เชลยแค้น สุดแดนทราย : สนพ.ซิมปลี้บุ๊ก

ตอนที่ 1 : ตัวแทน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,416
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 ส.ค. 52

1.ตัวแทน

            อะไรกัน เมซ่าเพิ่งมาถึงแท้ๆ พี่ก็จะไม่อยู่แล้วหรือ?

คนพูดหน้างอกระเง้ากระงอดตัดพ้อ พอรู้ว่าจะไม่มีใครอยู่ต้อนรับเธอให้สมกับความคิดถึงและเร่งเร้าวันคืนให้เดินทางกลับมาที่เชดัสย่าห์ เมื่อเอเมียร์ไซยเอ็ดและพระชายา แจ้งว่าทรงมีกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมมิตรประเทศใกล้เคียงเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูต

โมซ่าไม่ได้ตามเสด็จไปด้วย องค์เอเมียร์กล่าว สายพระเนตรที่ทอดมองพระชายาเต็มไปด้วยความกังวลระคนห่วงใย ทั้งๆที่ว่า พระชายาก็นั่งเกาะกุมพระหัตถ์อยู่ข้างพระวรกายแท้ๆ ดูทำพระพักตร์เข้ารึ เห็นแล้วเมริสาก็นึกเคืองทั้งสองพระองค์นัก จะหวานกันไปถึงไหน ช่างไม่เกรงใจหัวอกสาวโสดอย่างเธอบ้างเลยหรือไร

อ้าว! ทำไมล่ะเพคะ?

พี่มีหมายกำหนดการไปเปิดหอสมุดแห่งชาติแทนองค์เอเมียร์ หันไปสบพระเนตรกับพระสวามีด้วยสีหน้าที่แย่พอกัน ดวงเนตรที่มองไปยังพระสวามีช่างเต็มไปด้วยความห่วงหาอาลัยรักนักหนา

เออเฮอะ ทีก่อนแต่งงานแล้วล่ะก็ เห็นพี่โมซ่าทำเป็นเหม็นเบื่อหน้าคู่หมั้นตัวเองนัก แล้วอะไรกัน นี่แต่งงานกันได้แค่ไม่ถึงสองปี ชีวิตกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำราวกับว่าขาดเธอก็จะขาดใจเช่นนั้นแหละ

กำหนดการมีพร้อมกัน จะเลี่ยงงานไหนก็ไม่ได้เสียด้วย ตรัสอย่างปลอบพระทัยกันและกัน

ก็เลื่อนออกไปก่อนไม่ได้หรือคะ แค่งานเปิดหอสมุด คนพูดแย้งขึ้นมาด้วยไม่เห็นว่ามันสำคัญมากมาย

ไม่ได้หรอก มันเป็นงานเพื่อประชาชน พวกเขาเฝ้ารอชื่นชมพระบารมี ทางส่วนราชการก็เตรียมการไว้เรียบร้อยทุกอย่างแล้ว หากเลื่อนออกไปจะวุ่นวายกันหลายฝ่าย

เสียงถอนพระอัสสะ* สายพระเนตรที่ประสานกันเต็มไปด้วยรอยอาลัยรักในกันและกันอย่างเหลือล้น กะอีแค่พระเชษฐภรรดา*เสด็จเยือนเพื่อนบ้านแค่ห้าวันก็กลับมา หากสีพระพักตร์ของทั้งสองพระองค์ราวกับจะพลัดพรากจากกันไกลและไม่ได้พบเจอกันอีก....ขัดลูกตาคนไม่มีแฟนอย่างเมริสานัก

แล้วแม่ละคะ ทำไมไม่เห็นมารับเมซ่าเลย

สายตากลมใสมองสำรวจ เมื่อพบว่าในห้องรับรองระดับวีไอพีของสนามบินแห่งชาติเชดัสย่าห์ ไม่มีเงาของมารดาที่บ่นพึมให้เธอรีบตามมาเมื่อปิดภาคเรียน แต่เมริสาแอบแวะเที่ยวบ้านเพื่อนชื่อมะปรางที่ประเทศไทยตั้งห้าวันเลยทำให้เวลาหนึ่งเดือนที่มหาลัยแพทย์ที่เธอศึกษาอยู่ หยุดเพื่อให้นักศึกษาชั้นปีหนึ่งที่กำลังจะเปลี่ยนชั้นปีได้พักผ่อน หลังจากเรียนหนักคร่ำเคร่งมาถึงสองเทอมแล้ว ลดเวลาที่จะอยู่ในเชดัสย่าห์ลงไปอีก

แม่งอนเราหนีไปอยู่ที่พระราชวังตัสนิมแล้ว พระชายาตอบ สายตาขุ่นมองน้องสาว

เมริสายิ้มแป้น โห! พี่จ๋า กว่าจะได้หยุดอีกทีตั้งปีหน้า เรียนก็หนักมาตั้งเก้าเดือน เมซ่าก็อยากพักผ่อนบ้างสิจ๊ะ แล้วบ้านของมะปรางที่ประเทศไทยนะ ก็น่าเที่ยวชะมัด เมซ่าไม่ได้แค่เที่ยวเล่นสนุกๆเท่านั้นนะ ยังแอบไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมาด้วย ไว้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง สนุ๊ก...สนุก

ทรงมองพระขนิษฐาด้วยดวงเนตรเข้มขึง มีอะไรที่เราไม่สนุกบ้าง เห็นอะไรก็สนุกไปเสียหมด

คนรักสนุกหัวเราะเสียงใส บุรุษอีกสองคนผู้เป็นองครักษ์ตามเสด็จกลอกสายตาไปสบกันอย่างขัดตากับท่าทางหัวเราะเปิดเผยของสาวน้อยที่ไม่มีหญิงเชดัสย่าห์คนไหนทำเช่นนี้แน่

อย่าดุน้องให้มากเลยโมซ่า เดี๋ยวลูกเราจะเครียดไปด้วยนะจ๊ะ องค์เอเมียร์เตือน วางพระหัตถ์ลูบไล้ที่ครรภ์ของพระชายาอย่างทะนุถนอม

พี่สาวที่ไม่ทิ้งความดุ จึงคลายสีหน้ายุ่งๆลง แตะพระหัตถ์บางแผ่วเบาที่พระครรภ์

พระอัสสะ = ลมหายใจ     , พระเชษฐภรรดา = พี่เขย

อย่าเอาแต่สนุกเหมือนน้าเมซ่านะลูก ไม่งั้นพ่อกับแม่คงกลุ้มใจ ดูซิ สอนหลานอย่างนี้ได้ยังไงกัน

ฝากเจ้าอีกอย่างนะเมริสา ช่วยดูแลพี่สาวเจ้าด้วย ให้ทานอาหารตรงเวลา อย่าทำงานหนัก พักผ่อนให้มาก เลือกทานแต่ของที่มีประโยชน์ แล้วก็อย่าเดินนานๆ อย่าขึ้นลงบันไดเอง ห้ามทำอะไรผาดโผนเด็ดขาด ห้ามขับรถ ห้าม...

เมซ่าจำได้ไม่หมดหรอกค่ะ เมริสาโพล่งออกมา เมื่อฟังดูเหมือนว่าความห่วงใยอันล้นปรี่ของพระองค์ต่อพระชายาช่างมากมายจนจำไม่หวาดไม่ไหว เธอคงดูแลพี่สาวได้ไม่ดีเท่าพระองค์แน่ๆ

องค์เอเมียร์ชะงักใบหน้านิ่งขึงไป ก่อนจะถอนพระปัสสาสะ* เบาๆ

เราห่วงเจ้ามาก แต่จะไม่ไปก็ไม่ได้สายพระเนตรที่มองพระชายาเต็มไปด้วยความห่วงกังวลดังว่า

แล้วทำไมไม่เสด็จไปพร้อมๆกันเสียเลยเล่าเพคะ? เมริสาแนะขึ้นมา

ก็พี่มีงานเปิดหอสมุดแห่งชาติพี่สาวย้ำอีกหนอย่างหงุดหงิดใจ ช่วงนี้อารมณ์แปรปรวนนัก

ห้าวันมีราชกิจเพียงงานเดียวใช่มั้ยเพคะ?

ทั้งสองพระองค์พยักหน้า

แล้วพี่โมซ่าก็ต้องใส่ชุดเพนกวินเหมือนตอนนี้ไปงานด้วย ทั้งองค์เอเมียร์และพระชายาก้มมองสำรวจชุดเพนกวินที่เมริสาว่า อาไบยาสีดำแขนยาวปกปิดถึงข้อมือคลุมกรอมเท้า และสวมฮิญาบคลุมใบหน้าและเส้นผม ก่อนจะทรงพระสรวลออกมาเบาๆอย่างขบขันกับคำพูดเปรียบเปรยของพระขนิษฐา

เหมือนนกเพนกวินอย่างที่เจ้าว่าจริงๆเสียด้วยสิ

เมริสายิ้มกว้าง น้อมรับคำชม ว่ามั้ยเพคะ หากเอาผู้หญิงนุ่งชุดคลุมยาวปิดหน้าปิดตาอย่างนี้มายืนเรียงๆกัน แยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าใครเป็นใคร?

ทรงพยักพระพักตร์เห็นด้วย

ถ้าเมซ่าแต่งตัวอย่างนี้ เมซ่าก็กลายเป็นพี่โมซ่าได้

พระขนงของทั้งสองพระองค์ขมวดอย่างฉงนสงสัยหนักว่าเจ้าตัวจ้อยช่างคิดกำลังจะพูดเรื่องอะไร

ถ้าไปเปิดหอสมุด แค่ไปตัดริบบิ้นแล้วเดินชมงาน ไม่ต้องอาศัยความสามารถพิเศษอะไรนอกเหนือจากนั้น เมซ่าทำแทนพี่ก็ได้ค่ะ ความคิดของเมริสาทำให้ทั้งสองพระองค์หันไปสบพระเนตรกัน

ดีเหมือนกันนะ เราจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเจ้า ห่างกันตั้งห้าวัน ไกลหูไกลตาปล่อยไว้กับคนอื่น อย่างไรเสียเราก็ไม่ไว้ใจใครจะดูแลเจ้าได้ดีเท่าเรา เอเมียร์ไซยเอ็ดทรงเห็นด้วยกับความคิดของพระขนิษฐา

ไม่เท่ากับเราหลอกลวงประชาชนหรอกหรือเพคะ?

ส่ายพระพักตร์ไปมา หลอกลวงตรงไหนกัน เมริสาเองก็นับเป็นสายโลหิตของกษัตริย์ ก็เท่ากับมีหน้าที่ต่อประชาชนเชดัสย่าห์เช่นกัน งานนี้ให้เมริสาไปแทนเถอะนะ ส่วนเจ้าก็ไปกับเรา ทรงตัดสินพระทัยแทนพระชายาที่ลังเล

แต่หม่อมฉันไม่ได้มีกำหนดการตามเสด็จ คนจะพากันสงสัย

ก็อย่างที่เมริสาว่าไว้ไง ใส่ชุดปิดทั้งหน้าทั้งตัวเป็นนกเพนกวินเช่นนี้ จะมีใครรู้เล่าว่าเป็นเจ้า

พระพักตร์เข้มคมคายฉายพระสรวลออกมาอย่างยินดียิ่ง ที่หาทางออกได้ แต่พระชายาก็ยังไม่ละความกังวล มองไปที่น้องสาวตัวยุ่งว่าจะสามารถเป็นหุ่นแทนได้เหมือนพระองค์จริงหรือ?

พอเจอดวงตากลมใสแจ๋วของเจ้าตัวยุ่งพยักหน้าหงึกๆรับรองยืนยันตัวเองก็ให้ถอนพระทัยเบาๆ ในเวลาตั้งครรภ์เช่นนี้ ก็ไม่อยากอยู่ห่างพระสวามีเลยแม้แต่ซักนิด ด้วยมิอาจควบคุมฮอร์โมนปั่นป่วนที่ชวนให้อารมณ์อ่อนไหวฟุ้งซ่านคิดมาก จึงพยักพระพักตร์เห็นพ้องด้วย พระหัตถ์บีบแน่นอย่างยินดี

พระปัสสาสะ = ลมหายใจออก 

แน่ใจนะเมซ่าว่าเธอจะไม่ทำงานป่วน

โหยพี่จ๋า เชื่อมือเมซ่าสิ แล้วยังมีทั้งคุณฮันนา คุณลิปดา กำนัลนางในมากมาย และยังจะสององครักษ์ขององค์เอเมียร์อีก

กระหม่อมมีหน้าที่ตามเสด็จด้วย ดาบินกับมิลลาที่นั่งฟังข้อถกเถียงอยู่นานกล่าวขึ้นพร้อมๆกัน

เมริสาหันไปมององครักษ์หน้าดุกับองครักษ์หน้านิ่งที่แย่งชิงจะชิ่งหนีเธอแล้วให้ค้อนเสียตาขุ่น

พวกเจ้าคนหนึ่งต้องอยู่ถวายการอารักขาพระขนิษฐา สุรเสียงเฉียบตัดสิน

มิลลาชำนาญเรื่องงานพิธีการเขาน่าจะทำได้ดีกว่ากระหม่อม ดาบินชิงเสนอสหายสนิทแทนตัวเขา

งั้นเจ้าช่วยดูแลเมริสาและพระราชวังมุซทามัสให้ด้วยก็แล้วกัน ขอบใจมากนะมิลลา ทรงดำริห์ออกมาเสียอย่างนี้ องครักษ์หนุ่มหน้านิ่งจึงได้แต่อ้าปากค้างน้อยๆ เมื่อหันไปหาสหายสนิทก็ตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้เสียอย่างนั้น

ฝากไว้ก่อนนะดาบิน....

 

หน้าบูดเป็นอูฐป่วยเชียว....ไม่อยากอยู่กับฉันทำไมคุณไม่ตามเสด็จองค์เอเมียร์ไปด้วยเล่า

เมริสาตวัดหางตามาดูองครักษ์หน้านิ่งอดค่อนแคะไม่ได้ เพราะตั้งแต่ขึ้นรถมาเขาก็เอาแต่ตีหน้าขรึมไม่พูดไม่จา ดูท่าทางออกว่าไม่พอใจนักที่ต้องอยู่ถวายการอารักขาเธอ....ชิ ใครง้อกัน

เสียงถอนใจเบาๆ ก่อนจะหันเหสายตาไปนอกรถของคนข้างๆอย่างไม่อยากใส่ใจอารมณ์ขึ้นๆลงๆของเด็กสาว

ฉันพูดกับคุณอยู่นะ คุณองครักษ์

ผมชื่อมิลลา

ใช่....คุณมิลลา ฉันพูดกับคุณอยู่

ผมได้ยินแล้ว เขาตอบเบาๆ คร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับผู้หญิงข้างๆ ด้วยมิใคร่ถูกชะตาในความเป็นสาวหัวนอกที่แทบไม่มีอะไรใกล้เคียงกับหญิงอาหรับที่งดงามอ่อนหวานซักนิดเดียว

ไม่เท่านั้น เขายังเคยสัมผัสถึงความคิดและคำถามประหลาดล้ำอย่างไม่เคยได้ยินจากปากผู้หญิงเชดัสย่าห์คนไหน การสนทนากับเธอครั้งใดทำให้เขารู้สึกเวียนหัวเสียหน้าแล้วก็อ้ำอึ้งเพราะใบ้กินที่ไม่สามารถโต้ตอบเจ้าหล่อนได้

แล้วทำไมไม่ตอบ...เจ้าของดวงตากลมใสเอียงคอเบี่ยงหน้านวลลงจ้องมองเขา กริยาอย่างนี้ใครสอนกัน เป็นน้องนุ่งหน่อยไม่ได้ จะจับฟาดก้นเสียให้เข็ดเรื่องอะไรมาทำท่ายั่วยวนป่วนประสาทผู้ชายที่ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมเป็นเครือญาติอย่างนี้

คุณก็ได้ยินคำสั่งองค์เอเมียร์ไม่ใช่เหรอ?

เมริสายกมือขึ้นกอดอก สะบัดหน้าเชิดไปเสียอีกทาง

ถ้านึกเสียว่าเป็นหน้าที่ก็ช่วยทำหน้าดีๆหน่อย เห็นแล้วรำคาญลูกตาอดเหน็บแนมกลับไม่ได้

ใบหน้าผมก็เป็นเช่นนี้มาแต่กำเนิด

น่าแปลกนะ ที่แม่คุณยังอุตส่าห์เลี้ยงมาจนโต ไม่เอาไปทิ้งเสียก่อน

ดวงตาขุ่นๆบนใบหน้าเรียบนิ่งนั่นตวัดมามอง เมริสาเลยหุบปากเงียบสนิท เสสายตาไม่รู้ไม่ชี้มองไปเสียที่นอกรถ ทัศนาสองข้างทางที่ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เสมอเวลาที่มาเยือนเชดัสย่าห์จนกระทั่งรถพระที่นั่งแล่นเข้าไปยังเขตพระราชวังมุซทามัส เขาอ้อมวิ่งเพื่อจะไปเปิดประตูรถให้ แต่เมริสากลับเปิดประตูแล้วก้าวลงมาเสียเองไม่ต้องให้ถึงมือเขา อย่างไม่ง้องอน มิลลาชักสีหน้านิดหน่อย แล้วทำหน้าที่พาเธอไปพบหัวหน้านางกำนัลประจำพระตำหนักก่อนแยกตัวไป

                              

                พระตำหนักโมซ่าปิดซ่อมแซม พระชายารับสั่งให้คุณพักที่ห้องประทับเดิมของพระองค์บนตึกปีกซ้ายของพระตำหนักมุซทามัสค่ะปาตีหัวหน้านางกำนัลในวัยสาวใหญ่ประจำพระตำหนักมุซทามัสรายงาน

เมริสาฟังคำรายงานของนางกำนัลฝ่ายในด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวด ความตั้งใจที่ว่าจะกอดรัดพี่สาวคนเดียวให้หายคิดถึงกับที่ต้องห่างกันไกลเกือบหนึ่งปี นับตั้งแต่ที่เธอเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยแพทย์ในอังกฤษมีอันต้องรอต่อไปอีก

เซ็งชะมัดเลย เจ้าตัวบ่นพึม มองบรรยากาศที่เริ่มสลัวยามพลบค่ำของพระราชวังมุซทามัสอย่างไม่ชอบใจนัก ยิ่งมาถึงแล้วรู้ว่าไม่มีใครที่เธอต้องการพบอยู่ที่นี่เลยซักคน ทั้งมารดาที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนตั้งแต่ตอนรู้ข่าวว่าพี่โมซ่าตั้งครรภ์อ่อนๆเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ตอนนี้ไปพำนักอยู่ที่พระราชวังตัสนิม ห่างจากที่นี่ไปอีกนับร้อยไมล์ ตอนนั้นตัวเธอเองติดสอบอยู่ จึงต้องเดินทางตามมาทีหลังเพราะแม่ตื่นเต้นที่จะได้หลานคนแรกจนรอคอยไม่ไหว ทั้งๆที่ตอนนั้นอายุครรภ์ของพี่โมซ่ายังไม่ครบสองเดือนดีด้วยซ้ำ คนเห่อจะได้เป็นพระอัยยิกา*ยังสาวจึงเดินทางล่วงหน้ามาก่อน เมริสาจึงต้องเดินทางมายังเชดัสย่าห์แต่เพียงลำพัง

และเธอก็มีเวลาเหลืออยู่ที่นี่อีกแค่สองอาทิตย์กว่าๆเท่านั้น หลังจากหมดเวลาโอ้เอ้ไปที่ประเทศไทยแวะเที่ยวบ้านเกิดของรูมเมทคนสนิทที่ชื่อมะปราง การเรียนแพทย์หนักหนาสาหัสสำหรับคนขี้เกียจและติดสบายอย่างเธอนัก แต่เพราะคิดดีแล้วว่า การเรียนสาขาวิชานี้ เธอจะช่วยแบ่งเบาภาระขององค์เอเมียร์และพระชายาได้มาก

เชดัสย่าห์ยังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา แม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่น้ำมันใต้ผืนทรายที่แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ขุดมาใช้กันโครมๆ คงทำให้เศรษฐกิจของที่นี่รุ่งเรืองอย่างนี้ได้อีกไม่นาน หากไม่หาหนทางอื่นๆที่จะนำรายได้ทดแทนเข้าประเทศมากกว่าทรัพยากรที่นับวันมีแต่จะหมดไปอย่างน้ำมัน สายแร่ทองคำ และอัญมณี

ทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วยอย่างยิ่งเมื่อเธอบอกว่าเลือกเรียนแพทย์ศาสตร์ โดยเฉพาะองค์เอเมียร์ที่ออกปากชื่นชมและสนับสนุนเต็มที่ทำให้เมริสาฮึดสู้ แม้หลายครั้งหลายคราจะนึกท้อใจ เมื่อเวลาชีวิตในแต่ละวันจะต้องหมดไปกับตำรากองโต การค้นคว้าทดลองในแล็ป และการฝึกงานในโรงพยาบาล

แต่พอนึกถึงใบหน้าเข้มคมคายงามสง่าของเอเมียร์ไซยเอ็ดผู้เป็นพระเชษฐภรรดาแล้วก็ให้เธอมีกำลังใจที่จะเล่าเรียนต่อไป เพื่อจะได้นำความสำเร็จมาพัฒนาเชดัสย่าห์ให้เจริญก้าวหน้า

เจ้าพาเราไปห้องพักสิ เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว คนเพิ่งมาถึงออกคำสั่งอย่างเบื่อหน่าย มองความใหญ่โตโอ่โถงอลังการล้านเจ็ดของพระตำหนักมุซทามัสที่ไม่มีใครรู้จักสนิทสนมก็ให้ความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายขึ้นมา

ค่ำนี้ก็คงต้องทานอาหารเพียงลำพัง บนโต๊ะอาหารใหญ่โต ทั้งๆที่มีเรื่องจะเล่าให้พี่สาวและมารดาฟังอัดแน่นเต็มอยู่ในหัวไปหมด แค่คิดว่าจนกว่าทุกพระองค์จะกลับมาพร้อมหน้ากันก็ให้น้ำลายบูดเสียแล้ว เมริสาก็อยากร้องกรี๊ดออกมาดังๆระบายความอึดอัดใจ

เธอเดินตามหัวหน้านางกำนัลฝ่ายในลัดเลี้ยวในพระราชวังหินอ่อนขัดมันวับใหญ่โตมโหฬารที่มีห้องหับมากมายกว่าสามร้อยห้องเพื่อจะขึ้นไปพักผ่อน เสาทุกต้นมีทหารเวรยามหน้าตาขึงขังยืนนิ่งแทบไม่หายใจ ถ้าไม่เห็นพวกเขากะพริบตาแล้ว เธอคงคิดว่าทหารพวกนี้เป็นหุ่นมากกว่าคนมีชีวิต นางกำนัลที่พบปะ แค่เห็นว่าเธอเดินตามหัวหน้าของพวกหล่อนไปก็พากันย่อตัวถอนสายบัวแล้วยืนนิ่งจนกระทั่งเธอเดินพ้นมา ถึงได้ขยับตัว ทุกคนที่นี่ทำตัวราวกับหุ่นยนต์ไม่มีผิด มีชีวิตจิตใจมีความคิดความรู้สึกมากกว่าจะปฏิบัติราวกับถูกโปรแกรมสั่งไว้กันบ้างรึเปล่านะ เมริสาสงสัยนัก มองความใหญ่โตโอ่อ่าของพระราชวัง ที่มีคนยืนอย่ทุกมุมเสา แต่ไฉนเลย มันถึงได้ดูเคว้งคว้างอ้างว้างโดดเดี่ยวเช่นนี้หนอ

ขณะที่กำลังเดินขึ้นชั้นบนปีกซ้ายของตำหนักมุซทามัส คนที่คุ้นหน้าดีว่าเขาตามติดราวกับเป็นเงาขององค์เอเมียร์ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอีกหนตบรองเท้าคอมแบตดัง เมริสาถึงกับชะงัก...นี่ก็เหมือนกัน ทำอะไรเป็นพิธีไปหมด

ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มั้ยครับ หวังว่าคุณคงพอใจ

พระอัยยิกา = ยาย

เมริสาจ้องหน้าผสานสายตากับอีกฝ่ายนิ่ง ไม่

คิ้วเข้มบนหน้านิ่งเลิกขึ้นสูง ดวงหน้าหวานใสของเธอบึ้งตึง ช่วยทำตัวเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้มั้ย ทำไมทุกอย่างที่นี่ถึงต้องเป็นพิธีรีตองหมด มันเหมือนพวกคุณทำไปตามหน้าที่มากกว่ายินดีต้อนรับฉันจริงๆ

ซึ่งมันก็ถูกต้องแล้วนี่นา....คนที่นี่มีหน้าที่ แต่ดูเหมือนคนเรื่องมากตรงหน้าเท่านั้นที่ไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง

ฉันไม่ใช่เด็กห้าขวบเสียหน่อย ไม่ต้องดูแลมากมายนักหรอก ชิล ชิล สบายๆนะ ไม่ต้องตีหน้ายุ่งขรึมขึงขังจริงจังก็ได้ ดูทหารเวรยามของพวกคุณสิ หน้าตาเหมือนซอมบี้ไร้ชีวิต นี่มันพระตำหนักมุซทามัสหรือประสาทแฟรงเก้นสไตน์กันแน่คำถามพร้อมหน้าหงิกงอของเจ้าหล่อน ทำให้มิลลาลอบถอนใจ กัดฟันกรอดอย่างพยายามระงับอารมณ์

มันเป็นหน้าที่ ผมต้องอยู่ดูแลความปลอดภัยให้กับคุณ หากต้องการสิ่งใดโปรดบอก ผู้ชายคนนี้พูดทุกอย่างเป็นจริงเป็นจังไปเสียหมด เขาไม่ได้มีอารมณ์ขบขันร่วมไปกับเธอด้วยแม้แต่ประโยคเดียว ช่างทำหน้าที่ได้อย่างเคร่งครัดและดีเยี่ยมจนน่าจะขึ้นเงินเดือนให้จริงๆ

งั้นทานข้าวเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ เธอเปลี่ยนใจไปที่โต๊ะอาหารแทน เพราะจะเรียกให้เขาตามขึ้นไปบนห้องนอนก็คงไม่ได้ ไอ้ทั้งตำหนักนี่เท่าที่รู้จักเห็นหน้าค่าตาได้พูดคุยกันมากที่สุด ก็คงมีแต่เขาคนเดียว...นายองครักษ์หน้านิ่ง...ชื่ออะไรนะ...จำไม่ได้อีกละ...แต่ก็ช่างมันเหอะ

คำขอของเมริสาทำให้มิลลาชะงักไปในทันที มิบังควรครับ

ใครเป็นคนกำหนดว่าควรหรือไม่ควร นี่เป็นคำสั่งฉันขอให้คุณทานอาหารเป็นเพื่อน เข้าใจ๊ คำสั่งย้ำอย่างไม่สนใจความรู้สึกของเขาแม้แต่นิด แล้วร่างบางก็เดินลิ่วนำหน้าเขาไปยังโต๊ะเสวยโดยมิฟังคำตอบโต้ใดๆจากเขาอีก

มิลลามองตามร่างแบบบางนั่นไปด้วยความรู้สึกหน่ายๆที่ต้องมาคอยดูแลเธอ แทนที่เขาจะได้ถวายอารักขาตามเสด็จ กลับถูกดาบินโยนโชคร้ายมาให้ไม่ได้ปฏิเสธ จึงต้องอยู่โยงเฝ้าวังดูแลคุ้มครองสาวน้อยคนนี้ ดาบินคงรู้พอกันว่าเป็นงานปวดหัวแค่ไหนกับการต้องอยู่กับผู้หญิงอารมณ์ขึ้นๆลงๆที่ได้ข่าวว่าตอนนี้กำลังจะขึ้นปีสองที่มหาลัยแพทย์ลีดอันมีชื่อในอังกฤษ แต่กลับมิได้ดูมีวุฒิภาวะแตกต่างไปจากสาวน้อยคนเดิมที่เขาเคยเห็นมาเมื่อสองปีก่อนซักนิดเดียว

สุดท้ายเขาก็สาวเท้าก้าวตามร่างแบบบางนั่นไปยังห้องเสวยที่วันนี้มีโอกาสได้ร่วมโต๊ะกับเธอ แต่มิใช่เรื่องน่ายินดีซักนิดสำหรับมิลลา

 

อะไรกันมีแต่อาหารไฮโคเลสเตอรอลทั้งนั้นเลย เสียงถามเอะอะดังหลังจากกวาดสายตาไปยังรายการอาหารแต่ละเมนูที่จัดวางตกแต่งอย่างหรูหราอลังการบนโต๊ะเสวย

ทั้งไก่อบ สเต็ก สตูลิ้นวัว สปาเก็ตตี้ โอ๊ยอะไรกันนี่ กลัวฉันไม่เป็นพะโล้หรือไง คนที่กำลังคลี่ผ้าเช็ดปากถึงกับชะงักไป

ทางห้องเครื่อง*รู้ว่าคุณจะมา เลยทำอาหารพวกนี้ไว้เพื่อต้อนรับ

เมริสาเบะปาก รู้รึเปล่าว่าฉันเบื่ออาหารพวกนี้จะแย่ ใครกันนะที่คิดเมนู ช่างสิ้นคิดซะจริง คำบริพาสนั่นทำให้มิลลาถึงกับอ้าปากค้างเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง

ก่อนจะระงับอารมณ์ข่มความไม่พอใจลง แล้วตอบไป ผมเองครับ

เมริสาสะอึกขึ้นมาหน้าเจื่อน เพราะดันจุดไต้ตำตอเข้าได้ ตีหน้าแหย

ขอโทษนะคะ ฉันรู้ว่าคุณหวังดี แต่ฉันคงหงุดหงิดกับการเดินทางไปหน่อย แถมมาที่นี่ก็ยังไม่มีใครอยู่ด้วยซักคน น้ำเสียงโอดครวญท้ายเสียงออดอ้อนนิดๆ ไม่ทำให้องครักษ์หน้าตึงรู้สึกดีขึ้น

ห้องเครื่อง = ห้องครัวสำหรับทำอาหารให้เจ้านาย

ผมเพิ่งรู้ว่าคุณมองผมไม่ใช่คน

เมริสาถึงกับเผยอริมฝีปากอึ้งกับวาจาเผ็ดร้อนที่สวนกลับมาจากใบหน้านิ่งๆนั่น เธอไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นซักหน่อย ปกติองครักษ์ทั้งสองของเอเมียร์ไซยเอ็ดก็มักทำหน้าตึงๆขึงขังดุดันอยู่ในหน้าที่อยู่แล้ว คำเหน็บแนมกลับมาพร้อมใบหน้าที่ตึงไปยิ่งกว่าผ้าใบขึงเต็นท์อย่างนี้ ทำเอาเมริสาทำหน้าไม่ถูก

ทางห้องเครื่องมิทราบว่าคุณอยากรับประทานอะไร ผมเป็นคนเสนอให้เขาทำอาหารพวกนี้ เพราะจากที่ได้พบกันครั้งที่แล้ว ผมเห็นว่าคุณค่อนข้างจะเป็นชาวตะวันตกคงจะไม่ค่อยชอบหรือชื่นชมอาหารอาหรับนัก

น้ำเสียงเคร่งขรึมแต่หนักแน่นในทุกคำที่เปล่งออกมาจากปากของเขา ฟังดีๆนั่นมันหลอกด่าเธอชัดๆนี่นา นึกว่าจะไม่เข้าใจหรือไง

ฉันน่ะระดับนักศึกษาแพทย์เชียวนะยะ อย่าคิดว่าที่เหน็บแนมประชดประชันอย่างนี้ฉันจะตีความหมายไม่ออก

เมริสาตวัดดวงตากลมค้อนองครักษ์หน้านิ่งที่ตีหน้าขรึมราวกับไม่รู้ไม่ชี้ว่าเหน็บเธอสะอึกเสียหลายที ก่อนจะคลี่ผ้าเช็ดปากออก แล้วลงมือทานอาหารแต่โดยดี เพราะไม่อยากมีปัญหาให้อีกฝ่ายยิ่งหน้าตึงไปกว่าเดิม

มิลลารับประทานไปเงียบๆด้วยท่าทางอย่างที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอันดี ดวงตากลมใสเต็มไปด้วยแววซุกซนลอบมองสีหน้าเคร่งขรึมเรียบนั่นอยู่บ่อยๆ อย่างสงสัยว่าเขาไม่เมื่อยหน้าบ้างหรือไร

ดูท่าคุณไม่ชอบอาหารฝรั่ง เธอเอ่ยชวนสนทนาให้บรรยากาศอันเงียบอึมครึมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

นานๆทานที ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้แย่เท่าไหร่ครับ

เมริสานิ่วหน้าในคำตอบ คุณชื่ออะไรนะ?

ใบหน้าตึงนั่นเพิ่มสีเข้มขึ้นมาอีกนิด ดวงตาตวัดมองมาเหมือนตำหนิ นั่นเป็นสิ่งที่คุณควรจะถามผมตั้งแต่แรก

แทนคำตอบเขากลับรวนกลับมาให้เธอหน้าม้านไปยิ่งกว่า

สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำความรู้จักคนซักคนหนึ่ง คือจำชื่อเขาให้ได้

ไม่เห็นจำเป็น ประโยคพึมพำด้วยขุ่นใจนั่นทำให้มิลลาลอบถอนใจเบาๆ เธอยังคงกินอย่างเอร็ดอร่อย แม้จะเพิ่งโวยวายเมื่อห้านาทีก่อนนี้ว่าอาหารเหล่านี้ ไฮโคเลสเตอรอล

คุณยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะว่าชื่ออะไร เมริสาย้ำท่าทางวางเฉยของเขา

คุณบอกเองนี่นาว่าไม่จำเป็นช่างยอกย้อนเป็นที่สุด ผู้ชายอะไร พูดจาอย่างนี้แสดงว่ายังไม่มีเมียแน่ๆ ผู้ชายที่ไหนเขาพูดจาอย่างนี้กับผู้หญิงกัน ได้ยินมาว่า องครักษ์เอกทั้งคู่เอเมียร์ไซยเอ็ดยังไม่แต่งงาน ก็คงเป็นเช่นนั้นแหละ ชาตินี้อาจจะไม่ได้แต่งเลยเสียด้วยซ้ำ คนหนึ่งก็หน้าตาดุ๊...ดุ อีกคนรึก็หน้าตายไร้อารมณ์

เมริสาเบะปากก่อนจะรับประทานต่อไปเงียบๆ

ผมชื่อมิลลา จู่ๆเขาก็ตอบขึ้นมาเมื่อวางแก้วน้ำและยกผ้าขึ้นเช็ดปากเรียบร้อย สายตานิ่งจับมาที่ใบหน้าเธอ

ฉันไม่อยากรู้แล้ว และจะไม่จำด้วย

คงไม่ได้หรอก เพราะว่าตลอดเวลาห้าวันจากนี้ที่คุณอยู่ในเชดัสย่าห์ ผมได้รับคำสั่งให้เป็นคนคอยดูแลคุณ ดวงตาคมสะกดให้เธอต้องจ้องตอบ และจำคำสั่งของเขาไว้ด้วย

หากคิดว่าตัวเองอายุซักห้าขวบ...หรือว่าซักสิบขวบก็ยังดี เมริสาจะลุกขึ้นมาร้องกรี๊ด...กรี๊ด...กรี๊ดใส่หน้าผู้ชายคนนี้ให้หูตึงไปเลย ค่าที่ทั้งหน้าตาและวาจาช่างยียวนกวนโทสะเธอนัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

54 ความคิดเห็น

  1. #11 The Cunning (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2552 / 10:56
    oน่ารักดีอ่ะ
    #11
    0
  2. #1 tina (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 / 06:26
    สนุกค่ะ แล้วมาอัพต่อเร็วๆนะ
    #1
    0