ปริศนาพระแสงศาสตรา...พลิกชะตาแผ่นดิน

ตอนที่ 2 : 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 546
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 ก.พ. 53

1
กรุงเทพมหานคร 13.00น. ปีปัจจุบัน




“พระพุทธรูปองค์นี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยเชียงแสน ขุดพบเมื่อปีสองพันห้าร้อยสองที่เมืองภูกามยาวหรือจังหวัดพะเยาในปัจจุบันค่ะ...เรามาดูองค์ต่อไปนะคะ”

“เดี๋ยวครับคุณมัคคุเทศก์...เราจะรู้ได้ยังไงครับว่าพระพุทธรูปแต่ละองค์สร้างขึ้นในสมัยไหน”

“อ๋อ...เรื่องนั้นนักโบราณคดีจะเป็นผู้กะประมาณค่ะ โดยดูจากศิลปะการสร้างว่าเป็นศิลปะแบบใด สมัยใด...”

“แล้วพระเชียงแสนอย่างองค์นี้ล่ะครับ ศิลปะการสร้างมันแตกต่างจากพระยุคอื่นยังไง”

“อืม...คือว่า..." มัคคุเทศก์สาวกระอึกกระอัก "ดูจากหูไงคะ... ถ้าหูสั้นๆก็แสดงว่าเป็นเชียงแสน แต่ถ้าหูยาวกว่านี้หน่อยก็จะเป็นสมัยสุโขทัย...”

ห่างออกไปไม่กี่เมตร ชายหนุ่มร่างสันทัดท่าทางทะมัดทะแมงกำลังเงี่ยหูฟังคำอธิบายของมัคคุเทศก์สาว เขาอมยิ้มนึกขำในใจ แล้วค่อยๆหันไปทางกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังฟังคำอธิบายของเธอ “ช่างเป็นมือใหม่เสียจริงๆ” เขาคิด

“สอบไกด์ผ่านได้ยังไง...ดูศิลปะการสร้างพระที่หู...ดีนะไม่บอกให้ดูที่สบง พับขวาเป็นมหานิกาย พับซ้ายเป็นธรรมยุติ...”

ชายหนุ่มชำเลืองมอง เขาบ่นอย่างติดตลก ก่อนเดินผ่านกลุ่มนักท่องเที่ยวกับมัคคุเทศก์สาวมือใหม่ตรงไปยังห้องแสดงศิลปะล้านนา แล้วเดินวกกลับมายังห้องเครื่องไม้จำหลักโบราณซึ่งอยู่ภายในอาคารจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ที่ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จกรมพระยาบวรมหาสุรสิงหนาท พระเจ้าอยู่หัววังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 1

ด้วยความที่เป็นคนสนใจประวัติศาสตร์ เขาจึงมักใช้เวลาว่างจากงานประจำเดินทางไปยังสถานที่ทางประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ต่างๆทั่วประเทศอยู่เสมอ

และด้วยความที่เป็นคนสันโดษ เชื่อมั่นในความคิดและรสนิยมของตัวเอง สุภาพสตรีทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนผ่านออกไปโดยไม่แยแสหน้าตาและฐานะทางการเงินของเขา

และแน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับการตัดสินใจของพวกเธอเหล่านั้นเท่าใดนัก

ชายหนุ่มเดินอย่างสบายใจผ่านห้องจัดแสดงห้องแล้วห้องเล่า จนมาถึงห้องหนึ่งซึ่งมีฝ้าเพดานยกสูง ตามผนังห้องแขวนอาวุธโบราณชนิดต่างๆไว้โดยรอบ เขารู้สึกชอบห้องนี้เป็นพิเศษเพราะทุกครั้งที่ได้เห็นอาวุธโบราณเหล่านี้ เขามักจะจินตนาการไปถึงภาพในสมัยก่อนที่บรรพบุรุษได้จับอาวุธเหล่านี้ฟาดฟันต่อสู้ปกป้องบ้านเมืองจากอริราชศัตรูจนประเทศไทยครองความเป็นเอกราชมาได้จนถึงปัจจุบัน

ชายหนุ่มเหลือบไปมองทางเจ้าหน้าที่ภัณฑรักษ์สาวสองคนที่กำลังสนทนากันโดยไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย คนหนึ่งนั่งเอาแขนพาดปืนใหญ่กระบอกเล็ก ที่มือของเธอถือถุงผลไม้ เธอกับเพื่อนอีกคนคุยไปกินไปอย่างออกรสชาติ

ชายหนุ่มแอบเอื้อมมือขึ้นสัมผัสง้าวโบราณลวดลายแปลกตา...

"อย่าสัมผัสสิ่งใดในห้องจัดแสดงนะคะ!" เสียงเตือนกึ่งตวาดของภัณฑรักษ์ทำให้ชายหนุ่มตกใจ เขาหันไปแสร้งยิ้มให้เธอ แล้วมองไปที่แขนของเธอซึ่งกำลังพาดอยู่บนวัตถุที่น่าจะเรียกว่าเป็น 'สิ่งใดในห้องจัดแสดง' ได้เหมือนกัน

"สัมผัสได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ใช่มั้ยครับ?"

ชายหนุ่มทิ้งคำพูดสองแง่สองง่ามไว้ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ภัณฑารักษ์สาวทั้งสองมองหน้ากันอย่าไม่ค่อยสบอารมณ์ หนึ่งในนั้นค่อยๆละแขนลงจากปืนใหญ่ที่เธอพาดอยู่.
..

ความชอบในเรื่องเครื่องศาสตราวุธโบราณของเขานี้ยากนักที่ใครจะเข้าใจ เพราะแม้แต่ที่ฝาผนังบ้านของเขาเองก็เต็มไปด้วยดาบ กระบี่ ง้าว หอก ทวน โตมร

อาวุธโบราณชิ้นเอกที่เขาถึงกับยกย่องให้เป็นมาสเตอร์พีซในบรรดาของโบราณทั้งหมดที่มี นั่นก็คือ 'ปืนคาบศิลานกสับ' ที่เขาได้มาจากพระรูปหนึ่งที่สมุทรสงคราม ชายหนุ่มแลกมันมาด้วยการร่วมทำบุญสร้างรูปไม้แกะสลักทศชาติชาดกในพระอุโบสถใหญ่ที่ปูพื้นด้วยไม้ตะเคียนมหึมา 7 แผ่นของวัดนั้น

ใกล้เวลาปิดทำการของพิพิธภัณฑ์เข้ามาทุกที ชายหนุ่มเดินตรงไปยังพระที่นั่งพุทธไธสวรรค์เพื่อสักการะพระพุทธสิหิงค์ตามธรรมเนียมส่วนตัวของเขา ที่จะต้องไปสักการะสิ่งใดก็แล้วแต่ที่ดูเสมือน หรือถือเสมือนเป็นประธานในสถานที่ที่เขาเดินทางไป ทั้งเมื่อไปถึงและก่อนจะกลับ

“ดิสบุ๊ดด่าฟิกเก่อร์วัสบิลท์ทินเสอะพีเรียสซอฟเสอะคิงรามาวัน (This Buddha figure was built in the period of the king rama one...)” เสียงบรรยายเป็นภาษาอังกฤษแว่วมาตามลม ชายหนุ่มรีบหันหน้าไปตามเสียงนั้น กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกผงกหัวรับคำมัคคุเทศก์วัยกลางคนก่อนเดินออกจากพระที่นั่งไป

“พระพุทธสิหิงค์สร้างในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง?"ชายหนุ่มส่ายหัว "...บรรลัยแล้วการท่องเที่ยวแห่งประเทศเรา”

เมื่อใดก็ตามที่เขาเดินทางไปโบราณสถานต่างๆ เขามักจะแอบฟังมัคคุเทศก์บรรยายที่มาที่ไปของสถานที่นั้นๆ ซึ่งบ่อยครั้งเขามักจะได้ยินข้อมูลที่ผิดพลาดอยู่เสมอ

จนบางครั้งแม้แต่ตัวของเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าบรรดาวัตถุโบราณที่จัดแสดงอยู่นั้นเป็นของจริง หรืออาจจะเป็นของโบราณจริงแต่ไม่ได้มีที่มาดังที่เขียนบรรยายไว้บนป้าย

ครั้งหนึ่งเขาได้ไปเห็นเว็บไซต์วิธีการทำวัตถุโบราณโดยใช้เทคนิคการเผาสีและอบแห้ง เมื่อลองนำวิธีการนั้นกลับมาลองทำดู ก็พบว่ากระปุกออมสินที่บ้านเขาสามารถเป็นวัตถุโบราณได้เช่นกัน...

<><><><><><><><><><><>

เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือดังขึ้นพร้อมๆกับที่ชายหนุ่ม เปิดประตูรถแลนด์โรเวอร์สีเขียวครึ้มปี 90 ซึ่งดูไม่ค่อยเหมาะกับวัยเพียงยี่สิบปลายๆของเขา แต่ถ้าใครรู้ว่ารสนิยมการเดินทางของเขาออกแนวประวัติศาสตร์เพียงใด ก็คงจะไม่มีใครกล้าทัดทาน

“ว่าไงจ๊ะ” ชายหนุ่มกดรับโทรศัพท์พร้อมกับขับรถออกจากลานจอดภายในท้องสนามหลวงที่คึกคักไปด้วยผู้คนที่มาเล่นว่าว และเดินพักผ่อนหย่อนใจในช่วงเย็นของเดือนมีนาคม

เขาขับรถฝ่าการจราจรที่หนาแน่นบนสะพานพระปิ่นเกล้าไปทางฝั่งธนบุรี เลี้ยวขวาเข้าถนนจรัญสนิทวงศ์ ก่อนนำรถเข้าไปจอดที่โรงแรมแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขาลงจากรถแล้วรีบเดินตรงไปยังห้องอาหารหรูภายในโรงแรมนั้นซึ่งเต็มไปด้วยคนมากหน้าหลายตาและหลากชนชาติ

ตรงที่นั่งริมกระจกที่สามารถมองออกไปเห็นสะพานพระราม 8 ได้ถนัดตา สาวสวยวัยยี่สิบต้นๆนั่งทำหน้าตาไม่ค่อยสบอารมณ์ประหนึ่งว่าเธอกำลังรอที่จะระเบิดอารมณ์ใส่ใครสักคนอยู่

ชายหนุ่มจัดแต่งเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแล้วเดินเข้าไปหาเธอ

“รอนานมั้ยจ๊ะรตา” ชายหนุ่มกล่าวทักทาย สาวน้อยหันหน้ามาตามเสียงเรียกนั้น ใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข แต่ก็ยังปนงอนๆเล็กน้อยตามประสาสาววัยรุ่น

“พี่ภูมิไปทำอะไรมาคะ รตาหิวจะแย่อยู่แล้ว” หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่หน้าหวานๆของเธอก็ไม่ทำให้เขารู้สึกผิดอยู่ดี หนำซ้ำ ‘ภูมิ’ หรือ ‘ไตรภูมิ’ ยังขยับปากตามทำท่าล้อเลียน ก่อนที่จะเลื่อนเก้าอี้ตรงข้ามกับเธอออกมาแล้วทรุดกายลงนั่ง

“พี่ไปทำงานมาจ๊ะ กำลังค้นคว้าเรื่องสำคัญ” เขาคว้าเมนูขึ้นมาเปิดดู

“เอาอีกแล้ว คราวก่อนพี่ภูมิก็อุตส่าห์ดั้นด้นไปเอาปืนเก่าๆจากอัมพวามา เสียค่าผนังโบสถ์ไปตั้งหลายแสน คราวนี้จะไปหาอะไรมาอีกล่ะคะ ปืนใหญ่สมัยบางระจันรึไง” หญิงสาวกล่าวอย่างรู้ทัน

ไตรภูมิหัวเราะเอ็นดู เขาแอบชำเลืองมองเรียวปากสีชมพูบางของเธอขณะที่เธอกำลังบ่น "น่ารักจริงๆ" เขาคิด ...

อันที่จริงรตาเป็นคนที่เข้าใจไตรภูมิมากกว่าผู้หญิงคนใด เธอรู้จักเขาเมื่อหลายปีก่อนตอนที่เธอยังเรียนอยู่คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม

วันนั้นเป็นวันที่ไตรภูมิไปเที่ยวพระราชวังสนามจันทร์ตามลำพังประสาชายโสด เมื่อเขาไปสักการะพระพิฆเนศที่ 'เทวาลัยคเณศ' กลางพระราชวังตามธรรมเนียมส่วนตัวของเขานั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่สาวน้อยและเพื่อนๆของเธอไปจุดธูปบนบานขอพรเรื่องเรียนเรื่องสอบตามประสานักศึกษาพอดี

“พระพิฆเนศขา ขอให้หนูสอบผ่านนะคะ แล้วหนูจะเอากล้วยเอาอ้อยมาถวาย เพี้ยง!”

“หนูด้วยค่ะ หนูจะเอามาถวายทั้งต้นเลยค่ะ ทั้งกล้วย ทั้งอ้อย แล้วก็มะพร้าวด้วยค่ะ”

ไตรภูมิได้ยินสาวๆขอพระพิฆเนศอย่างนั้นก็นึกขำ ด้วยความที่เป็นคนมีข้อมูลเยอะ บวกกับนิสัยเสียของเขา ไตรภูมิจึงอ้าปากพูดเปรยๆแบบไม่เจาะจง

“กล้วย อ้อย มะพร้าวอะไร กินก็ยาก อิ่มก็ไม่อิ่ม ท่านไม่เอาหรอก”

สิ้นคำ...เหล่านักศึกษาสาวต่างหยุดชะงัก แล้วค่อยๆหันหน้ามาตามเสียงสกัดดาวรุ่ง แต่ไตรภูมิยังคงมองตรงไปข้างหน้าซ่อนนัยน์ตาอยู่ภายใต้แว่นกันแดดโอคเล่ย์

สาวห้าวนาม ‘รตา’ เห็นดังนั้นจึงถามโพล่งออกไปอย่างขัดเคือง

“แล้วท่านจะเอาอะไรล่ะน้า!”

“น้า...?” ไตรภูมิสะดุ้งนิดหน่อย ก่อนอุทานในใจเบาๆเมื่อเด็กเมื่อวานซืนเรียกด้วยความคารวะในความอาวุโสระดับน้องแม่

เขาค่อยๆลุกขึ้นยืนทำท่าจัดชายเสื้อ ก่อนจะตอบคำถามอย่างมีเชิง

“ท่านมีเศียรเป็นช้างก็จริง แต่กายท่านเป็นมนุษย์ ไปศึกษาประวัติท่านดูก่อนไป แล้วค่อยเอาอะไรมาถวายท่าน” ไตรภูมิรีบหันหลังเดินหนีไปโดยไม่ได้หันหลังกลับมาชำเลืองกลุ่มนักศึกษาที่ตนเองได้ก้าวล่วงทางวาจาไว้เลยแม้แต่น้อย

รตามองหน้าเพื่อนๆอย่างฉงน เธอนิ่งทำท่าครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งตามหลังไตรภูมิไป

“น้า... น้า...เดี๋ยวก่อน!” ไตรภูมิหันกลับไปตามเสียงเรียก

เป็นจังหวะแรกที่เขาได้มองเห็นรตาชัดๆ  หน้าหมวยๆของเธอบ่งบอกว่ามีเชื้อจีนเล็กน้อย ผิวที่ขาวใสและความสูงประมาณปลายจมูกของเขา ทรงผมที่มัดรวบขึ้นบนหัวแล้วเสียบปิ่นปัก ตามข้อมือเต็มไปด้วยสายสิญจน์และกำไลหลากสี สวมชุดนักศึกษากระโปรงพลีท สะพายย่ามผ้าสีฉูดฉาดตามแบบฉบับสาวศิลปากร

ไตรภูมิเลิกคิ้วขึ้น จังหวะเดียวกับที่รตาวิ่งเข้ามาถึงตัว สาวน้อยทำท่าเหนื่อยหอบก่อนจะเอ่ยถาม

“ตกลงต้องบนท่านด้วยอะไรล่ะน้า” ไตรภูมินึกเคืองอยู่ในใจที่ถูกประเมินว่าแก่ แต่ความน่ารักของรตาก็ทำให้ไอ้หนุ่มหน้าแก่คนนี้เริ่มที่จะสนใจเธอขึ้นมา เขาเริ่มคิดหาวิธีการที่จะได้ติดต่อกับเธออีกถ้ามีโอกาส และวิธีการแสนง่ายก็ผุดขึ้นในสมองของเขา

ชายหนุ่มหายใจเข้าลึกๆสะกดอารมณ์ ก่อนจะปั้นหน้าทรงภูมิ

“มันเยอะนะ บอกไปคงจำไม่หมดหรอก น้องมีกระดาษมั้ยล่ะ” ไตรภูมิแบมือขอกระดาษ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ทำท่าล้วงกระเป๋าสตางค์ของตัวเองขึ้นมา “อ้อ!...พี่มี ขอปากกาแล้วกัน”

ชายหนุ่มก็หยิบกระดาษใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสตางค์ ขณะที่รตายื่นปากกาให้เขาพอดี 

เขาก้มหน้าจดข้อความลงในกระดาษแล้วยื่นมันให้สาวน้อย ก่อนจะรีบบอกลา

“พี่ไปก่อนนะ พี่รีบ มีอะไรก็ตามนั้นนะ” พอสิ้นคำไตรภูมิก็รีบวิ่งหนีไปด้วยอาการรีบร้อน ชายหนุ่มเก็บซ่อนความเขินและแววตาหวานเยิ้มไว้ภายใต้แว่นกันแดดอันโปรด

“เดี๋ยวก่อนสิน้า!” รตาได้แต่ตะโกนตามหลัง แต่เมื่อไตรภูมิวิ่งหลบเหลี่ยมมุมลับตาไป เธอก็หยิบกระดาษที่ไตรภูมิเขียนให้ขึ้นมาอ่าน จังหวะเดียวกับที่เพื่อนๆของเธอเดินมาถึงตัว

สาวๆรุมอ่านข้อความในกระดาษนั้น...

“มันหน้าตาเป็นยังไงวะ...ขนมโมทกะ กับ หมูนอนตอง?” เพื่อนของรตาคนนึงพูดขึ้นด้วยความฉงน เธอเองก็งงไม่แพ้กัน แต่เมื่อพลิกกระดาษไปด้านหลังก็พบว่ามันเป็นนามบัตร...

คำอธิบายเรื่องขนมโมทกะกับหมูนอนตองจึงกระจ่างเมื่อเธอตัดสินใจโทรไปหาไตรภูมิด้วยแรงยุของเพื่อนๆ

และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งสองคนก็เริ่มติดต่อกัน เริ่มเรียนรู้และรับรู้ความรู้สึกของกันและกัน

รตาค่อยๆลดความห้าวหาญแข็งกระด้างลงเล็กน้อยตามคำวิจารณ์ของชายหนุ่ม

ไตรภูมิเองก็หัดสงบปากสงบคำและปล่อยวางในข้อมูลที่ผิดพลาดของคนอื่นตามคำแนะ นำของหญิงสาว หาไม่แล้ว...มัคคุเทศก์ทั้ง 2 คนในวันนี้คงไม่รอดพ้นฝีปากของเขาเป็นแน่แท้

รตาไม่เคยมีปัญหากับผู้หญิงคนอื่นที่เข้ามาในชีวิตไตรภูมิเลย เพราะเธอรักและนับถือไตรภูมิเหมือนพี่ชาย ไตรภูมิเองก็รักและเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาว แต่ในบางครั้งบางอารมณ์ ต่างฝ่ายต่างก็อดแอบนึกถึงความสัมพันธ์ในแบบหนุ่มสาวไม่ได้เหมือนกัน

ทั้งสองมักจะใช้วันว่างสุดสัปดาห์ทานอาหารเย็นด้วยกันเสมอ และวันนี้หลังจากที่ไตรภูมิสิ้นสุดการค้นคว้าหาข้อมูลในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เขาก็มาทานอาหารเย็นกับเธอเช่นเคย

“สั่งอะไรรึยัง?” ไตรภูมิถาม รตาผงกหัวรับคำ ก่อนจะพูดต่อ

“สั่งแล้ว รตาสั่งเมนูที่พี่ภูมิคุ้นเคยด้วยนะ เพื่อพี่ภูมิโดยเฉพาะ”

“อะไรเหรอรตา” ไตรภูมิออกอาการระริกระรี้

รตาอมยิ้ม...

“ขนมโมทกะ กับหมูนอนตอง...”
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #20 ยัยหนอนไหม&นายราหู (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553 / 05:43
    โอ้...น่าสนใจท่าน ^^
    #20
    0
  2. #7 ขุนศึกอยุธยา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มีนาคม 2552 / 07:26
    อย่าบอกนะว่าตัวนางในเรื่อง คือแฟนนาย...

    เหอๆ

    (แหม่ ใครคิดชื่อตัวนางในเรื่องให้เนี่ย ชื่อเหมือนน้องสาวผมเด๊ะ)
    #7
    0