Vampire Princess อัศวินแห่งฟาร์มารีน&เจ้าหญิงแวมไพร์จอมแก่น

ตอนที่ 4 : บทที่ 2 งานเลี้ยงใต้แสงจันทร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,766
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 พ.ค. 62

บทที่ 2 งานเลี้ยงใต้แสงจันทร์

 

ตั้งแต่ดีแลนปฏิเสธที่จะไปร่วมงานแฟนซี ฉันก็เลิกคุยกับเขาจนกระทั่งถึงวันนี้ อีกเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะว่าฉันได้เพื่อนไปร่วมงานแทนเขาแล้วด้วย เลยไม่อยากจะเสวนากับผู้ชายขี้เก๊กที่เอาแต่วางท่าสุขุมทั้งวันทั้งคืน ส่วนคู่เต้นรำที่ฉันหมายถึงก็คือแดเนียล แฟนของลิลี่ ฉันเป็นคนถามเขาเอง เพราะวันที่มีแขกท่าทางประหลาดคนนั้นมาบ้าน ลิลี่ก็แทบจะไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวเลย พอเธอเจอกับแดเนียล เธอก็ลืมถามเขาอีกด้วย นั่นคงเป็นเพราะลิลี่กำลังรู้สึกเหมือนถูกป่วนโดยผู้ชายหน้าตาเจ้าชู้ที่อ้างตนเป็นแขกของลูคัสนั่น ที่สำคัญเขายังจะต้องกลายมาเป็นคู่เต้นรำของลิลี่อีกด้วย เพราะเจ้าตัวดันเอ่ยปากอยากไปร่วมงานเลี้ยง แต่การที่เขาจะไปที่นั่นได้ก็จะต้องไปกับทายาทแห่งคลีฟเพียงเท่านั้น แล้วก็ไม่มีหญิงสาวคนไหนหลงเหลือจะให้เขาควง ลิลี่ที่ไม่อยากไปตั้งแต่แรกเลยต้องจำใจไปเพื่อรักษามารยาทของวงศ์ตระกูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าจะไม่มีใครในบ้านต้องการให้เธอรักษามารยาทนี้เลยก็ตามที ทว่าในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเอาชนะความดื้อดึงของผู้ชายคนนั้นได้เลยสักคน จนบางครั้งฉันก็ถามว่าทำไมชาวคลีฟถึงได้ปล่อยให้เขามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของบ้านได้มากขนาดนี้ทั้งที่ต่างรู้กันอยู่ว่าเขาพยายามแอบอ้างตัวเพื่อเข้าหา

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

เสร็จรึยังจ้ะ แดเนียลเขามารอเราแล้วนะ ลิลี่เดินตรงเข้ามาหาฉันท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส

วันนี้เธอสวมชุดเดรสเจ้าหญิงดอกไม้สีชมพูทรงเรียบง่ายไม่ได้พิเศษอะไร แต่ความโด่ดเด่นของผ้าคลุมลูกไม้สีชมพูปักด้วยดิ้นสีทองที่คลุมทับกระโปรงทำให้ชุดดังกล่าวดูเจิดจรัสสุดคำบรรยาย ยิ่งลิลี่เป็นคนสวมมันด้วยแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะคงไม่มีคำไหนจะเหมาะสมกับเธอไปกว่าคำว่า สวย สง่า สดใส อย่างกับเทพธิดาแห่งมวลไม้อีกแล้ว

หากแดเนียลเห็นเธอ เขาคงไม่อยากไปกับฉันแน่ๆ เลยฉันทักขึ้น สายตายังกวาดมองลิลี่ด้วยท่าทางเคลิ้มฝันราวกับว่าตัวเองตกไปอยู่บนสวรรค์

เมื่อก่อนหน้านี้ฉันก็ลงไปหาเขา ไม่เห็นเจ้าตัวจะพูดอะไรสักคำ ลิลี่หัวเราะสนุกสนานก่อนจะหยิบจับจัดกระโปรงที่ฉันสวมอย่างระวัง ชุดที่ดีแลนซื้อให้ พอเราใส่แล้วสวยกว่าที่จินตนาการไว้อีกนะ มันเหมาะสมกับเธอมากเลยวาเลนเซีย...น้องสาวของพี่

พอลิลี่เอ่ยถึงดีแลน อารมณ์ฉันมันก็ปั่นป่วนขึ้นมาทันที ทำให้อดเบ้ปากรวมทั้งอดแสดงทีท่าฮึดฮัดออกมาไม่ได้

ตอนแรกว่าจะไม่ใส่ชุดนี้หรอก อยากจะจับโยนลงถังขยะเลยด้วยซ้ำ ฉันประชดประชัน จะว่าไปแล้วทั้งตัวเองและดีแลนเลยด้วยซ้ำ

อย่าทำแบบนั้นเลย ดีแลนเขาจะเสียใจมากรู้ไหม มือเรียวสวยลูบหัวฉันเบา แววตาอ่อนโยนของลิลี่ที่มองฉันทำให้อารมณ์ฉันเย็นลงนิดหน่อย แต่มันอดน้อยใจดีแลนไม่ได้จริงๆ ทำไงได้ล่ะ ก็ฉันยังโกรธเขาไม่หายสักทีนี่นา

ก็ไม่ได้ทิ้งแล้วไงคะฉันอ่อนลง

เดี๋ยวฉันจะลงไปรอข้างล่างนะ อย่าลืมหน้ากากนะจ๊ะลิลี่เตือน ลูบแก้มฉันเบาๆ ท่าทางเอ็นดูเป็นห่วงเป็นใย

เกือบลืมไปแล้วนะเรา แย่จังฉันเคาะหัวตัวเองเบา

แล้วก็อย่าทำหน้ามุ่ยด้วย เดี๋ยวไม่น่ารักหรอก แดเนียลเขาอยากจะพาเด็กสาวน่ารักไปอวดเพื่อนๆ จนใจจะขาดแล้วรู้ไหม ลิลี่ใช้นิ้วคลึงแก้มให้ฉันยิ้มออกมา ก่อนจะจูบหน้าผากฉันแผ่วเบาแล้วเดินออกจากห้องไป

ฉันมองหาหน้ากากที่จำไม่ค่อยได้ว่าเอาไปวางไว้ที่ไหน ขณะสวมรองเท้าได้แล้วหนึ่งข้างฉันก็กระโดดขาเดียวไปรอบห้อง กว่าจะเจอก็แทบจะเป็นลมอยู่แล้ว จากนั้นฉันก็รีบวิ่งออกจากห้องมา จนกระทั่งมาชนกับใครบางคนเข้าอย่างจัง

ตุบ!

พอฉันเงยหน้าขึ้นก็เห็นใบหน้าของใครบางคนที่ไม่อยากจะเห็นแต่ไม่เคยหนีพ้นเลย

เธอสวมชุดนี้แล้ว น่ารักดีนะ” เขาเอ่ย

“ส่วนนายก็ยังทำตัวเป็นพ่อบ้านเหมือนเดิม” ฉันปรายหางตามองดูดีแลนในชุดกันเปื้อนที่ระบุว่าเจ้าตัวเพิ่งออกมาจากห้องทำงานประดิษฐ์หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขาให้ความสนใจมากกว่าฉัน เห็นแล้วเกิดอาการหัวเสียทุกที ฉันเลยเชิดหน้าใส่เขา พร้อมเดินหนีเหมือนไม่ใยดี ไม่สำนึกหรือแม้แต่จะเอ่ยปากขอบคุณเขาสำหรับชุดที่ตนสวมใส่อยู่ เพราะความยโสโอหังมีมากกว่า

หมับ!

ดีแลนคว้าแขนฉันแล้วดึงให้ฉันหันกลับไปมองเขา

“เป็นพ่อบ้านไม่ดีตรงไหน” เขาเลิกคิ้ว ไม่สะทกสะท้านต่อปฏิกิริยาดื้อดึงเอาแต่ใจไร้ความเคารพของฉัน ทั้งยังดูเหมือนเจ้าตัวติดจะอารมณ์ดีมากๆ ด้วย เพราะน้อยครั้งจริงๆ ที่ดีแลนจะยอมแสยะยิ้ม แม้จะเพียงแค่มุมปากก็เถอะ

ส่วนเรื่องที่เขาถาม มันก็ไม่ใช่ไม่ดีเสียทีเดียว แต่บางครั้งเขาก็เอาแต่ขลุกอยู่ในบ้านจนน่ารำคาญ ฉันแค่คิดว่าเขาน่าจะออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างก็ได้ วันๆ มัวแต่ทำตัวเป็นตาแก่ขลุกอยู่แค่ ห้องนอน ห้องครัว ห้องทำการทดลอง ห้องทำการฝีมือ หรือไม่ก็ในโรงเพาะชำ บ้าบอที่สุดเลย ฉันรู้ว่าเขาใช้เวลาร่วมกับฉันมากพอๆ กับการใช้ชีวิตร่วมกับกิจกรรมเหล่านี้ แต่เมื่อถึงงานสำคัญทีไรเขาก็มักจะชอบขัดใจฉันทุกที

“ไม่มีอะไรดีสักอย่าง” ฉันกระแทกเสียงใส่อย่างเอาแต่ใจ

รอยยิ้มบนใบหน้าของดีแลนจางหายไป แต่เจ้าตัวกลับขยับเข้ามาใกล้โดยไม่ยอมสบตบกับฉัน ก่อนจะเอื้อมมือขวามาแตะที่ท้ายทอยฉัน ฉันพยายามดันดีแลนออก เขายิ่งยึดตัวฉันเอาไว้แน่น จากนั้นฉันก็รู้สึกได้ถึงไออุ่นจากเวทมนตร์ที่วนไปรอบๆ ก่อนมันจะกลายเป็นสร้อยที่แขวนอยู่บนคอ

“สร้อยกุหลาบสีน้ำเงิน ฉันเพิ่งทำมันเสร็จเมื่อสิบนาทีก่อนเธอจะออกจากห้องมา มันจะช่วยปกป้องเธอจากสิ่งเลวร้าย โดยเฉพาะเวลาที่ฉันไม่ได้อยู่ใกล้ๆ” เขาอธิบายด้วยท่าทางสุขุมเป็นทางการ ดวงตากวาดมองรอบคอฉันอยู่นานก่อนเจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉันอีกครั้ง

“ทำไมนายถึงต้องคิดว่ารอบด้านจะมีอันตรายอยู่เรื่อยเลย เป็นพวกวิตกจริตรึเปล่า ไอ้ที่นายไม่ไปร่วมงานเพราะกลัวว่าจะมีเรื่องบ้าๆ เกิดขึ้นมามันก็ทำให้ฉันหงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว จะมายุ่งวายกับฉันอีกทำไม แล้วทำไมนายจะต้องมาทำดีกับฉันแบบนี้ด้วย หากเพียงแค่จะออกไปร่วมงานด้วยกันสักคืนนายยังทำไม่ได้เลย ถ้าฉันจะตายหรือเป็นอะไรมันก็ไม่ได้สำคัญต่อนายเลยนี่นา” ฉันพยายามจะดึงสร้อยของดีแลนออกแต่ไม่สำเร็จ น้ำตามันก็ไหลออกมาเพราะความโกรธ ตัวฉันสั่นไปหมดแล้ว

“ถ้าเธอไม่มีความสำคัญต่อฉัน แล้วทำไมฉันจะต้องห่วงเธอด้วยล่ะ อย่าร้องเลย จงมีความสุขกับคืนนี้ให้มากๆ นะ” ดีแลนเช็ดคราบน้ำตาออกอย่างแผ่วเบา มันอบอุ่นและก็ทำให้ฉันรู้สึกสะท้านไปถึงในอกจนแทบจะหยุดไม่ได้

พอฉันกำลังจะวางมือลงบนหลังมือเขา ดีแลนก็ชักมือกลับแล้วเดินจากไป ฉันเลยสะบัดแขนทิ้งลงข้างกายอย่างหงุดหงิด กลั้นหายใจเพื่อที่น้ำตาจะไม่ได้ไหลออกมาอีก จากนั้นก็เดินลงไปข้างล่าง ตรงเข้าไปในห้องรับแขก แดเนียลที่กำลังเต้นรำอยู่กับลิลี่ระหว่างรอฉันก้มหัวให้เล็กน้อยเมื่อเห็นฉันเข้ามา

“ผมเสียใจจริงๆ เจ้าหญิงดอกไม้ที่จะต้องทอดทิ้งคุณไปในคืนนี้” แดเนียลก้มลงจูบมือลิลี่ แต่กลับถูกเธอผลักออกเบาๆ

“คุณนี่ทะเล้นไม่เลิก น้องสาวฉันมาแล้ว รีบไปรับเธอเร็วๆ เข้า” ลิลี่คะยั้นคะยอแดเนียล แล้วหันมาทางฉัน ทอดมองด้วยสายตาเอ็นดู

“ขอผมหอมแก้มคุณสักฟอด เพราะวันนี้ผมคงไม่มีโอกาสไปขโมยหอมแก้มคุณได้ที่กลางงานอีก”

“สงสัยฉันคงจะต้องเปลี่ยนคู่แทนลิลี่แล้วละมั้ง ใครบางคนจะได้สมหวัง” ฉันพูดติดตลก แม้ในใจจะรู้สึกเคืองดีแลนอยู่ แต่ไม่อยากจะทำให้แดเนียลต้องมาเสียอารมณ์เพราะฉันด้วย

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกวาเลนเซีย แค่ไม่ได้หอมแก้มลิลี่หนึ่งวันผมก็ยังหายใจอยู่ได้ครับ” แดเนียลบอก

“ฉันจะคอยดูว่าคุณจะยังมีแรงเดินไปจนถึงงานรึเปล่า” ฉันแซวเขา

“ให้ผมแบกคุณไปงานก็ยังไหวเลย ลองดูไหมล่ะ หัวขโมยคนนี้พลังเยอะนะ”

“แฟนใครก็ไม่รู้ ขี้โม้ชะมัดเลย” ฉันหันไปทางลิลี่

“ทนฟังเขาโมหน่อยแล้วกันนะ ดีกว่าไม่มีคู่เต้นรำน่ะ” ลิลี่ยิ้มให้ฉันอย่างเห็นใจ

“แต่จะให้ผมเติมพลังก่อนไปก็ไม่เลวนะ”

หมับ!

แดเนียลกอดลิลี่จากด้านข้างเร็วไวอย่างเต็มรัก ก่อนจะหอมแก้มเธอแล้วแกล้งไชจมูกไปตามลำคอ ลิลี่หัวเราะคิกขณะผลักไสหัวแดเนียลออกจากตัว ฉันยืนมองพวกเขาจนรู้สึกเขินแทนลิลี่เสียเองจนต้องหันหน้าไปทางอื่น จึงเห็นท่านเอิร์ลที่กำลังยืนอยู่บรรไดขั้นบนสุดมองตรงไปยังคู่รักข้างๆ ฉันด้วยสีหน้าครุ่นคิด แต่สายตาเขาบ่งชี้ไปที่ลิลี่เสียส่วนใหญ่มากกว่า

ท่านเอิร์ลหลุยส์ แขกคนนี้แหละที่เดินทางมาที่นี่เมื่ออาทิตย์ก่อน เขาเป็นผู้ชายที่ประหลาดและแปลก ที่แน่ๆ เขากำลังจ้องลิลี่ในแบบฉันเห็นแล้วไม่สามารถวางใจได้ แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดหรือบอกอะไรกับลิลี่ แดเนียลก็ชวนฉันก่อน

“ไปกันเถอะครับ เจ้าหญิงของผม” แดเนียลเดินตรงเข้ามาหาฉัน พลางส่งมือให้ ฉันยังไม่ละสายตาไปจากท่านเอิร์ล จึงเผลอเหลือบไปเห็นดีแลนที่เดินมายืนอยู่ตรงระเบียง ทอดสายตามองมาที่ฉันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหายไปในความมืด

“ขอให้สนุกมากๆ นะจ๊ะ” ลิลี่ตรงเข้ามาหอมแก้มฉัน ฉันกอดเธอตอบ

“ลิลี่” ฉันร้อนรนขึ้นมาทันที “ถอดสร้อยดีแลนให้หน่อยสิ”

“ถอดไปทำไมกันจ้ะ”

“เขาบอกว่ามันจะช่วยปกป้องฉันจากอันตราย แต่ฉันอยู่กับแดเนียลคงไม่มีอันตราย เธอสวมมันไว้เถอะ”

“โธ่ น้องสาวผู้น่ารักของฉัน เธอก็รู้ว่าสร้อยของดีแลน คนที่จะถอดได้ก็มีแต่เขาเท่านั้น” ลิลี่ลูบหัวฉันเบาๆ “ไปเถอะจ้ะ ไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นทั้งนั้น”

ฉันเดินจากลิลี่มาอย่างพะวักพะวน แต่สิ่งที่ฉันได้รับจากเธอกลับเป็นรอยยิ้มสดใสและแววตาอันอบอุ่นที่คอยเป็นกำลังใจให้ตลอดเวลา ถึงอย่างนั้นก็เหมือนมีอะไรบางอย่างบอกฉันว่าไม่อยากจะจากลิลี่มาแล้วปล่อยให้เธออยู่กับท่านเอิร์ลบ้าคนนั้นตามลำพังเลย ทว่าร่างกายของฉันกลับเดินตามแดเนียลไปอย่างว่าง่ายและไม่กบฏพยศอะไร

เมื่อออกมาถึงหน้าบ้าน ฉันก็ต้องตะลึงกับสิ่งที่แดเนียลนำมารับจนแทบพูดอะไรไม่ออกในวินาทีแรก ต้องใช้เวลาประมวลภาพอยู่หลานนาที และอาศัยเสียงบรรยายของเขาในการกะเทาะความคิดตกตะลึงให้แตกสลายเสียก่อนจึงเริ่มรับรู้ได้อย่างเป็นปรกติ

“เป็นยังไงบ้างครับ รถฟักทองเทียมจักรยาน” ชายหนุ่มพรีเซ็นต์ยานพาหนะเบื้องหน้าอย่างภาคภูมิใจ “ผมเป็นแค่ขอทาน เดินทางมารับเจ้าหญิง มีดีสุดก็แค่นี้ หวังว่าคุณจะไม่ถือสานะครับ”

“ไอ้ถือน่ะฉันไม่ถือหรอก แต่คุณแน่ใจนะว่าคุณต่อเกวียนมาดีน่ะแดเนียล”

ฉันยืนมองเกวียนเก่าๆ ขนาดเล็กสำหรับหนึ่งคนนั่งที่ถูกพันอ้อมไว้ด้วยเถาฟักทองแห้งมียอดประดับด้วยลูกฟักทองสดสีส้มสดใส มันถูกดัดแปลงให้นำไปเชื่อมต่อกับท้ายจักรยานที่ล้อยังทำจากไม้คันเก่าทรุดโทรม อายุอานามจัดให้อยู่ในวัยเก่าแกคร่ำครึพอกันเลย แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็รู้สึกว่ามันต้องวิเศษมากแน่ๆ หากเราได้มีโอกาสขึ้นไปนั่งในค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงโรแมนติกแบบนี้

“ระดับนี้แล้ว ผมเป็นช่างฝีมือนะครับ”

เหมือนกับดีแลน...

แต่ทำไมฉันต้องคิดถึงเขาด้วยเนี่ย เขามันไม่ต่างไปจากตาแก่เฝ้าบ้านคนหนึ่งที่ชอบใช้ชีวิตอยู่กับขุมสมบัติเป็นส่วนใหญ่มากกว่าจะมาใส่ใจการใช้ชีวิตในสังคม

“เชิญครับ” แดเนียลส่งมือให้ฉันจับแล้วนำไปที่เกวียน ก่อนจะย่อตัวลงนั่งชันเข่าบนพื้น

“คุณไปทำอะไรอยู่ตรงนั้น แล้วฉันจะขึ้นได้ยังไง”

“มันสูงนะ คุณสวมกระโปรงอยู่จะต้องมาปีนเกวียนมันดูไม่ดีหรอก ใช้เข่าผมเป็นบันไดเถอะ”

“คุณเพี้ยนรึไงคะ ฉันรู้ว่าคุณเป็นสุภาพบุรุษ แต่ไม่ต้องมาทำดีกับฉันมากก็ได้ สิทธิ์นี้เก็บไว้ให้ลิลี่เถอะค่ะ ฉันปีนได้น่า” ฉันถอยห่างจากแดเนียลมาหนึ่งก้าว มองดูเขาพลางเบิกตากว้าง ส่ายหน้ารัวจนแทบจะเวียนหัวไปหมด

“ในฐานะที่คุณเป็นน้องสาวเธอ ผมยินดีบริการสุดหัวใจ” แดเนียลยิ้มแฉ่งหูตาเป็นประกายสดใส

“แต่ฉันว่ามันไม่น่าดูเลย แค่คุณมาเป็นคู่เต้นรำให้ฉันก็ถือว่าฉันโชคดีเกินไปแล้ว” ฉันมุ่ยหน้าอย่างรู้สึกเกรงใจ

“เพราะฉะนั้นผมจึงต้องทำให้คุณกลายเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด จนกว่างานคืนนี้จะสิ้นสุดลงยังไงล่ะ เพื่อที่ใครบางคนจะได้รู้สึกสบายใจ” เขายิ้มพราย

“ใครคะ” ฉันขมวดคิ้ว แล้วเหยียบขาแดเนียลเพื่อปีนขึ้นไปบนเกวียน ได้มือของเขาเป็นที่จับ รู้สึกเกร็งเล็กน้อยและอยากจะก้มลงไปปัดกางเกงให้ แต่ในฐานะสุภาพบุรุษแดเนียลต้องไม่เปิดโอกาสให้ฉันทำแบบนั้นแน่ๆ เลย

“ใครคนหนึ่ง...ที่ห่วงคุณเท่าชีวิต” เขาพูดแล้วโค้งตัวให้ฉัน ก่อนจะเดินไปนั่งคาบจักรยาน “พร้อมนะครับ”

“อืม” ฉันใช้มือข้างหนึ่งจับเกวียนไว้แน่น ข้างหนึ่งเผลอเอื้อมขึ้นมาจับสร้อย

ถ้าเธอไม่มีความสำคัญต่อฉัน แล้วทำไมฉันจะต้องห่วงเธอด้วยล่ะ

“ชุดกับสร้อยที่ดีแลนเตรียมให้คุณเนี่ยสวยเลิศไปเลยนะครับ ถ้าหากไม่ติดที่ว่าผมยังรักตัวกลัวตายจะขโมยชุดกับสร้อยจากตัวคุณแล้วนะเนี่ย” แดเนียลพูดติดตลก ท่าทางของเขาช่างร่าเริงมีความสุขเข้ากับบรรยากาศของการที่จะไปร่วมงามครื้นเครงเป็นที่สุด

“พูดเป็นเล่นไป คุณขโมยแล้วฉันจะใส่อะไรไปงานคะ” ฉันถามกลับไปอย่างเล่นสนุกกับเขาด้วยเพื่อไม่ให้เขารู้สึกเบื่อ รวมไปจนถึงตัวฉันเอง

“ชุดวันเกิดไง แต่ถ้าผมทำให้คุณต้องแต่งตัวแบบนั้นผมคงโดนดีแลนฆ่าตายพอดี”

“ทำไมจะต้องเอ่ยถึงเขาด้วยนะแดเนียล ฉันไม่อยากได้ยินชื่อนี้รู้ไหม เขาทำให้ฉันหัวเสียมาก เลิกพูดถึงคนแบบนั้นสักทีเถอะ คุณน่าจะนึกถึงลิลี่บ้างนะ”

“ลิลี่ของผม คืนนี้เธอสวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย” แดเนียลบอกท่าทางเพ้นฝัน พลางแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า

“ฉันก็ได้ยินคุณพูดแบบนี้ทุกงานนั่นละ” ฉันหัวเราะออกมา ประทับใจท่าทางเคลิ้มฝันของเขาแทนลิลี่ รู้สึกภาคภูมิใจที่เธอได้แดเนียลผู้แสนดีคนนี้เป็นแฟน พวกเขาช่างเหมาะสมกันอย่างไม่ต้องสงสัย แค่คิดและจินตนาการไปว่าในอนาคตพวกเขาจะครองรักกันอย่างไร ฉันก็นึกสนุกด้วยแล้ว

“ถ้าอย่างนั้นผมบอกว่าเธอสวยวันสวยคืนก็ได้”

“ใช่แล้ว นั่นล่ะลิลี่เลย สวยวันสวยคืน ทั้งตัวและหัวใจ” ฉันแนบหัวกับตัวเกวียน แดเนียลหันมามองหน้าฉันยิ้มๆ

“คุณเองก็สวยวันสวยคืนเหมือนกันนะครับ ปีนี้คุณโตขึ้นมากเลยถ้าเทียบกับปีก่อน” แดเนียลเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงใจ

“ถ้าไม่โตน่ะสิแปลก” ฉันบอกเขาแล้วหัวเราะ

“ผมหมายถึงนิสัยของคุณด้วย” เขาบอก

“ไม่หรอก คุณต้องไปถามดีแลนโน่นว่าจริงๆ แล้วฉันเป็นยังไง เขานะ...”

...รองรับอารมณ์ฉันหมดทุกอย่างเลย

ฉันพูดไม่ออก เพราะนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองเพิ่งจะห้ามแดเนียลว่าไม่ให้เอ่ยถึงตาคนนี้ แต่ฉันดันเอ่ยถึงเขาเสียเอง น่าขายหน้าจริงๆ ทำไมนะ...ในครอบครัวฉันมีพี่ชายอีกตั้งสามคน มีพี่สาวอีกหนึ่ง แต่ทุกครั้งฉันกลับต้องนึกถึงเขา นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเขาคือคนที่ขยันทำให้ฉันหัวเสียมากที่สุด เขาเห็นความร้ายกาจและความเอาแต่ใจของฉันมากที่สุด และเขาก็ทำตัวไร้อารมณ์ได้อย่างน่าหมั่นไส้ที่สุดในบ้านก็ได้ ฉันเลยไม่เคยสลัดเรื่องของเขาออกจากหัวได้เลย มันไม่ใช่ความทรงจำที่ดีหรอกนะ ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงเขามันมีแต่เรื่องน่าโมโหทั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกันเขากลับเป็นคนที่ถูกลืมได้ยาก

คิดดูสิ...ตอนนี้ฉันยังโมโหให้เขาอยู่เลย โมโหจนไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของรถฟักทองเทียมจักรยานของแดเนียลเวลามันตกหลุมด้วยซ้ำ เพิ่งจะรู้ตัวก็เมื่อตอนที่ฉันเอาหัวโขกกับเกวียนเมื่อครู่นี่เอง รู้สึกมึนไปเลยทีเดียว หวังว่าดีแลนจะไม่ได้ลงมนตร์จับผิดความรู้สึกอะไรไว้ในสร้อยนี่ เพื่อแกล้งฉันด้วยความสามารถทางการเวทอันล้ำเลิศของเขาอยู่ที่บ้านหรอกนะ แต่ฉันนี่ก็คิดอะไรไม่รู้

“เจ็บรึเปล่า”

“ไม่เป็นไรมากหรอก คุณมองข้างหน้าต่อเถอะ ก่อนที่คุณจะพาฉันลงข้างทาง” ฉันบอกแดเนียล ไม่อยากให้เขาวิตกกังวลกับฉันมากนัก

“วาเลนเซียนี่ก็เข้าใจเปรียบเทียบนะ ถ้าผมพาคุณลงข้างทางผมก็ตายพอดี” เขาโต้กลับมาอย่างรู้เท่าทันคำพูดของฉัน

“คุณไม่ตายง่ายๆ หรอก อยากแต่งงานกับลิลี่ไม่ใช่หรือไง ถ้าคุณตายเดี๋ยวก็อดหรอก” ฉันแกล้งแซวเขากลับทันที

“ที่ผมตายไม่ใช่เพราะผมบาดเจ็บรึอะไรนะ ถ้าผมพาคุณลงข้างทางแล้วคุณบาดเจ็บ ผมอาจจะโดนใครบางคนฆ่าตายจนไม่มีโอกาสได้แต่งงานกับพี่สาวเขาน่ะสิ”

“ขอบคุณนะ” ฉันพึมพำ เขาพูดมาแบบนี้ฉันรู้เลยว่าหมายถึงใคร จะเป็นใครไปได้นอกจากดีแลน คลีฟ พ่อคนขี้ระแวงนั่น แต่จริงๆ แล้วฉันก็นึกพยศและถามตัวเองอยู่ในใจเหมือนกันว่า ถ้าเขาห่วงฉันขนาดนั้นทำไมเขาไม่มาคอยดูแลฉันเลย

“ถึงแล้วครับ” เขากระโดดลงจากจักรยานอย่างคล่องแคล่วแล้วมานั่งชันเข่าเอาขาเป็นบันไดให้ฉันเหยียบลง “เชิญครับเจ้าหญิง”

“จะให้ฉันตอบแทนอะไรคุณได้บ้าง”

“แค่ยิ้มหวานๆ จนกว่างานคืนนี้จะผ่านพ้นไป นั่นก็ถือเป็นการตอบแทนที่วิเศษที่สุดแล้วละครับ” แดเนียลยิ้มกว้าง

“คุณนี่ปากหวานจริงๆ มิน่าล่ะ ลิลี่ถึงได้ชอบคุณนัก ถ้าเขาได้ครึ่งคุณคงดูน่ารักอยู่บ้างหรอก” สบตากับเขาอย่างชื่นชมลึกๆ แอบพูดเหน็บแนมดีแลนไปในตัว

“เขาน่ารักกว่าผมมากเลย เพียงแค่คุณไม่เคยรู้เท่านั้น”

ฉันหุบยิ้มทันทีที่แดเนียลพูดออกมาแบบนั้น อยากจะเถียงกลับไปเหมือนกันแหละว่าดีแลนหาความน่ารักแทบไม่ได้

“รีบเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ”

“เชิญครับ” เขายื่นแขนให้ฉันควง

เราสองคนเดินเข้ามาในงาน ผู้คนมากมายต่างทยอยเข้ามาในห้องบอลรูมประจำตระกูลคลีฟกันอย่างมากมายและล้นหลาม จนฉันมองไม่เห็นสมาชิกในครอบครัวเลยสักคน พวกเราเดินเล่น เดินกิน และคุยกับผู้คนไปเรื่อยๆ หน้ากากนับร้อย ชุดราตรีหลากสีสัน ทำให้ค่ำคืนนี้ดูสดใสและทำให้ใครๆ ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

เสียงหัวเราะเสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ แสงเทียนจากตะเกียง เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นอย่างเร่งรีบขณะถูกคู่ร่วมงานฉุดให้วิ่งตาม มีคู่รักกอดและจูบกันอย่างมีความสุขอยู่มากมายเต็มไปหมด นี่มันงานรื่นเริงสังสรรค์ แต่ฉันกลับไม่มีความสุขเอาเสียเลย เหมือนใจของฉันกำลังนึกถึงและปรารถนาอะไรอยู่ตลอดเวลาซึ่งฉันไม่มีหรือครอบครองได้ในขณะนี้

“คุณไม่อยากไปหาลิลี่หรือแดเนียล” ฉันทักขึ้น

“ลิลี่เป็นคู่ของท่านเอิร์ล ถ้าผมไปหาเธอแล้วคุณจะอยู่กับใคร” แดเนียลยิ้ม พลางโน้มหัวให้ฉันอย่างสุภาพ แสดงท่าทางว่าอยากอยู่กับฉันจริงๆ และเขาก็ไม่รู้สึกอึดอัดกับการพรากจากลิลี่เลยสักนิดเดียว ทั้งยังใจกว้างไม่แสดงทีท่าหึงหวงลิลี่กับหลุยส์เลยสักนิด ทั้งที่ฉันเองก็แอบคิดอยู่ว่าจะดีหรือ...ให้ลิลี่ไปอยู่กับหลุยส์แบบนั้น ฉันไม่ห่วงเรื่องการตัดสินใจของลิลี่ แต่ห่วงพฤติกรรมของหลุยส์เสียมากกว่า ทว่าลิลี่ก็ยืนยันว่าเธอสามารถดูแลตัวเองได้

“ฉันก็ถามดูเฉยๆ เผื่อคุณอยากจะอยู่กับคนรักมากกว่าในงานแบบนี้ หรือบางทีเราอาจจะไปเปลี่ยนคู่ก็ได้ คุณจะได้มีโอกาสอยู่กับคนรักไง”

“ไม่หรอกครับ ถ้าหากเราไปเปลี่ยนคู่กันตอนนี้ ก็เท่ากับว่าลิลี่ของผมต้องกลับคำต่อท่านเอิร์ล งานแบบนี้...สังสรรค์กับใครผมก็มีความสุขทั้งนั้นละ ไม่จำเป็นต้องสังสรรค์กับคนรักหรอก ที่สำคัญผมมีโอกาสได้ควงสาวน้อยน่ารักอย่างคุณก็วิเศษแล้วครับ”

“ทำยังไงฉันถึงจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีได้แบบคุณนะ”

“ยิ้มเข้าไว้สิครับ”

ฉันพยายามยิ้มตามคำแนะนำของแดเนียล ภายใต้หน้ากากสีน้ำเงินอมม่วงที่ฉันสวมอยู่ รอยยิ้มของฉันคงเหมือนกับมัน ส่วนความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้นคือโฉมหน้าอันโศกเศร้า ฉันมองดูรอยยิ้มอันแสนจะจริงใจของแดเนียลแล้วอดอิจฉาไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไงกัน ยิ้มอย่างมีความสุขแบบนั้น อีกไม่นานก็จะถึงเวลาเต้นรำแล้วเขายังไม่ยอมเอาหน้ากากลงมาปิดหน้าเลย ทั้งยังใช้เป็นเครื่องประดับติดหัว ดูแล้วก็ตลกดีไม่น้อย ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจเสียด้วยว่าฉันจะหัวเราะเขาเรื่องหน้ากากรึเปล่า

“คุณอยากยืนอยู่จุดไหนมากที่สุดเวลาเต้นรำ”

“ฉันไม่รู้เลย ฉันว่าบางทีตรงไหนมันก็คงเหมือนกันนั่นละค่ะ”

“คุณจะว่าอะไรไหม...หากผมจะพาคุณไปยืนอยู่กลางฟลอเต้นรำ”

“แต่ว่า ถ้าไปยืนตรงนั้นเราก็ต้องเปิดฟลอร์น่ะสิคะ”

“เปิดฟลอร์หรือ ผมว่าน่าสนดีออก งานนี้ไม่ได้กำหนดเฉพาะเจาะจงว่าใครต้องเปิดฟลอร์ เราก็เสนอไปเลยเป็นไง ขอทานกับเจ้าหญิง คงเด่นไม่น้อย”

“คุณพูดจริงหรือเนี่ย”

“จริงสิครับ”

ไม่ว่าเปล่าเขาก็ลากฉันวิ่งพลางดึงหน้ากากลงมาปิดหน้า จนกระทั่งเรามาหยุดอยู่กึ่งกลางฟลอร์ บนตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลคลีฟที่ถูกร่างไว้บนพื้นซึ่งกำลังส่องแสงเป็นประกายสีเงิน ฉันรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด ไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเองว่าฉัน...เด็กสาวที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวคลีฟทางสายเลือด จะได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้ ในที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวคลีฟ มันเปรียบเสมือนและมีค่าเทียบเท่ากับความฝันของสาวๆ ว่าได้แต่งงานกับเจ้าชายเลยด้วยซ้ำ

“เจ้าหญิงที่ทุกท่านเห็นอยู่ตอนนี้ จะเป็นคนเปิดฟลอร์เต้นรำให้พวกเราเอง”

“พวกเรา...” การใช้สรรพนามของเขาทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้ “หมายความว่าไงคะแดเนียล”

“เรายังพอมีเวลาเหลือ คุณรออยู่ที่นี่ก่อนนะ”

“รอ...”

แดเนียลสาวเท้าเดินจากไป ฉันยังไม่ได้ถามอะไรต่อเลย แล้วเขาจับฉันมายืนอยู่กึ่งกลางตราสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ไว้คนเดียวแล้วก็ทิ้งฉันไปนี่นะ เขาอยากให้ฉันหัวใจวายตายรึไง รู้ไหมว่าการที่ต้องยืนอยู่ตรงนี้คนเดียวมันทำให้ฉันไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลย

ฉันร้อนรน มองหาแดเนียลไปรอบทิศแต่ไม่มีวี่แววว่าเขาจะโผล่มาเลย ฉันต้องหลับตาลงเพื่อสงบจิตใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วมองหาเขาใหม่ และเมื่อฉันหันไปทางซ้ายมือมองผ่านช่องว่างระหว่างผู้คนออกไปไกล ก็เห็นใครบางคนในชุดโทนสีเขียวกำลังยืนจ้องมาทางฉัน เมื่อฉันเพ่งสายตามองตอบกลับไปที่นั่น ร่างนั้นก็ก้าวขาฉับๆ เดินหนีไป แต่นั่นไม่อาจลดความสนใจจากฉันได้เลย จากที่เคยมองหาแดเนียล ความรู้สึกบางอย่างกลับบอกให้ฉันมองหาเขาแทน ฉันหมุนตัวไปรอบทิศจนเริ่มรู้สึกตาลายเพราะผู้คนมากหน้าหลายตาที่ซ่อนใบหน้าไว้เบื้องหลังหน้ากาก

ฉันรู้สึกเหนื่อย แต่หัวใจของฉันกลับบอกให้ฉันค้นหา อยากรู้ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร และสิ่งที่เขาเจ้าเมื่อก่อนหน้านั้นจะใช่ฉันไหม แล้วทำไมเขาถึงต้องเดินหนีไปเมื่อถูกเขาจ้อง

“บางทีเขาอาจจะแค่เดินไปหาคู่...” ฉันส่ายหน้าแล้วก็ได้ยินเสียงเพลงเริ่มบรรเลง ความรู้สึกร้อนรนไต่มาตามสันหลัง

แดเนียลยังไม่ยอมกลับมา ส่วนฉันยืนอยู่กลางฟลอร์อย่างโดดเดี่ยว ฉันก้มหน้าพร้อมหลับตาลงแล้วปรารถนาอยากให้ดีแลนยืนอยู่ข้างกายฉันในยามที่กำลังตกประหม่าแบบนี้ ฉันต้องการให้ใครสักคนพาฉันไปสูดอากาศบริสุทธิ์

หมับ!

“คุณไม่ควรถอดหน้ากากในวงเวทมนตร์ของตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลคลีฟก่อนจะถึงเวลาอันคู่ควร”

มือหนึ่งกุมข้อมือฉันไว้หลวมๆ เสียงคนบอกไม่ใช่เสียงของแดเนียล และก็ไม่ใช่เสียงของดีแลนที่ฉันปรารถนาให้มาอยู่ตรงนี้ ฉันเงยหน้าขึ้นเพื่อจะมองดูว่าเขาเป็นใคร กลับเห็นเพียงหน้ากากสีเขียวมรกต ชุดที่เขาสวมประกอบไปด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวมีลูกไม้ระบายที่แขน มีเข็มกลัดดอกกุหลาบสีขาวขอบทองปักอยู่บนจีบระบายบริเวณอก เสื้อคลุมของเขาเป็นทรงพองแค่ครึ่งช่วงแขน มันถูกแบ่งส่วนด้วยดิ้นปักลวดลายดอกกุหลาบสีทอง แล้วปล่อยระบายตรงชายแขนเสื้อ บริเวณปกประดับด้วยผ้าลูกไม้สีครีม ทรงคลับคล้ายคลับคลากับชุดของเจ้าชายแวมไพร์แต่ก็แตกต่าง ที่สำคัญ...ชุดของเขาเป็นสีเขียว

“ผมตัวคนเดียว และยังไม่มีคู่ คุณจะเต้นรำกับผมได้ไหม” พลังเสียงที่ก้องอยู่เบื้องหลังหน้ากากกังวานและมีเสน่ห์ในตัวมันเอง

“คุณเป็นใคร”

“ผมคือคนที่คุณมองตามเมื่อก่อนหน้านี้”

“ฉันหมายถึงชื่อของคุณ”

“เรียกผมว่าอัศวินแห่งฟาร์มารีนก็แล้วกัน”

ชะงัก!

ฉันคิดว่าโลกทั้งใบกำลังจะหยุดหมุนด้วยคำตอบของเขา

 




 

:::เจ้าชายอัศวิน



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

691 ความคิดเห็น

  1. #656 แมวถ้วยฟู (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มกราคม 2554 / 19:15
    ซื้อมาแล้วจ้า    อิอิ
    #656
    0