สมชาย (วีรบุรุษสุดขอบโลก)

ตอนที่ 2 : บทที่หนึ่ง : สมชาย -๑-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 พ.ค. 53

บทที่หนึ่ง

สมชาย

 

-๑-

 

            ตะวันลอยเด่นเหนือลานประลองกลางหมู่บ้าน แดดร้อนเปรี้ยง ผู้คนมุงดู สายลมกระพือหอบฝุ่นมาหลายหน ทว่าแทบไม่มีใครขยับ เขาเองก็เช่นกัน ยังหยีตาสู้แดด เบิ่งมองชายสองคนกำลังห้ำหั่นกันกลางวงล้อม ทั้งคู่ต่างเปลือยท่อนบน คนหนึ่งใช้พลองเป็นอาวุธ อีกคนใช้ดาบ

นักสู้ผลัดกันรุกผลัดกันรับอยู่ครู่หนึ่งก่อนนักดาบเพลี่ยงพล้ำ ข้อมือถูกฟาดจนหัก ดาบหลุดกระเด็น ร่างเซถลาปวกเปียก อีกฝ่ายฉวยโอกาสนี้ฟาดด้ามพลองเข้าใส่จุดสำคัญหลายแห่ง มีเสียงอุทานสั้นๆ จากหญิงสักคนที่ใจกล้าพอจะมาดูการประลอง มือดาบล้มแล้ว เจ้าของพลองเอาตีนเหยียบอก แล้วถาม “ยอมแพ้หรือยอมตาย”

            เด็กหนุ่มก้มหน้าคล้ายกับจะหลบเลี่ยงคำตอบแทนผู้แพ้ พิจารณาเม็ดกรวดเม็ดทรายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงประกาศผลการประลอง

นักดาบถูกหามออกไป มือพลองเดินยืดอกตาม ไม่มีเสียงโห่ร้องหรือปรบมือ ผู้คนรายล้อมต่างตกอยู่ในเงื้อมเงาของความเงียบ สตรีวัยกลางคนหน้าซีดเผือด ชายสูงอายุเฉมองทางอื่นพลางละเลียดสูบยา คนหนุ่มยืนกอดอกทำเป็นไม่รู้ร้อน เด็กรุ่นท่าทางสอพลอคนหนึ่งวิ่งออกมาหยิบดาบไปคืนนายคุมอาวุธ คมดาบเปล่งประกายวูบคล้ายหยอกล้อแสงตะวัน นอกจากนั้นเขายังรู้ว่ามีเด็กอีกหลายคนกำลังมองมาจากต้นไม้หรือไม่ก็หลังคาเรือน

            ลานประลองว่างแล้ว คนต่อไปคือเขา

            “คนต่อไป” ผู้คุมรางอาวุธขานเสียง

            เขาถอดเสื้อออกช้าๆ ทิ้งมันลงกับพื้น ผูกปมกางเกงให้แน่น กระชับมีดในซองหนังข้างสะเอว มีดยาวแค่ศอกอันเป็นมรดกตกทอดจากปู่มาถึงพ่อ และตอนนี้จากพ่อมาถึงเขาโดยฝากผ่านลุง ทั้งปู่และพ่อเขาไม่เคยพบหน้า หากจิตวิญญาณของสายเลือดเปี่ยมล้นอยู่ในมีดเล่มนี้  เด็กหนุ่มคลายเข็มขัดหนังแล้วรัดใหม่ ระหว่างนี้ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของผู้คนอยู่ข้างหู หากเขาไม่ใส่ใจ กลับกดน้ำหนักเท้าบนพื้นโรยกรวดเพื่อตอกย้ำกับตัวเอง เขามาเพื่อยืนหยัดในวันนี้ และจะยืนหยัดต่อไป

            “ใครคือคนต่อไป” เสียงเรียกซ้ำ

            เขาระบายยิ้ม ก้าวออกไปกลางลาน

            “รนหาที่ตายแท้ๆ” เสียงใครคนหนึ่งดังไล่หลัง

            “ยังเด็กไป เจ้าหนู”

            “เฮ้ย !  เปลี่ยนใจยังทันนะ”

            นายผู้คุมรางอาวุธก้าวออกมา เสียงคนอื่นๆ จึงเงียบไป...เงียบกริบ “ชื่อของเจ้า”

            “ป้องเกียรติ”

            “ชื่อบิดาของเจ้า”

            “สมศักดิ์”

            “เจ้ามีครูหรือไม่”

            “ข้าเป็นศิษย์มีครู อัครเดชเป็นทั้งลุงและครูของข้า”

            “เจ้ารู้ใช่ไหมว่าการประลองนี้อาจถึงตาย”

            “ข้ารู้ดี”

            “เช่นนั้นจงบอกมา เหตุใดจึงเข้าร่วมการประลอง”

            “ข้าอยากบรรลุเป็นสมชาย”

            “ทำไม”

            “ข้าอยากเดินทางออกไปจากหมู่บ้านนี้”

            เงียบชั่วขณะ

            “แค่นั้นรึ”

            “แค่นั้น”

            นายคุมอาวุธมองอย่างประเมิน ยื่นหน้า พูดเสียงเบาพอได้ยินกันแค่สองคน “ข้าเคยได้ยินเรื่องปู่ของเจ้า รู้จักพ่อของเจ้า บุรุษผู้ยิ่งใหญ่และกล้าหาญ เป็นชายสมชายตามตำนาน  น่าเสียดายหากสายเลือดของเขาต้องเป็นอะไรไปก่อนถึงเวลาอันควร รออีกสักปีไม่ดีกว่าหรือ เจ้ายังไม่พร้อมหรอก”

            “ข้าพร้อมแล้ว”

            “ปีนี้อายุเท่าใด”

            “สิบแปดเศษ”

            “เจ้ายังไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง...”

            “เมื่อชนะการประลองจะได้เข้าพบแม่เฒ่า ได้รับตราประทับจากนายบ้าน แล้วออกเดินทางสู่ใจกลางของโลก  เช่นเดียวกับพ่อของข้า”

            “เจ้ายังไม่รู้อยู่ดี แต่เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าปักใจมั่นเช่นนี้ข้าก็ไม่ขอขัด จะเลือกอาวุธอะไร”

            “ข้านำมาเอง” เขาตบซองมีด

            “ได้ ก่อนออกไปสู้ข้าขอบอกให้เจ้ารู้ไว้อีกอย่าง สิงห์ดำเป็นโจรปล้นสะดมที่เราจับได้เมื่อปีก่อน มันทำเพื่อความเป็นไทแก่ตัว”

            “ขอบคุณท่าน ข้าจะระวังตัว”

            อีกฝ่ายยืดไหล่ กล่าวเสียงดัง “ข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง เหตุใดจึงอยากบรรลุเป็นสมชาย”

            “เพื่อจะได้เดินทางสู่ใจกลางโลก และปลดปล่อยผู้คนจากที่คุมขัง”  เขาตอบ

            “ดี”

            นายผู้คุมผละออกไปพูดกับอีกฝ่ายทำนองเดียวกันนี้ หากใช้เวลาน้อยกว่ามาก  พูดไม่กี่คำ และมอบอาวุธที่ผู้ประลองเลือก เสร็จแล้วเดินมากลางลาน “คู่ต่อไปเป็นการประลองระหว่างคนโทษ นามสิงห์ดำ” เขาประกาศ ผายมือไปทางขวา “กับเด็กหนุ่มศิษย์ของครูบาอัครเดช นามป้องเกียรติ” ผายมือมาทางซ้าย แล้วให้สัญญาณประจำที่

นักสู้ทั้งสองก้าวออกมาประจันหน้ากัน

            “มีกฎข้อเดียวคือ...ไม่มีกฎ เริ่มได้ !

            กฎข้อเดียวคือไม่มีกฎ วลีนี้ได้ยินมานมนานจนฟังดูไม่มีน้ำหนักอันใด ไม่ต่างจากการบอกว่าตะวันขึ้นทางตะวันออกและจมหายไปทางตะวันตก  

นายผู้คุมเดินกลับไปอยู่หลังรางใส่อาวุธดังเดิม นักสู้มองตาไม่กะพริบ ต่างฝ่ายต่างพิจารณาประเมินกัน

สิงห์ดำเป็นคนร่างบึกบึน หน้าเหี้ยม ตาดุ ผมรุงรังและหนวดเฟิ้มราวกับรังนก แก้มข้างขวาสั่นกระตุกไม่หยุด ผิวเกรียมแดดมีเหงื่อชโลมเป็นมันปลาบ หน้าอกมันมีลายสักรูปเสือพาดกลาง แล้วยังมีสารพัดรอยสักอยู่ตรงนั้นตรงนี้เป็นลายพร้อย...แม้ยังไม่เห็นชัด เขารู้ว่าใต้ท้องแขนมันย่อมมีรอยสักแสดงตัวว่าเป็นคนโทษ จากความผิดที่ก่อคงมีนับไม่ถ้วน หรือแท้จริงอาจมีอยู่รอยเดียวเพราะมันเพิ่งถูกจับกุมเป็นครั้งแรก ช่างเถอะ อาวุธที่มันเลือกคือดาบใบกว้างยาวเกือบแขน ตอนนี้ปลายปักดินอยู่ข้างเท้าด้านนอก

            จารอาคมใส่ร่างกับดาบใบกว้าง วิสัยคนขลาดโดยแท้ เด็กหนุ่มนึกหยันอยู่ในที จากนั้นเขายกมือขึ้นประนม ค้อมหัวไหว้ตามธรรมเนียม ได้เวลาสู้แล้ว หากเขายังไม่ยอมชักมีดออกจากฝัก

            “ไม่นึกว่าพวกมันจะส่งเด็กมาตาย” สิงห์ดำพูด มุมปากยิ้ม

            “ข้าไม่นึกเช่นกันว่าจะได้สู้กับคนขลาด”

            “เจ้าพูดอะไร”

            “เจ้าได้ยินชัดแล้ว”

            สิงห์ดำคำรามในคอ แต่แล้วเผยยิ้มอีก “เจ้าคือลูกของคนที่ใครก็พูดถึงสินะ ข้าได้ยินได้ฟังมาบ้าง พ่อเจ้ามันก็ไม่ต่างกับโจรอย่างพวกข้า”

            ราวกับถูกดาบเล่มนั้นทิ่มใส่กลางอก เขาคิดว่าตัวเองกำลังจะล้มแต่ความเป็นจริงเท้ากลับบดเม็ดกรวดดังกรอบ เลือดฉีดซ่านขึ้นแก้ม อีกฝ่ายฉีกยิ้มจนเห็นฟันเหลือง

            “อย่าเอ่ยถึงพ่อข้า” เขาก้มหน้า ข่มอารมณ์ “คนชั้นต่ำอย่างเจ้าไม่คู่ควรที่จะเอ่ยถึง”

            “อ๋องั้นรึ ข้าเพียงปล้นสะดม แต่พ่อเจ้าถึงกับปล้นบ้านชิงเมือง เยี่ยงนี้นับว่าเป็นโจรยิ่งกว่าโจรเสียอีกนะ”

            “อย่าพูด”

            “พ่อเจ้ามันก็แค่...”

            พูดไม่ทันจบประโยค คมโลหะปะทะกันจนเกิดประกายไฟ สิงห์ดำนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเห็นแจ้งถึงการเคลื่อนไหวก่อนหน้า เจ้าเด็กนี่พุ่งเข้าใส่พร้อมกับชักมีดจากฝัก ตัวเขาเองกระตุกดาบขึ้นรับตามสัญชาตญาณ ประหนึ่งศาสตรานั้นได้ตัดคำพูดให้สะบั้น พ่อเจ้ามันก็แค่... ถึงกับลืมไปสิ้นว่าตัวเองจะกล่าวคำใดต่อ

            สิงห์ดำผิวปากหวือ ได้ยินเสียงผู้ชมวิจารณ์พึมพำ  “เร็วใช้ได้นี่”

            “จะหุบปากแล้วเริ่มได้หรือยัง”

            “ถ้าอยากตายเร็วขนาดนั้นข้าก็ไม่ขัด เข้ามาเลย”

            อยากประเมินศัตรูอีกสักหน่อย แต่ไฟลุกโหมในใจเขาจนบังคับมือให้หยุดนิ่งไม่ได้ ตะวันเดือด แดดแผดเผา ผู้คนรายรอบดูเลือนรางจนกับคล้ายเงาผีในสายหมอก บัดนี้เห็นชัดเจนเฉพาะศัตรูตรงหน้าเท่านั้น ป้องเกียรติย่อเข่า ทะยานออกไปแล้วฟันซ้อนสามหน สิงห์ดำถอยยกดาบป้องได้ทั้งสามหน เขารุกต่อ ฟันและแทงเป็นชุดโดยเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ คู่ต่อสู้ฉากหลบปัดป้องเป็นระวิง คมมีดเฉี่ยวสีข้างไปนิดเดียวก่อนถึงจังหวะต้องพักหายใจ

            “เร็วแค่นี้ยังไม่พอหรอก คราวข้าบ้าง !

            สิงห์ดำวาดดาบเฉียงลงเต็มแรง ไม่ใช้เล่ห์ในกระบวนท่า เพียงแต่ต้องการให้อีกฝ่ายยอมจำนนด้วยกำลัง ดาบใบกว้างปะทะมีดเหล็กกล้าดังสนั่น ไม่เร็ว หากหนักหน่วงจนเขาเข่าทรุด มันฟันลงมาอีกสองหน แรงกระเทือนผ่านใบมีดชำแรกเข้าไปถึงกระดูก เขาเสียหลักแล้ว

มันเงื้อดาบขึ้นอีกหน...คงตั้งใจสำเร็จโทษเขาในดาบนี้ เงื้อสูง ตัวยืดขึ้นจนเกือบเป็นเขย่ง ตาดุ ทว่าปากกลับฉีกยิ้ม ป้องเกียรติประทับรอยยิ้มน่าชังในจิตก่อนกลิ้งตัวหลบ อาวุธสังหารตะกุยดินจนฝุ่นฟุ้ง เขาผุดลุกขึ้นพร้อมกับตวัดมีดผ่านอากาศ หากสิงห์ดำไม่ผงะออกคงไม่ใช่แค่ตัดอากาศ อย่างน้อยคงเรียกเลือดจากแขนได้

            ทิ้งระยะออกมาหยั่งเชิงกันใหม่ สายตาคมปลาบปะทะกันแทบแตกเป็นสะเก็ดเพลิง

            “ก็ไม่เห็นว่าเจ้าจะเร็วเท่าไรนี่” ป้องเกียรติเยาะ

            “ปากดีนักนะ”

            นักสู้ร่างยักษ์โถมเข้าฟันหนักหน่วง ลงดาบตะพายแล่งซ้ายทีขวาที เด็กหนุ่มพลิ้วตัวหลบพลางจับจ้องหน้าอกคู่ต่อสู้ มองเยี่ยงนี้จะทำให้อ่านการเคลื่อนไหวของศัตรูได้ มันอืดอาดจริง แต่แรงเยอะจนไม่ควรปะทะ เขาคิด คงต้อง...

            ไหล่ของสิงห์ดำยกขึ้นด้วยว่าหมายจะฟันลงมาตรงๆ ฉวยลงมือก่อนไม่ได้ ให้หลบคงไม่ทัน ป้องเกียรติหงายคมมีดขึ้นเหนือศีรษะ มืออีกข้างรองรับสันช่วยยันไว้อีกแรง  เมื่อนาทีเป็นตายมาถึงจงอย่ากะพริบตา  ลุงเคยบอกไว้  ไม่จำต้องคิด หากต้องมองให้แจ้ง แล้วปล่อยให้สัญชาตญาณนำทาง

เขาไม่ได้คิด ทั้งยังแหงนมองตั้งแต่ก่อนดาบวาดลงมาปะทะ ทว่าโชคไม่เข้าข้าง ถัดขึ้นไปเป็นฟ้าใสกระจ่างไร้เมฆ ตะวันลอยเด่นอยู่เหนือหัวของศัตรูเกือบจะพอดี รัศมีกล้าเสียดแทงนัยน์ตาเขาจนไม่อาจมองให้แจ้งดังคำสอนของลุง สิ่งที่เห็นคือวงแสงสว่างวาบ เงาทะมึนของสิงห์ดำชะโงกเข้ามาวูบหนึ่งก่อนตัวเขาลอยออกไป ตกกระทบพื้นแล้วจึงรู้ว่าโดนถีบ หัวหมุนคว้าง ศอกเจ็บแปลบ ก้มมองฝ่ามือซ้ายเห็นเม็ดกรวดฝังอยู่ เสียงหัวเราะแว่วจากที่ไหนสักแห่ง

            นาทีเป็นตายต้องมองให้แจ้ง !’

          เขามอง

            สัญชาตญาณบังคับร่างกายอย่างคำของลุง เขากลิ้งหลบคมดาบได้เฉียดฉิว สติกลับมาทันควัน กลิ้งตัวกึ่งม้วนหน้าพร้อมกับเฉือนมีดใส่ข้อเท้ามัน ขณะลุกขึ้นเขารู้ว่าบางอย่างไม่ถูกต้อง สัมผัสจากคมมีดบ่งว่าหนังมันเหนียวหยาบเกินเนื้อมนุษย์ เลือดมันควรจะหลั่ง มันควรได้แผล ทว่ากลับไม่เป็นอะไรเลย

            สิงห์ดำหันกลับ ปลายดาบจรดพื้นครูดเป็นวงจนฝุ่นฟุ้ง เสียงครางลึกเหมือนสัตว์

            “จะเอาแต่หนีอย่างเดียวหรือไงเจ้าหนู”

            “ไม่อยู่แล้ว”

            ป้องเกียรติโจนเข้าใส่โดยใช้กระบวนท่ากงจักรสังหาร กล่าวคือ หมุนตัวเฉียง ฟันตะพายแล่งด้วยความเร็วติดต่อกัน ประหนึ่งตัวว่าเขาเองคือกงจักรที่ถูกขว้างออกไป หากทำได้เร็วพอคู่ต่อสู้จะต้องยกดาบรับแต่สถานเดียว

เป็นจริงเช่นนั้น เขาฟันสองหนติดในชั่วพริบตา รับรู้ถึงการยืนไม่มั่นคงของอริในหนที่สาม หนต่อมาเขาจึงพลิกแพลงทันควัน แทนที่จะฟันตะพายแล่งเปลี่ยนเป็นย่อตัวลงปาดมีดผ่านหน้าท้องมัน หมุนตัว ถ่างขายืนให้มั่น คราวนี้ล่ะเลือดต้องหลั่ง หากเงยหน้าขึ้นมองไม่ยักเห็นรอยปริ ท้องมันเพียงแต่มีรอยแดงพาดผ่าน เป็นจริงอย่างที่คิดไว้แต่แรก รอยสักนั่นเอง

สิงห์ดำหัวเราะเสียงแห้ง นัยน์ตาเยาะหยัน สลัดปลายนิ้วทำทีเป็นปัดฝุ่นจากอกแล้วผายมือออกด้านข้าง โทษที ข้าลืมบอกเรื่องนี้กับเจ้า มันบอกใบ้อย่างนั้น

            “ที่แท้เป็นวิชาของคนขลาด” เขาพูด ผู้คนเหมือนผีในหมอกกลับมาชัดเจนแล้ว จากหางตาเขาเหลือบเห็นนายผู้คุมอาวุธส่ายหน้าช้าๆ “หนังเหนียวใช่ว่าจะฟันไม่เข้าหรอกนะ เพียงแต่ต้องฟันให้หนัก หาไม่แล้วเจ้าคงไม่ต้องใช้ดาบ จริงไหม”

            “นอกจากตีฝีปากแล้วข้ายังไม่เห็นเจ้ามีดีอะไรสักอย่าง”

            “ข้ายังยืนอยู่นี่”

            “ดี ข้าอยากรู้นักเจ้าจะยืนได้นานสักแค่ไหน”

            “ข้าก็อยากรู้เหมือนกันเจ้าเหนียวจริงหรือไม่”

            โทสะเขาคลายลงแล้ว บัดนี้มีแต่ความยุ่งยากใจอยู่แทนที่ ครุ่นคิดหาทางออก ทำอย่างไรจะชนะ ทำอย่างไรจะล้มมันได้ หรือแท้จริงแล้วนายคุมอาวุธพูดถูกว่าเขาควรรออีกสักปี

            ไม่ใช่เวลาคิดทดท้อเจ้าหนู  มองให้แจ้ง  อ่านให้แตกถึงแก่น  มองศัตรูตรงหน้า !’

            “ขืนมัวแต่เหม่อคอหลุดจากบ่าไม่รู้ด้วยนะ” สิงห์ดำกล่าว สะบัดคอจนกระดูกลั่นกร๊อบ “แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ข้ากำลังสนุก มันไม่ควรเจ็บเร็วขนาดนั้น”

            “ข้ากำลังสงสัย ใครกันแน่ที่ดีแต่ตีฝีปาก”

            คนโทษถลึงตามองชั่วแวบหนึ่ง การเคลื่อนไหวต่อมานับว่าเป็นสัญชาตญาณโฉดของมันโดยแท้ ดาบกวัดแกว่งตัดอากาศวูบวาบราวกับสายอสนีบาตตีประกาย ป้องเกียรติก้มหลบ พลิ้วตัวทิ้งระยะห่าง เมื่อศัตรูรุกไล่ด้วยความเร็วเกินคาดเขาจึงยกมีดรับ

            ต้องประชิด ดาบมันยาวกว่า จึงต้องเข้าประชิดตัว !  เขาคิดพร้อมโถมตัวไปข้างหน้า คมโลหะกรีดกันอยู่ข้างศีรษะเสียงบาดหู เขาเตะปลายเกือกใส่หน้าแข็งมันถนัดถนี่ สิงห์ดำร้องโอ๊ก เซถลาเหมือนนกปีกหัก เด็กหนุ่มตามประชิด เสือกมีดในมือสุดแรงหมายแทงให้ไส้ทะลัก มันไม่เหนียวนักหรอก เพียงแต่ต้องฟันให้หนัก แทงให้เต็มที่...

ปรากฏว่ามันเหนียวจริง ไม่ถึงกับแกร่งดุจหินผา หากความรู้สึกไม่ต่างจากการทิ่มไม้ทื่อใส่หนังวัวหนังควาย หรือไม่ก็หนังเสือตัวเขื่อง มีแรงสะท้อนกลับจนศอกเขายกสูง ตัวผงะ สิงห์ดำเองล้มหงายผึ่ง แต่ไม่ยักเห็นหยาดเลือด

            เป็นอันว่ามันฟันแทงไม่เข้า

            ป้องเกียรติหอบหายใจจนตัวโยน รู้สึกมีดในมือไม่ต่างจากท่อนไม้ไร้ประโยชน์ แต่เขาถอยไม่ได้แล้ว มาเลย อย่างมากก็แค่ตาย จอมหนังเหนียวลุกขึ้นเหมือนยักษ์ขี้โมโห เหงื่อซก หน้าแดงก่ำ แก้มขวากระตุกรัว มันปัดฝุ่นออกจากท้อง “พอกันที” มันพ่นคำผ่านปาก หันมาจ้องเขาปานจะกินเลือดกินเนื้อ

            “หมดเวลาเล่นแล้ว”

            “ข้าไม่นึกว่าเจ้าชอบเล่นคลุกฝุ่น”

            สิงห์ดำทะยานจนเม็ดกรวดปลิวกระเด็น เคลื่อนไหวเร็วขึ้นด้วยแรงโทสะสุมอยู่ในจิต เขาจะฉวยโอกาสตอนมันขาดสติได้หรือไม่ ฉวยอย่างไร ไม่มีเวลาคิด ดาบใบกว้างเฉี่ยวปลายเส้นผมเขาไปเพียงกระผีกเดียว ลมหายใจพ่นพรืดพร้อมคมดาบเหวี่ยงฟันมาอีกทาง ครานี้หลบไม่พ้นจึงต้องหันมีดรับ

คมศาตราปะทะกัน ราวกับมีอสนีบาตลั่นในหูเขาก่อนเห็นมีดกระเด็นหลุดจากมือ ปลายดาบเฉี่ยวหัวไหล่ เรียกเลือดหยาดแรกของการประลอง ชั่วพริบตามันถีบเข้ายอดอกส่งเขาลอยเหนือพื้น ครั้นหล่นกระแทกแผ่นหลังครูดกับแผงเม็ดกรวด แสบร้อนปานไฟลวก โลกไม่ได้พร่าเลือน หากใสกระจ่างเกินไปด้วยซ้ำ มีเสียงพึมพำหวั่นใจของผู้คน เห็นอยู่ว่าศัตรูร่างยักษ์กำลังย่างสามขุมเข้ามา

ป้องเกียรติยันกายลุกขึ้น ยืนโงนเงน ถ่างขาตั้งหลัก เขาหรี่ตามอง แล้วแทนที่จะลงดาบซ้ำ มันกลับเหวี่ยงทิ้งเหมือนของไร้ค่า

            “ข้าบอกแล้ว มันจะไม่จบเร็วเกินไปนักหรอก”

            “นอกจากขลาดแล้วเจ้ายังเขลาอีกด้วย      

            “มันไม่ควรจบเร็วเกินไปสำหรับเด็กปากเปราะอย่างเจ้า”

            มันก้าวเข้ามาอยู่ในระยะประชิด ยิ้มเยาะ ผายมืออย่างสบาย เป็นนัยของการท้าทายและดูหมิ่นชัดแจ้ง ป้องเกียรติเหวี่ยงขาซ้ายเตะตามแบบมวยโบราณ มันยกแข้งบังและปัดออกเหมือนปัดแมลง เขาเปลี่ยนมาเตะขวาสองหนซ้อน คราวนี้ไม่มีการป้องกัน มันกลับเอาสีข้างเข้ารับอย่างไม่สะทกสะท้าน

            “มีดยังทำอะไรข้าไม่ได้ แต่เจ้ายัง...”

            หมัดขวาพุ่งเข้าปะทะเต็มกราม หน้ามันสะบัด แต่ก็หันมายิ้มเหี้ยม

            “เบาไป มันต้องแบบนี้ !

            เมื่อมันปล่อยหมัดถึงกับเกิดเสียงลมหวีดในอากาศ แสงตะวันดับวูบชั่วขณะก่อนเขาล้มคว่ำ ขมับซ้ายลั่นเปรี๊ยะ ปวดร้าวในกะโหลก ไม่ทันได้ลุก มันเตะสีข้างเขาซ้ำ...หนแรกเค้นลมหายใจจากปอด เตะหนที่สองตัวเขางอเป็นกุ้ง หมัดหนึ่ง เตะสอง นับว่าหายกัน

            “ข้ายังยืนอยู่นี่” สิงห์ดำทำเสียงล้อเลียน “คราวนี้ไม่ยืนแล้วหรือ หือ...ตอบสิวะ !” มันเตะโครมเข้าให้ “ลุกขึ้นสิ อย่าเพิ่งล้มง่ายๆ ลุกขึ้นมาตีฝีปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมของเจ้า”

            ป้องเกียรติแค่นเสียงไอ มือกุมท้อง สิงห์ดำเอาตีนพลิกร่างให้นอนหงาย จ้องมอง เผยรอยยิ้มน่าชัง “ลุกขึ้นมา ! ว่าแล้วก้มลงมาตะปบคอเขา ฉุดให้ลุกขึ้น  “นั่นปะไร เจ้าลุกขึ้นจนได้”

มือหยาบกร้านเค้นแน่นเข้า กดทางเดินหายใจจนตีบตัน หากเขาตัวเล็กกว่านี้อีกสักนิด หรือมันตัวโตกว่านี้อีกสักหน่อย ปลายเท้าเขาคงลอยเหนือพื้นไม่ต่างจากการแขวนคอบนตะแลงแกง แม้ความสูงไม่ต่างกันถึงขั้นจะทำอย่างนั้น แต่เห็นได้ชัดว่ามันกำลังพยายาม มืออีกข้างรวบเข้าช่วย ชูสูงขึ้นจนสุดระยะแขน ตาวาวโรจน์ไม่นำพาแสงตะวัน ปากแสยะเผยฟันสกปรก คงมีกลิ่นเหม็นเน่าหรือไม่ก็กลิ่นยาสูบ แต่ฆานประสาทเขาใช้การไม่ได้เสียแล้ว ลมหายใจติดขัด จำต้องยืนเขย่งขณะถูกเค้นวิญญาณออกจากร่าง

“ตีฝีปากสิเจ้าหนู ข้าอยากจะฟัง...อะไรนะ ข้าไม่ได้ยินเลย” มันเค้นมือแน่นอีก “พูดสิ พูดดังๆ”

ป้องเกียรติหน้าแดงก่ำ จากนั้นเปลี่ยนเป็นคล้ำ โลกเริ่มเลือนรางลง

ลมร้อนหอบฝุ่นหมุนวน ผู้คนโดยรอบออกอาการกระสับกระส่าย คนแก่สำลักยาสูบ พวกคนหนุ่มหันมาคุยกระซิบ หญิงวัยทองหน้าซีดเผือดเผลอลูบคลำคอตัวเอง ราวกับว่ามือของคนโทษบีบเค้นหัวใจของผู้ชมไปด้วย ถัดจากวงล้อมเข้ามานิดหนึ่ง นายคุมอาวุธกำลังหันมากระแอมกับครูบาอัครเดช ชายชราขาพิการยืนทิ้งน้ำหนักตัวบนไม้เท้า มองการต่อสู้เบื้องหน้าด้วยท่าทีสงบ

“เราจะปล่อยให้ลงเอยอย่างนี้หรือ” นายคุมอาวุธถาม

“ลงเอยอย่างไร”

“อย่างที่เห็น”

“การประลองยังไม่จบ”

“ดูเหมือนเขากำลังแย่”

“หากมันจะจบด้วยการสังเวยชีวิตหลานข้าก็จงให้เป็นไปตามนั้น”

“แต่กฎข้อเดียวคือไม่มีกฎนะท่าน เราขัดขวางได้”

ครูบาเฒ่ายังมองไปข้างหน้า “ตายด้วยมือคนถ่อยนับว่าน่าอดสูแล้ว แต่ขัดขวางการประลองน่าอดสูยิ่งกว่า คนที่จะบรรลุเป็นชายสมชายย่อมต้องรู้สึกซึ้งแก่ใจว่า ยอมตายดีกว่าละทิ้งซึ่งศักดิ์ศรี มันเป็นเสียยิ่งกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ มันคือจิตวิญญาณของลูกผู้ชาย เจ้าก็เข้าใจไม่ใช่หรือ”

นายผู้คุมไม่พูดอะไร ตาส่อนัยละอาย

“เจ้าเข้าใจดี เพียงแต่เห็นเด็กพวกนี้นานๆ เลยอ่อนปวกเปียกลง เอาเถิด หากหลานข้าจะตายวันนี้ก็ปล่อยให้มันตาย แต่ข้าว่า...” ผู้อาวุโสหันมองหน้าคู่สนทนา “มันไม่ตายหรอก แววตามันบอกอย่างนั้น”

“ข้าไม่...”

“เบิ่งตาดูสิ นาทีเป็นตายเจ้าต้องมองให้แจ้ง”

นายผู้คุมหรี่ตามอง หากยังไม่เห็นทางว่าเด็กหนุ่มจะรอดพ้นเงื้อมมือคนโทษได้อย่างไร

ขณะเดียวกันนั้นเอง ป้องเกียรติกำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดทรมาน คอตีบตัน กะโหลกบวมปูด ในอกหนักอึ้งและปวดร้อนราวกับไฟสุม แต่เขาไม่ดิ้นรน ไม่เตะขาหรือเหวี่ยงแขนสะเปะสะปะ เพราะนั่นจะยิ่งบั่นทอนเวลาแห่งชีวิตให้สั้นลง ทว่าความคิดนี้ถูกต้องแล้วหรือ

ไม่ถูกเสียทีเดียว

“แค่นี้เองหรือ” สิงห์ดำยิ้มเหี้ยม ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “เอาเถอะ แค่นี้ก็แค่นี้ ลาก่อนนะ”

ป้องเกียรติแจ้งแก่ใจอยู่แล้ว ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึง เมื่อมันยื่นหน้าเข้ามา เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายเหวี่ยงสองมือตบกกหูมันเต็มที่ ประกบขมับแล้วทิ่มนิ้วโป้งเข้าเบ้าตา ส่วนนี้กลับไม่เหนียว

สิงห์ดำร้องเสียงหลงพลางเหวี่ยงตัว แต่ป้องเกียรติไม่ปล่อย ยังเกาะกุมแม้ตัวตกวูบ และล้มกลิ้งไปด้วยกัน นิ้วโป้งทิ่มลึก เกี่ยวจิกดุจจะงอยเหยี่ยว ลูกตาข้างหนึ่งถลนพาดแก้ม อีกข้างยุบในเบ้าพร้อมเสียงดังปุเบาๆ จากนั้นตีนข้างหนึ่งถีบป้องเกียรติลอยกระเด็น หลังหล่นกระแทกจนซี่โครงเจ็บแปลบ แต่เขายิ้ม อริร่างยักษ์สิ้นท่าแล้ว

สิงห์ดำลุกขึ้นฟาดงวงฟาดงาไร้ทิศทาง มือกุมเบ้าตา ปากตะเบ็งเสียงโวยวาย มันเจ็บปวดและโกรธแค้น หากมองไม่เห็นศัตรู ป้องเกียรติลุกขึ้นบ้าง ตามองตรง หูแว่วเสียงฮือฮาของผู้ชม ในหัวเขานิ่งสงบด้วยความเวทนา

จัดการมันเสีย ให้มันพ้นทรมาน

เขากระโดดถีบจนคนโทษล้มคว่ำ มันไม่วายคิดสู้อีก ยังต่อยลมวืดไปมาสลับกับกุมมือปิดหน้า เลือดไหลโกรกอาบนัยน์ตานอกเบ้า ขาเตะ มือปัด ฝุ่นฟุ้งขึ้นพร้อมกลิ่นเหงื่อไคลและคาวเลือด

ป้องเกียรติเดินเนือยๆ ไปหยิบมีดอันเป็นมรดกตกทอดจากบิดา กลับมาเตะน่องมันเต็มแรง มันล้มคว่ำ สองขาสะบัดอ้ากาง เช่นเดียวกันกับหินผา แม้จะแกร่งแต่ยังมีซอกแตกให้หยาดน้ำแทรกซึม เขากะจังหวะแล้วเสือกมีดเข้ารูทวารมันสุดแรง สิงห์ดำกระตุกเฮือก หากยังมีลูกตาคาเบ้าอยู่ก็คงจะเบิกค้างด้วยความแปลกใจ มันคงไม่รู้รสคมมีดนานมากแล้ว โชคไม่ดี เมื่อรู้อีกทีก็ถึงกับอาคมเสื่อม และถึงคราวตาย ป้องเกียรติถอนมีดออก แล้วเงื้อขึ้นสุดเหยียด 

“พอแล้ว !” มีเสียงร้องบอก ฟังเหมือนเสียงของลุง

เด็กหนุ่มปักมีดลงกลางอกคู่ต่อสู้จนมิดด้าม

การประลองเป็นอันจบแค่นั้น



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

233 ความคิดเห็น

  1. #232 aew (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 กันยายน 2555 / 21:25
    โหดสาด สงสารมีด
    #232
    0
  2. #216 OrchidGIRL (@orchidgirl) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2553 / 13:33
    เจ๋งมา อ่านแล้วอินและลื่นด้วย ตื่นเต้นตาม พล็อตก็น่าสนในดี เป็นเรื่องที่มีเอกลักษณ์มาก
    #216
    0
  3. #207 I-am-ism (@pa-ism) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มีนาคม 2553 / 14:51
    เสียวตรงนั้นอ่า...
    #207
    0
  4. #203 พอกลอน ซาเสียง (@porglon) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 / 12:20
    ภาาษาเป็นตัวเองมากๆ คับ(มีสไตล์จริงๆ)

    #203
    0
  5. #149 OoThipoO (@soyakijang) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กันยายน 2552 / 16:20
    โห หนังเหนี่ยวจังนะ สิงห์ดำ พระเอกยังเด็กอยู่เลย นึกถึงเด็กหนุ่มตัวเล็กๆไปสู้กับยักษ์กล้ามโตหน้าเถื่อนๆ ฟันแทงไม่เข้า แถมน่าหมั่นไส้อีก
    #149
    0
  6. #136 -oเปรี้ยวหวานo- (@srn_41042) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2552 / 01:02

    เถื่อนดีอ่ะ ชอบ

    #136
    0
  7. #60 แม่มดคนแรก (@blackcat555) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2552 / 13:28
    สุดยอดค่ะพี่ ^[]^ เรื่องนี้เปิดมาบู๊เลย สงสัยต้องเสียวสันหลังแทนเสียวฟันซะแล้ว~ว
    #60
    0
  8. #57 LittlePhantom (@littlephantom) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2552 / 22:05
    แวะมาอ่านค่ะ ตามมาจากบอร์ด

    สู้กันมันดี เหอๆ
    #57
    0
  9. #43 BIGBALL (@bigball) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2552 / 00:15
    555555 (จะหัวเราะทำไม?) เพิ่งเคยได้อ่านผลงานของท่านแจกันที่เขาล่ำลือกันครับ...!! (ตามมาจากโฆษณาที่บอร์ดนะ)

    สนุกดีครับสู้กันได้หวาดเสียวดี (แอบมีฮาตอนสุดท้าย) เรื่องภาษานั้นกินขาดอยู่แล้ว  เพียงแต่ผมยังไม่เห็นความดาร์คของท่านครับ (รึเพราะเพิ่งอ่านไปได้ตอนเดียวหว่า?) 

    เขียนดีแบบนี้ผมคงต้องขออนุญาตศึกษาวิทยายุทธจากท่านเสียแล้ว ฮี่ ๆ ๆ แล้วจะแวะมาเยี่ยมอีกนะคร้าบบ (ขอแอดนิยายท่านด้วยน้า)
    #43
    0
  10. #28 วงเวทย์มรกต (@nakin) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2552 / 15:16
    ...ตอนจบนี่สุดยอดดีเนอะ... เป็นการต่อสู้ที่น่าลุ้นดีแฮะ
    ภาษายังคงลื่นไหลดุจสายน้ำต่อปาย
    #28
    0
  11. #19 usher =Glamorous R★CK= (@usher) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2552 / 22:09
    ถึงพริกถึงขิงดีแท้ โฮกกก
    ได้ท่าตอนจบนี่แหละ
    คาคาชิฝึกให้รึเปล่า !
    #19
    0
  12. #18 FrenchHorn (@bat19) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2552 / 01:04
    ตอนแรกก็รู้สึกติดขัดกับภาษาอยู่บ้าง
    แต่อ่านไปอ่านมาก็ลื่นตามสไตน์ของพี่ติ่ง

    ยังคงรู้สึกขัดแย้งกับบทนำ ต้องรอดูต่อไป...
    #18
    0
  13. #10 @mokona-modoki@ (@kikis_hd) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2552 / 15:10
    เป็นการต่อสู้ที่รุกรับเข้าท่าดี - -b
    #10
    0
  14. #8 MiRAYE (@MondoDK) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2552 / 21:46
    ย้อนยุคหรือยุคหลังอารยธรรมล่มสลายหว่าเหอ ๆ
    #8
    0
  15. วันที่ 30 พฤษภาคม 2552 / 21:09

    โอ้ววววววว มาแนวย้อนยุคแฮะ โหดไช้ได้นี่คุณน้อง อิอิอิ

    #6
    0