บุปผา จันทรา ปักษา วารี (Yaoi)

ตอนที่ 67 : ภาค จอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 10 : กลางพงไพร ใต้แสงดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,499
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    10 พ.ค. 60

 

ภาค จอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 10 : กลางพงไพร ใต้แสงดาว

 

สกุณา...กู่ร้อง                     ท่วงทำนอง...แห่งโพยม

ขับขาน...ด้วยรื่นรมย์            ฝ่าคลื่นลม...อย่างเสรี

ปีกน้อย...ที่โผผิน                 กระพือบิน...กลางแสงสี

สุรีย์ฤทธิ์...ที่มากมี                  บ่ หยุดหนี...ยังโผบิน

วิหคน้อย...ล่องนภา                กางปีกกล้า...เหนือผืนดิน

ไกลสุดหล้า...สุดธรณิน           ยังโบยบิน...ใจเบิกบาน...

 

เจ้าชายคีวายุทรงเหม่อมองท้องฟ้าผ่านร่างแหใบพฤกษา ทอดพระเนตรเหล่านกกาแล้วพลันทอดถอนพระทัย...

 

หากสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสรีดั่งใจปรารถนา ท่องเที่ยวไปในโลกกว้างดุจดั่งสกุณา...ตัวข้าจักรู้สึกสุขใจเพียงใดหนอ?

 

หลังจากถูกจอมภูตพามาส่งยังอีกฝากฝั่งด้วยนาวาพฤกษา และถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังอีกครั้ง ด้วยพระทัยที่ยังสับสนและว้าวุ่น เจ้าชายคีวายุจึงมิใคร่อยากจะพบหน้าผู้เป็นพี่สาวในเพลานี้เท่าใดนัก

 

เพราะถ้าได้พบกัน เขาต้องถามออกไปแน่...ว่าเหตุใดท่านพี่จึงมิบอกกล่าว ว่าหมาป่าสีเงินคืออีกรูปลักษณ์หนึ่งของราชาแห่งภูต!

 

ยิ่งไปกว่านั้น เขาขลาดกลัวกับคำตอบที่จักได้รับกลับมา!!

 

เจ้าชายหนุ่มจึงตัดสินพระทัยที่จะไม่กลับตำหนักในเพลานี้ แล้วเลือกที่จะเดินทอดน่องเข้าไปในป่าอีกด้านหนึ่ง...ป่าที่พระองค์ยังมิเคยได้ย่างกรายเข้าไป หากแต่พระองค์เคยเห็นร่างเล็กๆ สีส้มหายลับเข้าไปในพงไพรตรงหน้าอยู่บ่อยครั้ง

 

ครั้นพอทรงเสด็จเข้าป่าทางทิศเหนือ ก้าวพระบาทอย่างไร้จุดหมายได้พักหนึ่ง จู่ๆ พระกรรณก็พลันได้สดับเสียงร้องเพลงของหญิงสาว...

 

เสียงครวญของเกลียวคลื่น              พันหมื่นสายนที

กระทบฝั่งดั่งดนตรี                        ดุจกวีแห่งธารา

ท้องทะเลอันงดงาม                       สีครามตระกานตา

สะท้อนเงาตะวันลา                        ดวงจันทราขึ้นแขวนโคม

หมู่เมฆที่พัดผ่าน                           พบพานพายุโหม

มินานนภาโปร่ง                            บุหลันโคมประดับดาว

 

เพียงได้สดับตลับฟัง เสียงเพลงอันไพเราะดุจระฆังเงิน หทัยดวงน้อยพลันสะท้านไหว

 

เจ้าชายคีวายุชะงักค้าง สายพระเนตรเหม่อมองไกล คล้ายได้เห็นท้องทะเลกว้างสีครามอันงดงามดั่งในบทเพลง ก่อนจะสาวพระบาทอย่างเลื่อนลอย ติดตามเสียงแห่งลำนำราวกับผู้ต้องมนตราลุ่มหลงมายาในโลกาแห่งความฝัน...

 

"นั่นเจ้าจักไปที่ใด?"

 

เสียงทุ้มเอ่ยทักดังขึ้นจากด้านหลัง เจ้าชายหนุ่มพลันสะดุ้งเฮือกหันขวับไปทางต้นเสียง ก่อนเบิกพระเนตรกว้างจนกลมโตเมื่อจดจำได้ว่าเจ้าของเสียงทักนั้นคือผู้ใด

 

"ท่าน! เหตุใดจึงอยู่ ณ ที่นี้ได้เล่า?" ก็ไหนว่าต้องไปพบผู้ใดบางคนมิใช่หรือไร?

 

"ข้าก็ใช่ว่าอยากมาที่นี่นัก แต่เป็นเพราะเจ้าต่างหากที่ละเมิดข้ามเขตพนาไพร" สุรเสียงเย็นชาตอบกลับ พร้อมกันนั้นร่างสูงก็ก้าวออกมาจากเงามืดของพฤกษาใหญ่ เผยให้เห็นนัยเนตรสีเขียวแกมฟ้าแลเส้นเกศายาวสีเงินดั่งแสงจันทร์ "แม้แต่เด็กสามขวบยังรู้ว่าสถานที่แห่งนี้มิปลอดภัย แต่เจ้ากลับเดินดุ่มๆ เข้ามาอย่างมิกลัวเกรง"

 

เมื่อถูกตำหนิแกมดูหมิ่นกรายๆ ว่าพระองค์นั้นแย่ยิ่งกว่าเด็กสามขวบ! เจ้าชายคีวายุได้แต่นิ่วพระพักตร์ แม้พระองค์จักมิพอพระทัยกับถ้อยคำร้ายๆ ของจอมภูต หากแต่ก็ทำให้รู้สึกองค์ว่าเหล่าพฤกษารอบด้านนั้นแตกต่างจากที่เคยพบเห็นในแดนภูตรา...

 

เพราะพฤกษาของเหล่าภูตแม้นสูงใหญ่ยืนต้นตระหง่านง้ำ หากก็ให้ความรู้สึกอ่อนโยนดุจมารดา อีกทั้งกิ่งก้านสาขาก็ประสานทักทอเป็นร่างแหจนก่อเกิดเป็นลวดลายแปลกตา ยามต้องแสงตะวันจันทรา...ผืนหญ้าจักปรากฏลวดลายใบไม้ไหว   

 

ทว่าหมู่ต้นไม้ใหญ่ที่แวดล้อมเจ้าชายหนุ่มอยู่ในขณะนี้กลับมิได้เป็นเฉกเช่นนั้น ลำต้นสีดำสนิทเป็นตะปุ่มตะป่ำ ใบเขียวเข้มหนาทึบตวัดพันเกี่ยวกันจนหนาทึบแทบมองมิเห็นผืนฟ้า...ผืนฟ้าที่เพลานี้มืดมิด มองเห็นแสงดาวดวงเล็กๆ สองสามดวงรอดผ่านผืนใบไม้ที่พัวพันกันอย่างหนาแน่น

 

คีวายุที่เงยหน้ามองขึ้นฟ้าแล้ววรกายพลันแข็งทื่อ ด้วยเขามิเข้าใจว่าเหตุใดเพลาจึงล่วงเลยมาไกลถึงเพียงนี้! ทั้งๆ ที่ตอนเข้ามาพึ่งจะตกบ่ายด้วยซ้ำ!! แล้วนี่มืดค่ำตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดเขาจึงมิรู้ตัวเล่า?!

 

"ข้าได้ยินเสียงร้องเพลงของหญิงสาว แล้ว...แล้ว" นึกเท่าใดก็นึกมิออก หากแต่สิ่งสุดท้ายที่จดจำได้คือผืนน้ำสีครามอันกว้างใหญ่ ทว่ากลางป่ากลางเขาเยี่ยงนี้จักมีผืนวารีที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาได้เยี่ยงไรกัน!

 

"เจ้าบอกว่าได้ยินเสียงร้องเพลงของอิสตรีกระนั้นรึ?"

 

"ข้าได้ยินจริงๆ นะท่าน อีกทั้งยังได้เห็นผืนน้ำสีครามอันกว้างใหญ่" พอหลุดโอษฐ์ออกไปเยี่ยงนั้น เจ้าชายหนุ่มแทบอยากจะกัดโอษฐ์พระองค์นัก เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่กล่าวออกไปในตอนท้ายมันช่างเป็นเรื่องเหลวไหลโป้ปดสิ้นดี

 

"เข้าใจล่ะ ที่เจ้าหลงข้ามเข้ามาในป่ามายาคงเพราะถูกนางเพรียกหานั่นเอง"

 

"นาง? นางผู้ใด แล้วเหตุใดต้องเรียกหาข้า"

 

"นางคือแม่มดแห่งท้องทะเล...นางเพรียกหาเจ้าคงเพราะต้องการต่ออายุขัยของตน"

 

"ต่ออายุขัย? ข้าจักทำได้เยี่ยงไร ในเมื่อข้าไร้มนตรา หรือต่อให้มี ข้าก็มิเคยได้ยินว่ามีคาถาอาคมบทใดที่สามารถต่ออายุขัยของผู้คนได้"

 

"เรื่องต่ออายุขัยหรือยาอายุวัฒนะมันมีมานมนานแล้วเจ้า และโดยเฉพาะนางที่มิใช่เป็นเพียงจอมเวทผู้ใช้มนตรา หากแต่นางยังเป็นแม่มดผู้ศึกษาศาสตร์เล่นแร่แปรธาตุอันผิดกฎธรรมชาติ นางสามารถเพิ่มอายุขัยและคงความเยาว์วัยด้วยการกลืนกินหัวใจของมนุษย์ เด็กน้อยเอ๋ยทีนี้พวกเราจักออกจากป่าแห่งนี้ได้หรือยัง? เพราะแม้ที่นี่จักเป็นที่คุมขังนางก็จริง ทว่าขณะเดียวกันก็เป็นอาณาเขตของนางเช่นกัน"

 

"ข้ามิใช่เด็กน้อย!" พระพักตร์เจ้าชายคีวายุพลันบึ้งตึงขึ้นมาทันทีที่ถูกเรียกว่า 'เด็กน้อย' ก่อนจะกล่าวถ้อยคำยอกย้อนอีกฝ่ายกลับไปว่า...

 

"ท่านรีบเร่งกลับออกไปเยี่ยงนี้ หรือท่านเกรงกลัวแม่มดกระไรนั่น!"

 

"ข้าน่ะรึเกรงกลัวนาง?" องค์ภูเตชิตหัวเราะขัน หากแต่พระเนตรคมดุหาได้ยิ้มขันไปด้วยไม่!

 

"ดี งั้นราตรีนี้เจ้ากับข้ามาค้างคืนในป่าแห่งนี้ แล้วเจ้าอย่ามาร้องอ้อนวอนขอให้ข้าพากลับก็แล้วกัน เพราะจนกว่าจักเช้าวันพรุ่งข้าจักมิพาเจ้ากลับออกไปแน่เด็กน้อย"

 

"ข้ามิใช่เด็กน้อย!!" คีวายุเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงกร้าว

 

"เจ้าคิดว่าข้าอายุเท่าใดแล้ว? หากมิเรียกเจ้าว่าเด็กน้อยแล้วจักให้ข้าเรียกว่ากระไร...เพราะในสายตาข้าเจ้าย่อมเป็นเด็กน้อยอยู่วันยังค่ำ"

 

"ข้ามีนามให้เรียกขาน" เจ้าชายหนุ่มยังคงโต้เถียงมิยอมแพ้

 

"นามของเจ้าเก็บไว้ให้ผู้ใกล้ชิดแลเป็นที่รักเรียกเถิด เด็กเอ๋ย"

 

"อ้อ...เพราะท่านรังเกียจข้าสินะ ถึงได้มิยอมเรียกนามของข้า ตอนเป็นหมาป่าก็มิยอมปริปากพูดกับข้าสักคำ" ทั้งที่ข้าแค่อยากเป็นเพื่อนด้วยเท่านั้นแท้ๆ เจ้าชายหนุ่มตัดพ้อแกมขุ่นข้อง "ที่คอยช่วยเหลือข้า คงเพราะท่านพี่ขอร้องไว้ใช่หรือไม่"

มิรู้เพราะเหตุใดพระองค์จะต้องมาเสียพระทัยให้กับคนที่พึ่งพบหน้ากันด้วย มิควรเลยคีวายุ!! เจ้าจักน่าสมเพชไปถึงที่ใดกัน!!

 

"เลิกโวยวายแล้วตามข้ามาเงียบๆ เห็นหรือไม่ว่าเรามิได้อยู่ตามลำพัง" สุรเสียงทุ้มดุเอ่ยเสียงเบา สายพระเนตรจ้องมองเหล่าอาคันตุกะที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้

 

เจ้าชายหนุ่มหันไปมองตาม สายพระเนตรพลันพบกับเงารูปร่างคนสีฟ้าอ่อนจางจำนวนมากจนนับไม่ถ้วนกำลังเคลื่อนตัวดุจกระไสน้ำไหลบ่ามาทางพวกเขา

 

"นั่นคือกระไร?"

 

"วิญญาณคนตาย เหล่าผู้หลงทาง...หลับตาซะ แล้วมิว่าจักรู้สึกเยี่ยงไร หรือได้ยินเสียงกระซิบถามไถ่ ก็จงอย่าได้ขานตอบกลับเข้าใจหรือไม่"

 

คีวายุพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงตอบรับอย่างว่าง่าย เพราะยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เขาก็มิคิดจักดื้อดึงหรือถกเถียงในเมื่อได้สดับคำว่า 'วิญญาณคนตาย' และพวกมันกำลังเคลื่อนตัวหรือน่าจะเรียกว่าไหลบ่าใกล้เข้ามาทุกที

 

เมื่ออีกฝ่ายรับคำ จอมภูตจึงเบี่ยงกายปักหลักยืนบังอยู่ข้างหน้าคนตัวเล็กกว่าประหนึ่งกำแพงศิลา

 

เจ้าชายคีวายุจ้องแผ่นหลังกว้างแกร่งตรงหน้าอยู่ชั่วครู่ ในพระทัยยังคงว้าวุ่น แม้นจักรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้างที่พระองค์คล้ายจักได้รับความห่วงใย หากแต่ความน้อยพระทัยยังคงมีมากกว่า คิดแล้วพระเนตรจึงค่อยปิดลงตามคำบอกกล่าวของราชาแห่งภูต

 

จากนั้นพระกรรณพลันได้สดับเสียงกระซิบกระซาบแหบต่ำ วรกายสั่นสะท้านด้วยความหนาวยะเยือกสุดขั้วหัวใจขึ้นมากะทันหัน เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างไหลผ่านเข้ามาสัมผัสพระวรกาย มันเย็นเหยียบดั่งสายลมในฤดูหนาวและเย็นชื้นราวกับสายน้ำในราตรี ให้ความรู้สึกทั้งมืดมิดแลเดียวดาย มิอาจเห็นตะวันแลจันทรา ดาริกาก็เลือนหาย ทุกสิ่งล้วนมีแต่ความมืดมิดและหนาวเย็น

 

"ลืมตาสิ แล้วเจ้าจักได้พบกับแสงสว่าง..." เสียงกระซิบแหบต่ำดังอยู่ริมหู

 

"ไปกับพวกข้าสิ แล้วเจ้าจักไม่เดียวดาย..." อีกเสียงหนึ่งชักชวน

 

"อยู่กับพวกข้า นั่นคือความปรารถนาของเจ้ามิใช่หรือไร พ่อนกน้อยในกรงทอง....ขยับปีกของเจ้าสิถ้าเจ้าอยากบินไปอย่างเสรี..."

 

แต่มิว่าคีวายุจักถูกสิ่งเหล่านั้นชักชวนล่อลวงเยี่ยงไร ร่างสูงเพรียวยังคงยืนนิ่งมิตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น

 

จนกระทั่ง...

 

"เจ้ามิอยากพบเจ้าพี่ยามารตีหรือไร? นางกำลังรอเจ้าอยู่ ณ อีกฝากฝั่ง ไปกับพวกข้าสิ แล้วเจ้าจักได้พบผู้ที่รักเจ้าอย่างแท้จริง" เสียงหนึ่งพยายามล่อลวงด้วยเรื่องที่เจ้าชายหนุ่มคะนึงหาที่สุด หากแต่คีวายุรู้ดีแก่ใจว่าเจ้าพี่ทรงสิ้นแล้วและมิอาจพบเจอกันได้อีก

 

"คีวายุ อนุชาแห่งข้า...เจ้ามิคิดอยากเจอพี่อีกครั้งหรือไร?"  เสียงหวานนุ่มนวลพลันดังขึ้น ผู้ถูกเรียกขานนิ่งค้างไปชั่วอึดใจ

 

"เจ้ามิคิดถึงพี่หรือไรกัน?" เสียงนุ่มนวลตัดพ้ออย่างเศร้าสร้อย

 

"ไม่นะ เจ้าพี่!" คีวายุเผลอตอบรับ ดวงวิญญาณมากมายพลันถาโถมจู่โจมใส่คีวายุเพื่อช่วงชิงวิญญาณคนเป็น!!

 

"อัคคี!!" สุรเสียงทุ้มกร้าวเรียกขานมนตรา เปลวเพลิงสีแดงฉานพลันเผาผลาญวิญญาณคนตายที่เข้าใกล้ เสียงกรีดร้องแหลมสูงครวญครางดังกึงก้องป่า ก่อนดวงวิญญาณที่ถูกเผาผลาญจักมอดไหม้กลายเป็นหมอกควัน แล้วจางหายไปในอากาศอย่างไร้ตัวตน

 

"ข้าถึงได้บอกว่าลูกมนุษย์จักนำพาเรื่องวุ่นวายมาให้" องค์ภูเตชิตบ่นพึงพำกับพระองค์เอง หากแต่คนอยู่ใกล้ๆ กลับได้ยินเต็มสองหู

 

"ถ้าตัวข้ามันน่ารำคาญนักก็ปล่อยข้าไว้ที่นี่เถอะท่าน!"

 

"เจ้าเงียบซะ และตามข้ามา" ราชาแห่งภูตดุคนตัวเล็กกว่า ก่อนจะฉวยรั้งข้อมืออีกฝ่ายให้เดินตาม

 

"ข้าเดินเองได้ ราชาแห่งภูต!" น้ำเสียงกร้าว เหินห่างและเป็นทางการ

 

ทว่าสิ่งที่จอมภูตตอบกลับเจ้าชายคีวายุนั้นมีแต่ความเงียบ และแรงบีบที่เพิ่มขึ้นที่ข้อพระหัตถ์!!

 xxxxxxxxxxxx

  

ยิ่งตกดึกอากาศบริเวณโดยรอบก็ยิ่งหนาวเย็น ยิ่งเดินลึกเข้าไปในพงไพร...ภาพมายาที่มนตราของพฤกษาโบราณได้สร้างขึ้นก็ยิ่งแจ่มชัดจนยากจักแยกแยะ ภาพที่ปรากฏมีทั้งสิ่งที่สวยงามและอัปลักษณ์ รวมทั้งภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นฉากแล้วฉากเล่า

 

ภาพเด็กน้อยที่เอาแต่ร่ำไห้อย่างเดียวดาย ท่ามกลางหมู่ผีเสื้อ ทำให้เจ้าชายคีวายุต้องเบือนพระพักตร์ไปอีกทาง...

 

แล้วภาพบุรุษผู้หนึ่งที่ถูกดาบเล่มยาวแทงทะลุอกก็นพลันปรากฏขึ้น ใบหน้าที่เห็นได้เพียงเลือนรางกลับผุดรอยยิ้ม ในขณะที่ชีวิตตนกำลังดับดิ้น!

 

'จดจำเอาไว้...พบพานกันคราวหน้า เจ้าจักเป็นของข้าชั่วนิรันดร์....'

 

พอสิ้นคำกระซิบดั่งคำสาป ความมืดพลันจู่โจมถาโถมเข้ากลืนกินแสงสว่าง ภาพตรงหน้ามืดมิดลงฉับพลัน หน้าอกรู้สึกแน่นจนอึดอัด ดวงหทัยคล้ายถูกกักขังในความบ้าคลั่งและหวาดกลัว

 

"ไม่! ปล่อยข้าออกไป!! ช่วยด้วย ผู้ใดก็ได้ปลดปล่อยข้าที!!!" คีวายุร้องตะโกนเสียงดังก้อง วรกายสั่นระริกราวนกน้อยต้องลมฝน

 

'ข้าจักรอเจ้า'

แล้วจู่ๆ เสียงทุ้มที่แตกต่างจากเสียงกระซิบดั่งคำสาปก็ดังขึ้นจากด้านบน คีวายุเงยหน้าขึ้น นัยเนตรพลันจ้องสบกับนัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าอันงดงาม แม้นแลดูเย็นชา ทว่านัยนาคู่นั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่และมั่นคง คล้ายดั่งให้คำมั่นสัญญา....มิว่าเนิ่นนานเพียงใดข้าก็จักรอ!!

 

"สงบใจไว้คีวายุ" ราชาแห่งภูตกล่าวเตือนสติ "ที่เจ้าเห็นเป็นเพียงภาพมายา หาใช่เรื่องจริงไม่ หรือต่อให้เคยเกิดขึ้นจริงก็เป็นเพียงภาพเงาของอดีตกาล"

 

ครั้นพอเจ้าชายหนุ่มสดับคำเรียกขานนามของพระองค์ พระสติที่ตกอยู่ในภวังค์ของโลกมายาก็พลันตื่นขึ้น

 

"ท่านเรียกนามของข้ากระนั้นรึ?"

 

เจ้าชายคีวายุจ้องมองนัยเนตรสีเขียวแกมฟ้าที่อยู่ตรงหน้าเขม็ง...นัยเนตรที่มีสีแบบเดียวกับที่เคยเห็นในความฝันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แลยังเหมือนกับเจ้าของเสียงในภาพมายาที่เอ่ยถ้อยวาจาว่า...ข้าจักรอเจ้า!

 

"หากมิเรียกนามที่ระบุตัวตน เจ้าจักหลุดพ้นจากมนต์มายาได้เยี่ยงไร เอาล่ะเดินต่ออีกหน่อยแล้วจักได้พักกันเสียที"

 

แม้ได้สดับดังนั้น หากคีวายุยังคงยืนอยู่กับที่ นัยเนตรสีดำขลับยังคงจ้องมองจอมภูตอย่างมิวางตา

 

"มีกระไรอีกรึเด็กน้อย?"

 

"เปล่า มิมีอันใด" ร่างเพรียวหลุบตาลงต่ำ ก่อนจะก้าวเดินตามแรงจับจูงของคนตัวโตกว่า

 

ก็แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น...ราชาแห่งภูตย่อมมิใช่คนผู้นั้นแน่ ก็แค่เรื่องบังเอิญ

 

 

เมื่อเพลาผ่านไปอีกชั่วครู่ หนึ่งจอมภูตหนึ่งลูกมนุษย์ก็พลันพบกับทัศนียภาพที่เปลี่ยนแปลง จากป่าทึมทึบก็กลับกลายเป็นป่าโปร่ง จากป่าโปร่งก็พลันเปลี่ยนเป็นท้องทุ่งขนาดย่อม ดอกหญ้าสีเหลืองเบ่งบานรับแสงจันทร์สีเงินยวง ท้องฟ้ายามราตรีเปิดโล่งแลเห็นหมู่ดาวดารดาษพร่างพราวเต็มฟ้า

 

"มิน่าเชื่อว่าใจกลางป่าน่ากลัวจักยังมีสถานที่ที่งดงามเยี่ยงนี้" เจ้าชายคีวายุรำพึงพลางกวาดสายพระเนตรไปรอบด้าน ก่อนจะเริ่มเก็บรวบรวมกิ่งไม้แห้งเล็กๆ

 

เพราะบทเรียนเมื่อคราวก่อนแท้ๆ ทำให้เพลาจักไปที่ใดคีวายุจะพบชุดหินไฟไปด้วยเสมอ อย่างไรเสียคืนนี้ก็จักได้นอนชมดาวข้างกองไฟอันอบอุ่น

 

"เจ้าเก็บไปก็เปล่าประโยชน์เพราะที่นี่ห้ามก่อกองไฟ" สุรเสียงเย็นชาบอกกล่าว

 

ร่างสูงเพรียวที่กำลังก้มลงเก็บกิ่งไม้แห้งกิ่งหนึ่งพลันชะงักมือ ก่อนจะหันไปทางราชาแห่งภูต

 

"เหตุใดจึงห้ามก่อกองไฟ? แล้วจักนอนกันเยี่ยงไร เพราะขืนนอนกลางสายลมเยี่ยงนี้คงได้หลับตัวแข็งมิต้องตื่นไปตลอดกาลแน่ท่าน" น้ำเสียงของเจ้าชายหนุ่มชักตีรวน ลำพังท้องหิวยังหาเป็นไรไม่ แต่เพลานี้เขาทั้งเหนื่อยและง่วงเต็มที

 

"กองไฟจักเพรียกหาวิญญาณคนตายแลสิ่งอื่นๆ ที่ถูกกักขังอยู่ในป่าแห่งนี้" จอมภูตบอกพลางล้มตัวลงนอนเหยียดยามบนผืนหญ้านุ่มด้วยอิริยาบถสบายๆ คล้ายดังมิรู้สึกรู้สากับสายลมเย็นที่พัดผ่าน

 

"เด็กน้อย...เจ้าควรมานอนข้างๆ ข้า หากมิอยากหลับแล้วแข็งตายเหมือนที่ว่า" โอษฐ์เอ่ยเรียกคีวายุ ทว่าสายพระเนตรกลับจ้องมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาราพราวระยับ

 

ข้างฝ่ายเจ้าชายคีวายุเมื่อทรงทอดพระเนตรราชาแห่งภูตบรรทมเหยียดยาวตามสบายอย่างคุ้นเคยและไม่ยี่หระต่อสายลมหนาว ซ้ำยังเรียกหาพระองค์ราวกับเรียกหาแมวตัวหนึ่ง

 

คีวายุผู้มีนิสัยดื้อเงียบจึงล้มตัวลงนอน ณ จุดที่อยู่ห่างจากจอมภูตประมาณสามก้าว อีกทั้งยังหันแผ่นหลังให้กับอีกฝ่าย

 

"ดูเหมือนเจ้าจักชมชอบพวกสัตว์มากกว่าผู้คน" องค์ภูเตชิตเปรยลอยๆ สายพระเนตรยังคงจ้องมองท้องฟ้า

 

"......"

 

"กับธีโยเรเจ้าทำตัวเว้นระยะห่าง แต่กลับพูดคุยสนิทสนมกับเจ้าแมวเหมียว หรือแม้แต่หมาป่าสีเงิน สัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ เจ้าเข้าหาข้าอย่างมิกลัวเกรง แต่พอเป็นร่างมนุษย์เจ้ากลับหวาดกลัวกระนั้นรึเด็กน้อย"

 

"ข้ามิได้กลัวท่าน"

 

"เช่นนั้น เจ้าต้องการหลับใหลไปตลอดการหรือไร"

 

สิ้นคำหยอกเย้า เสียงสวบสาบของภูษาเสียดสีกันพลันดังขึ้นใกล้ๆ ก่อนที่ร่างเพรียวบางจักล้มตัวลงนอนเคียงข้างราชาแห่งภูต ทว่าพ่อนกน้อยยังคงหันแผ่นหลังให้คนตัวโตกว่า

 

และเพราะความเหนื่อยอ่อนเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจกับสิ่งที่ได้รับรู้ได้เผชิญมาตลอดทั้งวัน กอปรกับไออุ่นแลกรุ่นกลิ่นหอมเย็นอันคุ้นเคยจึงทำให้เจ้าชายคีวายุหลับลึกหาได้พระสุบินใดๆ ไม่...

 

ทว่านิทราไปได้มิกี่ชั่วยาม เจ้าชายหนุ่มกลับลุกพรวดขึ้น สาวพระบาทอย่างเลื่อนลอย คล้ายคนละเมอตกอยู่ในห้วงภวังค์

 

เสียงคลื่นที่ครวญคราง                    ฟังเวิ้งว้างแลเดียวดาย

เฝ้ารอตะวันฉาย                            ใจสลายเมื่อ...ตะวันลา

ท้องทะเลจึงคลุ้มคลั่ง                     คำสาปสั่งให้วอดวาย

รักเอยจงกลับกลาย                       ให้เดียวดายดุจเดียวกัน!!

 

"นี่เจ้า! เด็กน้อยตั้งสติหน่อย เจ้ากำลังถูกเสียงร้องนั้นเพรียกหา...เจ้าได้ยินเสียงเรียกของข้าหรือไม่คีวายุ!"

 

สุรเสียงทุ้มเอ่ยเรียกเสียงดังก้อง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะทันคว้าคนตัวเล็กกว่าที่กำลังเดินดุ่มๆ กลับเข้าป่าไว้ในอ้อมกอด

 

ทว่าครานี้คีวายุหาได้คืนสติกลับมาง่ายๆ ไม่ ร่างสูงเพรียวลมประดุจดาบเล่มหนึ่งมิรู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด ทั้งดิ้นรนทั้งขัดขืนจนคนโอบกอดเพื่อเหนี่ยวรั้งชักจะเหนื่อยหน่ายใจ ครั้นจะซัดให้สลบก็ใช่ที่ เพราะพระองค์ขี้เกียจฟังคำตัดพ้อของมยุเรศทีหลัง หากพระองค์ใช้กำลังกับอนุชาของนาง

 

            แต่ถ้านั่นเป็นวิธีหนึ่งที่จะหยุดยั้งเจ้าเด็กนี่ได้ก็คงต้องใช้กระมัง

 

"คีวายุ...หากเจ้ายังมิรีบคืนสติจักหาว่าข้า...." องค์ภูเตชิตชะงักนิ่ง ด้วยรู้สึกเจ็บแปลบที่หลังพระหัตถ์

 

"นี่เจ้ากล้ากัดข้ากระนั้นรึ? ลูกมนุษย์" จอมภูตรำพึงออกมาด้วยความแปลกพระทัย

 

เพราะต่อให้คนในอ้อมกอดจักไร้สติเยี่ยงไร แต่เด็กมนุษย์ก็ไม่น่าจักหาญกล้ากระทำการใดกับราชาแห่งภูต! เพราะคำว่า ราชาแห่งภูตมิใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ หากแต่เป็นความเกรงขามที่สามารถสยบผู้คน และเหล่าภูตได้ต่างหากเล่า

 

คีวายุยังคงดิ้นรนขลุกขลักในวงแขนแกร่ง ก่อนจะสบโอกาสเมื่อร่างสูงกว่าชะงักนิ่งไป เจ้าชายหนุ่มพลันดิ้นหลุดจากพันธนาการ แล้วจึงวิ่งถลากลับเข้าป่าดุจดั่งกระต่ายเปรียว

 

หากแต่ลูกมนุษย์ยังคงเป็นลูกมนุษย์อยู่วันยังค่ำ กระต่ายเปรียวหรือจักสู่ฝีเท้าของหมาป่า เพราะมิทันไรร่างเพรียวบางก็ถูกหัตถ์ใหญ่คว้าไว้ได้อีกครั้ง!

 

"อยู่นิ่งๆ คีวายุ" สุรเสียงทุ้มเอ่ยดุ นัยเนตรคมกริบสีเขียวแกมฟ้าวาวโรจน์ ข้อมือทั้งสองข้างของคนตัวเล็กกว่าถูกหัตถ์ใหญ่รวบเอาไว้เพียงข้างเดียว

 

คนถูกกอดแน่นหมดหนทางดิ้นรนและประทุษร้ายอีกฝ่ายด้วยกำปั้นน้อยๆ หากแต่เจ้าชายหนุ่มยังมิสิ้นความพยายาม โอษฐ์อิ่มยื่นเข้าใกล้ลำคอเรียวขาวเพื่อหมายจะงับอีกฝ่ายให้จมเขี้ยว

 

ทว่าลูกไม้เดิมๆ มิอาจใช้กับจอมภูตได้เป็นหนที่สอง

 

ร่างสูงกว่าผลักคนในอ้อมกอดให้หลังพิงกับลำต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะกดตรึงมือทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ

 

"มนต์สะกดใดๆ จงคลาย ณ บัดนี้!" องค์ภูเตชิตเอ่ยด้วยมนตราที่กร้าวแกร่งกว่า ก่อนแนบประทับโอษฐ์ของพระองค์กับโอษฐ์อิ่มตรงหน้า

 

เพียงแรกสัมผัสแนบประทับ ดวงหทัยที่เย็นชาพลันร้อนรุ่ม การรอคอยอันยาวนานคล้ายสิ้นสุดลงบัดเดี๋ยวนั้น!!

 

หทัยแห่งจอมภูตจึงมิอาจยั้งอยู่เพียงสัมผัสแค่ผิวเผิน ชิวหาเริ่มสอดแทรกอย่างลึกล้ำ พระกรสองข้างตระกองกอดพ่อนกน้อยด้วยกิริยาอ่อนโยนทะนุถนอม

 

จุมพิตลึกซึ้งที่แฝงไปด้วยมนตราทำให้เสียงเพรียกหาของแม่มดแห่งท้องทะเลที่สะกดเจ้าชายคีวายุนั้นพลันคลายออก

 

พระสติค่อยๆ คืนกลับมา ทว่าพอลืมพระเนตรขึ้นภาพแรกที่ปรากฏในคลองจักษุคือ นัยน์ตาคมดุสีเขียวแกมฟ้าพราวระยับ อีกทั้ง...ในโพรงปากยังรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่หยุ่นร้อน!

 

ด้วยความตกพระทัย เจ้าชายคีวายุใช้สองหัตถ์ผลักร่างสูงกว่าให้ถอยห่าง

 

"ทะ ท่านจูบข้า!" ซ้ำยังใช้ลิ้นด้วย!!

 

ร่างเพรียวบางโวยลั่น พวงแก้มเป็นสีแดงจัด ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ขอบตาปิ่มไปด้วยหยาดน้ำใส

 

"ข้าเพียงแค่จักถอนมนต์สะกดให้เจ้าเท่านั้น เด็กน้อย"

 

"แล้วเหตุใดต้องทำที่ปาก ปกติชาวบ้านเขาทำที่หน้าผากมิใช่หรือไร?" คีวายุชี้นิ้วที่หน้าผากของตน

 

"ข้าคิดว่าทำให้กายาของเจ้าตื่นตระหนกน่าจักได้ผลกว่า" และมิเพียงคนตรงหน้าที่ตื่นตระหนกเท่านั้น พระทัยที่เคยเยือกเย็นของจอมภูตก็ตื่นตระหนกด้วยเช่นกัน

 

ก็ในเมื่อมยุเรศคือปักษาแดง คือผู้ที่พระองค์รอคอยมาเนิ่นนาน แล้วเหตุใด...เหตุใดเล่าพระทัยของพระองค์จึงได้คะนึงหาคนในอ้อมกอดเมื่อครู่ถึงเพียงนี้!!

 

ข้างฝ่ายเจ้าชายคีวายุพอได้รับคำอธิบาย เจ้าชายหนุ่มก็พาซื่อเชื่อถ้อยคำแก้ต่างของจอมภูตอย่างสนิทพระทัย เพราะถึงอย่างไรพระองค์ก็มิคิดว่าจอมราชาตรงหน้าจักมีพระทัยเสน่หากับผู้ที่ทรงเรียกคำหนึ่งก็เด็กน้อยสองคำก็เด็กน้อย        

 

"ข้า...ข้าต้องขออภัยท่านด้วย ทั้งๆ ที่ถูกช่วยไว้แท้ๆ กลับมาโวยวายใส่ท่าน ข้า...ข้าเพียงแค่ตกใจที่จู่ๆ ก็...ก็ถูกท่านทำเยี่ยงนั้น" ว่าแล้วก็หลุบพระเนตรลงต่ำ พวงแก้มยังคงเป็นสีแดงระเรื่อ

 

"นี่พวกเรากลับไปนอนเถิด พรุ่งนี้เช้าข้าจักพาเจ้าไปส่งคืนพี่สาวของเจ้า" สุรเสียงทุ้มเอ่ยชวนเรียบง่าย

 

"แต่ถ้าข้าถูกเพรียกหาอีกเล่า?" เจ้าชายคีวายุช้อนพระเนตรมองร่างสูงกว่าด้วยสายพระเนตรหวาดหวั่น

 

"นางเพรียกหาเจ้าไม่สำเร็จถึงสองครั้ง และหากมีครั้งที่สามข้าจักไปเผานางทั้งเป็น!...จงกลับไปบอกนายของเจ้าตามนี้" ท้ายสุรเสียงอันเยือกยะเย็น จอมภูตได้หันไปตรัสกับนกเค้าแมวสีน้ำตาลตัวหนึ่งที่เกาะอยู่บนคาคบไม้

 

เจ้านกเค้าแมวพลันสะดุ้งเฮือกเมื่อได้สบเข้ากับพระเนตรคมดุวาวโรจน์! มันรีบลนลานกระพือปีกบินจากไปอย่างร้อนรน

 

"แม่มดแห่งท้องทะเล?" จักว่าไปนามนี้ก็ให้คุ้นหูนัก คีวายุนึกทบทวนความทรงจำไปเรื่อยๆ พร้อมกับก้าวเดินติดตามร่างสูงไปยังสถานที่พักค้างแรม

 

แล้วความทรงจำครั้งยังทรงพระเยาว์ก็พลันผุดขึ้นมาในมโนสำนึก เพลานั้นพระองค์คงจะอายุประมาณหกเจ็ดขวบได้กระมัง และเจ้าพี่ยามารตีที่ดำรงพระยศเพียงเจ้าหญิงก็ได้แอบพาพระองค์หนีเหล่าพี่เลี้ยงนางกำนัลเข้าไปเที่ยวในตัวเมือง

 

ดูเหมือนนั่นเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับพิชยะ นายทหารหนุ่มผู้เงียบขรึม แม้เขาจักจำพระองค์กับเจ้าพี่ได้ หากพิชยะก็เก็บเงียบไว้แล้วคอยติดตามอารักขาอยู่ห่างๆ

 

จนกระทั่งพระอาทิตย์เกือบตกดิน กำลังจะกลับเข้าเขตพระราชฐาน ทว่าระหว่างที่ดำเนินผ่านกองคาราวาน นักเล่านิทานพลันเริ่มดีดพิณ เด็กน้อยทั้งตัวเล็กตัวโตมิรู้มาจากที่ใดมากมายต่างพากันวิ่งกรูเข้ามาจับจองที่นั่งจนเต็มลานการแสดง

 

และเมื่อเสียงพิณดังขึ้นเป็นหนที่สอง เสียงทุ้มนุ่มนวลก็เริ่มต้นเล่านิทานร้อยเรื่องเล่าจากแดนไกล

 

'กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในท้องทะเลสีครามอันงดงามยิ่ง ยังมีธิดาจ้าวสมุทร...เจ้าหญิงแห่งท้องทะเลด้วยกันทั้งหมดหกพระองค์....'

 

“ทว่าเจ้าหญิงองค์สุดท้องกลับหลงรักมนุษย์ พระนางจึงขอแลกเสียงอันไพเราะของตนกับขาสองข้างเพื่อจักได้พบกับบุรุษที่นางหลงรัก และผู้ที่นางได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนด้วยก็คือแม่มดแห่งท้องทะเล….” เจ้าชายหนุ่มพึมพำทวนนิทานเรื่องเล่าที่เคยได้สดับจากนักขับลำนำต่างถิ่น

 

"ราชาแห่งภูต....แม่มดแห่งท้องทะเลที่ท่านว่าคงมิใช่ผู้เดียวกับในนิทานเจ้าหญิงแห่งท้องทะเลดอกนะท่าน" ก็นั่นน่ะเป็นแค่นิทานเรื่องแต่งไว้สำหรับเล่าให้เด็กๆ ฟังมิใช่หรือไร?

 

"ถูกแล้วเด็กน้อย นางเป็นคนๆ เดียวกับแม่มดในนิทาน และเพราะการกระทำของนางจึงเป็นเหตุให้ธิดาองค์หนึ่งของเจ้าสมุทรกลายเป็นฟองคลื่น ดวงวิญาณยังคงสถิตในห้วงสมุทร ซ้ำยังทำให้ราชวงศ์หนึ่งถูกสาปแช่งจนเกือบล่มสลาย นางเลยถูกพ่อมดแห่งพนาไพรจับมาขังไว้ในป่ามายา เพื่อมิให้ความยโสโลภมากของนางไปทำร้ายผู้ใดอีก"

 

"แต่นางยังคงเพรียกหาผู้อื่น"

 

"ก็ปกติที่นี่มีแต่วิญญาณคนตาย เจ้าก็แค่เหยื่อคนเป็นที่หลายร้อยปีจักมีหลงมาสักครั้ง"

 

"เช่นนั้นเสียงที่ข้าได้สดับ แต่เดิมก็เป็นเสียงของธิดาจ้าวสมุทร เจ้าหญิงผู้กลายเป็นฟองคลื่นเพื่อปกป้องชีวิตของคนที่นางรักไว้กระนั้นรึ?" เพราะเสียงที่เขาได้สดับนั้นทั้งไพเราะ หวานซึ้ง และใสกระจ่าง อีกทั้งผู้เป็นเจ้าของเสียงแต่ดั้งเดิมยังมีหัวใจที่งดงามยิ่ง น่าเสียดายที่เจ้าชายองค์นั้นมีตาหามีแววไม่!

 

"ใช่ เสียงที่เจ้าได้ยินแต่เดิมคือเสียงของธิดาจ้าวสมุทร แต่ก็เพราะเสียงอันไพเราะของนางที่เปี่ยมไปด้วยมนตราสะกดตรึงใจ แม่มดแห่งท้องทะเลผู้ริษยาและอยากได้ไว้ในครอบครอง นางจึงได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น"

 

เมื่อความเป็นมาของแม่มดในนิทานถูกไขกระจ่าง องค์ภูเตชิตและคีวายุก็เดินกลับมาถึงที่พักค้างแรม ต่างคนต่างล้มตัวนอนเคียงข้างกัน โดยเจ้าชายหนุ่มยังคงหันแผ่นหลังให้กับจอมภูต

 

องค์ภูเตชิตนอนจ้องมองแผ่นหลังบอบบางตรงหน้าเขม็ง ในพระทัยยังคงหวนนึกถึงจุมพิตลึกซึ้งที่พึ่งผ่านมาไม่นานนัก ทั้งที่กับมยุเรศพระองค์ยังมิเคยแตะต้องสัมผัสด้วยความเสน่หา

 

แล้วกระไรเล่าที่ดลจิตดลใจให้ข้าจูบอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้งเยี่ยงนั้น?

 

พอครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ ร่างตรงหน้าก็พลันสั่นน้อยๆ เมื่อสายลมหอบหนึ่งพัดผ่าน

 

และก่อนที่อารมณ์ของพ่อนกน้อยจักแปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ อีกจนน่าปวดหัว จอมภูตก็คว้าคนตัวเล็กกว่าเข้ามาในอ้อมกอด

 

"อะ...เออ...ท่านมิต้องกอดข้าไว้แล้วกระมัง เพราะคำขู่ของท่านน่ากลัวออกปานนั้น ข้าว่าแม่มดคงมิกล้าสะกดข้าอีกดอก" เจ้าชายหนุ่มเอ่ยอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงนัก เพราะนึกว่าอีกฝ่ายคงรำคาญหากว่าตลอดทั้งคืนต้องวิ่งไล่จับเขาทุกครั้งที่ถูกเสียงของแม่มดเพรียกหา

 

"เจ้าจักเก้อเขินทำไม ใช่ว่าเจ้าเคยถูกข้านอนกอดเยี่ยงนี้ครั้งแรกเสียเมื่อใดกัน" จอมภูตว่าเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นใบหูของพ่อนกน้อยเป็นสีแดงก่ำ

 

"เอ๊ะ?"

 

"มิต้องมา เอ๊ะ แล้วเด็กน้อย นอนเสีย....พรุ่งนี้เมื่อแสงแรกแห่งสุริยาเริ่มทักทอ พวกเราจักได้กลับออกจากป่าอาถรรพ์นี้กันเสียที" ราชาแห่งภูตตัดบทด้วยน้ำเสียงดุๆ กึ่งรำคาญ คีวายุจึงได้แต่นอนนิ่งอย่างว่าง่ายก่อนจักผล็อยหลับไปอีกครั้ง


โปรดอ่านตอนต่อไปค่ะ ^^
ดูเหมือนจอมภูตในตอนนี้รั่วไงไม่รู้ แถมเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กด้วย โถพ่อนกน้อยคีวาระวังตัวระวังหมาป่าไว้บ้างก็ดีน้า >< จะหาว่าคนเขียนมิเตือน หุหุ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

6,257 ความคิดเห็น

  1. #5976 tungminpe (@tungminpe) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 20:06
    อ้ากกกก โดนใจม้ากกกก~
    #5976
    0
  2. #5453 ^__^$noW fL@kE (@kalo_) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 22 กันยายน 2558 / 20:28
    หวานไม่เบา ฟินค่าา
    #5453
    0
  3. #5103 •-MaMaI-• (@mai032671597) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 31 มีนาคม 2558 / 16:14
    น่ารักอะะะะ
    #5103
    0
  4. #4398 aj68 (@ai68) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 / 20:47
    รู้สึกว่าเรื่องราวของภูเตชิตกับนาคินทร์นี่เหมือนกันเลย !!
    ดีไม่ดี 3ดาราที่ว่า อาจจะเป็น คีวายุ ก็ได้ใครจะไปรู้
    #4398
    0
  5. #3794 เอ๋ (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2556 / 12:40
    อยากอ่านต่อจังมาอัพใหม่ไวไวนะจ๊ะ

    #3794
    0
  6. #3773 payun (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2556 / 06:58
    สนุกมากกกกกกกกก

    กรี้ด แอบอ่านในห้องเรียน เขินจนนั่งยิ้มแก้มปริคนเดียวจนจะเข้าข่ายบ้าแล้วววว

    มาต่อไวๆนะคะ ฟินมาก~
    #3773
    0
  7. #3764 ูู^^ (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 / 10:42
    อยู่มาหลายร้อยปี ทำไมอาการหลุดขนาดนี้ ถึงจะเป็นคนที่รอคอยก็เถอะ

    ปฎิกิริยาของเด็กน้อยโอเค แต่ของท่านราชาภูตินี่ให้ไปดูคุณชายหมอนะคะ หลุดแบบเย็นชานิดๆ น่ารักดี
    #3764
    0
  8. #3762 YoK_ (@yokdevil) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2556 / 00:15
    อ้ายยยยยยยยยยย พ่อนกน้อยจะโดนจอมหมาป่ากินแล้วววว >///<
    #3762
    0
  9. #3761 iphone-pp (@iphone-pp) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2556 / 10:07
    อ๊ายยยยย เขินจริงจังเลยนะเนี่ย คีวายุน่ารักดีอ่าาา แล้วราชาแห่งภูตก็ให้ความรู้สึกซึนๆดี ชอบ ><
    #3761
    0
  10. #3760 Blanchet (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2556 / 09:44
    อ๊ายย ชอบจัง ท่านจอมภูติแกล้งคีวายุอ้ะะ แอบหวั่นไหวแล้วล่ะสิ

    คีวายุก็น่าหลงจริงๆ ซื่อๆดื้อๆ น่ารักดี เขินแทนอ่าาา555
    #3760
    0
  11. #3759 cizur's (@sojuiruye) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 / 23:22
    โอ้ย คีวายุเด็กน้อยน่ารักจริงๆ เพราะซื่อแบบนี้นี่เอง
    ใครๆถึงได้รุมรัก ว่าแต่ว่าท่านจอมภูตกับคีวายุ
    สองคนนี้มีความหลังยังไงกันนะ อยากรู้แล้ว
    รอตอนต่อไปนะคะ
    #3759
    0
  12. #3757 kaohom_d (@kaohomd) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 / 18:47
    คีวายุซื่อเวอร์ ภูเตชิตไม่หลงรักได้ไงTvvvT
    #3757
    0
  13. #3753 ►thou₩an¿¡◄ (@chocola-snow) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 / 16:10
    อร๊างงงงงงงงงงงงง>^<!!!!//กัดผ้าเช็ดหน้า
    ท่านจอมภูตทำแบบนี้กับเด็กไม่ดีเลยนะ....แต่ข้าน้อยชอบจังงิ>////////<
    #3753
    0
  14. #3751 Tea for two (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 22:41
    Nail it!
    #3751
    0
  15. #3747 นักอ่าน...lnwcool (@lnwcool) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 20:31
    ไม่ค่อยเลยนะท่านผู้เฒ่า(ฮา)


    #3747
    0
  16. #3746 พี่ปลาโอ (@fareaw) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 20:01
    สวีทสุดๆ อ่ะ
    #3746
    0
  17. วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 19:41
    แม่มดแห่งท้องทะเลนี่ ทรงอำนาจหรือไม่นะ? หรือว่าเป็นสายเทคนิกที่ทำได้ทุกอย่างแต่โจมตีไม่เก่ง
    #3745
    0
  18. #3744 lord sevane (@sevane) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 19:08
    #3744
    0
  19. #3743 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 17:04
    เอาเข้าจริงๆ แล้วมยุเรศเป็นคาแรกเตอร์ที่เราชอบมากเลยค่ะ >w< ! อีกอย่าง..เรื่องนี้สนุกมากเลย! อ่านเท่าไรก็ไม่เบื่อ! >w< ! พ่อภูเตชิตกับคีวายุช่างฟินดีแท้กระไร แอร๊ยยยย >w< !!!
    #3743
    0
  20. #3741 รัลดา (@Runlada) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 13:16
    น่ารักอะ อยากอ่านเรื่อยๆ

    ราชาแห่งภูติกับเด็กน้อย 

    อรัญย์ของเราหายไปเลยอะ คิดถึงแล้วนะ กว่าจะออกมาก็คงต้องตอนที่หลังจากคีวายุกลับไปปักษีระแล้วซินะ

    ทำใจนะอรัญย์ ช่วงนี้เป็ยบทสวีทของจอมภูติกับเด็กน้อย อิอิอิ
    #3741
    0
  21. #3740 orange-candy (@orange-candy) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 12:21
    แล้วทำไมราชาภูตเข้าใจว่าปักษาแดงคือ มยุเรศ หล่ะ
    #3740
    0
  22. #3739 FiinlanDZ (@melsung) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 10:12
    ชอบอ่ะ ที่ถูกใจเจ้าชายเพราะว่าเจ้าชายเป็นนกแดงตัวจริงรึเปล่า
    #3739
    0
  23. #3738 PopoKiss (@Yoriko) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 08:42
    เขินม้วนเลยค่ะพาร์ทนี้ .. ผู้ใหญ่รังแกเด็กสุดๆไปเลย 55555
    #3738
    0
  24. #3737 nomkhon (@nomkhon) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 07:29
    เขินอ่ะ>///<
    งั้นก็แสดงว่าคีวายุเป็นปักษาแดงเหรอ
    โอ้ยยยยยยยย ยิ่งอ่านยิ่งอยากรู้
    #3737
    0
  25. #3736 sunshadow (@sunshadow) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 04:17



        เหมือนตอนนี้เด็กน้อยโดนล่อลวงล่อหลอก
        แต่ก็เถอะนะ ถือเป็นค่าเหนื่อยที่คุณหมาป่ายอมมาวิ่งไล่จับกับเด็กตัวเล็กๆละกัน



    #3736
    0