Vampire Phantom แค้นรักอันตรายนายแวมไพร์เจ้าเล่ห์

ตอนที่ 8 : บทที่ 6 จุมพิตต้องห้าม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,609
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    14 พ.ค. 62

บทที่ 6 จุมพิตต้องห้าม

 

ตัวฉันยังรู้สึกชาตั้งแต่ถูกเขากอดบวกกับที่ตัวเองกอดเขาเอาไว้อย่างนั้น ทำยังไงก็ไม่หาย พยายามเดินแรงๆ ก็แล้ว หยิกมือตัวเองก็แล้ว ไม่ได้ผลสักอย่างเลย ที่สำคัญพอหลุยส์อุ้มฉันลงจากเกวียนมา เขายังจับมือฉันไปคล้องแขนตัวเองโดยไม่ถามกันสักคำอีกด้วย เขาเหมือนพวกเอาแต่ใจตัวเองชะมัด ทั้งยังชอบทำหน้านิ่งใส่กันอีก นอกเหนือจากนั้นก็มีแต่ยิ้มแบบมีเลศนัย แต่มีสิ่งหนึ่ง...ที่ทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้ คือท่าทางการมองพระจันทร์ของเขา กับแววตาที่เลื่อนลอย มันทำให้ฉันอยากรู้ขึ้นมาว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ฉันรู้สึกผิดและสงสารเขาขึ้นมาทันที

“งานเลี้ยงสวมหน้ากากแบบนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่เวนิสเลยนะคุณว่าไหม” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเราก้าวเท้าเข้ามาในงาน

“เวนิส” ฉันมุ่นคิ้วเมื่อเขาเอ่ยชื่อเมืองที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน

“คุณรู้จักเวนิสรึเปล่า” น้ำเสียงของเขาฉายแววขบขันขณะที่ถาม นั่นทำให้ฉันสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปเลย

“ไม่ค่ะ ไม่เลยสักนิด”

“เป็นเมืองลอยน้ำที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี่ ตั้งอยู่ในแคว้นเวเนโต ที่นั่นจะมีงานคาร์นิวาลสวมหน้ากากจัดขึ้นทุกปีช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เหมาะสำหรับคู่บ่าวสาวที่จะไปฮันนีมูน” เขาโน้มตัวต่ำลงมาพลางเลื่อนมือที่ฉันเคยคล้องมาโอบเอวฉันเอาไว้แทน “คุณอยากเห็นไหม เอาไว้ผมจะพาไป”

“ไม่ค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่ชวน” ฉันรีบปฏิเสธ เขาพูดเหมือนกับจะเน้นเรื่องคู่บ่าวสาวเกินไป มันบ่อยครั้งเสียจนฉันไม่เห็นว่ามันตลกอีกต่อไปแล้ว

“คุณเคยไปเที่ยวที่ไหนบ้างรึเปล่า” น้ำเสียงทุ้มต่ำของหลุยส์ดึงฉันออกจากความคิดของตัวเอง

“ไม่ค่ะ” ฉันปฏิเสธ

“ไม่เลยหรือ แล้วลอนดอนล่ะ” เขายังไม่ย่อท้อที่จะถาม

“ไม่ค่ะ” ฉันรู้แค่ว่าลอนดอนเป็นเมืองหลวงของประเทศที่เราอยู่ แต่ไม่เคยฝักใฝ่อยากไปที่นั่นเลย

“ปารีสล่ะ”

“ไม่ค่ะ”

“ปารีสคือเมืองแห่งความรักเชียวนะ แม้แต่กับคนรักคุณก็ไม่เคยไปเลยรึไง”

“คนรักคนแรกของฉันคือแดเนียล แล้วเราสองคนก็ยังไม่เคยออกจากหมู่บ้านนี้ด้วยเลย แดเนียลอาจจะรู้จักที่นั่น แต่ฉันไม่” ฉันไม่อยากก้มหน้าลงเพื่อหลบตาเขา แม้ว่าจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับเรื่องนี้ ราวกับว่าฉันคาดหวังว่าจะได้ไปที่นั่น

“คุณอายุยี่สิบปีแล้วนะ ไม่เคยออกจากหมู่บ้านเลยแล้วคุณจะรู้จักที่ไหนบ้างเนี่ย”

“ไม่เลยสักที่” ฉันพึมพำ

“คุณอยากไปไหนบ้างไหม ที่ไม่ใช่แค่ในหมู่บ้านแห่งนี้” เขาเอ่ยกระตือรือร้น

“ฉันมีความสุขกับการใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ดีค่ะ หมู่บ้านของเรากว้างใหญ่พอที่จะเดินเที่ยวเล่นได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ”

“คุณคงไม่คิดจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตหรอกนะ ชีวิตมักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผมว่าการออกไปเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอกก็ไม่เลวนะ ถ้าคุณสนใจผมจะขันอาสาพาไป เพื่อตอบแทนที่คุณอุตส่าห์พาผมมาที่นี่”

“ไม่เป็นไรค่ะหลุยส์ ฉันไม่ได้ทำเพื่อหวังผลตอบแทนจากคุณ”

“แย่จัง คุณรู้ไหมว่าผมน่ะหวังผลจากคุณ” เขาพูดลอยๆ พลางมองไปรอบๆ เหมือนไม่จริงจังกับอะไรทั้งสิ้น

“ต่อให้คุณหวัง ฉันก็ไม่มีอะไรจะให้คุณหรอกค่ะ” ฉันพึมพำกับตัวเอง

“คุณมีทุกอย่างที่ผมต้องการ” แม้ว่าใบหน้าของเขาจะซ่อนอยู่เบื้องหลังหน้ากาก แต่แววตาคู่นั้นสามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขากำลังยิ้มยังไง

“คุณต้องการอะไร” ฉันพยายามเก็บอาการตกประหม่า

“ผมไม่ค่อยชอบบอกความต้องการของตัวเองให้ใครรู้สักเท่าไหร่ แต่ผมจะบอกคุณก็ได้” เขาเลื่อนหน้าต่ำลงมาก่อนจะเยื้องไปทางด้านขวาฉัน “ผมต้องการจูบคุณ ช่วยบอกผมทีสิว่าผมจะต้องทำอะไรบ้าง”

“คนที่จะทำแบบนั้นได้ ต้องเป็นคนรักของฉันเท่านั้นค่ะ ขอโทษด้วยนะคะท่านเอิร์ล ที่ต้องทำให้คุณผิดหวัง เพราะฉันไม่สามารถเติมเต็มความปรารถนาให้คุณได้” ฉันดันร่างหลุยส์ออก

“ฮึฮึ คุณนี่น่ารักจริงๆ” เขาเห็นเป็นเรื่องน่าขำ แต่ฉันเห็นแล้วรู้สึกหัวเสีย

“คุณเคยจริงจังกับอะไรบ้างไหมนะ”

“คุณโกรธผมอีกแล้ว คุณว่าผมเก่งไหม ทำให้คุณโกรธได้บ่อยขนาดนี้ เท่าที่ผมรู้มายังไม่มีใครทำให้คุณโกรธได้มาเท่านี้มาก่อนเลยไม่ใช่หรือ”

“คุณวิเศษมากค่ะหลุยส์ ที่ทำให้ฉันหัวเสียได้เพราะคุณ” เราเถียงกันอยู่กลางวงเต้นรำรอบนอก ขณะที่เสียงเพลงเริ่มบรรเลง คนอื่นจับคู่กันเรียบร้อยแล้ว แต่ฉันถอยหลังห่างจากหลุยส์ได้เป็นวา

“มาเถอะ เรามาเต้นรำกันดีกว่า” เขายื่นมาให้ฉัน

เพื่ออะไรกัน ฉันยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนทั้งนั้น ส่วนหลุยส์ยังคงยืนอยู่ในท่าเดิม ฉันเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อทำจิตใจให้สงบ ซึ่งมันไร้ผล จนต้องหลับตาลงพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ ฉันไม่เข้าใจเขาเลยจริงๆ

หมับ!

“ผมอยากไปเต้นรำที่กลางฟลอร์” เขาบอกพร้อมกับคว้าตัวฉันไว้ จัดการวางมือฉันไว้บนไหล่เขาตามท่าเต้นรำมาตรฐาน

“ฉันไม่อยากไปที่นั่น”

“ทำไมล่ะ ผมออกจะชอบ”

“ฉันรู้สึกอึดอัดที่จะต้องยืนเป็นจุดศูนย์กลาง”

แท้จริงแล้วเป็นเพราะว่ากลางฟลอร์เต้นรำถูกรายล้อมไปด้วยเวทมนตร์ที่ร่างตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลคลีฟเอาไว้ ที่สำคัญมันไม่เหมาะกับคู่หญิงชายที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน เนื่องด้วยว่าวงจันทราสีเงินนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก โดยเฉพาะกับคนที่ไม่เชื่อถือในเวทมนตร์ด้วยแล้ว ยิ่งไม่สมควรไปอยู่จุดนั้นเข้าไปใหญ่ เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุที่จะนำพาไปสู่ความโชคร้าย  

“แย่จัง ผมเป็นคนที่ชอบยืนเป็นจุดศูนย์กลางด้วยสิ แต่เพื่อคุณแล้วผมจะยอมกลายเป็นส่วนนอก” ทุกประโยค ทุกคำพูดของหลุยส์ มันแอบแฝงไปด้วยอะไรหลายๆ อย่าง “เต้นรำกันเถอะครับ การเต้นรำจะช่วยลดความเครียดได้นะ ผมรู้ว่าคุณเริ่มเครียดเพราะผมแล้วละ แล้วอย่างนี้แผนการแต่งงานเพื่อสร้างครอบครัวระหว่างผมกับคุณที่เคยวางไว้จะดำเนินไปได้ด้วยดีไหมเนี่ย”

“ปล่อยฉัน” ฉันพยายามที่จะผลักหลุยส์ออกเพราะเหลืออด แต่เขาว่องไวพอและยึดฉันเอาไว้ พลางลากฉันให้เต้นไปตามจังหวะ

“ผมล้อเล่นน่ะ” หลุยส์หัวเราะ “ผมคิดว่าคุณจะชินกับมุขของผมแล้วเสียอีก”

“คุณปั่นหัวฉันเพื่ออะไรคะหลุยส์”

“อาจเป็นเพราะคุณทำร้ายจิตใจผม อาจเป็นเพราะพี่ชายคุณปั่นหัวผมไว้เยอะ อาจเป็นเพราะความน่ารักของคุณ” เขาพูดโดยไม่เว้นจังหวะเพื่อหายใจ จนฉันเงียบไปพักใหญ่ “ผมล้อเล่นน่ะ”

“ไม่ขำเลยนะ” ฉันเม้มริมฝีปากแน่น

“โอเค ผมเลิกเล่นก็ได้ ก็แค่กลัวคุณเบื่อผม เลยทำตัวให้มีสีสันสักหน่อย” เขาหัวเราะในลำคออย่างชอบอกชอบใจ

“คุณมันบ้าที่สุด” ฉันทุบไหล่หลุยส์ คนอะไรก็ไม่รู้ อยู่ด้วยแล้วปวดหัวชะมัด ฉันเผลอใจสงสารเขาไปได้ยังไงกันนะ ผู้ชายคนนี้ไม่มีอะไรน่าสงสารเลยสักนิด มีแต่ความน่าหมั่นไส้

“คุณเต้นรำเก่งดีนะ ทั้งที่ยังอารมณ์เสียอยู่แบบนี้ ปกติไม่มีผู้หญิงคนไหนควบคุมจังหวะการเต้นได้เลยเวลาโดนผมกวนประสาท”

“แสดงว่าคุณกวนประสาทคนบ่อยสินะ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ โดยเฉพาะเวลาที่ผมอยากเลิก”

“แล้วคุณมากวนประสาทฉันทำไมกัน ถ้าคุณไม่ชอบฉันก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉันสิ ฉันไม่ได้เป็นคนวิ่งเข้าหาคุณนะ”

“ไม่รู้สิ ผมอาจจะกวนประสาทคุณเพราะอยากเริ่ม” ในน้ำเสียงเอ่ยทีเล่นทีจริงจนแยกแยะไม่ออก

 “คุณหมายความว่ายังไง” ฉันหยุดชะงักทันที ไม่นะลิลี่...เธอไม่ควรถามเขาแบบนั้น เธอไม่ได้อยากรู้เลยว่าเขาหมายความว่ายังไง เธอรู้อยู่แก่ใจ

“เรา...มาเริ่มเต้นรำอย่างจริงกันสักทีเถอะ” นัยน์ตาของหลุยส์ฉายแววขบขัน จากนั้นเขาก็ยึดร่างฉันเอาไว้แน่น

ฉันมุ่ยหน้าใส่เขา แต่เจ้าตัวคงไม่รู้สึกรู้สาอะไร ยิ่งมีหน้ากากปิดเอาไว้ด้วยแล้ว เราไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะขนาดปกติเขาก็ไม่เคยสนใจเลยด้วยซ้ำว่าฉันจะรู้สึกยังไง ทั้งยังยึดมั่นที่จะทำในสิ่งที่ตนต้องการต่อไป แล้วผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างฉันจะไปสู้อะไรกับเขาได้ มีเวทมนตร์ก็เหมือนไม่มี เพราะถ้าเผลอใช้มันกับหลุยส์เมื่อไหร่ นั่นหมายถึงภัยที่กำลังจะโหมเข้าใส่ทายาทแห่งคลีฟทั้งตระกูล

“คุณตัดชุดนี้เองรึเปล่า” เขาถามขึ้นมาเพราะฉันเอาแต่เงียบ

“ชุดไหนคะ”

“ชุดที่คุณสวมอยู่”

“ฉันเป็นคนตัดเองค่ะ”

“คุณตัดชุดสวยนะ” เขาชมจังหวะที่ฉันหมุนตัว

“ขอบคุณค่ะ” ฉันก้มหัวให้เขาหน่อยๆ

“คุณใส่แล้วก็สวยด้วย” หลุยส์ไม่ยอมปล่อยมืออีกข้างให้เป็นอิสระ

ขณะที่คนอื่นๆ เปลี่ยนท่าเต้นไปหลายจังหวะแล้ว แต่ฉันดันติดอยู่ในกับวงแขนตัวเอง เพราะฉันถูกเขายึดเอาไว้โดยที่มือทั้งสองไขว้กัน พลางถูกดันเข้าหาแผ่นอกกว้างที่แผ่ไออุ่นไปจนทั่วไขสันหลัง

“ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำชมค่ะ แต่เขาเปลี่ยนท่ากันหมดแล้วนะคะ”

“คุณว่าอะไรนะครับ ผมไม่ค่อยได้ยินเลย”

“ฉันบอกว่าเราควรจะเปลี่ยนท่าเต้นกันได้แล้วนะคะ”

“ผมชอบเต้นท่านี้”

“แต่เราต้องเปลี่ยนท่าแล้วนะคะหลุยส์” ฉันดึงมือกลับมาจนได้ รีบหันหน้าเขาหาเขาทันที “อย่ายึดฉันไว้แบบนั้นอีก”

“คุณไม่ชอบรึไง ผมว่ามันออกจะอบอุ่นดีออก เวลาที่ตัวเราใกล้ชิดกันแบบนั้น”

“ฉันไม่ได้อยากใกล้ชิดกับคุณ” ฉันยื่นคำขาดด้วยน้ำเสียงห้วนและกระด้าง

“วันนี้คุณใจร้ายจัง ทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปลบที่อกซ้ายตั้งสองหนน่ะ”

 “ก็คุณ...มือไวนี่ ทั้งยังชอบยั่วให้ฉันโมโหด้วย” ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาอีกจนได้

“ให้อภัยผมหน่อยไม่ได้รึไง ถ้าหากผมมือไม่ไว เมื่อก่อนหน้านี้คุณอาจจะตกเกวียนไปแล้วก็ได้นะ ที่สำคัญตอนนั้นคุณก็มือไวเหมือนกันนี่ กอดผมไว้เสียแน่นจนอกเราแนบชิดติดกันขนาดนั้น ผมยังไม่เห็นจะประท้วงอะไรเลย”

หน้าฉันร้อนผาว รีบปล่อยมือออกจากไหล่หลุยส์เหมือนต้องของร้อน แต่ไม่มีปัญญาจะถอยหลังเพื่อหนีเขาไปได้ เพราะถูกมือใหญ่รวบเอวเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งรอบตัวเรายังเต็มไปด้วยผู้คนจนแทบจะขยับไปไหนไม่ได้ไกลเท่าไหร่นัก

“ผมอยากเห็นหน้าคุณตอนเขินอายอีกจริงๆ คงน่าเอ็นดูอยู่ไม่หยอก”

ตุบ! ฉันเหยียบเท้าหลุยส์อย่างจงใจจนสุดแรง เพราะไม่สามารถแอบเก็บความหมั่นไส้เอาไว้ในใจได้อีกแล้ว

“คุณทำผมเจ็บนะ” เขาเอ่ยอย่างใจเย็น

“ขอโทษค่ะ พอดีฉันไม่ได้มอง”

“โชคดีนะที่คุณไม่ได้มอง ถ้ามองผมคงเจ็บมากกว่านี้” เขาหัวเราะ “ไม่นึกมาก่อนเลยว่าคุณจะดื้ออยู่ไม่น้อย”

“ฉันไม่ได้ดื้อนะ” ฉันค้อนกลับ รู้สึกเหมือนนิสัยเด็กๆ ของตัวเองถูกขุดขึ้นมาใช้เมื่อต้องโต้เถียงกับเขา

“เหยียบเท้าผมอย่างจงใจขนาดนี้ ยังเรียกว่าไม่ดื้ออีกหรือครับ” นัยน์ตาแหลมคมฉายแววหยอกล้อ

ฉันเอียงหน้ามองเขาก่อนอธิบายต่อไปว่า “ก็แค่อยากสั่งสอนคนเจ้าชู้เท่านั้น เอ้ย...ฉัน...”

“ฉัน...” หลุยส์ล้อเลียน พลางเอียงหัวเล็กน้อย เขาต้อนฉันจนมุมจนได้

“โอเค ฉันจงใจเหยียบเท้าคุณ พอใจรึยังคะหลุยส์ คุณจะว่าฉันดื้อก็ได้ ก็ฉันหมดความอดทนกับคุณจริงๆ นะ” ฉันยอมรับอย่างหงอๆ

“คุณไม่ต้องทนหรอกครับ เพราะผมจะทนคุณเอง” เขาเห็นเป็นเรื่องน่าขำ แต่ฉันกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าฆ่าตัวตายที่สุดในโลก อะไรนะที่ดึงดูดฉันให้มารู้จักกับผู้ชายคนนี้ ใครกันนะที่ส่งจดหมายรับเชิญบ้าบอนั่นไปให้เขา ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันมีแต่เรื่องน่าเสียสติทั้งนั้น

“ใครกันนะที่ทำให้คุณต้องมาอยู่ที่นี่” ฉันอยากจะมองไปทางอื่น หากแต่สายตายังคงจับจ้องมองหน้าเขาเหมือนต้องการจะจับผิดทั้งที่ไม่ได้ต้องการเลย

“พระเจ้าคงต้องการให้ผมได้พบกับคุณ” ริมฝีปากคู่สวยขยับยิ้มสีหน้าบ่งบอกถึงความเจ้าเล่ห์ของบุรุษ

“ถ้าท่านประสงค์แบบนั้น ฉันก็ถือว่าพระเจ้าท่านใจร้ายมากที่ทำให้ฉันต้องมาเต้นรำกับคุณในตอนนี้”

“เรื่องนี้เราคงโทษพระเจ้าเองไม่ได้หรอก เพราะคุณเป็นคนตอบตกลงที่จะมาเป็นคู่เต้นรำกับผมเองนี่นา”

“นั่นเป็นเพราะฉันไม่ต้องการให้คุณไปยุ่งกับอลิซาเบธต่างหากล่ะ”

“คุณพูดแบบนี้อาจทำให้ผมเข้าใจผิดว่าคุณหึงผมได้นะรู้ไหม”

“ฉันไม่ได้หึงคุณ ฉันแค่ไม่ต้องการให้คุณสร้างความวุ่นวายให้คนในบ้านเข้าใจไหม ฉันไม่อยากให้คุณทำให้พี่ลูคัสต้องรู้สึกไม่สบายใจกับการปรากฏตัวของคุณ เขายอมให้คุณพักอยู่ที่นี่ด้วยความลำบากใจ แม้จะไม่รู้เลยว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของคุณคืออะไรกันแน่”

“ผมไม่ได้บอกว่าคุณหึงสักหน่อย แค่บอกว่า อาจทำให้ผมเข้าใจผิดได้ ก็เท่านั้นเอง พวกคุณนี่ชอบถือเป็นเรื่องใหญ่กันจังเลยนะครับ”

“หลุยส์คะ” ฉันเอ่ยเสียงเข้ม “ได้โปรดบอกฉันได้ไหมว่าคุณมาที่นี่เพราะอะไร ไม่มีใครรู้เลยว่าจดหมายไปถึงมือคุณได้ยังไง คุณเป็นคนเขียนมันขึ้นมาเองใช่ไหม”

“คุณทำเสียงเครียดอีกแล้ว นี่มันงานรื่นเริงนะ” เขาเอยลอยหน้าลอยตาพลางยิ้มกว้างจนออกนอกหน้า

“หลุยส์” ฉันบีบมือเขาแน่น แต่มันกลับอ่อนแรงและโรยรา  รู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกินเวลาที่ต้องเค้นความจริงจากปากเขา

“มันไม่สำคัญหรอกว่าใครเป็นคนเชิญผมมา ถ้าหากพวกคุณกลัวว่าผมจะทำอะไรให้พวกคุณเดือดร้อนกันจริงๆ ก็น่าจะเตรียมรับมือกับผมไว้จะดีเสียกว่านะ”

ข้อเสนอแนะของเขาเล่นงานฉันเสียตัวชาเลย เหมือนกับว่าเขาเองก็ไม่รู้เรื่องจดหมายนั่นเหมือนกัน เพราะมันไม่ใช่การข่มขู่หรืออย่างไร ในน้ำเสียงไม่ได้ฉายแววตลกขบขันอีกต่อไป จากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีกเลย ต่างคนต่างมองไปทางอื่น หลุยส์ให้ความสนใจกับการเต้นรำมากขึ้น ส่วนความสนใจที่เคยมีให้ฉันกลายมาเป็นศูนย์ ฉันหมายถึง...เขาไม่พยายามยึดหรือผลักดันให้ฉันเข้าใกล้ชิดกับเขาเกินความจำเป็น

เสียงระฆังบอกเวลาสิบสองนาทีก่อนเที่ยงคืนตรง ฉันเริ่มร้อนรนจนบอกไม่ถูกกับอาการเฉยเมยของหลุยส์ เขาลืมสิ่งที่ฉันบอกไปแล้วแน่ๆ เลย เขาไม่พยายามเตรียมตัวออกไปจากห้องบอลรูมเลยด้วยซ้ำ

“ตอนนี้คู่รักคงจูบกันได้แล้วสินะ”

“คุณก็เห็นนี่คะว่าทุกคนถอดหน้ากากกันหมดแล้ว”

“เหลือแค่เราสองคนที่ไม่ได้ทำแบบนั้น เพราะเราไม่ใช่คู่รักกัน และไม่มีความจำเป็นต้องจูบกัน” เขาหัวเราะหน่อยๆ “ผมขออนุญาตเป็นคนถอดหน้ากากให้คุณได้ไหม”

เขาเอื้อมมือไปด้านหลัง เมื่อมือเราสัมผัสกันฉันก็รีบชักมือลง ปล่อยให้เขาจัดการแกะหน้ากากออกให้อย่างตามใจชอบ จากนั้นหลุยส์ก็แกะหน้ากากของตัวเองออก หน้าของเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ

เราสองคนมองไปรอบๆ คู่รักต่างแลกจุมพิตกันและกัน หลุยส์หันกลับมามองหน้าฉันพลางจ้องตาไม่กระพริบ ฉันมองเขาตอบกลับไปจึงสังเกตเห็นแววความโศกเศร้าอยู่ในดวงตาคู่นั้น

“น่าเสียดายจริงๆ ที่ผมแบบนั้นกับคุณไม่ได้ ทั้งที่อยากจะทำแทบแย่” เขายิ้ม ความสงสารที่เคยมีในใจฉันหายวับไปกับตา

“และคุณก็ทำให้ฉันแปลกใจมากๆ ด้วยที่ยังสามารถทนอยู่ได้” ฉันยิ้มตอบอย่างมีชัย ก่อนจะเริ่มสงสัยอะไรขึ้นมาจนต้องมองไปทางอื่น “ป่านนี้แดเนียลจะอยู่ที่ไหนนะ”

“คุณเสียดายรึไงที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้”

“เสียดายมากด้วย” ฉันหัวเราะเบาๆ แล้วก็ทนมองดูเหงื่อของหลุยส์ต่อไปไม่ไหว จึงต้องดึงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าถือที่ผูกติดอยู่กับชุดออกมายื่นให้เขา “เช็ดเหงื่อของคุณออกหน่อยเถอะค่ะ”

“คุณจะให้ผมใช้ผ้าเช็ดหน้าสีชมพูหวานแหววแบบนี้เนี่ยนะ ไม่ล่ะครับ...เดี๋ยวมันก็แห้งไปเองแหละ”

“ฉันเห็นแล้วหงุดหงิด” ฉันเริ่มไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงหงุดหงิดได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขา

“นั่นมันก็เรื่องของคุณนี่” เขาหัวเราะ

“คุณว่าฉันดื้อ คุณเองก็ไม่ได้ดื้อน้อยไปกว่ากันเลย” ฉันเอื้อมมือไปซับเหงื่อให้เขา พลางมองดูนาฬิกา เวลาผ่านไปหกนาทีแล้ว แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังเคลิบเคลิ้มกับจุมพิตจากคนรัก “อีกหกนาทีเราจะต้องรีบออกไปจากที่นี่”

“ลิลี่”

หมับ! เขารวบมือฉันไว้ รวมทั้งตัวฉันด้วย ก่อนจะโน้มหน้าเข้ามาใกล้

“คุณทำอะไรน่ะ” มือฉันอ่อนแรงที่จะดันร่างเขาออก

“ผมยังไม่ได้ทำ แค่กำลังจะทำ”

“แล้วมันอะไรเล่า” ฉันเบือนหน้าหนีพลางหลับตาปี๋ พร้อมกับกลั้นลมหายใจ พยายามผลักไสเขาออกจากตัวอย่างไร้ผล “ไหนคุณบอกว่าจะไม่จูบปากฉันไง คุณจะทำแบบนั้นไม่ได้นะ จุมพิตที่อีกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ปรารถนาในคืนจันทราสีเงินมันคือจุมพิตต้องห้ามประจำตระกูลคลีฟ”

“พวกคุณเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าจุมพิตต้องห้ามหรือ ผมก็ไม่อยากจะขัดกฏของตระกูลคุณหรอกนะ เพราะผมมีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้น และก็ไม่ผิดกฏของตระกูลคุณด้วย”

สัมผัสอ่อนโยนจากริมฝีปากอ่อนนุ่มประทับลงบนต้นคอ วงแขนอันแข็งแกร่งของหลุยส์กอดร่างอันอ่อนระทวยของฉันเอาไว้แน่น ขณะที่ปลายลิ้นของเขาแตะลงบนผิว ฉันก็แทบจะเป็นลมล้มพับให้ได้ อยากจะตะโกนห้ามแต่คำพูดกลับมาจุกอยู่ที่คอ หูตาพร่ามัวขณะมองดูภาพผู้คนที่ทยอยออกจากห้องบอลรูมไปจนเกือบหมด

“ทำบ้าอะไรของคุณ” ฉันโกรธจนน้ำตาคลอ แต่มันไม่ได้ไหลออกมาจนกระทั่งจางหายไปเอง ฉันจ้องหน้าหลุยส์ตาเขม็ง เขากลับยืนยิ้มอย่างพึงพอใจ

“ของรางวัล” เขาเอ่ย “สำหรับปลอบใจตัวเอง เพราะวันนี้คุณทำให้ผมรู้สึกเจ็บนิดหน่อย ผมคงนอนไม่หลับแน่ๆ หากคืนนี้ไม่มีอะไรมาทดแทน”

“แม้ว่าสิ่งที่จะปลอบใจจะเป็นการล่วงเกินหญิงสาวที่ยังไม่คุ้นเคยด้วยอย่างนั้นหรือคะ” ฉันบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่น

“ใครว่าผมไม่คุ้นเคยกับคุณล่ะ ผมรู้สึกคุ้นเคยกับคุณอย่างกับรู้จักกันมาเป็นสิบปี” เขายิ้มเจ้าเล่ห์

“แต่ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับคุณนี่คะ คุณไม่ให้เกียรติฉันบ้างเลย”

“คุณก็ไม่ให้เกียรติผมเหมือนกัน โดยเฉพาะตอนที่คุณกล่าวหาว่าผมเป็นคนปลอมจดหมายนั่นขึ้นมา ถือเสียว่าทีใครทีมันก็แล้วกันนะ”

“ทีใครทีมันอย่างนั้นหรือคะ” ฉันมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ อย่างน้อยพฤติกรรมเลวร้ายของเขาในค่ำคืนนี้ก็ช่วยเตือนให้ฉันได้รู้ว่าเขาเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นพอตัว

“หรือไม่ก็...คุณก็คิดเสียว่าผมต้องทำตัวให้สมกับบทบาทเจ้าชายแวมไพร์ ถ้าได้จูบปากคุณนี่ถือว่าครบสูตรเลย” เขายิ้มเยาะ

ตุบ เพี้ยะ! ฉันเล็งเข่าไปที่เป้าของหลุยส์ ก่อนจะตบหน้าเขาไปอีกฉากใหญ่ด้วยความโมโหสุดขีด

“โอ๊ย ลิลี่”

“ฉันไม่เข้าใจคุณเลยจริงๆ คุณเป็นคนแบบไหนกันแน่ บางครั้งแววตาของคุณก็ทำให้ฉันใจอ่อน แต่พฤติกรรมของคุณมันสุดจะรับไหว”

หลุยส์ที่ล้มลงไปนั่งกุมเป้าเงยหน้าขึ้นมามองฉันพลางเม้มปากแน่นเพราะความเจ็บปวด ฉันสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินหนีมาโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย



 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,257 ความคิดเห็น

  1. #467 LAST' (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2552 / 20:59
    เพิ่งเข้ามาอ่านจ้า ( :
    ดูท่านหลุยส์จะเจ้าเล่ห์เหลือเกิน  ; D
    #467
    0
  2. #131 l3ENOWZ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2552 / 00:53
    ๕๕๕

    หลุยส์ยังไงก้ยังเปนหลุยส์.
    #131
    0
  3. #104 แมวคุง (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2552 / 00:21
    ถ้าเป็นอลิซต่อยคงหนุกน่าดู(ฮา)
    #104
    0
  4. #100 boongkee (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2552 / 23:28
    เอ๊อะ! อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกสงสารหลุยส์ TOT

    โดนขับไสไล่ส่งจากคนในบ้าน ถ้าเป็นกี๋คงร้องไห้ แต่เผอิญว่า หลุยส์มันหน้าด้าน - -

    แต่ตอนสุดท้ายนี่สงสัยโดนกำปั้นลูค(คงไม่ใช่ลิลลี่อ่ะนะ = =)

    #100
    0
  5. #98 fairy_hot (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2552 / 22:05
    ที่จิงยิ่งอ่านต้องยิ่งชอบพระเอกใช่มั้ยคะ

    แต่ทำไมเค้าเริ่มไม่ชอบขึ้นมาตะหงิดๆ ง่ะ

    สงสารลิลี่จัง

    แต่แดเนียลน่าสงสารมากกว่า หนุ่มน้อยแสนซื่อ
    #98
    0
  6. #97 T.parn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2552 / 20:27
    อัพไวๆๆนะค่ะ
    เป็นกำลังใจให้ สู้ๆๆ
    #97
    0
  7. #95 ขนมจีบ+ซาลาเปา (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2552 / 18:49
    หลุยส์โดนลูคัสต่อยแน่เลยอ่ะ
    พี่นาตทำพระเอกเจ็บตัวซะแล้ว
    #95
    0
  8. #94 ^.^ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2552 / 18:18
    ทำไมอัพน้อยจัง~TT.TT~

    แต่ไม่เปงไร จารอ*-*
    #94
    0
  9. #92 [,,yu - ï,,] (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2552 / 16:03

    ขัดใจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจจ
    ลุ้นจนตัวโก่งแล้วเนี่ยว่าใครเป็นคนต่อยหลุยส์ 555

    #92
    0
  10. #91 'สายไหม (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2552 / 14:26
    ลูคซัดหลุยส์แน่ๆ
    #91
    0