ลิขิตรักฉบับสวรรค์ (สนพ.ยาหยียาใจ ในเครือ ณ บ้านวรรณกรรม)

ตอนที่ 57 : บทที่ 55: ยืนหยัด (อันนี้เป็นบทแทรกที่หายไปในหนังสือค่ะ ระหว่างบทที่ 22-23 ในเล่ม 2/2 อ่านกันที่นี่)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 614
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    14 ต.ค. 55

เนื่องจากหนังสือลอตแรกๆ นั้นทางสำนักพิมพ์ได้มีปัญหาทางด้านอาร์ตเวิร์คตอนรวมเล่มผิดพลาดค่ะ ทำให้เนื้อเรื่องหายไปบทหนึ่งเลย :( แต่ลอตหลังๆ จะมีการแก้ไขแล้ว ดังนั้นผู้เขียนเลยหาทางออกปัญหานี้ ด้วยการลงบทที่หายไปนี้ไว้ให้สำหรับแฟนหนังสือที่ได้ซื้อในลอตแรกไปได้เข้าใจ อาจจะงงกับเนื้อเรื่องได้ค่ะ

ดังนั้นเมื่อคุณอ่านมาถึงเล่ม 2-2 หลังจากจบบทที่ 22 แล้ว ก่อนจะขึ้นบทที่ 23 ให้อ่านบทนี้ก่อนนะคะ จะได้ไม่งง ขอบคุณและขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ



บทที่
55 ยืนหยัด

ร่างสูงหยุดฝีเท้าตนเองลงที่หน้าวิมานสวยงามใหญ่โตแห่งหนึ่ง ราวกับรับรู้การมาถึงของเขา เจ้าของวิมานส่งเสียงเชิญชวนให้เขาเข้ามาด้านใน “เข้ามาสิ ท่านสรรปะ”

 เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว เทพหนุ่มจึงก้าวข้ามเขตสาธารณะไปในวิมานส่วนตัวของบุญญา แม้จะอยู่ในช่วงถูกกักบริเวณอยู่ ทว่าเนื่องด้วยเป็นเทพชั้นผู้ใหญ่ซึ่งได้รับความนับถืออย่างมาก อีกทั้งเคยทำประโยชน์แก่สวรรค์นับไม่ถ้วน จึงได้รับอภิสิทธิ์ในการอยู่ในวิมานส่วนตนได้ค่อนข้างเสรีเกือบเช่นปกติ ซึ่งนั่นทำให้สรรปะนึกดีใจไม่น้อย เขาคงรู้สึกแย่กว่านี้ หากบุญญาถูกจองจำแบบนักโทษ เพียงถูกใส่ร้ายตราหน้าว่าเป็น ขี้ขโมย ก็นับเป็นเรื่องหนักเอาการอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาล่ามโซ่ตรวนกันอีกหรอก เท่านี้เขาก็รู้สึกผิดบาปแทบแย่ ที่มีส่วนให้เทพผู้นี้ตกที่นั่งลำบาก ชุดโต๊ะเก้าอี้ทำด้วยทองคำตั้งแวววาวเรืองแสงอวดความงดงามอยู่กลางวิมาน เก้าอี้แทบทุกตัวแน่นขนัดถูกยึดครองด้วยเทพยดาชั้นผู้ใหญ่หลายองค์ หลายองค์ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่เคยพบกันบ้างในเทวสภา แต่บางองค์เขาก็ไม่คุ้นนัก ทว่าทุกองค์ล้วนเป็นสหายของเทพบุญญาทั้งสิ้น

“เชิญนั่งก่อน” บุญญายิ้มทักทาย ผายมือลงบนเก้าอี้ว่าง เมื่อเห็นสรรปะยืนเก้ๆ กังๆ อยู่อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรก่อนดี เมื่อได้รับสัญญาณว่านั่งได้ เขาจึงค้อมศีรษะทักทายเทพทุกองค์ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่าง ณ สุดปลายโต๊ะข้างเทพบุญญา

“ท่านคิดดีแล้วใช่ไหม ท่านสรรปะว่า ท่านต้องการเช่นนี้จริงๆ” เทพชราถามย้ำอีกครั้ง และก็ได้รับการพยักหน้ามั่นใจเป็นการตอบรับ

“ข้าแน่ใจ ที่ผ่านมาข้าขลาดเขลามานาน ไม่กล้าจะสู้เพื่อความถูกต้อง ได้แต่มองผู้บริสุทธิ์ถูกทำร้ายรังแกมาตลอด แต่บัดนี้ข้ากล้าหาญพอจะยืนหยัดเพื่อต่อสู้กับมัน” สรรปะรู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมาทางเขาอย่างไม่วางใจ เทพในที่นี้แม้จะถูกเชิญมาเป็นสักขีพยานในการรับฟังความจริงที่เขาจะเล่าก็ตามที ทว่ายังมีหลายองค์ที่ยังคลางแคลงใจในการกลับใจของเขา คงคิดว่า เขาอาจจะมีแผนร้ายอะไรบางอย่างซ่อนอยู่อีก ช่างเถิด พวกเขาจะคิดอย่างไรก็ตามใจ เขารู้ว่าตนเองกำลังพูดเรื่องจริง ไม่ได้โป้ปดเท่านั้นก็พอแล้ว

“หลังจากวันนี้ไป ท่านจักไม่เสียใจภายหลังใช่ไหม ท่านก็คงทราบ เรื่องที่ท่านกำลังจะกล่าวต่อไปนี้ จักเป็นหลักฐานแน่นหนาที่จักมัดตัวท่านเอง ไม่เพียงเทพเมฆินหรืออัปสรรัตติยา แต่ท่านก็จักพลอยเดือดร้อนเช่นกัน” บุญญาถามเสียงนุ่ม แววตาของเทพชรายังมีประกายอ่อนโยนเสมอ นั่นทำให้เขารู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

“ข้าทราบ แต่นั่นก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือสำหรับความผิดบาปของข้า แม้ว่าตัวข้าเองจักต้องเดือดร้อนไปด้วย ข้าก็มิกลัวเลย หากสิ่งนี้จักช่วยชำระความผิดบาปในใจของข้าให้เบาบางลง ข้าไม่เสียใจ” หากเขาจักเปลี่ยนใจ เขาก็คงเปลี่ยนใจไปตั้งแต่ตอนที่เทพเมฆินมาขอร้องเขาเมื่อคราวก่อนแล้ว เมฆินคงจะหวาดกลัวถึงขีดสุด เทพผู้เย่อหยิ่งเช่นนั้นจึงได้ลงทุนคุกเข่าอ้อนวอน แต่นั่นไม่ได้มีความหมายใดเลยสำหรับเขา การอ้อนวอนหรือการพร่ำขอโทษแทนรัตติยาของเมฆินไม่ได้ทำให้เขาใจอ่อน ตรงกันข้ามกลับทำให้รู้สึกเวทนาสหายเท่านั้น

“ได้โปรดเถิด สรรปะ ใจคอท่านจักปล่อยให้ข้าตกภูมิสวรรค์อย่างนั้นหรือ อนาคตของข้าอยู่ในกำมือของท่าน ท่านจักใจดำทิ้งขว้างมันลงเชียวหรือ ท่านทำได้อย่างไร!

สรรปะเม้มริมฝีปากแน่น เบือนหน้าหนีแววตาเว้าวอนของเมฆิน “อนาคตของท่านไม่เคยอยู่ที่ข้า แต่อยู่ในมือท่านเองมาตลอด ท่านเมฆิน ท่านเคยทำอะไรไว้ ผลนั้นก็จักย้อนคืนมาสู่ตัวท่านเองในที่สุด”

“ท่านสรรปะ! ไฉนเลยท่านจึงไม่นึกถึงมิตรภาพของเราบ้าง ข้านึกว่าข้าเป็นสหายของท่าน”

“ข้าเองก็เคยเข้าใจผิดเช่นนั้นมาตลอด” เขาปลดมือเทพเมฆินออกจากขาของตนเองอย่างไม่ใยดี “ทว่าข้าคงลืมนึกไป สหายต้องไม่หลอกใช้ซึ่งกันและกัน” ตั้งแต่คราวนั้นเมฆินก็ไม่เคยมาพบเขาอีก คงเพราะรู้ดีว่า ไม่อาจชักจูงให้เขาเปลี่ยนใจได้ ไม่รู้ว่าเมฆินจะมีแผนการอย่างอื่นอีกหรือไม่ ทว่าเขาเองก็มิกลัว ไม่ว่าเมฆินจะทำอะไรร้ายอาจอย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจเขาได้อยู่ดี นี่เป็นโอกาสเขาแล้วที่จักได้ล้างความผิดบาปของตนเองที่สั่งสมมานาน

 “ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นจะรอช้าอยู่ใย เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า” เทพราชวัตรกล่าวบ้าง ในขณะที่เทพสรรปะดึงตนเองออกจาภวังค์ความคิด พยักหน้าขรึม บรรยากาศเมื่อครู่ที่ว่าอึมครึมแล้วกลับเทียบไม่ได้เลยกับในวินาทีนี้ ความเครียดเขม็งแผ่ซ่านทุกอณูในอากาศ คงเพราะเทพยดาทุกองค์ล้วนรู้ว่า สรรปะกำลังจักทำอะไรเพื่อยืนยันในความบริสุทธิ์ใจของตนเอง “ความจริงแล้วข้าก็ไม่นึกว่า ต้องถึงขนาดทำเช่นนี้ แต่อย่างว่าล่ะนะ เพื่อคลายข้อคลางแคลงใจของพวกท่านซึ่งให้เกียรติมาร่วมเป็นสักขีพยานทั้งหลาย เทพสรรปะจึงยินดีใช้มนตร์กับตัวเขาเอง เพื่อยืนยันว่า สิ่งที่เขากำลังจักพูดต่อไป เป็นเรื่องจริงทั้งหมด” ราชวัตรเอ่ยนำ จ้องมองมาทางสรรปะที่ยังรักษาท่าทีสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เขาผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงยืนยัน

“ไม่มีใครบังคับให้ข้าทำเช่นนี้ ข้ารู้ว่ามันเสี่ยง แต่ข้ายินดีพิสูจน์ตนเองให้พวกท่านเห็น ข้าทราบดีว่า สถานะของข้ามันน่าสงสัยเพียงใด ไม่แปลกที่พวกท่านจักไม่วางใจ วิธีนี้จึงดีที่สุด ทุกท่านจักได้เห็นด้วยว่า สิ่งที่ข้าจักพูดต่อไปนี้ ไม่ได้โป้ปดแม้สักคำ”

“ท่านไม่จำเป็นต้องเสี่ยงตนเองขนาดนี้ เพียงคำกล่าวเฉยๆ ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้มนตร์นั่นอีก เพราะมันอาจทำให้ท่านเกิดอันตรายได้” บุญญาเอ่ยปรามขึ้นมาอีก ทว่าเทพซึ่งอ่อนวัยกว่ากลับไม่ยอมฟัง

“มันเป็นความต้องการของข้าเอง อีกอย่างข้าจักกลัวไปใย ตราบใดที่ข้าเอ่ยคำจริง มนตร์อันทรงพลังก็ทำอันตรายอะไรข้าไม่ได้” สรรปะตัดบทเพียงเท่านั้น เป็นอันสิ้นสุดข้อคำถามทุกประการ เขาเอนหลังลงกับพนักเก้าอี้ หลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธิ ก่อนจะพึมพำคาถาบางอย่างออกมา รวดเร็วจนน่าอัศจรรย์เส้นด้ายทองคำปรากฏขึ้น ดั่งเถาวัลย์ที่มีชีวิตมันลามเลียรุกล้ำไปตามข้อมือ รัดตรึงเขาให้นั่งติดเก้าอี้ ส่วนอีกเส้นก็ลามไปตามลำคอของเทพหนุ่ม แล้วพอสิ้นคำบริกรรมคาถาเส้นด้ายทองคำคมกริบก็พันรอบลำคอของเทพหนุ่มอย่างแน่นหนา สรรปะค่อยๆ ลืมตา เป็นสัญญาณว่าเขาพร้อมจะพิสูจน์ตนเองแล้ว เทพทุกองค์ในห้องล้วนแต่จ้องมองเขาเป็นตาเดียว ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว วินาทีนี้เส้นด้ายแห่งวจีได้พันผูกเทพสรรปะเอาไว้แล้ว มนตร์โบราณน่าเกรงขามที่ซึ่งแม้แต่เจ้าของก็ไม่อาจโกหกได้ หากแม้นหลุดคำปดออกมาเพียงคำเดียว เส้นด้ายคมกริบนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นเพชรฆาตลงดาบอย่างไม่ปรานี “ข้าพร้อมแล้ว” แม้ร่างกายจะเกร็งหน่อยๆ ก็ตาม แต่น้ำเสียงที่เทพหนุ่มเปล่งออกมาช่างมั่นใจและเต็มไปด้วยความอาจหาญไม่น้อย เขามองดูเหล่าเทพทั้งหลายเพื่อรอคอยให้ใครสักคนถามคำถามกับเขา และก็ไม่ต้องรอนาน เทพราชวัตรเปิดประเด็นคำถามแรกทันที

“เทพสรรปะ เทพประจำระดับหก ท่านมาที่นี่เพื่อบอกเล่าความจริงที่ท่านรู้ ลบล้างมลทินผู้บริสุทธิ์ใช่หรือไม่”

“ใช่” สรรปะตอบทันควัน “ผู้บริสุทธิ์ทั้งสอง”

“เช่นนั้นเรามาพูดถึงเรื่องของเทพบุญญากันก่อน ในความผิดข้อหาลักขโมยดอกอสาพตี ท่านอยากพูดว่าอย่างไรบ้าง”

“เทพบุญญาไม่ได้ขโมยดอกอสาพตี เขาบริสุทธิ์” เทพหนุ่มพูดอย่างชัดเจน รู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมายังเส้นด้ายรอบลำคอของเขา คงกำลังลุ้นว่ามันจะบั่นคอเขาขาดเมื่อใด “ข้าจำต้องใส่ร้ายเขาในการประชุมเทวสภาอย่างไม่มีทางเลือก ข้ารู้สึกละอายใจเหลือเกิน ตอนนั้นข้าถูกบีบบังคับจนไร้ทางเลือก”

“ใครบีบบังคับท่านให้ทำเรื่องน่าละอายเช่นนั้น จงบอกพวกเรามา”

“จักมีผู้ใดได้ นอกจากอดีตสหายของข้าเอง เทพเมฆิน” พอสิ้นคำพูดของเขาไม่ทันไร ก็เกิดเสียงฮือด้วยความโกรธแค้นของเหล่าเทพผู้ร่วมฟัง หลายองค์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ทุบโต๊ะดังปังพร่ำพูด ร้ายกาจนักไม่ขาดปาก “เขาเป็นผู้ที่ขโมยดอกอสาพตีไป โดยโยนความผิดให้เทพบุญญา เพราะเขาต้องการกำจัดเสี้ยนหนาม หวังจักเป็นใหญ่ในภูมิสวรรค์แต่เพียงผู้เดียว ข้าทราบดีและเห็นมากับตา”

“ใจเย็นก่อนทุกท่าน นั่งลงก่อนเถิด” บุญญาปรามเพราะเทพชั้นผู้ใหญ่หลายองค์หัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อรู้ความจริงว่า ถูกเทพเมฆินหลอกมาตลอด พอได้ฟังน้ำเสียงสุขุมเยือกเย็นของบุญญาแล้ว บรรยากาศจึงเริ่มเข้ากลับสู่ความสงบอีกครั้ง ราชวัตรจึงดำเนินการไต่ถามต่อไปได้

“เอาล่ะ ถ้าทั้งหมดที่ท่านพูดเป็นเรื่องจริง ซึ่งข้าก็คิดว่ามันจริงล่ะนะ เพราะมิเช่นนั้นคอของท่านคงขาดกระเด็นไปแล้ว ก็แสดงว่าท่านร่วมมือกับเทพเมฆินใส่ร้ายเทพบุญญาใช่หรือไม่”

“เมฆินบีบบังคับข้า ข้าต้องยอมรับว่าตนเองตอนนั้นขลาดเขลาเกินกว่าจักต่อกรกับความอยุติธรรม ข้าไม่กล้าขอรับการอภัยจากพวกท่านหรอก ข้าเพียงแต่อยากให้พวกท่านรู้ว่าข้าเสียใจกับสิ่งทีได้กระทำลงไป”

“ฟังดูเหมือนคำแก้ตัวยังไงพิกล” ราชวัตรเปรยลอยๆ แต่ก็ต้องเงียบไปเมื่อเห็นสายตาของสหาย บุญญายกมือขึ้นห้ามอย่างไม่อยากให้ต่อว่าสรรปะไปมากกว่านี้

“ทุกคนควรจักได้รับโอกาสสำนึกผิดอย่างเท่าเทียม ความกล้าที่จักยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาดเป็นความกล้าที่ยิ่งใหญ่ น่าชื่นชมไม่ใช่น่าติเตียน” ต้องยอมรับว่า แม้แต่ในนาทีนี้เทพบุญญาก็ยังเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ สรรปะรู้สึกดีใจที่เขาตัดสินใจไม่ผิด ดีเหลือเกินที่ได้มีส่วนช่วยเหลือเทพองค์นี้ให้พ้นมลทินได้

“อืม เป็นอันว่าทุกท่านก็ได้ทราบความจริงกันถ้วนหน้า เทพบุญญาเป็นผู้บริสุทธิ์มาตลอด และทั้งหมดเป็นแผนการสามานย์ของเทพเมฆิน เราได้ข้อสรุปกันแล้ว ทีนี้คงเอาเรื่องเข้าเทวสภาได้เสียทีกระมั้ง มีท่านใดอยากจะซักถามเรื่องใดอีกหรือไม่ ถ้าไม่มี เช่นนั้นก็

“ช้าก่อน ท่านราชวัตร” บุญญาขัดสหายซึ่งกำลังจะปิดการไต่ถาม “ข้าว่าเทพสรรปะคงยังมีอีกเรื่องที่อยากจักพูด ยังมีเทพอีกองค์ที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับข้าด้วย เมื่อครู่เทพสรรปะก็บอกชัดเจนว่า เขาต้องการล้างมลทินให้แก่เทพผู้บริสุทธิ์ทั้งสอง”

“โอ๊ะ จริงด้วย ข้าก็ลืมไปเสียสนิท” ราชวัตรเคาะศีรษะตนเองเบาๆ อย่างกับจะลงโทษในความขี้ลืมของตน พลางหันไปทางเทพหนุ่มซึ่งยังนั่งตัวตรง มีด้ายสีทองพันรอบลำคออยู่ “ท่านสรรปะ ท่านต้องการล้างมลทินให้แก่ผู้ใดอีกใช่ไหม ผู้นั้นคือเทพองค์ใด”

“เทพที่ถูกเนรเทศจากภูมิสวรรค์ไปแล้วอัปสรสิตา” ชื่อนี้ดูจะทำให้เทพทั้งหลายในวิมานตื่นตัว หันมามองเขาอย่างสนใจอีกครั้ง คงจะกระหายใครรู้ว่า เขาจะพูดอะไรเกี่ยวกับอัปสรผู้ซึ่งถูกตราหน้าว่า ขโมยธำมรงค์ล้ำค่าจากชายาองค์อมรินทร์ไป

“อย่าบอกนะว่ากรณีอัปสรสิตาก็เป็นเหมือนกับเทพบุญญาด้วย” เทพบางองค์เริ่มตั้งข้อสงสัย และก็ได้รับการยืนยัน เมื่อเทพหนุ่มผงกศีรษะ

“อัปสรสิตาก็ตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกับเทพบุญญา นางถูกใส่ร้าย แต่น่าเศร้าที่ข้าไม่มีโอกาสช่วยนางได้ทัน นางถูกเนรเทศเสียก่อน”

สีหน้าของเทพยดาทุกองค์ล้วนแปลกไป คล้ายกับตกใจจนไม่อยากจะเชื่อว่า ข่าวใหญ่ที่เป็นที่โจษจันกันมาตลอดหลายปีนี้กลับกลายเป็นแผนลวงอันแยบยลของใครบางคนที่ป้ายความผิดให้แก่ผู้บริสุทธิ์อย่างไม่นึกละอายใจ ถ้านี่เป็นความจริง ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว เพราะสวรรค์เนรเทศไปผิดตัว! “ใครมันผู้ใดที่กล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้ จงบอกมา!” ราชวัตรถามอย่างมีโมโห ในขณะที่สรรปะหลับตาลง อย่างกับจะข่มความรู้สึกเจ็บปวดไว้ภายในใจ

ทั้งรักและทั้งเกลียดช่างเป็นความรู้สึกที่ขมขื่นเสียจริง “อัปสรรัตติยา” เขาตัดสินใจเอ่ยออกมาในที่สุด ท่ามกลางเสียงฮืออย่างคาดไม่ถึงของเทพทุกองค์

“ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่า อัปสรรัตติยาทำเช่นนั้น”

“ทำไมจักไม่แน่ใจ เพราะข้าร่วมมือกับนางเอง” สรรปะขบริมฝีปากตนเองเสียจนเจ็บ แต่มันก็ไม่สามารถทำให้เขาลืมตราบาปที่ติดตัวได้เลย เพราะความรักแท้ๆ จึงทำให้เขาเห็นผิดเป็นชอบ ทั้งๆ ที่รู้เห็นความจริง แต่เขาก็ยังช่วยรัตติยาปิดบังมาตลอด เมินความถูกต้องและเสียงร่ำไห้ของผู้บริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามนั่นคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะที่เขาจะทำเพื่อสองพี่น้องคู่นั้น เทพหนุ่มกำมือตนเองแน่นจนเล็บจิกลึกลงไปในอุ้งมือ เขาเปลี่ยนไปแล้ว กล้าหาญและเข้มแข็งขึ้น ต่อจากนี้เขาพร้อมจะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง!


 

ฮึบ! อีกนิดเดียว! ร่างแบบบางในชุดผ้าไทยสีขาวบริสุทธิ์คุกเข่าที่ริมสระตั้งหน้าตั้งตาเอื้อมมือจนสุดแขนเพื่อคว้าสิ่งที่ต้องการ ใครจะคิดว่า ในอุทยานปุณฑริกวัน อุทยานของชาวสวรรค์ชั้นสูงจะมีใครทำเรื่องน่าขันอย่างการพยายามคว้าเก็บดอกรัตนอุบลกลางสระน้ำอยู่ด้วย ตามปกติแล้วอัปสรสาวทั้งหลายต่างก็พากันรักษาภาพลักษณ์ให้สง่างามกันทั้งสิ้น เห็นจะมีแต่อัปสรนางนี่ล่ะที่แปลกลงไปนั่งคุดคู้ที่พื้นไม่พอยังตั้งอกตั้งใจจะคว้าดอกไม้นั่นให้ได้โดยไม่สนใจรักษามาดใดๆ ราวกับเด็กตัวน้อยที่อยากได้ของเล่นยังไงยังงั้น เทพหนุ่มที่เดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์พอดีอดไมได้ที่จะหยุดมองอย่างสนใจ ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาเทพธิดาจอมซุกซนนี่เสียหน่อย

“มีอะไรให้ข้าช่วยไหม”

อัปสรสาวหันมองผู้มาใหม่ทันที ต้องยอมรับว่า ใบหน้าของเธอผุดผ่องงดงามราวกับภาพวาดในจินตนาการที่ไม่มีจริง ดวงตากลมโตคู่นั้นบริสุทธิ์สดใสแตกต่างไปจากดวงตาคู่ใดที่เขาเคยเห็น “ไม่เป็นไร ขอบคุณท่านมาก”

ปฏิเสธนิ่มๆ ก่อนจะหันไปคว้าดอกไม้ซึ่งชูช่อกลางน้ำต่อ ไม่ได้มีท่าทีสนใจแม้ว่าคู่สนทนาจะรูปงามเพียงใด นั่นทำให้เขารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เพราะอัปสรทุกองค์ที่เขาพบต่างก็พากันหลงใหลได้ปลื้มในความงามของเขาทั้งสิ้น เห็นจะมีแต่อัปสรนางนี่ล่ะที่ไม่ได้สนใจเขาเท่าไร นั่นทำให้เขาอยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้

“เจ้าคงอยากได้รัตนอุบล ให้ข้าช่วยดีกว่า”

หนนี้ดวงตากลมๆ หันมองเขาอย่างไม่ใคร่พอใจนัก ริมฝีปากบางสีกลีบกุหลาบเบ้ใส่เขาอย่างเอาเรื่อง “ข้ายังไม่เคยบอกสักคำว่า อยากได้ความช่วยเหลือ เชิญเถิดท่านเทพ”

เทพหนุ่มหัวเราะในคอ ไม่ยอมขยับแม้ว่าอีกฝ่ายจะออกปากไล่เขาแล้วก็ตาม “ทำไมไม่ใช้ฤทธิ์ มันง่ายกว่าเยอะ มัวทำอย่างนี้เมื่อไรจักเก็บดอกไม้ได้”

“ข้าไม่ชอบใช้ฤทธิ์โดยไม่จำเป็น เหล่าเทพยดาต่างก็พึ่งพาแต่ฤทธิ์วิเศษ ไม่แม้แต่ยอมขยับตัวกันด้วยซ้ำ ตัวข้าน่ะอยากพยายามด้วยตนเองมากกว่า” อัปสรสาวตอบเสียงขุ่น พยายามเอื้อมมือไปคว้าดอกบัวสวรรค์อีกครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จตามเคย เห็นอย่างนั้นคนที่คอยสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ก็อดไมได้ที่จะกระเซ้า

“ตัวก็เล็ก แขนก็สั้น อีกกี่ปีสวรรค์กันล่ะเจ้าถึงจักเอื้อมเก็บดอกไม้นั่นได้”

“ท่านนี่มัน…!” อัปสรสาวเขม้นมองใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ทว่าเขากลับไม่ได้เกรงกลัวสายตาของเธอ ตรงกันข้ามกลับชะโงกตัวออกไป ความได้เปรียบด้านสรีระทำให้เขาสามารถเด็ดเอารัตนอุบลสีชมพูดอกที่สวยที่สุดมาได้อย่างง่ายดาย

“เอ้า รับไปสิ เจ้าอยากได้ไม่ใช่หรือ” เขายื่นดอกไม้งามส่งให้ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับไว้ หนำซ้ำกลับหันมาถลึงตาใส่เขาอย่างไม่พอใจ

“ข้าไม่รู้ว่าท่านทำอย่างนี้ทำไม ข้าไม่เคยต้องการความช่วยเหลือจากท่าน”

“เจ้าก็แค่รับไว้ เหตุใดต้องโกรธด้วย” เทพหนุ่มเลิกคิ้วไม่เข้าใจ เมื่อมือบางของอัปสรสาวฟาดเปะปะมาใส่เขาอย่างอดรนไม่ไหว

“ข้าบอกแล้วว่า ข้าอยากพยายามด้วยตนเอง กำลังจักทำสำเร็จอยู่แล้วเชียวถ้าเพียงแต่ท่านไม่เข้ามายุ่งเสียก่อน ไปให้พ้นเลย!” ไม่เพียงพูดเปล่า ยังออกแรงดันร่างหนาให้ถอยออกไปเสียด้วย แต่เทพหนุ่มไม่ปล่อยให้เธอทำตามใจ คว้าหมับที่ข้อแขนเธอไว้

“เจ้าเป็นอัปสรประเภทใดกัน พิลึกเสียจริง เจ้าไม่พอใจเพียงเพราะข้าเก็บรัตนอุบลได้สำเร็จก่อนเจ้าเนี่ยนะ”

“ปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้!

“มีเหตุผลเสียบ้าง ข้าเพียงแต่อยากช่วยเจ้า แต่แทนที่จักขอบคุณ ไม่เลย กลายเป็นตำหนิข้าเสียอย่างนั้น ข้าไม่เข้าใจเจ้าจริงๆ”

“ข้าก็ไม่ได้ปรารถนาให้ท่านมาเข้าใจ ปล่อยข้า!” เธอดิ้นรนสะบัดตัวเร่าๆ และก็ได้ผล ข้อแขนของเธอเป็นอิสระในที่สุด เห็นอย่างนั้นก็ได้ใจไม่รอช้ารีบตั้งท่าจะยันร่างหนาให้หงายหลังไปให้พ้นทางเสียเลย โทษฐานที่มายุ่งไม่เข้าท่า ทว่าแทนที่เทพหนุ่มจะหงาย กลับกลายเป็นตัวเธอที่หงายหลังเสียเอง ราบกับออกแรงดันแผ่นหินซึ่งไม่สะดุ้งสะเทือนยังไงยังงั้น ท้ายที่สุดเธอก็ดันหล่นตูมลงไปในสระน้ำ ได้ยินเสียงหัวเราะขันจากเทพยดาที่เห็นเหตุการณ์ในบริเวณนั้นหลายองค์อยู่ ทว่าน่าแปลกนักที่เทพหนุ่มซึ่งเธอไม่ชอบขี้หน้ากลับไม่ได้หัวเราะไปด้วย เขาเพียงแต่ยิ้มน้อยๆ และยื่นมือมาเพื่อดึงเธอขึ้นจากน้ำ

“ไม่มีใครเก่งได้ตลอดหรอก อย่าหยิ่งที่จักรับความช่วยเหลือนักเลย”

อัปสรสาวหน้ามุ่ย แม้จะลังเลอยู่บ้าง ทว่าในที่สุดเธอก็ยอมรับความช่วยเหลือ ส่งมือให้เขาดึงขึ้นมาบนฝั่ง พริบตาหนึ่งที่เธอรู้สึกว่า มือนี้ช่างอบอุ่นอย่างน่าเหลือเชื่อ “ขอบคุณท่านมาก”

เทพหนุ่มยิ้มเรื่อ ในที่สุดแล้วเธอก็ยอมขอบคุณเขาจนได้สินะ เขารู้อยู่แล้ว ว่าอัปสรองค์นี้มีอะไรพิเศษมากกว่าอัปสรองค์อื่นๆ ที่เขาเคยพบ  ยิ่งพอเห็นรอยยิ้มมีชีวิตชีวาของเธอ ก็ทำให้รู้ซึ้งเลยว่า เธอนี่ล่ะ คือ คนที่จะมาเติมเต็มช่องว่างในหัวใจของเขา ต่อจากนี้เขาคงไม่เดียวดายอีกแล้ว “เกือบลืมไปเสียสนิท ข้ายังไม่รู้จักนามเจ้าเลย”

“นามข้าหรือ” อัปสรสาวยิ้มเขิน ไม่รู้เหตุใดเธอจึงไม่อาจทนมองดวงตาคู่นั้นได้นานเกินนาที ราวกับมีพลังลึกลับซึ่งอาจจะดูดกลืนเธอหายไปอีกโลก “ข้ามีนามว่า สิตา”

“ยินดีที่ได้รู้จักเจ้า อัปสรสิตา”

“เช่นกัน แล้วตัวท่านล่ะมีนามว่าอะไร”

เทพหนุ่มเผยอยิ้มอ่อนโยน ทัดดอกรัตนอุบลเข้ากับข้างหูของอีกฝ่าย “เรียกข้าว่า วาริธ”

 

สิตาชื่อนี้จะจารึกในหัวใจเขาชั่วนิรันดร์ ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ เขาก็จะมั่นคงต่อเธอเพียงผู้เดียว

วาริธชื่อนี้จะจารึกอยู่ในหัวใจของเธอชั่วนิรันดร์ ไม่ว่าสักกี่ภพกี่ชาติ เธอก็จะเป็นของเขาเพียงผู้เดียว

สิตา วาริธ เทพยดาที่มีความรักยิ่งใหญ่ต่อกัน แม้นอุปสรรคใดก็มิอาจขวางกั้น ใครเล่าจะรู้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นตำนานรักอมตะแห่งสรวงสวรรค์ เพราะแม้ในวินาทีสุดท้ายทั้งคู่ก็ไม่ยอมพรากจากกัน

“อัปสรสิตาไม่ได้ทำอะไรผิด ข้าไม่เชื่อว่านางจักขโมยของล้ำค่าของชายาองค์อมรินทร์ไป นางไม่มีวันทำเช่นนั้นแน่!” เทพวาริธพยายามยืนยันในเทวสภาอย่างที่สุด แม้ในวินาทีที่หลักฐานมัดตัวนางอันเป็นที่รักแน่นหนาแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่ยอมเชื่ออยู่ดี เขารู้ว่า มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ผิดพลาดไป ถ้าไม่ใช่เพราะความเข้าใจผิด ก็คงเป็นเพราะการใส่ร้าย!

“มีเหตุผลหน่อยเทพวาริธ ท่านยังจะเข้าข้างอัปสรสิตาไปใย เห็นอยู่ชัดๆ ว่าธำมรงค์ที่หายไปอยู่กับนาง ถ้านางไม่ได้ขโมย เช่นนั้นมันไปอยู่กับนางได้อย่างไร”

เทพวาริธกัดฟันกรอด รัตติยาไม่ยอมปล่อยสิตาไปง่ายๆ หล่อนลุกขึ้นโต้เถียงความบริสุทธิ์ของคนรักเขาตลอด และยืนยันแข็งขันว่า ตนและเทพอีกองค์ สรรปะ สามารถเป็นพยานได้ว่า สิตาเป็นผู้ลักลอบขโมยธำมงรงค์ไปเป็นของตนเองจริงๆ

“ข้ากับท่านสรรปะเห็นมากับตาตนเอง อย่าปฏิเสธอยู่เลย ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ”

“ข้าไม่ได้ขโมยอะไร ผู้ที่นำธำมรงค์นั่นมาให้ข้าก็คือท่านเองไม่ใช่หรือ อัปสรรัตติยา ท่านทำให้ข้าเข้าใจว่า ธำมรงค์นี้เป็นของที่วาริธมอบให้ข้า ข้าจึงได้เก็บมันไว้ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าธำมรงค์นั่นเป็นขององค์ชายา ถ้าพวกท่านทั้งหลายไม่เชื่อ ข้ายินดีใช้มนตร์เพื่อพิสูจน์ว่า ตัวข้าบริสุทธิ์ และข้าไม่ได้โกหก”

“ไม่จำเป็นต้องใช้มนตร์ให้เสียเวลา นาทีนี้ไม่มีเทพยดาองค์ใดเชื่อคำท่านแล้ว ในเมื่อหลักฐานและพยานมันฟ้องชัดเสียขนาดนี้ จักมีก็แต่เทพวาริธ คู่รักท่านนั่นล่ะที่พร้อมเชื่อคำมดเท็จของท่าน” รัตติยายิ้มเยาะ นัยน์ตาสวยเต้นระริก ยินดีที่กำลังจะกำจัดศัตรูหัวใจได้สำเร็จ และแล้วเธอก็บรรลุความปรารถนานั้น เพราะในที่สุดสิตาก็ถูกตัดสินลงโทษขั้นร้ายแรง เนรเทศตกจากภูมิสวรรค์ ทว่ามีอีกสิ่งที่อยู่นอกเหนือแผนการของเธอ ใครจะคาดถึงว่า ความฝันเธอต้องสลาย เพราะเทพวาริธจะยังหนีจากเธอไปอีก เขาเข้าเฝ้าองค์อมรินทร์ คุกเข่าขอร้องให้ท่านยินยอมให้เขาลงไปจุติด้วยอีกคน ทั้งที่บุญของตนยังไม่หมดด้วยซ้ำ!

“ท่านคิดดีแล้วหรือ บุญของท่านยังไม่หมด ท่านยังสามารถอยู่สุขสบายในสรวงสวรรค์ได้อีกยาวนานนัก ท่านจักยอมสละความสุขนี้เพื่อนางอันเป็นที่รักเชียวหรือ”

“แน่ใจขอรับ ความสุขใดๆ คงไม่มีความหมายหากไม่มีนาง ได้โปรดเถิด ขอให้ข้าได้ติดตามนางไปเพียงเท่านั้นที่ข้าต้องการ”

เมื่อขัดความปรารถนาอันแรงกล้าของอีกฝ่ายไม่ได้ องค์อมรินทร์จึงอนุญาตให้เขาลงไปจุติพร้อมกับนางในดวงใจ วาริธไม่สนใจเลย แม้เหล่าเทพยดาในสรวงสวรรค์จะพากันวิพากษ์วิจารณ์เขาว่าบ้าบิ่นอย่างไรก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือการได้อยู่ร่วมกับสิตาต่างหาก เขาตั้งจิตอธิษฐานด้วยบุญบารมีที่สั่งสมมา ขอให้เขาเกิดมาพานพบเธอผู้เป็นที่รักทุกภพทุกชาติไป

“ท่านนี่โง่เสียจริง” อัปสรสาวผู้ซึ่งตกเป็นจำเลยในเหตุการณ์พึมพำทั้งน้ำตา เมื่อทราบว่าคนรักตัดสินใจทำอะไรลงไป เขาตามเธอมาจนถึงทวารสวรรค์กุมมือเธอเอาไว้ไม่ปล่อย “บุญของท่านยังมี ท่านต้องอยู่ที่นี่ต่อ วาริธ ท่านไปกับข้าไม่ได้”

“ไม่ ข้าตัดสินใจแล้ว”

“คิดว่าทำเช่นนี้แล้ว ข้าจักประทับใจหรือ ไม่เลย มันยิ่งทำให้ข้ารู้สึกผิดที่ทำลายอนาคตของท่าน”

“สิตา อนาคตของข้าคือเจ้า” วงแขนแขนแกร่งรวบตัวเธอมากอดไว้อย่างอบอุ่น ก่อนจะประคองดวงหน้าหวานไว้และจุมพิตบนหน้าผากอย่างเปี่ยมรัก “ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าประทับใจ ข้าเพียงแต่อยากให้เจ้ารู้ ข้าไม่อาจอยู่ได้ หากไม่มีเจ้า”

หยดน้ำใสหลั่งรินจากนัยน์ตาคู่สวย เธอเผยอยิ้มทั้งน้ำตา เมื่อถึงเวลาอันสมควร เทพหนุ่มจึงจับจูงเธอตรงไปยังบ่อน้ำเล็กๆ ทางออกแห่งสรวงสวรรค์ เธอมองหน้าเขาผ่านม่านน้ำตาขมุกขมัวพยายามจดจำรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเขาให้ได้มากที่สุด เพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้พบกัน พอผ่านก้นบ่อนี้ไป ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิม เพราะทั้งเขาและเธอต่างก็จะเป็นคนใหม่ “แล้วเราจักได้พบกันอีกไหม”

“แน่นอน ยอดรัก เราต้องได้พบกัน จงเชื่อในโชคชะตา ในเมื่อหัวใจของเราต่างก็เป็นของกันและกันแล้ว ข้าเชื่อมั่น ไม่ว่าเราจักอยู่ห่างกันเพียงใด เราก็จักกลับมาเคียงคู่กันได้ในที่สุด หรือถ้าไม่ข้านี่ล่ะ จักออกตามหาเจ้าเอง”

อัปสรสิตาพยักหน้าทั้งน้ำตา บีบมือหนาเป็นเชิงตอบรับก่อนที่จะปล่อยร่างให้ด่ำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งซึ่งทอดนำสู่โลกที่ไม่คุ้นเคยพร้อมกันกับคนรัก “วาริธ ข้ารักท่าน”

“ข้าก็เช่นกัน” เธอยังได้ยินเสียงคนรักดังก้องอื้องอึงในหัว แม้ว่ากายทิพย์กำลังจะถูกบีบอัดให้หนักอึ้งราวกับกำลังจะแตกสลายก็ไม่ปาน “รักเสมอทุกภพทุกชาติไป”

 

หยดน้ำตาร้อนผ่าวที่ไหลซึมทำให้คนซึ่งนอนอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่น วันวิสาข์ผุดลุกขึ้นนั่ง หายใจหอบถี่เร็ว กวาดตามองเลิ่กลั่กไปรอบห้อง แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาทักทาย เมื่อตั้งสติได้จึงรู้ว่าเมื่อครู่ตนเพียงแค่ฝันไป“ประหลาดชะมัดฝันเมื่อกี้” พึมพำกับตัวเอง และก็ต้องหยุดความคิดตนเองลงเพราะสบนัยน์ตาคู่คม ภพภูมิลอยอยู่ที่ปลายเตียงกำลังจ้องมองที่เธออย่างเป็นห่วง

“เป็นอะไร ฝันร้ายหรือ” คิ้วเข้มเลิกคิ้วอย่างสงสัย เลื่อนลอยเข้ามาใกล้

หญิงสาวไม่แน่ใจว่าควรจะเริ่มต้นเล่าอย่างไรดี มันฟังดูเพ้อเจ้อพิกลที่จะเล่าเรื่องราวของคนที่เธอไม่รู้จัก สิตา วาริธ ตำนานรักแห่งสรวงสวรรค์ เธอไม่รู้จักพวกเขา แต่เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยผูกพันกับสองคนนี้อย่างไม่มีเหตุผลก็ไม่ทราบ

“กินมากไปเลยเก็บไปฝันเป็นตุเป็นตะน่ะสิ ทีหลังก็อย่านอนจนตะวันแยงตาสิคู๊ณ จะได้ไม่มีเวลาฝันแปลกๆ มากนัก” เทวดาหนุ่มเริ่มตั้งข้อสันนิษฐานไปเรื่อย แต่ก็ต้องเงียบไปเมื่อจู่ๆ มือบางของสาวเจ้าประคองดวงหน้าเขาให้หันมาเผชิญหน้าอย่างกะทันหัน ดวงตาคู่สวยหรี่ลงราวกับกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก

“แปลกจริงๆ” หลังจากพิจารณาเครื่องหน้าเขาอย่างละเอียดละออแล้วก็พึมพำออกมาไม่ขาดปาก น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของภพภูมิทำให้เธอนึกถึงใครบางคน เทพหนุ่มในฝันของเธอเมื่อครู่ไงล่ะ เธอยังจดจำน้ำเสียงเขาได้ ราวกับเขาเพิ่งมากระซิบข้างหูยังไงยังงั้น รักเสมอทุกภพทุกชาติไป

ภพภูมิเบือนหน้าหนีจากการสังเกตสังกาของสาวทันที คงไม่วางใจที่เธอมองเขาด้วยสายตาสงสัยระคนเคลือบแคลง “ขอร้อง อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้น มันทำให้ผมขนหัวลุก”

“ก็หน้านายน่ะสิ” วันวิสาข์ยังไม่หยุดจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าเขา “ฉันว่าหน้านายเหมือนคนที่ฉันเห็นในฝันเปี๊ยบเลย แปลกจัง เทพวาริธ”

“เทพวาริธอะไร หมอนั่นเป็นใคร ผมไม่รู้จัก” เทวดาหนุ่มหน้าบึ้งขึ้นมาหน่อยๆ ราวกับไม่ต้องการให้เธอเอ่ยชื่อเทพนุ่มองค์ใดนอกจากเขาขึ้นมา แต่หญิงสาวก็ยังไม่ยอมหยุดง่ายๆ หลังจากรับงานดีไซน์จากตาณวีเรียบร้อยแล้ว เกือบทั้งวันนั้นเธอมักจะหาโอกาสชำเลืองมองหน้าเขาบ่อยๆ หนำซ้ำยังเซ้าซี้ถามเขาอยู่เรื่อยว่า คุ้นชื่อเทพสิตา วาริธบ้างไหม

“ไม่! ผมไม่คุ้นชื่อสองคนนั้นเลย เลิกถามสักที ผมต้องทำงานนะ ได้โปรด!” ภพภูมิตัดความรำคาญไปด้วยการปฏิเสธท่าเดียว เพราะไม่เช่นนั้นแล้วลงเอยงานดีไซน์ของเขาคงมีแต่ชื่อของเทพสองค์นี้ล่องลอยอยู่เต็มกระดาษเป็นแน่ อันที่จริงเขาพอจะคุ้นชื่อสองคนนี้อยู่บ้างหรอก จำได้ลางๆ ว่าอนิลจะเคยพูดถึงตำนานรักอะไรสักอย่างของสองคนนี้ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก จะอย่างไร เขาก็มองไม่เห็นเหตุผลอยู่ดีว่า ตำนานรักในฝันข้ามภพข้ามชาติของวันวิสาข์จะช่วยให้งานเขาสำเร็จได้อย่างไร ฉะนั้นจึงไม่ควรใส่ใจ

 “เจ้าไม่เชื่อในโชคชะตาหรอกหรือ ในเมื่อหัวใจของเราต่างก็เป็นของกันและกัน ข้าเชื่อมั่น ไม่ว่าเราจักอยู่ห่างกันเพียงใด เราก็จักกลับมาเคียงคู่กันได้ในที่สุด” วันวิสาข์นึกถึงคำพูดของเทพวาริธในฝันขึ้นมา เลยอดไม่ได้ที่จะถาม “ภพภูมิ นายเชื่อในพรหมลิขิตหรือโชคชะตาบ้างหรือเปล่า”

เทพหนุ่มหัวเราะในคอ “พรหมลิขิตนี่หมายความรวมถึงการคุ้นหน้าคุ้นตากันด้วยหรือเปล่า”

“คุ้นหน้า? หมายความยังไงหรือ”

“ผมสงสัยมานานละว่า ทำไมผมถึงคุ้นหน้าคุณกับติณห์นัก ถ้าไม่ใช่เพราะอดีตชาติก็อาจเรียกได้ว่าพรหมลิขิตหรือเปล่า” ภพภูมิยิ้มล้อเลียน แต่หญิงสาวไม่นึกอยากจะขำสักเท่าไร

“ฉันว่าที่นายคุ้นหน้าพวกฉัน มันมีเหตุผลมากกว่านั้นนะ” วันวิสาข์ขบริมฝีปาก นึกถึงเหตุการณ์เมื่อสามเดือนก่อนขึ้นมาได้ “ก่อนที่ฉันจะมาภูแสนฟ้า ฉันกับคุณติณห์ประสบอุบัติเหตุ ขับรถชนต้นไม้นาย นั่นเป็นการพบกันครั้งแรกของเรา ฉันว่านั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมนายถึงคุ้นหน้าเรานัก”

ภพภูมิขมวดคิ้วเป็นปม

“อะไร คุณเนี่ยนะขับรถชนต้นไม้ของผม อย่าล้อเล่นน่า เป็นไปไม่ได้”

“เป็นไปได้สิ ต้นไม้ที่นายเคยประจำอยู่ไม่ได้ถูกมนุษย์ชนจนต้องย้ายมาศาลเจ้าพ่อเพทายหรือไง ฉันนั่นล่ะที่เป็นคนขับชนวิมานนายจนร้าว เหลือเชื่อชะมัดที่นายจำไม่ได้  ตอนนั้นนายยังออกมาตีหน้ายักษ์ใส่ฉันอยู่เลย แถมยังตามไปหลอนถึงโรงพยาบาลด้วย!

“คุณพูดอะไร ผมว่าคุณสับสนละ ผมไม่เคยไปหลอนคุณถึงโรงพยาบาลสักครั้งและยิ่งไปกว่านั้น คุณไม่ได้ขับชนวิมานของผมซะหน่อย” เขาว่าเสียงเข้ม ส่ายหน้าจริงจังมองดูเธอด้วยสายตาสงสาร คงจะคิดว่าเธอเพี้ยนสติกลับไปแล้ว “เท่าที่ผมจำได้ เราเพิ่งพบกันครั้งแรกที่ภูแสนฟ้านี่เอง”

หนนี้กลายเป็นวันวิสาข์เองที่หน้านิ่วคิ้วขมวด ถ้าเธอไม่ได้ขับชนวิมานของเขาแล้วเธอก็นึกไม่ออกเลยว่า จะไปขับชนวิมานของใครได้อีก คิดๆ ไปแล้วใบหน้าของคนในชุดขาวนั่นก็ไม่ได้ชัดเจนพอจะระบุตัวได้ว่าเป็นใครอยู่ดีนี่นา “แปลกจัง ถ้าอย่างนั้นฉันขับชนวิมานของใครล่ะ”

“ไม่รู้สิ อาจจะเป็นเทพดวงตกสักองค์ล่ะมั้ง” รุกขเทวดาหนุ่มไหวไหล่

“ถ้าไม่ใช่ฉัน งั้นใครเป็นคนขับรถชนวิมานของนายจนต้องย้ายเหรอ”

“ไม่ใช่รถ แต่เป็นซาเล้งบรรทุกขยะเต็มคันต่างหาก” เทวดาหนุ่มบอกเสียงเหนื่อยหน่าย “คุณก็รู้ว่า ต้นไม้ของเด็กฝึกหัดน่ะ บอบบางไม่ทนทานการกระแทก ไม่ต้องถึงกับรถยนต์ แค่ซาเล้งก็ทำเอาร้าวแยกไปทั้งวิมานแล้ว”

“ซะซาเล้งเนี่ยนะ”

“ใช่ มันไม่น่าขำหรอกนะที่วิมานหลังแรกของผมต้องพังเพราะซาเล้งน่ะ หยุดหัวเราะสักที”

หญิงสาวพยายามระงับอาการขำของตนไว้ได้มากที่สุด แม้จะหยุดหัวเราะแล้วแต่ก็ยังอดยิ้มไม่ได้อยู่ดี “ถ้าอย่างนั้นใครกันคือเจ้าของซาเล้งที่ขับชนวิมานนายล่ะ”

“ลุงแก่ๆ คนหนึ่งน่ะ คุณก็รู้จักนะ คุณลุงที่ทำงานอยู่ในรีสอร์ทภูแสนฟ้าไง”

วันวิสาข์ครุ่นคิดได้ไม่นานก็นึกออก ดูเหมือนลุงที่มีลักษณะอย่างว่าจะมีเพียงแค่คนเดียว หรือว่าจะเป็นลุงฉ่ำ!


 

Mignonne

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

747 ความคิดเห็น

  1. #698 GeniE (._. )CookiE ( ._.) (@neyon555) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 / 05:57
    เร่ืองนี้ซับซ้อนมากกกแต่ก็สนุกสุดๆไอเลย<br />
    #698
    0
  2. #697 ^ จู ^ (@inuko555) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 / 17:11
    ทำไมความจำเรื่องวิมานหลังแรกถึงไม่ตรงกันละ แล้วงี้ของใครจริงกันแน่ หรือวันวิสาเข้าใจผิดจริงๆ
    #697
    0
  3. #696 suket (@stupidjeab) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:37
    เราก็คิดว่าซ่าคืออัปสรรสิตาที่มาเกิดเมือนกัน น่าจะเป็นอย่างนี้แน่เลย
    #696
    0
  4. #693 pure_marble (@look_kaew_noi) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 14 มกราคม 2555 / 20:23
    อืม...ที่ ค.ห. ล่าง เสนอไว้ก็น่าคิดนะ ไม่รู้สินะ ยังไม่กล้าเดาอะไร
    ยังติดตามอ่านอยู่นะคะ แต่ไม่ช่วงไหนยุ่งๆ ก็ไม่ได้เม้น
    หน้าปกสวยดีค่ะ หนังสือออกแล้วใช่มั้ยค่ะ รออ่านๆ อยู่นะ ^ ^
    #693
    0
  5. #691 GeniE (._. )CookiE ( ._.) (@neyon555) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2554 / 22:28
    สงสัยว่าอัปสรสิตาคือซ่าไปเกิดใหม่ป่ะค่ะ ถ้ายังอยู่บนสวรรค์ยังไงก็ได้เจอกับภพภูมิ เดาเล่นๆนะค่ะ >___<
    #691
    0
  6. #688 ^ จู ^ (@inuko555) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2554 / 02:52

    #688
    0