ลิขิตรักฉบับสวรรค์ (สนพ.ยาหยียาใจ ในเครือ ณ บ้านวรรณกรรม)

ตอนที่ 6 : บทที่ 6 : เริ่มต้นใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2182
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    16 ม.ค. 52

บทที่ 6 เริ่มต้นใหม่

พี่ซ่า เสร็จหรือยัง จะให้รอไปถึงชาติไหน รีบลงมาซะทีเซ่ เจ๊!”

เสียงตะโกนโหวกเหวกลั่นบ้านของน้องชาย ทำให้วันวิสาข์รีบจัดแจงยัดเครื่องใช้ส่วนตัวชิ้นสุดท้ายลงกระเป๋าเดินทางอย่างเร็วที่สุด

มาแล้ว มาแล้ว แค่นี้ก็ต้องตะโกนเร่งทำเสียงหนวกหูไปได้

อาสาฬห์หน้าบึ้งเมื่อมองเห็นพี่สาวหอบหิ้วสัมภาระมาจากชั้นบน วันนี้วันวิสาข์อยู่ในชุดเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ดูทะมัดทะแมงซึ่งเหมาะสมสำหรับการเดินทาง ผมยาวสีน้ำตาลสลวยถูกมัดรวบขึ้นเป็นหางม้าอย่างง่ายๆ  ดวงหน้าหวานกระจ่างสวยที่ไร้การเติมแต่งใดๆ ทำให้เธอดูเหมือนเด็กสาวแรกรุ่นยังไงยังงั้น

ขืนไม่เร่งสิ มีหวังเราคงได้ตกเครื่องกันพอดี พี่ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่า เราต้องรีบเดินทางน่ะ

รู้สิยะ พี่รู้ว่าเราต้องรีบขึ้นเครื่องไปเหนือ

รู้แล้ว ทำไมยังทำอะไรยืดยาดอยู่อีก ดูซิ ขนของไปตั้งเยอะแยะ ถามจริงเถอะพี่ พี่จะย้ายบ้านหรือไงอาสาฬห์อดแขวะไม่ได้ ขณะพยายามลากกระเป๋าหนักอึ้งไปที่ท้ายรถยนต์ซึ่งจอดรออยู่หน้าบ้าน

ทีหน้าทีหลัง พี่ขนของไปเฉพาะจำเป็นก็พอ ที่รีสอร์คุณปู่น่ะมีของเตรียมให้พี่ใช้ครบครันแล้ว

 เอาน่า อาร์ท นี่น่ะของจำเป็นของพี่ทั้งนั้น

ของจำเป็นอะไร

ก็พวกยาที่หมอสั่งให้พี่กินไง แกก็รู้ว่าพี่ยังไม่หายดีเท่าไร ต้องขนไปกินให้หมดนี่เลย

โกหกอ่ะ ยาของพี่ไม่เยอะขนาดนี้สักหน่อย ไหนดูซิ พี่ขนอะไรมาด้วยกันแน่!” ว่าพลางเปิดซิบกระเป๋าตุงๆ ออกทันทีท่ามกลางเสียงร้องห้ามของวันวิสาข์

อย่าเสียมารยาทเชียวนะ!”

ทว่าสายไปแล้วกระเป๋าสัมภาระของเธอถูกเปิดออก ทำให้ของซองขนมขบเคี้ยวมากมายที่อยู่ด้านในซึ่งก่อนหน้านี้คนจัดพยายามจัดระเบียบพื้นที่อย่างดีแทบจะล้นทะลักออกมานอกกระเป๋าจนหมดเมื่อถูกกระชากเปิดออกแรงๆ

เด็กหนุ่มถึงกับอึ้งเมื่อเห็นว่ามีอะไรอยู่ข้างใน ในระหว่างที่วันวิสาข์เต้นเร่าๆ เพราะเสบียงซึ่งอุตส่าห์ใช้เวลาจัดอย่างประณีตร่วมหลายชั่วโมงพังเละเทะออกมานอกกระเป๋าหมด

อ๊าย! เสบียงของฉัน!”   

พี่ซ่า!” เขาตะโกนอย่างหัวเสียกลบเสียงของพี่สาว พี่ทำบ้าอะไรน่ะหา ขนขนมมาด้วยทำไมเยอะแยะ อย่าบอกนะว่า นี่คือ ของจำเป็นของพี่!”

ถ้าใช่แล้วจะทำไมล่ะยะ หน็อยแน่ พี่ควรต้องเป็นถามแกมากกว่า ว่าแกทำบ้าอะไรอยู่ แกรู้ไหมว่าพี่ต้องใช้เวลาเท่าไรในการจัดขนมพวกนั้นลงกระเป๋าได้ทั้งหมดน่ะ แล้วดูซิ แกโผล่มาทำเละหมดเลย!” หญิงสาววีนใส่น้องชายตัวดี แกรีบจัดของลงกระเป๋าแบบเดิมเลยนะ อาร์ท!”

ทำไมอาร์ทต้องทำด้วย

ก็เพราะแกเป็นคนทำพังน่ะสิ เจ้าเซ่อ!”

แล้วใครใช้ให้พี่ขนของพวกนี้มาตั้งแต่แรกกันล่ะ

เงียบไปเลย แล้วรีบจัดของตามเดิมเดี๋ยวนี้!”

 มีอะไรกัน เด็กๆ ทำเสียงดังเอะอะกันจริงเชียว ทำไมยังไม่รีบขึ้นรถกันอีกฮึ เดี๋ยวก็ไปสนามบินไม่ทันหรอก

จารีซึ่งเพิ่งจะเดินออกมาจากตัวบ้านเอ่ยถาม เธอปรี่ตรงมายังบุตรชายและบุตรสาวซึ่งกำลังหน้าง่ำหน้างอใส่กันอยู่ เห็นแค่นั้น คนเป็นแม่ก็แทบจะเดาเรื่องได้

เอาสิน่า มวยคู่นี้เริ่มชกกันตั้งแต่เช้าตรู่เลย...

คราวนี้มีปัญหาอะไรอีก

มารดาถามเสียงเข้ม แต่ยังไม่วายถอนหายใจอย่างระอาในพฤติกรรมของลูกทั้งสองที่สามารถทะเลาะกันได้ตั้งแต่เล็กจนโต

ก็อาร์ทน่ะสิคะแม่ แกล้งซ่า ไม่ยอมยกกระเป๋าซ่าดีๆ ทำของที่ซ่าจัดไว้เละหมดเลย

อ้าว จริงเหรอลูก

ไม่จริงครับ อาร์ทไม่ได้แกล้งใคร อาสาฬห์ปฏิเสธ ทำเมินเสียงฮึดฮัดของพี่สาว พี่เค้าต่างหากที่จงใจแกล้งอาร์ทให้ยกของงี่เง่าพรรค์นี้มาด้วย

ของงี่เง่าเหรอ?”

นี่ไงครับ แม่ เด็กหนุ่มรีบชี้นิ้วไปที่กระเป๋าเจ้าปัญหาเพื่อตอบสีหน้าสงสัยของมารดา แม่ดูให้เต็มตาสิครับ ว่าลูกสาวแม่ขนอะไรใส่กระเป๋ามาด้วย ไม่รู้ตายอดตายอยากมาจากไหน

จารีมองตามนิ้วของลูกชายไปยังกระเป๋าใบโตที่อัดแน่นไปด้วยขนมขบเคี้ยวมากมายแล้วถึงกับหัวเราะขันออกมา

โธ่เอ๊ย ยัยซ่าล่ะก็...ทำอะไรน่ะลูก

ก็แหม...ซ่าไม่มั่นใจสิคะว่า ที่โน่นจะมีของกินมากน้อยแค่ไหน ซ่าต้องไปช่วยคุณปู่ดูรีสอร์ทตั้งหลายเดือนแน่ะ ก็เลยจัดเสบียงเผื่อเอาไว้เท่านั้นเอง ซ่าผิดด้วยเหรอคะ หญิงสาวอุบอิบ ในขณะที่ถูกมือบางของมารดาเอื้อมมาตบศีรษะเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู

ไม่ผิดเลยจ้ะ ไม่ผิด ต๊าย! รอบคอบรู้จักวางแผนล่วงหน้า เก่งสมเป็นลูกแม่

เชอะ...

อาสาฬห์เบ้หน้าใส่มารดาและพี่สาวอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้

แม่ล่ะก็ชอบเข้าข้างพี่ทุกทีเลย ให้มันได้อย่างนี้สิน่า

จารีหัวเราะร่า เธอเอื้อมมือมาลูบศีรษะบุตรชายอย่างรักใคร่เช่นกัน

เอ้า...อย่ามัวแต่น้อยใจอยู่เลย ช่วยกันจัดของลงกระเป๋าอย่างเดิมได้แล้ว เด็กๆ เดี๋ยวเราจะได้รีบไปสนามบินกันสักที เร็วเข้า

อาสาฬห์หน้าบึ้งเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินเสียงเร่งจากมารดา เขาก็ยอมจัดการเก็บเสบียงลงกระเป๋าใบใหญ่ตามเดิมโดยมีเสียงน่ารำคาญของพี่สาวคอยเจ้ากี้เจ้าการเรื่องบริหารพื้นที่กระเป๋าเป็นระยะ และเพียงไม่นานสัมภาระของวันวิสาข์ก็เข้าที่เข้าทางจนได้

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว จารีจึงไล่ต้อนลูกทั้งสองขึ้นรถ กว่าครู่ใหญ่ที่วันวิสาข์และอาสาฬห์นั่งอยู่ในรถยนต์ที่แล่นไปตามถนนใหญ่ในเมืองหลวง ผ่านตึกรามบ้านช่องและอาคารสูงเสียดฟ้านับไม่ถ้วนโดยมีมารดารับบทเป็นสารถี ในที่สุดหลังจากฝ่าการจราจรอันติดขัดมาได้ ทั้งสามก็มาถึงท่าอากาศยาน จุดหมายปลายทางของวันนี้อย่างเฉียดฉิว

เดินทางปลอดภัยนะลูก

จารีหันมาบอกบุตรทั้งสองของตน เมื่อได้ยินเสียงประกาศเรียกขึ้นเครื่องดังขึ้นมา

ตาอาร์ท ตอนไปอยู่ที่โน่น อย่าลืมที่แม่บอกไว้ล่ะ ช่วยดูแลพี่เค้าแทนแม่ด้วย เข้าใจไหม ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เราเป็นผู้ชายต้องปกป้องพี่เขาด้วย

โธ่ แม่ พี่ซ่าออกจะล่ำบึกบึนปานนี้ ใครมันจะกล้าแหย๋ม ไม่ต้องให้ใครปกป้องหรอก ฮ่าๆ โอ๊ย!” เด็กหนุ่มร้องเสียงหลง เมื่อจู่ๆ มะเหงกของใครบางคนก็ทุบเข้าที่ข้างศีรษะของเขา อาสาฬห์ถลึงตาใส่พี่สาวซึ่งกำลังลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้อยู่

พี่ซ่า พี่เขกหัวอาร์ททำไม เจ็บนะ!”

ก็เขกให้เจ็บไง สมควรละ อยากปากดีนักนี่

ว่าไงนะ!”

เอาล่ะๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้วทั้งสองคน มารดาเข้ามาปรามศึกอย่างนึกอ่อนใจเหลือเกิน กัดกันตั้งแต่ยังไม่ทันไปไหนอย่างนี้ จะหวังพึ่งให้ช่วยดูแลกันและกันได้หรือเปล่าหนอ

ฟังคำที่แม่บอกให้ดีล่ะ ลูกทั้งสองคนต้องช่วยดูแลกันและกัน ตาอาร์ท...ดูแลพี่เค้าให้ดีด้วย และอย่าพยายามกวนโมโหพี่บ่อยนัก รับปากแม่นะ

แม่ล่ะก็ จริงจังชะมัด ก็ได้ อาร์ทรับปากครับ

ดีมาก ส่วนเรา ยัยซ่าจารีหันมาทางบุตรสาวบ้าง เราเป็นพี่ต้องคอยดูและปรามน้องด้วยเวลาเห็นน้องทำอะไรไม่ถูก ใจเย็น อย่าไปถือสาน้องมาก มีกันแค่สองพี่น้อง ยามเกิดเรื่องลำบากยังไง ก็ห้ามทอดทิ้งกันเด็ดขาดเลยเข้าใจไหม

ค่า ซ่ารับทราบค่ะ วันวิสาข์ตอบตกปากรับคำ แต่ก็อดยิ้มไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของมารดา ดูแม่พูดเข้าสิ ยังกับว่าซ่ากับอาร์ทต้องไปไหนไกลงั้นแหละ อย่าลืมสิคะ พวกเราไปอยู่ที่โน่น ยังมีคุณปู่คอยดูแลอีกทั้งคนนะคะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก

อืม ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่แม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี ลูกแน่ใจแล้วนะ ว่าอยากไปที่นั่นจริงๆ

โธ่ แน่ใจสิคะ หญิงสาวหัวเราะร่วน เธอรู้ว่าแม่เป็นห่วง แต่ก็นั่นล่ะ เธอเองเป็นคนอยากไปหาคุณปู่เอง คุณปู่มีรีสอร์ทเล็กๆ ทางภาคเหนือซึ่งเธอเคยแวะเวียนไปบ้างสมัยเด็กๆ เพื่อไปเที่ยวเล่นตามประสา แต่ครั้งนี้จะเป็นหนแรกที่เธอไปที่นั่นด้วยจุดประสงค์จริงจัง

 ซ่าอยากไปศึกษางานของคุณปู่บ้างนี่คะ เรียนจบแล้ว กินๆ นอนๆ ไปวันๆ หางานก็ไม่ได้ น่าเบื่อจะตาย อยู่กรุงเทพก็ไม่มีอะไรจะให้ทำ สู้ไปอยู่ที่นั่น ความรู้ของซ่าที่ร่ำเรียนมาเกี่ยวกับธุรกิจคงจะมีประโยชน์ช่วยคุณปู่เรื่องรีสอร์ทได้บ้างไงคะ

ตั้งแต่หายดีและออกจากโรงพยาบาลได้ เธอก็กลับมาอยู่บ้านกับครอบครัว ชีวิตของเธอกำลังจะกลับมาเป็นปกติอีกหน ถ้าเธอไม่ดันโชคร้ายเป็นหนที่สอง กลับมาได้ไม่ทันไร บริษัทที่ทำอยู่ก็ปลดพนักงานออกส่วนหนึ่งเพราะพิษเศรษฐกิจเสียอย่างนั้น ดูเหมือนว่าเพื่อนที่ทำงานตกอกตกใจกันยกใหญ่ที่เธอถูกออก แต่จะว่าอย่างไรได้ล่ะ ในที่สุดเธอก็ถูกเทกระจาดพร้อมพนักงานคนอื่นๆ ตกงานจนได้ แน่นอน...ทุกคนผิดหวังที่เธอตกงาน คงมีคนเดียวที่ดูจะดีใจที่สุดกับข่าวนี้ แม่ของเธอนั่นเอง คงจะปลื้มใจมากที่ลูกสาวจะไม่ต้องทำงานหนักที่นั่นแล้ว แม่ว่าที่บริษัทเก่าชอบกดขี่ แต่วันวิสาข์ก็รู้ดีว่านั่นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

หญิงสาวออกมาอยู่บ้าน ใช้ชีวิตแสนว่างน่าเบื่อหน่ายไปวันๆ ด้วยความเป็นคนที่ไม่ชอบการอยู่เฉยๆ เธอจึงอยากจะหางานทำให้เร็วที่สุด หรืออย่างน้อยก็อยากจะหาอะไรเป็นชิ้นเป็นอันทำกับเขาบ้าง โชคช่วยที่ตอนนั้น เจ้าอาสาฬห์ดันบ่นเรื่องกลับไปหาคุณปู่ตอนปิดเทอมพอดี ทำให้เธอนึกถึงเรื่องรีสอร์ทของท่านขึ้นมาได้

นั่นล่ะ จึงทำให้เธอตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า บินขึ้นเหนือไปพร้อมกับเจ้าน้องชายซึ่งกำลังขลุกตัวพักผ่อนช่วงปิดเทอมอยู่ที่รีสอร์ทคุณปู่ตั้งแต่ก่อนเธอประสบอุบัติเหตุนั่นแหละ

คุณปู่คงดีใจถ้าซ่าได้ไปช่วยงานท่านที่โน่น อีกอย่างคุณปู่ก็แก่มากแล้ว ท่านคงต้องการคนดูแล ซ่าไปอยู่ใกล้ๆ จะได้คอยช่วยอาร์ทดูแลท่านอีกแรง

จารีผงกศีรษะอย่างเข้าใจ แต่แววตายังทอประกายเป็นห่วงเป็นใย

งั้นก็ตามใจ แต่อย่าโหมงานหนักมากล่ะ อย่าลืม ลูกยังไม่แข็งแรงเท่าไร

เข้าใจแล้วค่ะ งั้นซ่าไปก่อนนะ เดี๋ยวถึงแล้ว ซ่าจะโทรมาบอกนะคะ ไปกันเถอะ อาร์ท หญิงสาวกอดลามารดาก่อนจะหันไปพยักหน้าให้น้องชายเพราะได้ยินเสียงประกาศตามขึ้นเครื่องอีกหน

วันวิสาข์ตั้งท่าจะออกเดินตามน้องชายซึ่งล่วงหน้าไปแล้วบ้าง หากแต่คนเป็นแม่กลับรั้งแขนเธอให้หยุดไว้นิดนึง

เดี๋ยวก่อน ซ่า

คะ?” หญิงสาวทวนคำ มีอะไรหรือคะ แม่

แม่เกือบลืมไปแน่ะ เอานี่ไปด้วยนะลูก

จารีก้มลงค้นกระเป๋าถือของตนเองอย่างวุ่นวายวินาทีหนึ่ง ก่อนจะส่งของบางอย่างให้บุตรสาว

มันเป็นของลูก ดังนั้นเอามันติดตัวไปด้วย

สายสร้อยเงินถูกหย่อนลงบนมือของหญิงสาว วันวิสาข์ก้มลงมองมันแวบเดียวก็จำได้ทันที สร้อยเงินคล้องแหวนวงสวยที่เธอเห็นในโรงพยาบาลตอนนั้นไงล่ะ

สร้อยนี่มัน...

ติณห์จะเป็นคนไปรับลูก ตอนลูกลงจากเครื่องที่นั่น เขาคงรู้สึกไม่ดีแน่ ถ้าไม่เห็นสร้อยเส้นนี้ ดังนั้นอย่าลืมใส่มันไว้ด้วย เขาจะได้ดีใจนะ

หญิงสาวก้มลงมองของล้ำค่าในมือ แวบหนึ่งที่เธอนึกถึงใบหน้าขาวๆ ของชายหนุ่มคนนั้น ดวงหน้าคมกระจ่างกับนัยน์ตาแสนเศร้ายามทอดมองมาที่เธอ ทำให้เธอถึงกับถอนหายใจยาว

ค่ะ แม่ ซ่ารู้ว่าควรทำยังไงค่ะ

หญิงสาวส่งยิ้มจางๆ ให้มารดา ก่อนจะสวมสร้อยเส้นนั้นเข้ากับลำคอระหงของตนเอง

 

เมื่อบอกลามารดาแล้ว วันวิสาข์จึงตามร่างสูงของน้องชายมาขึ้นเครื่อง เครื่องบินลำโตทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าในอีกไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น วันวิสาข์เขม้นมองออกไปยังนอกหน้าต่างขณะที่เครื่องบินลอยรักษาระดับอยู่เบื้องบนแล้ว ทะเลเมฆขาวด้านนอก ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงความฝันประหลาดนั่นขึ้นมาอีกรอบ

ชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่มาพร้อมกับสัมผัสจากริมฝีปากอันเย้ายวน!

เป็นอะไร เจ๊ จู่ๆ ก็หน้าแดงขึ้นมา

อาสาฬห์ซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะข้างๆ เอ่ยถามอย่างสงสัย เมื่อใบหน้าขาวนวลของพี่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นเสียเฉยๆ

เปล่า

เพี้ยนชะมัดเด็กหนุ่มคิดในใจ ขณะจ้องมองอีกฝ่ายเอาแต่สะบัดศีรษะไปมาแรงๆ อย่างกับจะไล่ความคิดอะไรบางอย่างออกจากหัว

ทำไมถึงชอบนึกถึงฝันบ้าๆ นั่นขึ้นมาจังนะ น่าหงุดหงิดเสียจริง!

แล้วเมื่อกี้แม่คุยกับอะไรกับพี่เหรอ น้องชายต่ออย่างสงสัย พลางรับชุดของว่างมาจากแอร์โฮสเตสสองชุดให้แก่ตัวเขาและพี่สาว

ก็ไม่มีอะไรมากหรอกเธอบอกปัดง่ายๆ พลางจัดการขนมหวานส่วนของตนเองอย่างเอร็ดอร่อย

เป็นความลับเหรอ

 ก็ทำนองนั้น

อาสาฬห์เลิกคิ้วเป็นเชิงคำถามให้กับท่าทีแปลกๆ ของพี่สาวซึ่งเลื่อนมือไปจับแหวนเงินซึ่งคล้องคอตนเองอยู่

อ้อ...รู้แล้วว่าทำไมพี่ถึงได้หน้าแดง เด็กหนุ่มลากเสียงยาวยืดเมื่อทำความเข้าใจอะไรได้ กำลังคิดถึงหนุ่มเจ้าของสร้อยเส้นนี้อยู่ล่ะสิ หึหึ

วันวิสาข์ชะงักมือซึ่งกำลังตั้งอกตั้งใจตักเค้กครีมเข้าปากไปทันที

เดี๋ยวพอลงจากเครื่องก็ได้เจอกันแล้ว เจ๊ อดใจรออีกนิดนึงได้ไหมเล่า

หญิงสาวไหวไหล่แทนคำตอบ

อย่าทำเป็นรู้ดีเลยเราน่ะ พายนั่นไม่กินใช่ไหม งั้นให้พี่กินนะ ว่าแล้วก็เบี่ยงเบนความสนใจทั้งหมดไปกับการรับประทานขนมหวานตรงหน้าเสียอย่างนั้น

แน่ล่ะ จะให้เธอพูดอะไรออกไปได้ว่า แท้จริงแล้ว สาเหตุที่หน้าเธอแดง เพราะเธอกำลังนึกถึงหนุ่มไร้ตัวตนอีกคน ที่อยู่ในความฝันแสนประหลาดนั่นของเธอต่างหาก!

ขืนทำอย่างนั้นมีหวังโดนเจ้าน้องชายหัวเราะเยาะไปสามวันสามคืนแน่ๆ ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะทำให้ปากตัวเองไม่ว่างด้วยการเคี้ยวขนมหงับๆ แทน และไม่ยอมปริปากพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย จนกระทั่งเครื่องบินร่อนลง ณ ท่าอากาศยานจุดหมายปลายทางนั่นล่ะ เธอจึงได้ฤกษ์เปิดปากตัวเองอีกครั้ง

ท่าทางจะเบี้ยวซะแล้วล่ะมั้ง

วันวิสาข์เปรยขึ้นมา มองซ้ายมองขวาอย่างค้นหา แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนที่บอกว่าจะมารับที่สนามบินเลย

อาร์ทลองโทรไปถามคุณแม่หน่อยซิว่า...

แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ร่างแบบบางก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงทุ้มๆ ของใครบางคนดังขึ้นทางด้านหลัง พร้อมกับที่กระเป๋าสัมภาระถูกดึงออกจากมือบาง

ผมไม่เคยคิดเบี้ยวใคร โดยเฉพาะกับคุณ

คุณติณห์!”

วันวิสาข์อุทานออกมา เมื่อหันไปพบกับใบหน้าขาวหล่อเหลาของชายหนุ่ม เขาเปิดยิ้มนิ่มนวลเป็นการทักทาย ดวงตาสีเข้มของเขาแวววาวขึ้นอย่างเก็บกลั้นความดีใจเอาไว้ไม่มิดเมื่อได้เจอกับเธออีกครั้ง

สวัสดีครับ ซ่า ดีใจที่ได้พบคุณอีก

เช่นกันค่ะ คุณติณห์ เธอยิ้มตอบอย่างมารยาท จ้องมองอีกฝ่ายอย่างอดประทับใจไม่ได้ ร่างสูงสง่าอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีเขียวอ่อนพับแขนขึ้นเท่าข้อศอกอย่างสบาย กางเกงแสล็คสีเข้มส่งให้ร่างของเขายิ่งดูภูมิฐานอย่างบอกไม่ถูก

 ฉันนึกว่าคุณจะไม่มารับซะแล้ว

พูดอะไรอย่างนั้น รับปากไว้แล้ว ยังไงผมก็ต้องมารับคุณสิครับ

เห็นคุณแม่บอกว่า ช่วงนี้งานยุ่ง ฉันเลยคิดว่าคุณอาจจะไม่มีเวลา...

ผมมีเวลาให้คุณเสมอ

รอยยิ้มกว้างที่ระบายทั่วใบหน้าอีกฝ่ายนั้น ทำให้เธอรู้สึกหนักใจอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่แน่ใจว่า ตนเองจะสามารถทำได้อย่างเขาหรือเปล่า ทนฝืนยิ้มแย้มได้ ทั้งๆ ที่ใจเจ็บปวด

เจ็บปวด...เพราะหญิงสาวอันเป็นที่รัก ไม่สามารถจดจำเรื่องราวของเขาได้ แม้ปากจะยืนยันว่า ไม่เป็นไรและเขาสามารถรอได้ แต่เธอก็พอจะรู้ว่า มันคงเป็นเรื่องที่ทรมานไม่น้อยแต่จะให้ทำยังไงได้ ในเมื่อเธอเองก็ไม่ได้อยากอยู่ในสภาพคนความจำเสื่อมนักหรอก

ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเลยดีไหมครับ เดี๋ยวคุณปู่ท่านจะรอ ติณห์ถามต่อ ดึงหญิงสาวให้หลุดจากภวังค์ความคิดตัวเอง

ดีเหมือนกันค่ะ ไปกัน...อ้าว! อาร์ทหายไปไหนแล้ว วันวิสาข์หันมองรอบตัวอย่างงุนงง เมื่อพบว่าเจ้าน้องชายหายตัวไปเสียเฉยๆ เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้เลย แปลกจริง

อาร์ทอาจจะไปซื้อน้ำหรืออะไรอยู่แถวนี้ก็ได้ ลองโทรตามดูสิครับ

หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของอีกฝ่าย จึงลงมือต่อสายหาเจ้าอาสาฬห์

อยู่ไหน อาร์ทเธอกรอกเสียงถามเมื่อได้ยินเสียงปลายสายพูด และเธอก็ต้องแทบคลั่งเมื่อเจ้าน้องตัวดีตะโกนกลบเสียงลมที่ดังอื้ออึงจากอีกฟากว่า

อยู่ในรถสองแถว!”

รถสองแถวเหรอ เดี๋ยวสิ! นี่มันอะไร แกจะไปไหนฮึ

กลับบ้านไปหาคุณปู่ไง จะให้ไปไหนได้

 แล้วทำไมไม่รอกลับพร้อมพี่

อาร์ทปวดฉี่ จะรีบกลับไปเข้าห้องน้ำ เลยออกมาโบกรถกลับก่อน

เหตุผลซึ่งฟังดูไม่เข้าท่าเลยทำให้คนฟังถึงกับหน้างอ

ห้องน้ำอะไร ที่สนามบินก็มีไม่ใช่เหรอ

ก็อาร์ทไม่ชอบ แปลกที่ ฉี่ไม่ออก เออน่า อย่าถามมากเลยพี่ พี่ทำตัวเหมือนแม่เข้าไปทุกทีแล้วนะ

เชอะ...แล้วใจคอจะทิ้งพี่ไว้คนเดียวใช่ไหม จะกลับก็ไม่ชวนสักคำ

เอาน่า เจ๊ก็กลับกับพี่ติณห์ไง นั่งรถเก๋งดีแล้ว ไม่ต้องห่วงอาร์ทนะ อาร์ทกลับเองได้สบายมาก

เดี๋ยวสิ...

แล้วเจอกันที่บ้านคุณปู่นะพี่ บาย!”

ว่าแล้วปลายสายก็กดตัดสายโทรศัพท์ไปทันที ไม่รอให้เธอพูดอะไรต่อ

ให้มันได้อย่างนี้สิ เจ้าน้องคนนี้นี่!

อาร์ทว่ายังไงบ้างเหรอ เขาอยู่ที่ไหน

วันวิสาข์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ หย่อนโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า

อาร์ทโบกรถกลับบ้านไปแล้วล่ะค่ะ

อ้าว...

เห็นว่าจะรีบกลับไปเข้าห้องน้ำอะไรไม่รู้ หญิงสาวย่นจมูกอย่างไม่ชอบใจ เจ้าอาร์ทนี่ไม่เอาไหนจริงๆ เลย แวบมาแวบไป ไม่เคยบอกกันสักคำ

ติณห์หัวเราะในคอ

เด็กก็อย่างนี้แหละ วัยรุ่นใจร้อนนึกอยากทำอะไรก็ปุบปับทำเสียอย่างนั้น น้องผมเองก็เป็น ตามความคิดไม่เคยทัน มันเป็นเรื่องธรรมดาน่ะ ซ่าอย่าไปว่าอาร์ทเลย เดี๋ยวก็ได้เจอกันที่รีสอร์ทคุณปู่แล้วล่ะ

อืม นั่นสินะคะ

ถ้างั้นเราไปกันเถอะ เชิญทางนี้เลยครับ รถจอดอยู่ด้านนี้ ยิ้มหวานพลางผายมือเชื้อเชิญอีกฝ่าย วันวิสาข์ยิ้มแห้ง ก่อนจะเดินตามคนร่างสูงออกไปยังลานจอดรถทางด้านนอก

 

รถยนต์ของติณห์นั้นก็ดูภูมิฐานไม่ต่างอะไรจากเจ้าของสักเท่าไร รถยุโรปราคาแพงสีบรอนซ์เงิน เรียบแต่หรูบ่งบอกถึงรสนิยมชั้นดีของคนขับอย่างชัดเจน

คุณรู้ทางไปรีสอร์ทคุณปู่ใช่ไหมคะ หญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับเอ่ยถามอย่างต้องการความมั่นใจเล็กน้อย ในขณะที่อีกฝ่ายหัวเราะในคอ พยักหน้าขรึม

รู้สิครับ ตั้งแต่รู้ว่าคุณจะมาอยู่ที่นี่ ผมก็มาเซอเวย์เส้นทางเป็นอย่างดีแล้ว รับรองว่าพาคุณถึงจุดหมายโดยไม่หลงอย่างแน่นอน

วันวิสาข์ร้องตอบรับอือออในคออย่างเข้าใจ

แขนของคุณหายดีแล้วเหรอคะ

นั่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะถามขึ้นมาอีก เมื่อเห็นสารถีหนุ่มหักเลี้ยวพวงมาลัยไปตามถนนคดเคี้ยวอย่างคล่องแคล่ว ครั้งก่อนที่พบกันตอนที่ติณห์แวะมารับเธอออกจากโรงพยาบาล เธอยังเห็นเขาต้องเข้าเฝือกดามแขนที่หักเอาไว้อยู่เลย

ครับ คุณหมอเพิ่งให้ถอดเฝือกออกได้เมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เอง

ดีจังเลย คุณหายดีแล้ว ฉันเองก็พลอยดีใจไปด้วย

ใบหน้าคมของชายหนุ่มมีรอยยิ้มประดับ สบตาคนข้างกาย

แล้วซ่าล่ะ ตอนนี้ยังเจ็บตรงไหนอยู่อีกหรือเปล่า

โอ๊ย...ไม่แล้วล่ะค่ะ ตอนนี้ฉันออกจะแข็งแรง

แน่ใจเหรอ?”

แน่สิคะ คุณไม่เชื่อเหรอ เอ๊ะ หรือหน้าฉันยังโทรมดูเหมือนคนป่วยอยู่

ติณห์หัวเราะร่วน พลางส่ายหน้าไปมา

ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ

แล้วยังไงล่ะคะ

สารถีหนุ่มหยุดเสียงหัวเราะตนเองลง พริบตาหนึ่งที่เธอมองเห็นประกายความเศร้าบนดวงตาของเขาอย่างชัดเจน

พูดตรงๆ ผมไม่อยากจะเร่งเร้าคุณมาก แต่บางทีก็อดนึกไม่ได้ว่า ถ้าหากคุณกลับมาแข็งแรงเป็นปกติอย่างเดิมก็คงจะดีไม่น้อย...เป็นผู้หญิงคนเดิมที่ผมเคยระ...

มือหนาเอื้อมมาหมายจะแตะบนมือบาง หากแต่อะไรบางอย่างทำให้หญิงสาวขยับมือของตนหนีห่างในวินาทีนั้น

ดวงตาของชายหนุ่มหม่นวูบลง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระวังอารมณ์เจ็บปวดที่พุ่งขึ้นมาเสียดแทงภายใน

เป็นผู้หญิงคนเดิมที่ผมเคยรู้จัก เขาพูดต่อจนจบเบาๆ หันหน้ากลับไปมองทางเบื้องหน้า ผมเพียงแค่อยากให้คุณแข็งแรง กลับเป็นปกติเร็วๆ

 ฉันขอโทษค่ะ เรื่องความทรงจำ แต่ฉัน...

ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมเข้าใจดีว่าซ่าเองก็ไม่ได้อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้หรอก ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง ถ้าคืนนั้นผมห้ามซ่าไม่ให้ขับรถได้ เราสองคนคงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้ เป็นเพราะผมแท้ๆ

อย่าโทษตัวเองสิคะ ไม่ใช่เพราะคุณหรอก เป็นเพราะฉันเองต่างหาก ฉันเอาแต่อารมณ์จนทำให้เกิดเรื่อง ตัวเองต้องเฉียดตายไม่พอยังพาคุณมาเจ็บไปพร้อมกับฉันด้วย ฉันนี่แย่จริงๆ ขอโทษด้วยนะคะ

 อย่าคิดมากเลย ซ่า มันเป็นอุบัติเหตุ อีกอย่างเรื่องมันก็ผ่านไปแล้วนี่นา เขาโคลงศีรษะไปมา ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ เรื่องอะไรที่มันเป็นอดีต เราก็อย่าไปรื้อฟื้นมันอีกเลย เพราะยังไงเราก็แก้ไขมันไม่ได้ ปัจจุบันต่างหากที่สำคัญกว่านั้น เรามาช่วยกันทำปัจจุบันให้ดีกว่าที่เป็นอยู่กันดีไหม

ดวงตาคมตวัดมามองยังใบหน้าหวานของอีกฝ่าย ก่อนจะเลื่อนสายตามาจับนิ่งบนสร้อยคอสีเงินบนลำคอขาวของหญิงสาว

จะสายไปไหมครับ ถ้าเราจะมาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง

หญิงสาวพูดไม่ออก ดวงตาเข้มที่ทอดมองมายังเธออย่างลึกซึ้งนั้นทำให้ลำคอของเธอแทบจะตีบตันไปหมดสิ้น

ผู้ชายคนนี้ใช่ไหม...ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยฝากหัวใจไว้กับเขา

มือบางเอื้อมไปแตะบนแหวนเงินบนลำคอตนเองอย่างลืมตัว

นะครับ ซ่า

ฉัน... ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างคุร่นคิดอยู่นาทีหนึ่ง ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจที่จะตอบตกลง

ก็ได้ค่ะ เราจะมาพยายามด้วยกันใหม่อีกหน

ใบหน้าขาวจัดของชายหนุ่มเปล่งประกายความสุขอย่างที่สุด

ขอบคุณนะครับ ซ่า ขอบคุณที่ให้โอกาสกับผมอีกครั้ง

หญิงสาวส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะหันหน้ากลับไปชมทิวทัศน์ของต้นไม้สองข้างทางต่อ มือบางยังไม่คลายจากของล้ำค่าบนลำคอของตนเอง

You’re all my dreams.

อักษรข้อความบนแหวนสะท้อนประกายแสงแดดยามสาย จารึกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกบนหัวใจของเธอเอง

ถ้าครั้งหนึ่งเธอเคยมอบหัวใจให้แก่เขา คงจะไม่ผิดอะไร ถ้าจะลองฝากหัวใจให้ผู้ชายคนนี้ คนที่เคยเป็นความฝันทั้งหมดทั้งปวงของเธอดูแลอีกสักครั้ง!



Mignonne 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

747 ความคิดเห็น

  1. #496 ♥Sangmoei (@0834141478) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2553 / 19:04
    ซ่าตัดสินใจอย่างนี้ระวังจะมาเสียใจทีหลังเน้อ
    #496
    0
  2. #219 พันดารา (@pundara) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2552 / 05:25
    เอ่อ...ซ่าพกไปแต่ขนมจะดีเหรอ

    ว่าแต่อย่าบอกนะว่านายเทวดาปากร้ายมาอยู่ที่นี่น่ะ หุๆๆ(หัวเราะชั่วร้าย)
    #219
    0
  3. #141 เมทัล (@metal) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 มกราคม 2552 / 10:08
    ฮ่าๆ ระหว่างคุณชายสุภาพขนาดนี้ กับเทวดาปากเบา จะเลือกคนไหน

    พี่ค้นหาเรื่องเกี่ยวกับเทวดานานมั้ยคะ ขยันมากๆค่ะ
    #141
    0
  4. #140 Peachgal (@Peachgal) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มกราคม 2552 / 16:34
    รออ่านต่อแล้วค่า
    #140
    0
  5. #139 tukta (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มกราคม 2552 / 15:36
    ขอเดาว่าเป็นภพภูมิใช่ปะที่จุ๊จุ๊บซ่า แล้วที่ซ่าชนนะเป็นต้นไม้ของภพภูมิ
    #139
    0