทบกันกึกๆกระเถิบถอยหนี ฝ่าเท้าของร่างสูงใหญ่นั่นก็ยังตามมาติดๆ

คิดจะหนีข้าไปไหนอีกหรือสาวน้อย ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าเป็นนายพราน... คำพูดที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากหยักคมที่ปกคลุมด้วยหนวดเครารกรุงรังนั่น คล้ายดังกระชากหัวใจเธอหลุดออกไปจากกาย การปรากฏตัวของเขาตรงหน้า ไม่ต่างจากการปรากฏกายของปีศาจแม้แต่นิด

ข้าชอบเกมล่า น้ำในตัวทั้งหมดเหมือนระเหิดไปจากร่างของเธอ

และเจ้าก็คงรู้ว่าเหยื่อของเกมล่านั้น จะมีสภาพเป็นอย่างไร? น้ำเสียงตวาดว่าทำให้เมริสาสะดุ้งโหยง มาฬิสปักคบไฟไว้ที่ซอกหินผนังถ้ำ มันส่งแสงส่องสว่างชัดเจนว่าตอนนี้ปีศาจตรงหน้ากำลังกระโจนเข้าหา สองมือแกร่งแข็งปานคีมเหล็กกำลังบีบสองข้อมือบางๆของเธอไว้

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเต้นระริกด้วยความตกใจกลัวหวาดผวาสุดขีด เมื่อใบหน้าถมึงทึงยื่นเข้ามาใกล้ เปลวไฟในประกายตาสีน้ำตาลทองลุกโชน

กรี๊ด.................................... เสียงกรีดร้องยาวก่อนที่เธอจะหงายหลังทรุดลงสิ้นสติไป

ความโกรธเคืองแค้นทั้งหมดจากจุดสูงสุดแทบทะลุปรอทกลายเป็นแตะอยู่ที่ศูนย์องศาในทันทีที่ร่างบางในมือสิ้นสติลงหลังจากดวงตาฉายแววตระหนกอย่างสุดขีด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

54 ความคิดเห็น

  1. #28 Mhuay (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2552 / 09:34

    หนุกค่ะ มาอัพต่ออีกนะค่ะ

    #28
    0