ลิขิตรักฉบับสวรรค์ (สนพ.ยาหยียาใจ ในเครือ ณ บ้านวรรณกรรม)

ตอนที่ 35 : บทที่ 35: ข้อกล่าวหา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 885
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    23 พ.ค. 53

บทที่ 35 ข้อกล่าวหา

อาคารใหญ่โตอันเป็นที่ประชุมเทวสภาในวันนี้คราคร่ำไปด้วยเหล่าเทพยดาเช่นเคย แต่คราวนี้ไม่มีรอยยิ้มยินดีเหมือนเช่นวันที่รู้ผลการคัดเลือกองค์อมรินทร์องค์ใหม่อีกแล้ว ทุกใบหน้าล้วนเคร่งเครียด นั่งเรียงกันอยู่ในห้องกว้างขวาง ไล่ระดับลดหลั่นกันมาตามอาวุโส ทุกองค์ถูกเรียกตัวด่วนมาประชุมกันโดยพร้อมเพรียงเพื่อรับทราบปัญหา หาทางจับตัวผู้กระทำผิดที่บังอาจขโมย ของล้ำค่าแห่งสรวงสวรรค์มาลงโทษให้ได้

เหล่าเทพลุกขึ้น ค้อมศีรษะลงอย่างเคารพเมื่อประธานการประชุมเดินทางมาถึง องค์อมรินทร์องค์ปัจจุบันเคลื่อนกายเนิบนาบทว่าสง่างาม แม้จะชรามากแล้วแต่เนื้อกายกลับผุดผ่อง เปล่งประกายรัศมีสีเขียวจ้างดงาม ดวงตาเข้มทอดมองเทพทั้งหลายด้วยความเมตตา เมื่อตนเองนั่งลงแล้วจึงผายมือเป็นเชิงให้เทพองค์อื่นนั่งลงด้วย ใบหน้าผู้สูงศักดิ์สงบเยือกเย็น ทว่าแท้จริงแล้วคงร้อนใจอยู่ไม่น้อยที่ ของล้ำค่า ซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์ของตนถูกฉกชิงไปอย่างอุกอาจ

“สวัสดี ท่านเทพที่รักทั้งหลาย พวกท่านคงทราบแล้วว่า เหตุใดเราจึงต้องมารวมตัวกัน ณ ที่นี่วันนี้ ถึงอย่างนั้นข้าก็ต้องขอประกาศให้ทราบอีกทีอย่างเป็นทางการว่า บัดนี้ของล้ำค่าของสวรรค์ดอกอสาพตีของพวกเรา ได้ถูกเทพบางองค์ช่วงชิงไปแล้ว” เปล่งน้ำเสียงนุ่มนวล แต่จริงจัง กวาดสายตาไปทั่วทั้งห้องกว้างขวาง ที่ซึ่งเสียงซุบซิบด้วยความกังวลดังหึ่งๆ มากขึ้น“ข้าเรียกพวกท่านมาวันนี้ ใคร่จะขอความเห็นจากพวกท่าน รวมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาคราวนี้ มีเทพองค์ใดบ้างที่มีข้อเสนอดีๆ โปรดอย่านอนใจ รีบเสนอต่อที่ประชุม พวกเราจักได้จับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และรีบนำดอกอสาพตี อันมีค่าต่อจิตใจของพวกเราชาวสวรรค์กลับคืนมาโดยเร็ว”

แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นกลับไม่มีใครเสนออะไรที่เป็นประโยชน์มากไปกว่าการแสดงความกังวลใจ ตื่นตระหนกหรือแม้กระทั่งคร่ำครวญต่อการหายไปของดอกอสาพตีคราวนี้ อาจจะเพราะไม่มีใครคาดคิดว่า จะมีเทพองค์ใดคิดการใหญ่ อุกอาจไปขโขมยมันจริงๆ ก็ได้ จึงมีการวางเวรยามเฝ้าดูแลที่หละหลวม ส่วนหนึ่งก็เพราะเชื่อใจ ชาวสวรรค์คงไม่ทำตัวเยี่ยงมนุษย์!แต่แล้วก็ต้องพบว่า คิดผิดมีชาวสวรรค์บางองค์ที่ยังทำตัวเหมือนมนุษย์ ลักขโมยของสำคัญไปอย่างไม่กลัวโทษทัณฑ์ ชวนให้นึกถึงเรื่องเมื่อนานมาแล้ว

“เราประมาทและไว้ใจเหล่าเทพเกินไป” เทพร่างผอมแห้งองค์หนึ่งเอ่ยขึ้น “เราน่าจะมีมาตรการป้องกันที่ดีกว่านี้ ในเมื่อนี่ไม่ใช่หนแรกที่เกิดการขโมยเกิดขึ้น หวังว่าพวกท่านคงจำได้ กรณีของอัปสรสิตา ก็เกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน” เทพหลายองค์พยักหน้าเห็นด้วย กรณีของอัปสรขี้โขมย ลักลอบเอาธำมรงค์ของชายาแห่งองค์รินทร์ไปเป็นของตนเอง ท้ายที่สุดเมื่อถูกจับได้ จึงถูกเนรเทศจากสวรรค์ไปในที่สุด สวรรค์ควรจะเรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์เมื่อคราวก่อน ไม่ควรชะล่าใจ ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม

“ครั้งนี้ไม่ใช่ธำมรงค์ส่วนตัวของชายาข้า แต่เป็นของล้ำค่าแห่งสรวงสวรรค์ ที่เราทั้งหมดเป็นเจ้าของร่วมกัน เราจึงควรมาช่วยกันแก้ไขปัญหา เหล่าเทพที่เฝ้าดูแลต้นอสาพตีรายงานกับข้าว่า พวกเขาไม่เห็นตัวของเทพที่บุกเข้ามาและทำร้ายพวกเขาเลย ท่านบุญญา ไหนๆ ท่านก็ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่อจากข้า คงต้องเสนอความเห็นอะไรเสียหน่อย ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้”

เทพชราซึ่งเพิ่งได้รับการคัดเลือกมาหมาดๆ ลุกขึ้นยืน ค้อมศีรษะนอบน้อม เอ่ยวาจาฉะฉาน “จากที่ฟังดู ข้าคิดว่าคนที่บุกมาชิงดอกอสาพตีไปคราวนี้ คงเป็นเทพชั้นสูงที่มีฤทธิ์มากพอดู เห็นได้จากการที่เทพเฝ้าดูแลไม่สามารถมองเห็นตัวเขาได้ ในเมื่อเทพผู้เฝ้าอยู่เป็นเทพระดับสามและสี่ ฉะนั้นแล้วผู้ที่สามารถขโมยของและทำร้ายพวกเขาจนบาดเจ็บรุนแรงขนาดนั้นได้ จึงต้องเป็นเทพระดับสูง ชั้นห้าและหกเป็นแน่”

“จริงด้วย ท่านวิเคราะห์ได้ดี อย่างน้อยเราก็จำกัดวงได้แคบขึ้นแล้ว เทพระดับห้าและหกงั้นหรือ อืม แล้วท่านสงสัยใครเป็นพิเศษหรือไม่ ท่านบุญญา”

เทพบุญญาเก็บงำความคิด ด้วยการยิ้มละไม “ข้ามิบังอาจสงสัยใครได้หรอก เดี๋ยวจะเป็นการปรักปรำกันเกินไป เราคงต้องสืบหาให้แน่ชัดกว่านี้เพื่อจักได้จับตัวผู้กระทำผิดแท้จริงมาลงโทษได้ เราคงต้องรอ”

“ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องรอ!” เสียงหนึ่งโพล่งขึ้น และแล้วทั้งห้องประชุมก็พุ่งความสนใจไปที่ร่างสูงซึ่งเพิ่งมาสมทบ เทวดาหนุ่มค้อมศีรษะลงนอบน้อมทำความเคารพประธาน แล้วจึงกวาดสายตาไปมองรอบห้องด้วยแววตาพอกพอใจเป็นพิเศษ “จะรออะไรอีกเล่า ในเมื่อข้าได้เบาะแส ผู้ต้องสงสัยในคราวนี้แล้ว”

เกิดเสียงซุบซิบขึ้นในหมู่เทพยดา ประธานในที่ประชุมจึงต้องกระแอมกระไอขึ้นเพื่อปรามให้ทุกคนเงียบเสียงลง หันมองเทพหนุ่มผู้ซึ่งอ้างว่าได้เบาะแสอย่างสนใจ

“ท่านหมายความว่าอย่างไร ท่านเมฆิน เป็นความจริงหรือที่ท่านได้เบาะแสบางอย่างแล้ว”

“จริงขอรับ ข้ามิบังอาจโกหกท่านได้หรอก มิเหมือนเทพบางองค์แถวนี้ที่กล้าตีหน้าซื่อ โกหกท่านได้อย่างแนบเนียนนัก” ยิ้มเยาะ ไม่วายปรายตามองยังเทพคู่อริ แต่บุญญายังคงนิ่งสงบ มีแต่สหายข้างกายเขาเท่านั้นที่ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ

“ท่านพูดอะไร ท่านเมฆิน ท่านกำลังหาว่าสหายของข้าพูดปดมดเท็จกับองค์อมรินทร์งั้นหรือ ท่านอยากจะพูดอะไรกันแน่ ตอนนี้สวรรค์ของเรากำลังมีปัญหาใหญ่หลวงมากพอแล้ว ถ้าท่านไม่แนะนำอะไรดีๆ ล่ะก็ เชิญออกไปเสีย นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาเล่นหรือพูดส่อเสียดเหน็บแนมเทพองค์อื่น!

“ความจริง อย่างไรก็คือความจริงนะ ท่านราชวัตร ท่านน่าจะรู้ว่า สหายของท่านทำเรื่องเลวร้ายไว้เพียงใดต่อสวรรค์ของเรา”

“หมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจ!

“ไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจกันแน่ สหายของท่านนั่นล่ะที่เป็นตัวการเรื่องทั้งหมด เทพบุญญาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เหล่าเทพทั้งหลายมาประชุมกันในวันนี้ไงเล่า!” เทพเมฆินเปล่งเสียงชัดถ้อยชัดคำ ตวัดสายตาไปยังสหายสนิทที่นั่งตัวลีบที่มุมหนึ่งในห้อง เทวดาหนุ่มในอาภรณ์สีเขียวสะดุ้ง หลบสายตาวูบ เมื่อเห็นนัยน์ตาคมกริบของเพื่อน

“ผู้ฉลาดย่อมเห็นแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัว

 “สหายของข้าเห็นความจริงบางอย่างมา บอกพวกเขาไปสิ ท่านสรรปะ ว่าท่านเห็นอะไรบ้างในวันที่ดอกอสาพตีถูกขโมยไป จริงหรือไม่ที่วันนั้น ท่านบังเอิญอยู่ที่นั่นด้วย” สรรปะตัวสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ เขาเบือนหน้าหนี เม้มริมฝีปากแน่น คล้ายจะละอายใจในสิ่งที่ตนเองกำลังจะพูด

 “จริงหรือไม่ ท่านสรรปะ โปรดตอบข้าเถิด” น้ำเสียงเมฆินถามเยือกเย็น ทว่ากลับข่มขู่อยู่ในที

“จะจริง ข้าอยู่ที่นั่นด้วย ตอนเกิดเหตุพอดี”

“อ้า ดี ดีมาก ช่างพอเหมาะพอเจาะอะไรเช่นนี้ ข้าขอบังอาจถามสักนิด ท่านไปทำอะไรแถวอุทยานปุณฑริกวัณงั้นหรือ”

“ข้ามีธุระกับอัปสรองค์หนึ่ง เลยนัดนางมาพบเป็นการส่วนตัวที่อุทยาน ข้าเลยบังเอิญเห็น

“เห็นความจริงสินะ เทพตัวร้ายนั่นคงไม่รู้ตัวหรอกว่า ว่ามีใครบางคนแอบเห็นการกระทำอันสามานย์ของเขาทั้งหมด เอาล่ะ เทพที่ก่อเรื่องหนนี้เป็นใครกัน ท่านต้องเปิดเผยความจริง ท่านสรรปะ เห็นแก่สวรรค์ของเราเถิด สวรรค์จักนับถือในความกล้าหาญของท่าน”

นัยน์ตาของเมฆินดำมืดไร้ประกายสร้างความหวาดผวาให้แก่สรรปะได้มาก เขาหวนนึกถึงคำพูดของเมฆินในวันนั้น อย่างไรเขาก็ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องของอัปสรรัตติยาอีก “ข้าเห็นเทพชั้นสูงระดับหกเช่นเดียวกับข้า เขาคือ

“ใครหรือ โปรดบอกมาเถิด” หนนี้องค์อมรินทร์เป็นฝ่ายถามเองบ้าง สรรปะค้อมศีรษะลง เปล่งเสียงพูดโดยไม่มองหน้าใครทั้งสิ้นท่ามกลางเสียงฮือฮาจากหมู่เทพ

“เขาคือ เทพบุญญา!

 “สามหาวนัก เป็นไปไม่ได้!” ราชวัตรลุกพรวดขึ้นอย่างมีโมโห ทนไม่ไหวที่เห็นสหายถูกปรักปรำต่อหน้าต่อตา “ท่านบุญญา ไม่มีวันทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ได้ ท่านสรรปะ ท่านกำลังโป้ปด!

“ใจเย็นก่อนเถิด ท่านราชวัตร เห็นแก่องค์อมรินทร์ท่าน” บุญญาปรามสหายด้วยการกดมือลงที่บ่าเขา ราชวัตรสงบลงนิดนึง แต่ยังไม่ทิ้งท่าทีเอาเรื่องเหมือนเคย

“ให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเทพสรรปะกำลังใส่ร้ายท่าน เทพบุญญาจักไปทำเรื่องแบบนั้นทำไม มันไม่มีเหตุผลเลย เพ้อเจ้อที่สุด!

“ข้าไม่ได้เพ้อเจ้อ เป็นเรื่องจริงที่สหายของข้าอยู่ที่นั่นและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่มีเหตุผลอะไรเช่นกันที่เทพสรรปะจะกุเรื่องโกหกขึ้น”

“ใครจะรู้ว่าท่านทั้งสองคบคิดอะไรอยู่!

“คบคิดงั้นหรือ หึหึ อย่าพูดไม่รู้เรื่องดีกว่า บางทีท่านน่าจะเลิกเพ้อฝันว่าสหายของท่านเป็นเทพที่ดีได้แล้ว ในเมื่อความจริงก็เห็นอยู่ตรงหน้า เทพบุญญาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด เขาเป็นคนขโมยของล้ำค่าไปอย่างไร้ยางอาย!

“ท่านเมฆิน!” แม้จะถูกตวาดใส่ ถูกมองด้วยสายตาดุร้าย แต่เทพหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้านสักนิด นัยน์ตาดำมืดจับจ้องไปที่ใบหน้าศัตรูเพียงคนเดียว บุญญายังเยือกเย็น ทว่าประสานสายตานิ่งกับเขาอย่างไม่ยอมแพ้ เมฆินเผยอยิ้มหยันแก่ศัตรูที่กำลังเพลี้ยงพล้ำและกำลังจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูป บอกแล้วว่า เจ้าจักเสียใจที่ริอ่านเป็นคู่แข่งกับข้า ชัยชนะที่หอมหวาน ข้าจักไม่ปล่อยให้เจ้าได้ครอบครองนานนักหรอก!

“มีอะไรที่อยากจะกล่าวไหม ท่านบุญญา” แม้จะเริ่มกังวลแล้ว หากประธานที่ประชุมถามด้วยน้ำเสียงเมตตาเหมือนเคย

“มีมากมายขอรับ องค์ท่าน” บุญญาเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาจ้องนิ่งไปที่ใบหน้างดงามของอีกฝ่าย คิดอยู่แล้วเชียวเมฆินจักไม่ยอมพ่ายง่ายๆ “แต่ข้าคงไม่สามารถพูดอะไรได้ตอนนี้”

“แน่นอนว่าท่านคงจะอับอายจนพูดอะไรไม่ออกเป็นธรรมดา”

“ท่านเมฆิน บังอาจนัก! หากท่านพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะ…!

“ทำไม ท่านจะทำอะไรข้างั้นหรือ ท่านราชวัตร เอ้า เหล่าเทพยดาทุกท่าน โปรดดูเถิด” เทพหนุ่มผายมือไปรอบห้อง “ดูการกระทำของเทพองค์นี้ให้ดี จริตก้าวร้าว ข่มขู่โอหัง กิริยาช่างสมเป็นเทพชั้นสูงเสียนี่กระไร ดูเอาเถิดพวกท่าน!

“ท่านเมฆิน ท่านหยุดเดี๋ยวนี้!

“โบราณว่า คบคนเช่นใด ย่อมเป็นคนเช่นนั้น ท่าจะจริง แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ไม่ควรปกป้องสหายของท่าน ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาทำผิดอยู่ดี”

“สหายข้าไม่ได้ทำอะไรผิด เรื่องสามานย์พรรค์นั้น ถ้าเป็นท่านล่ะก็ไม่แน่ จริงไหม!

“แหม บังเอิญข้ามิใช่เทพที่ศีลธรรมดีแต่ปากเหมือนสหายของท่านเสียด้วย ข้าจักทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไงเล่า หึหึ”

“โอหังนัก ท่านว่าเช่นไรนะ!

“พอเถิด ท่านราชวัตร” บุญญารั้งสหายที่กำลังจะกระโจนใส่เมฆิน “อย่างนี้ล่ะ สักแต่ว่ามีปากก็พูดกันไป”

“ข้าไม่ได้พูดลอยๆ เสียหน่อย แต่ข้ามีผู้ที่เห็นเหตุการณ์มายืนยัน แล้วท่านจะปฏิเสธไปใย ถึงขนาดนี้แล้ว กล้าทำก็ต้องกล้ารับสิ”

“ข้าจักไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้น เพราะข้ามิได้ทำอะไรผิดอย่างที่ท่านกล่าวหา”

เมฆินปล่อยเสียงหัวเราะเย้ยหยัน กับน้ำเสียงแข็งกร้าวจริงจังของอีกฝ่าย แก่แล้วไม่อยู่ส่วนแก่ก็เป็นแบบนี้ล่ะ เทพหนุ่มหันไปรอบห้อง ประกาศก้องฉะฉาน “ดูเถิด เทพยดาเพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลาย  เทพบางองค์ไม่เคยมีคำว่าละอายใจอยู่ในสามัญสำนึก ขโมยของล้ำค่าไปเป็นของตนเองไม่พอ หนำซ้ำยังลอยหน้าไม่ยอมรับผิด ทั้งที่มีพยานรู้เห็นแท้ๆใจของเทพองค์นั้นทำด้วยสิ่งใดกัน ช่างชั่วช้าเกินหาใดเปรียบ! แล้วเช่นนี้พวกท่านจะไว้ใจให้เทพสามานย์นี้ให้ปกครองสวรรค์ของเราต่อไปได้อย่างไร ลองตรองให้ดีเถิด!

เหล่าเทพอึ้งกันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงซุบซิบปรึกษาหารือจะค่อยๆ ลามกระจายไปทั่ว

“ถึงจะอย่างนั้น ข้าก็ยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี จะเป็นไปได้ยังไงที่ท่านบุญญาจะทำเรื่องเลวร้ายขนาดนั้นได้” เสียงหนึ่งโพล่งขึ้นมา เมฆินกวาดตามองหาต้นตอของเสียงและก็พบ เจ้าของเสียงเป็นเทพรูปร่างสะโอดสะอง ใบหน้าขาวนวลสำอางค์จัดเกินชาย เมฆินเดินเข้าไปใกล้ ใช้สายตาเหยียดหยัน มองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า คงจะเป็นเทพชั้นผู้น้อยจัด เขาถึงไม่คุ้นหน้าคุ้นตา

“ท่านเป็นใคร”

“ข้ามีนามว่า มิ่งแมน เทพประจำภูมิสอง”

 “ภูมิสอง” ทวนคำเหมือนจะเหยียดกลายๆ ที่แท้ก็เทพชั้นกระจอก ไม่รู้ว่าจะเสนอหน้ามาประชุมในที่แห่งนี้ทำไมกัน แอบนึกอย่างหัวเสียหน่อยๆ ทว่ากลับฝืนยิ้มต่อ  “อ้า เยี่ยมยอดมาก ท่านเทพมิ่งแมน มีความเห็นอะไรจะเสนองั้นหรือ เชิญได้เลย”

มิ่งแมนรู้สึกไม่ชอบใจในน้ำเสียงและสายตาดูถูกของเมฆินอย่างมาก แต่ก็ยังพยายามระงับอารมณ์ไว้ก่อน “ข้าว่าเรื่องนี้มันแปลก ยังไงข้าก็ไม่คิดว่าท่านบุญญาจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ ลองคิดดู มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ท่านจะต้องลักขโมยดอกอสาพตีไปเลย นี่อาจจะเป็นแค่กลลวงของใครบางคนที่สร้างขึ้นมาเพื่อกำจัดศัตรูก็เป็นได้”

ดวงตาดำมืดแทบจะลุกเป็นไฟ เขาหันมองอีกฝ่ายอย่างดุร้าย แต่เมื่อตั้งสติได้ เขาจึงค่อยเผยอยิ้มแม้จะเป็นรอยยิ้มที่เฝือนไปบ้างก็ตามที “ท่านจะรู้อะไรเล่า ท่านมิ่งแมน เทพชั้นผู้น้อยก็เป็นอย่างนี้ นี่ล่ะที่ข้านึกสงสารพวกท่านเหลือเกิน ท่านและเพื่อนพ้องของท่านกำลังตกหลุมพรางในแผนการอันแยบยลของเทพวายร้ายที่มีดีแต่เปลือกนอก แต่เอาเถิด ข้าจะไม่ซ้ำเติมพวกท่านที่เลือกหัวขโมยขึ้นมาปกครอง เพราะข้ารู้ว่า ทุกคนย่อมผิดพลาด เห็นผิดเป็นชอบได้เสมอ พวกท่านไม่ได้เขลาเพียงไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของเทพบางองค์เท่านั้นเอง”

“ข้าคิดว่า พวกเราต่างก็มีความคิดมากพอที่จะแยกแยะได้เองว่า ใครมีเล่ห์เหลี่ยมกันแน่”

“ไม่ไม่ ท่านคิดว่าตนเองแยกแยะได้ แต่แท้จริงแล้วทำไม่ได้หรอก อนิจจา เทพเรารู้หน้าไม่รู้ใจ” เมฆินยิ้มเย็น ตัดบทโดยเร็ว เดินเร่งฝีเท้าห่างออกมา ไม่อยากจะฟังคำพูดแสลงหูมากกว่านี้ คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงกล้ามาต่อปากต่อคำกับเขาอยู่ได้ เจ้าเทพชั้นต่ำ!

“อย่างกรณีของเทพบุญญาก็เห็นได้ชัดๆ เขาคิดว่าตนเองวิเศษวิโส จองหอง คงคิดว่าตนเหนือผู้อื่นเพียงเพราะได้รับการคัดเลือกล่ะมั้ง เลยอวดดีกล้ามาท้าทายอาญาของสวรรค์ไงเล่า นี่ถึงขนาดบุกรุกล้ำเข้าไปในเขตชั้นนอกขององค์อมรินทร์ ขโมยของออกไป อ้าถึงเขาจะได้รับการคัดเลือกจริง แต่ก็ยังไม่มีสิทธิเข้าไปตอนนี้เสียหน่อย การกระทำของเขาส่อแสดงถึงความไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ตีตนเสมอท่าน กระหายอำนาจจนเกินควร คิดดูเถิด จักให้เทพเช่นนี้มาปกครองสรวงสวรรค์เราได้อย่างไร ข้าคนนึงล่ะที่ไม่สนับสนุนเขา!

“แต่การคัดเลือกได้ข้อยุติไปแล้ว ท่านปฏิเสธความจริงข้อนี้ไม่ได้”

“ก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น ข้าแต่องค์อมรินทร์ ข้านี้มีความเป็นห่วงเป็นใยสวรรค์อย่างยิ่ง ไม่อยากให้สวรรค์ของเราต้องตกเป็นเครื่องมือของผู้กระหายอำนาจของเทพบางองค์”

“กระหายอำนาจ?” บุญญาทวนคำ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ดวงตาจ้องนิ่งไปที่อีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว “บางทีก่อนที่ท่านจะกล่าวหาว่าข้าเช่นนั้น ท่านควรมีหลักฐานอย่างอื่น นอกจากวาจาเลื่อนลอยฝ่ายเดียวของสหายท่าน”

“ได้สิ หากข้ามีหลักฐานยืนยันความผิดท่านได้ ท่านควรจะพิจารณาตนเองได้แล้วนะว่า สมควรรับมอบตำแหน่งองค์อมรินทร์องค์ใหม่หรือไม่” เมฆินเผยอยิ้มเยาะ เพ่งมองเทพชราอย่างมาดร้าย “เหล่าเทพทั้งหลายข้าเชื่อว่าหลักฐานคงต้องยังอยู่วิมานของเทพใจทรามองค์นี้แน่ ไปค้นดูสิ แล้วพวกท่านจะได้ตาสว่างเสียที!

ใกล้แล้วสินะใกล้ถึงจุดจบของศัตรูที่บังอาจมาขวางในเส้นทางของเขาแล้ว!

 

“นี่ครับภาพที่คุณอยากได้ ผมวาดเสร็จแล้ว” กทลีรับภาพมาจากเด็กหนุ่ม หัวใจที่แห้งเหี่ยวชุ่มชื้นขึ้นทันตาที่ได้มองเส้นสายชดช้อยก่อร่างเป็นภาพที่สวยงาม สตรีร่างแบบบางในชุดไทยยืนเคียงข้างกับต้นไม้ใหญ่และจะเคียงคู่กันไปเช่นนี้ชั่วนิจนิรันดร์

“ท่านวาดได้งดงามมาก”

อาสาฬห์เกาหัวแก้เขินเมื่อได้รับคำชม เขาใช้เวลาอดทน ทุ่มเทไปกับภาพนี้หลายวันกว่าจะออกมาสวยถูกใจ ได้รับคำชมจากหญิงสาวแล้ว จึงหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง “กว่าภาพจะสมบูรณ์ เหนื่อยแทบแย่แน่ะครับ ต้องคอยกำจัดมารขัดขวางเป็นระยะด้วย” เด็กหนุ่มนิ่วหน้า นึกหัวเสียทุกทีที่คิดถึงมารตัวเล็กนั่น เฮอะ ช่างน่ารำคาญอะไรอย่างนี้นะ พับผ่าสิ! “ว่าแต่ภาพวาดของผมถูกใจคุณลีไหมครับ จะให้แก้ตรงไหนก็บอกนะครับ คราวหน้าผมจะทำให้ดีกว่านี้”

“เท่านี้ก็งามถูกใจข้ามากแล้ว ขอบคุณท่านมากที่ช่วยต่อเติมความฝันของข้า ถ้ามีสิ่งใดที่ข้าจักทำให้ท่านได้เพื่อตอบแทน ขอให้บอกมา”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เห็นคุณลียิ้มได้ ผมก็ดีใจแล้วล่ะ” กทลีมองใบหน้าขาวของเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู อาสาฬห์ดีและเอาใจใส่เธอเสมอ จะวิเศษสักแค่ไหนกันนะ ถ้า เขาคนนั้นเอาใจใส่เธอเช่นนี้ด้วย เธอคงมีความสุข ดั่งล่องลอยอยู่ในห้วงความฝัน

ดวงหน้างามแหงนหงายมองต้นไม้สูงใหญ่ราวต้องมนต์สะกด กว่ามนต์จะคลายและรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่มีเสียงทุ้มๆ ดังเตือนขึ้นทางด้านหลัง “ผมบอกแล้วใช่ไหมครับว่า ไม่ให้คุณเข้ามาในเขตผมอีก”

คนถูกทักสะดุ้ง หันกลับไปมองร่างสูงในชุดขาว ใบหน้าหลังกรอบแว่นเคร่งเครียด “คุณไม่ควรเข้ามาในนี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของคุณ”

“ขออภัยค่ะ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะรุกล้ำเขตของท่าน ข้าเพียงแต่” อึกอักไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี เธอก็แค่ห้ามใจตัวเองไม่อยู่ อยากมาอยู่ใกล้ๆ เขาเพียงเท่านั้น ถึงไม่ได้เห็นหน้า ขอแค่แอบดูวิมานสักนิดก็ยังดี กำลังคิดหาคำพูดสมเหตุสมผล อธิบายแก่เจ้าที่อยู่ ก็พอดีมีร่างอ้อนแอ้นในชุดขาวหายตัวมาสมทบอีกหนึ่ง

“เกิดอะไรขึ้น อนิล ทำไมยังไม่กลับวิมานของเธออีก อ้าวแล้วนั่น” ดวงตาเรียวตวัดมองร่างแบบบางในชุดไทยโบราณอย่างแปลกใจ “นางตานีไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอยู่ในเขตเราได้”

พระภูมิหนุ่มไหวไหล่เป็นเชิงว่า เขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน

“หล่อนมาทำอะไรแถวนี้ แม่ตานี” เห็นท่าไม่ดี มิ่งแมนเลยอดไม่ได้ที่จะถามออกไป ดวงตายังหรี่มองสำรวจอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจนัก แม้อนิลจะสะกิดเตือนว่า เธอไม่ได้ชื่อ ตานีแต่มีชื่อไพเราะว่า กทลี ต่างหาก แต่เขาก็ไม่สนใจ วิญญาณสาวมาจุ้นจ้านแถวนี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายมากกว่าที่คิด “จะชื่ออะไรก็ช่าง ฉันไม่สนหรอก ฉันสนใจแค่ว่าหล่อนไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่มย่ามในนี้ ว่าไง ตอบฉันมาซิ มีเหตุผลสมควรอะไรถึงได้เข้ามาในเขตเรา”

“เอ่อคือว่า ข้าข้าแค่เดินเล่นเรื่อยเปื่อยมา ไม่ได้ตั้งใจจะรุกล้ำเขต”

“เดินเล่นงั้นเรอะ! โอ๊ย นี่ฉันฟังผิดหรือเปล่า” มิ่งแมนแค่นหัวเราะ ส่ายหน้าแรงๆ ตานีสาวตนนี้ไม่มีเหตุผลสมควรหรือจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องรุกล้ำเข้าเขต เหตุผลเพียงว่า แค่เดินเล่นทำต่อมเดือดซึ่งช่วงนี้ค่อนข้างปะทุง่ายอยู่แล้ว ระเบิดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ฉันนึกอยู่แล้วว่าหล่อนจะไม่มีเหตุผลดีๆ ให้ฉัน หล่อนนี่ช่างบังอาจจริงๆ รู้อยู่แล้วว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ต้อนรับวิญญาณเร่ร่อนอย่างหล่อน ยังจะเข้ามาทำไมอีก คิดว่าที่นี่เป็นสวนสาธารณะให้หล่อนมาเดินเล่นเรื่อยเปื่อยอย่างนั้นเหรอ ไม่เลย ที่นี่มันพื้นที่ส่วนตัว มีเจ้าของ มีผู้ดูแล!

“ข้าไม่ได้ตั้งใจรุกล้ำเขตของท่านจริงๆ ค่ะ”

“จะตั้งใจหรือไม่ ไม่สำคัญ ยังไงหล่อนก็ไม่มีสิทธิ์เพ่นพ่านในนี้ ถ้าอยากกระดี๊กระด๊ากับการเดินเล่นนัก ทำไมไม่กลับไปเดินให้สนุกแถวป่ารกร้าง  หรือดงกล้วยของหล่อนซะล่ะ ช๊ะๆ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าหล่อนมาด้อมๆ มองๆ ทำอะไรแถวนี้ ฉันไม่ยอมให้สมปรารถนาหรอกย่ะ โน่นหล่อนมาทางไหน รีบไสหัวกลับไปทางนั้นเลย อย่าให้ต้องพูดมาก!

ตานีสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก้มหน้านิ่งเมื่อถูกอีกฝ่ายตวาดใส่ คล้ายจะร้องไห้รอมร่อ แม้แต่อนิลเองเมื่อเห็นท่าทีอย่างนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะสงสาร ต้องปรามพี่เลี้ยงเสียหน่อย “เอ่อ พี่มิ่งแมนครับ พี่พูดแรงเกินไปหรือเปล่า”

“ฉันแค่ทำในสิ่งที่ควรจะทำเท่านั้น ไม่เห็นแรงตรงไหน เธอก็เหมือนกันนะ อนิล เธอเป็นพระภูมิประสาอะไรกัน ถึงปล่อยให้วิญญาณพรรค์นี้มาป้วนเปี้ยนในเขตที่ดูแลได้ เธอไม่รู้หรือไงว่า ผีตนนี้จะเข้ามาทำอะไรร้ายกาจในเขตของเธอ มีเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ผีตานีจะอยากมาในนี้ มันอยากเข้าใกล้มนุษย์ผู้ชายไง เธอต้องรู้สิ!

 “ครับพี่ ผมทราบดีเรื่องนั้น” เทวดารุ่นน้องรับคำเสียงอ่อย ในขณะที่มิ่งแมนยังไม่หยุดตะโกนระบายคำที่อัดแน่นในอก

“ถ้าเธอรับทราบแล้ว เธอก็ควรรู้ว่าควรทำยังไง ทำหน้าที่ให้แข็งขัน อย่าอ่อนปวกเปียกนัก ภุมเทวดามีหน้าที่ปกป้องมนุษย์ในบ้านที่อยู่ในความดูแลไม่ใช่เหรอ แล้วเธอจะทำยังไงกับผีร้ายกาจตนนี้เลี้ยงชามันสักถ้วยงั้นเหรอ ฉันอยากรู้จริงเชียวว่า ถ้ามันล่อลวงมนุษย์ในความดูแลของเธอไปสูบเลือดสูบเนื้อถึงชีวิต เธอยังมีหน้าใจดีกับมันได้อย่างนี้ไหม รู้ซะมั่งสิว่า มันเป็นผีร้าย ไม่ใช่อัปสรจิตใจงดงามที่เราควรต้อนรับ!

 “พอที พี่มิ่งแมน!เสียงทุ้มดังขัดจังหวะการสนทนาที่ดุเดือดยังไม่พอ เจ้าของเสียงนั้นยังก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาขวางระหว่างตานีสาวซึ่งกำลังสะอื้นไห้และเทวดาพี่เลี้ยงของตนเอาไว้ เป็นเชิงปรามให้ยุติเรื่องนี้ลงได้แล้ว

“พี่พูดเกินไปแล้ว พอแค่นี้เถอะครับ”

มิ่งแมนเขม้นมองรุกขเทวดาหนุ่มตาเขียว คล้ายจะต่อว่าว่าเขาช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย!

“ผมพอรู้นะว่าเรื่องมันเป็นยังไงแต่ยังไงซะ ผมก็ยังคิดว่าพี่ทำเกินไปหน่อย พี่ไม่จำเป็นต้องพูดใส่อารมณ์กับคุณลีแรงๆ ขนาดนั้นก็ได้”

“เฮอะ คุณลีอย่างนั้นเหรอ เธอนี่ท่าจะเพี้ยนนะ ภพภูมิ” มิ่งแมนหัวเราะในคอ คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าขันมากที่จะเรียกผีสาวแสนร้ายกาจด้วยถ้อยคำสุภาพสวยหรู “เธอคิดว่าตัวเองรู้ แต่แท้จริงแล้วที่เธอไม่รู้อะไรเลยต่างหาก นังผีตนนี้กำลังบุกรุกพื้นที่ในความดูแลของเรา แล้วจะไม่ให้ฉันโกรธได้ยังไง!

“ผมจำได้ว่า พื้นที่นี้อยู่ในความดูแลของอนิล พระภูมิอย่างเขาควรจะต้องโกรธถึงจะถูกไม่ใช่เหรอครับ”

ใบหน้าของมิ่งแมนเปลี่ยนเป็นสีเข้ม มือไม้สั่น “นี่! เธอว่าไงนะ เธอหาว่าฉันยุ่งไม่เข้าเรื่องเหรอ!

“ไม่ครับ ผมไม่ได้มีเจตนาจะว่าพี่อย่างนั้น ผมเพียงแค่สงสัย”

“จะยังไงก็ช่าง ถึงฉันจะไม่ใช่พระภูมิของที่นี่ แต่ฉันก็เป็นพี่เลี้ยงของพวกเธอ มันคงไม่ผิดหรอกใช่ไหม ถ้าฉันจะแสดงความเป็นห่วงเป็นใยในสวัสดิภาพของมนุษย์ในบ้านนี้บ้าง พวกเขาไม่รู้หรอกว่า ตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ร้ายกาจขนาดไหน เผลอๆ จะถูกสูบวิญญาณไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว!

“พี่ก็พูดเกินไป ทำยังกับว่าคุณลีเป็นยักษ์เป็นมารดุร้ายน่ากลัวจากที่ไหน เธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ เอง ผมเชื่อว่าคุณลีไม่ทำร้ายมนุษย์คนไหนหรอก”

“ฉันพูดเรื่องจริง แต่ถ้าเธอไม่เชื่อและเลือกที่จะเชื่อนางผีร้ายตนนี้มากกว่าฉัน ก็ตามใจเธอ! แต่จะบอกอะไรให้รู้ไว้อย่างนะ ขึ้นชื่อว่า ตานีน่ะ เห็นแก่ตัวทุกตน ไม่มีตนไหนที่ดีหรอก จำไว้! ปรายตามองผีสาวอย่างเชือดเฉือน ฮึดฮัดหมุนตัวสะบัดจากไป ทิ้งให้สองหนุ่มรุ่นน้องมองตามอย่างเหนื่อยใจ

“เฮ้อ นายทำพี่มิ่งแมนโกรธอีกแล้วนะ ภพ”

“นั่นสินะ” พยักหน้าเนือยอย่างเห็นด้วย ท่าจะโกรธมากเสียด้วยสิ แต่ทำไงได้ล่ะ เขาเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ “แต่หนนี้พี่เขาทำเกินไปจริงนี่นา ไม่น่าใช้คำต่อว่ารุนแรงขนาดนั้น ขอร้องกันดีๆ ก็ได้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายซะหน่อย เอาเป็นว่านายช่วยไปง้อพี่มิ่งแมนแทนฉันหน่อยละกัน”

“ห๊า ฉันอีกแล้วเหรอ” อนิลทวนคำ หน้าเหลอหลา ไม่แน่ใจในความสามารถการงอนง้อของตนเองเท่าไร “แต่นายแน่ใจเหรอว่า มันจะได้ผล”

“ก็ไม่รู้สิ ลองดูหน่อยจะเป็นไรไป อย่างน้อยนายคงหาคำพูดดีๆ ที่จะทำให้พี่มิ่งแมนใจเย็นลงได้กว่าฉันแน่ล่ะ ขืนฉันโผล่หน้าไปตอนนี้มีหวังโดนไล่ตะเพิดออกมาแน่ รอจนพรุ่งนี้ฉันค่อยไปขอโทษพี่เค้าแล้วกัน กว่าจะถึงตอนนั้นนายก็ช่วยทำให้พี่มิ่งแมนใจเย็นลงกว่านี้อีกนิด ฉันจะได้ไม่ต้องถูกด่ามากนัก เป็นไง เป็นความคิดที่เจ๋งดีไหม เอาล่ะ ฝากด้วยนะเพื่อน ส่วนทางนี้” เขาพยักเพยิดไปที่ตานีสาว “ฉันจะไปส่งเธอข้ามเขตเอง ไม่ต้องเป็นห่วง”

อนิลมองเพื่อนอย่างชั่งใจชั่ววินาทีหนึ่ง ในที่สุดก็ยอมตกลง “เอางั้นก็ได้ แต่ให้เธอข้ามเขตไปเร็วๆ หน่อยก็ดีนะ อย่าให้อยู่นานนักล่ะ บอกตรงๆ ฉันเองก็ไม่อยากให้ใครมาว่าได้ว่า เป็นพระภูมิที่ไม่เอาไหน ปล่อยปละละเลยกับหน้าที่ที่ควรทำ”

“ฉันเข้าใจดี ไปเถอะ ฉันจะทำให้แน่ใจว่า เธอข้ามเขตออกไปแล้วจริงๆ ไม่ต้องเป็นห่วง”

ภุมเทวดาหนุ่มผงกศีรษะนิดนึง ก่อนจะหมนุตัว ปล่อยตัวเองล่องลอยหายวับไปกับสายลมอ่อนที่พัดผ่าน เมื่อทุกอย่างกลับสู่สภาวะสงบปกติ ไม่มีเสียงตะโกนก่นด่าใดๆ แล้ว ภพภูมิจึงหันมาทางร่างบอบบางที่ยังสะอื้นไห้เงียบๆ อยู่อย่างน่าสงสาร

“ต้องขอโทษแทนพี่มิ่งแมนด้วยนะครับ คุณลี คุณไม่เป็นไรใช่ไหม”

กทลีปาดน้ำตาออกจากดวงตาเร็วๆ ยิ้มเรื่อ ส่ายศีรษะ “มะไม่ค่ะ ข้าไม่เป็นไร”

“อย่าเอาคำพูดของพี่มิ่งแมนไปคิดมากเลยนะ เขาไม่ได้ตั้งใจหรอก ปกติพี่เค้าไม่ใช่คนขี้โมโห แต่ช่วงนี้คงเครียดกับปัญหาข้างบนโน้น เห็นว่ามีของล้ำค่าของสวรรค์ถูกขโมยไป เทพที่เขาสนับสนุนก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยด้วย อะไรก็วุ่นๆ ไปหมด เขาเลยหงุดหงิดง่ายไปสักหน่อย อย่าถือสาเลยนะครับ”

“ข้ามิบังอาจค่ะ ความจริงแล้วข้าเองก็ผิดด้วยที่รุกล้ำมาในเขตของพวกท่านตั้งหลายครั้งแล้ว เป็นธรรมดาที่ท่านเทพจะโกรธ ข้าไม่ดีเอง”

“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ แค่ข้ามเขตมานิดหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร คุณไม่ต้องโทษตัวเองก็ได้ ยังไงซะคุณก็ไม่ได้เข้ามาทำเรื่องเลวร้ายอะไรอย่างที่พวกเขาว่าอยู่แล้วนี่ครับ”

ดวงตาคู่งามซึ่งยังเปียกชุ่มสะท้อนประกายน้ำตาแวววับล้อแสงจันทร์อีกครั้ง ซุกหน้าสะอื้นในอุ้งมือตนอีกระลอก “บางทีข้าอาจจะเป็นผีร้าย อย่างที่พวกเขาว่าจริงๆ ก็ได้ พวกเราล้วนเห็นแก่ตัว เราดำรงอยู่ได้ด้วยการเข้าหามนุษย์ผู้ชาย หลอกล่อให้พวกเขาหลงใหลแล้วจึงกัดกินวิญญาณพวกเขาแบบไม่ให้ตั้งตัว ไม่แปลกหรอกถ้าจะถูกตราหน้าว่าเป็นวิญญาณชั้นต่ำ น่าไม่อาย ร้ายกาจจนอยากจะขับไล่ แต่ถึงจะไม่มีใครเชื่อ ข้าก็คงต้องขอยืนยันอีกครั้งว่า ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเจตนาไม่ดีหรือทำร้ายมนุษย์คนใดในบ้านหลังนี้เลยนะคะ ถึงข้าจะสนิทสนมกับมนุษย์ในบ้านนี้ก็จริง แต่ข้าก็ไม่เคยคิดจะเอาชีวิตเขาเลย เขาเป็นเด็กดี ข้าเห็นเขาเป็นลูกหลานคนนึง ข้าจะทำร้ายลูกหลานตัวเองได้อย่างไร ที่ข้าเผลอรุกเขตเข้ามาวันนี้ ข้าเพียงแค่” แต่ก็ต้องคำพูดที่เหลือลงคอไปเพียงเท่านั้น เมื่อมือหนาแตะลงที่ไหล่เธออย่างปลอบประโลม

 “ไม่ต้องร้องไห้แล้ว” น้ำเสียงทอดนุ่มดุจน้ำฝนที่ชะโลมจิตใจเธอให้หายเศร้า “ผมเชื่อคุณครับ” เพียงคำพูดสั้นๆ กับรอยยิ้มของเขาเท่านั้นที่ทำให้โลกมืดมนของเธอพลันสดใสขึ้นทันตา พริบตาหนึ่งที่เธอนึกถึงภาพวาดนั้นขึ้นมา ภาพที่เธอได้เคียงคู่กับต้นไม้ใหญ่ที่งามสง่า ยืนยิ้มแย้มอย่างมีความสุข ภายใต้ร่มไม้อันอบอุ่นชั่วนิจนิรันดร์ ดูจะไม่ใช่แค่จินตนาการของเธอฝ่ายเดียวอีกต่อไป เขาช่างเป็นเทพที่ดีจริงๆ ไม่เคยมีเทพองค์ไหนอ่อนโยนต่อเธอเท่านี้มาก่อน

“มาเถอะ ผมจะไปส่งนะ คุณมาจากป่าด้านโน้นใช่ไหมครับ”

ตานีสาวพยักหน้า ยิ้มรับทั้งน้ำตา สบนัยน์ตาเข้มดั่งต้องมนต์สะกด เธอไม่รู้ว่าลึกลงไปในดวงตาอบอุ่นคู่นี้จะมีหญิงใดซ่อนอยู่กันแน่ อาจเป็นเธอหรืออาจจะไม่ใช่ทว่ามันไม่สำคัญหรอก ถึงจะใช่หรือไม่ ความสุขเล็กๆ ในหัวใจที่เธอได้ดื่มด่ำตอนนี้ มันก็มีค่ามากเหลือเกินแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า ความฝันโง่ๆ ของเธอยังพอมีความหวังอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?

คนที่ตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกอุทานในคออย่างประหลาดใจ เมื่อเหลือบไปเห็นเงาเคลื่อนไหวของใครบางคนอยู่ด้านนอกหน้าต่าง หญิงสาวเขม้นตามองฝ่าความมืดพยายามมองให้ชัดว่าคู่ชายหญิงที่กำลังเดินตัดลานหญ้า ผ่านไปเป็นใคร หนึ่งร่างในนั้นคุ้นตาเธอเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มในชุดสีขาว นั่นนายภพภูมิไม่ใช่เหรอ แล้วหญิงสาวสะสวยข้างๆ เขาล่ะเป็นใครกัน? แม้จะมองเห็นได้เพียงแค่เสี้ยวใบหน้าด้านข้างนิดเดียวเท่านั้น แต่เธอก็อดสงสัยไม่ได้ผู้หญิงในชุดไทยสีเขียวสดใส หน้าตาจิ้มลิ้มอ่อนหวานดูคุ้นตาเธออย่างน่าประหลาด

เอคุ้นชอบกล เคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ ขยี้ตาซ้ำซ้ำ ราวกับหวังให้ภาพตรงหน้าเป็นแค่ภาพหลอนของตนเอง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ภาพคู่หนุ่มสาวยังแจ่มชัด ผู้หญิงคนนั้นท่าทางแปลกๆ แต่งชุดโบราณ แถมเนื้อตัวก็เปล่งประกายสุกใสออกมาได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกับภพภูมิ อืม คงไม่ใช่คนธรรมดา เป็นเทพเหมือนกันล่ะมั้ง วันวิสาข์ครุ่นคิดได้เพียงเท่านั้น ความคิดทั้งหมดก็พลันสะดุดกึก เมื่อจู่ๆ หญิงสาวคนนั้นเดินสะดุดอะไรบางอย่างบนพื้นด้วยความไม่ระวัง ร่างสูงที่เดินอยู่ข้างๆ จึงต้องคว้าตัวเธอไว้ก่อนที่จะล้มลงไป ใบหน้านวลเป็นสีเรื่อ ซาบซึ้งดื่มด่ำอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงราวกับโลกนี้มีเพียงสองเรา อะไรกันน่ะ น่าหมั่นไส้ชะมัด! ฉุนวาบอย่างหาเหตุผลไม่ได้ขึ้นมาทันที ความคิดที่จะแอบมองสังเกตการณ์ถูกล้มเลิก กระชากผ้าม่านปิดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่หนุ่มหน้าคมจะเงยหน้าขึ้นมามองทางนี้พอดี โชคยังดีที่เขาไม่เห็นอะไรมากไปกว่าผ้าม่านที่ไหวสะบัดนิดเดียวเท่านั้น

ร่างบางย่ำตึงตังกลับไปเข้านอน หวังให้เสียงโครมครามเล็กๆ นี้ทำให้ตัวเองลืมภาพชวนหงุดหงิดเมื่อครู่ไปให้ได้หงุดหงิดงั้นหรือ ทำไมต้องหงุดหงิดด้วยล่ะ สองคนนั้นจะกอดกันหรือจะทำอะไรก็เรื่องของพวกเขาสิ ไม่เกี่ยวกับเธอเสียหน่อย

“ใช่ ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยว” ท่องกับตัวเองซ้ำๆ เพื่อเตือนใจตัวเอง แต่ถึงจะทำอย่างนั้นภาพคู่ชู้ชื่นที่ประคองกอดกันท่ามกลางแสงจันทร์ก็คอยผุดรบกวนในสมองเธออยู่เรื่อย ทำเอาเธอนอนแทบไม่หลับ ต้องพลิกตัวกระสับกระส่าย นึกฉุนเฉียวไปตลอดทั้งคืน!






Mignonne 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

747 ความคิดเห็น

  1. #580 keepwalkinggirl (@keepwalkinggirl) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 31 มกราคม 2554 / 09:20
    เจ้มิ่งจะพูดถูกรึเปล่าเนี่ยงานนี้ ม่ายอยากให้มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นเลย
    #580
    0
  2. #419 pure_marble (@look_kaew_noi) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 / 20:32
    บนสวรรค์ก็วุ่นวาย บนโลกมนุษย์ดูวี่แววแล้วคงไม่ต่างกัน

    กทลีคงไม่ได้มาร้าย ใช่ไหม

    รอตอนต่อๆ ไปละกันนะคะ
    #419
    0
  3. #417 V.I.P.=_=KukY (@neyon555) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2553 / 21:33
    สนุกจังค่ะ ชิงไหวชิงพริบ แต่เมฆินก็รอบคอบมากเลยนะ ร้ายมากกก

    ตินมีอะไรแอบแฝงรึเปล่าค่ะ สงสัย
    #417
    0