ศึกพลิกฟ้าศาสตราระห่ำยุทธ์

ตอนที่ 6 : การสนทนาในเรือนไผ่เขียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 191
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63

ศึกพลิกฟ้าศาสตราระห่ำยุทธ์

ตอนที่ ๖ การสนทนาในเรือนไผ่เขียว

 

            ขบวนเสด็จที่ดูเข้มแข็งเกรียงไกรแต่เมื่อออกจากหมู่บ้านจู๋หลินทหารม้าก็กลายเป็นทหารราบเดินเท้า มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังอยู่บนหลังม้า ตอนนี้ฝนหยุดแล้วแต่ขบวนเสด็จไม่อาจหยุด มิใช่ว่าหวาดกลัวบุรุษที่อยู่บนเรือ เพราะถ้ามันต้องการให้คนในขบวนเสด็จจบสิ้นย่อมต้องจบสิ้นไปแล้ว แต่ที่ไม่อาจหยุดเป็นเพราะพื้นที่แถบนี้ไม่เหมาะสำหรับพักผ่อน เช่นนั้นจึงไม่อาจหยุดได้

 

            ขบวนเดินทางมาได้สักพักก็พบสะพานไม้ขนาดไม่ใหญ่มากที่ทอดข้ามแม่น้ำจวี๋เหอ ทั้งหมดจึงค่อย ๆ ทะยอยข้าม จากเขตชายเเดนแคว้นหลู่สู่เเคว้นอี๋ว์ที่มีแม่น้ำจวี๋เหอทอดขั้นกลางแบ่งแยกดินเเดนของทั้งสองแคว้นออกจากกัน

 

            เมื่อข้ามแม่น้ำก็พบกับเส้นทางสัญจรของพวกพ่อค้าเป็นเส้นทางดินแฉะชื้น สองข้างทางมีหญ้าเขียวที่ใบโน้มลู่ไปกับพื้นเพราะยังไม่ฟื้นตัวจากการกระหน่ำของห่าฝน ต้นไม้ข้างทางบางต้นมีกิ่งหักลงมาขวางทางสัญจร ทหารห้าหกคนวิ่งไปย้ายออกขบวนจึงไปต่อได้

 

            เดินทางขึ้นเหนือได้ไม่นานก็เริ่มมีบ้าน เดินไปอีกเริ่มกลายเป็นหมู่บ้าน และเป็นเมืองในที่สุด

 

            แรกเริ่มเดิมทีเมืองนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เป็นจุดพักคณะพ่อค้าเพราะมีทะเลสาบน้ำจืดให้ตั้งที่พัก เมื่อมีพ่อค้าเดินทางผ่านทุกวันหัวหน้าหมู่บ้านในสมัยนั้นก็เห็นถึงโอกาสที่จะสร้างรายได้จึงได้อำนวยความสะดวกให้พ่อค้าเหล่านั้น โดยให้พ่อค้าตอบแทนด้วยการใช้พื้นที่หมู่บ้านเป็นตลาดให้มาค้าขายและเป็นจุดพักเเละส่งออกกระจายสินค้า เพียงไม่นานหมู่บ้านก็กลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตชายแดนอี๋ว์หลู่

 

            "องค์ชายสาม ถึงหน้าเมืองก็เท่ากับว่าถึงที่หมายแล้ว ข้าต้องไปทำธุระและกลับวังหลวงเพื่อรายงานจักรพรรดิแล้ว"

 

            จ้าวกุนหลานที่อยู่บนหลังม้าข้างองค์ชายกล่าว ด้านหลังมีชายชุดดำและทหารกำลังรอประตูเมืองเปิด

 

            "จะไปแล้วหรือ เช่นนั้นเจ้าช่วยเราแจ้งต่อองค์จักรพรรดิด้วยว่าเราจะไปพบน้องห้าที่นิกายวารีคำนึงก่อน สามเดือนให้หลังจะกลับวัง"

 

            "พ่ะย่ะค่ะ โปรดรักษาพระวรกายด้วย"

 

            “เจ้าก็ถนอมตัวด้วย”

 

            องค์ชายสามกล่าวจบ  จ้าวกุนหลานทำท่าคารวะก่อนควบม้าจากไปโดยไม่ได้เข้าเมือง ไม่นานประตูเมืองก็เปิดออก ขบวนเสด็จก็เคลื่อนหายเข้าไป จนประตูปิดลงทุกอย่างก็เงียบดังเดิม

 

 

 

            เทือกเขาเฟินซานม่าย (เทือกเขาแบ่งแยก) ทอดยาวจากแค้วนจ้าวลงมาทางทิศตะวันตกของแคว้นหลู่ มีแม่น้ำจวี๋เหอตัดผ่านแยกขุนเขาออกเป็นเหนือใต้ เช่นเดียวกับเทือกเขาก็ทำหน้าที่แบ่งแยกป่าไผ่ทิศตะวันออกและป่ารกทึบหลังเขาทิศตะวันตกออกจากกัน ป่าด้านหลังนี้มีชื่อว่าป่ามี่หลิน (ป่าเร้นลับ)  เพราะแทบจะถูกตัดขาดจากภายนอกโดยสมบูรณ์  แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าเร้นลับกลับเรียนว่าป่าโฮ่วเมี่ยนหลิน (ป่าด้านหลัง)

 

            ถ้าหากมีผู้ใดกล้าล่องเรือหรือเดินเท้าเลียบริมฝั่งแม่น้ำจวี๋เหอมา จะเห็นเรือนไผ่ตั้งอยู่ฝั่งใต้  เรือนไผ่หลังนี้สร้างด้วยไผ่เขียวทั้งหลังตั้งแต่รั้วประตูเป็นต้นไป ไผ่ทุกท่อนล้วนแล้วแต่มีขนาดเท่ากัน เรือนไผ่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก  มีสองชั้นข้างตัวเรือนมีครัวที่กำลังปล่อยควันไฟลอยออกมาจากปล่องไม้ไผ่เหนือหลังคา ในครัวมีเตาบนเตามีหม้อหิน บนหม้อหินมีฝาปิด แต่ในครัวไม่มีคน เพราะคนอยู่ในโถงของเรือนไผ่

 

            ในโถงอาจารย์มู่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่หันหลังให้ผนังห้อง ตรงกลางมีโต๊ะน้ำชา ถัดมาเป็นมู่เฉินหมิง

 

            "เฉินหมิง การเดินทางของเจ้าครั้งนี้ไม่นานเกินไปแต่ก็ไม่ได้รวดเร็วเหมือนที่คาด สองวันก่อนศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าส่งข่าว ว่าอยู่แถวต้นแม่น้ำจวี๋เหอ มิใช่ว่าเจ้าเจอมันเเล้วหรือ"

 

            มู่เฉินหมิงส่ายหน้า ตอนนั้นไม่ใช่มันถูกหายอี้หย่งตามหรอกหรือ ไม่ก็มันกำลังหลับตาเพื่อรับรู้พลังธรรมชาติจะมีกระจิตกระใจไปชมแม่น้ำสังเกตป่าไม้หรือ

 

            "ไม่เจอผู้ใด"

 

            "อืม ไม่ดี ไม่ดี การที่เจ้าออกสู่ภายนอกต้องหมั่นสังเกตสิ่งที่ควรสังเกต ส่วนสิ่งที่ไม่ควรสังเกตก็ยิ่งต้องสังเกต"

 

            "ศิษย์เข้าใจแล้ว"

 

            อาจารย์มู่ผายมือไปที่กาน้ำชา มู่เฉินหมิงรีบรินน้ำชาจนเต็มจอก ก่อนประคองให้อาจารย์อย่างรู้ใจ

 

            "เป็นเช่นไร  การเดินทางของเจ้า"

 

            "เอ่อ  ข้าได้ศาสตราวุธมาห้าจากสิบสองชิ้นตามที่ท่านบอก เดินทางจากแคว้นหลู่สู่แคว้นอู๋ไปแคว้นเจิ้ง ก่อนจะเข้ามณฑลเหิงเจียแคว้นอี๋ว์ แล้วกลับมาแคว้นหลู่ ระหว่างทางได้ต่อสู้เจ็ดครั้งข้าหาโอกาสหลบออกมาก่อนที่จะทราบผลห้าครั้ง อีกสองครั้งนั้นเป็นจ้าวกุนหลานผลนับว่าชนะไม่ได้พ่ายก็ไม่ถูกต้อง ส่วนอีกครั้งก็ตามที่ท่านเห็น..."

 

            "พ่ายแพ้ยับเยิน"

 

            อาจารย์มู่กล่าวด้วยท่าทีที่นิ่งเฉย

 

            "โธ่ อาจารย์ หานอี้หย่งไม่ใช่มันระดับขั้นเจ็ดชั้นสวรรค์หรือ"

 

            มู่เฉินหมิงทำท่าน้อยใจ คล้ายดรุณีที่ง้องอน อาจารย์มู่หัวร่อน้ำเสียงเย็นชาออกมาคำหนึ่ง มันหันขวับมอง ก่อนเปลี่ยนสีหน่าเป็นสงสัยใคร่รู้

 

            "อาจารย์ข้าดื่มชาได้หรือไม่"

 

            "ไม่ได้"

 

            เห็นอาจารย์กล่าวเสียงแข็งมันจึงถามอีก

 

            "ทำไมไม่ได้"

 

            "พูดขึ้นมาก็ดี เหมันต์ที่จะถึงจะเป็นพิธีดื่มชาของศิษย์พี่เจ็ดของเจ้า ก็จะได้รู้ว่าเหตุใดดื่มไม่ได้ แต่ก่อนอื่นเจ้าต้องไปตามพวกมันกลับมาก่อน"

 

            มู่เฉินหมิงส่งสัย ปรกติการติดต่อกับบรรดาศิษย์พี่ของมันไม่ใช่ส่งนกสื่อสารหรอกหรือ อีกอย่างตั้งแต่เข้ามาอยู่กับอาจารย์ยังไม่เคยพบเจอศิษย์พี่เลย ตอนแรกมันคิดว่าอาจารย์มู่หลอกลวงมันด้วยซ้ำ

 

            "ทำไมไม่ส่งนกไป"

 

            "เพ้ย ไม่ได้ข่าวหรือไงว่าใกล้จะเปิดเขากระบี่ค้ำฟ้า ทุกแคว้นระเเวดระวังเรื่องการสื่อสารทุกเส้นทางเข้มงวด ขนาดนกที่ส่งไปต้นคิมหันต์ยังไม่กลับ มิใช่ว่ามันตายหมดหรือ"

 

            "เมื่อตามกลับแล้วให้กลับพรรคหรือมาที่เรือนไผ่เขียว"

 

            อาจารย์มู่ทำหน้านิ่งแต่ใจในนั้นครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบคำ

 

            "ที่พรรคไม่ได้"

 

            "ทำไมไม่ได้"

 

            "เพราะเกิดเรื่อง"

 

            "เรื่องอันใด"

 

            "วันก่อนข้าเพิ่งขับเรือชนโขดหินตอนออกเรือพักร้อนกลางทะเลใต้ พังไปเเล้ว..."

 

            อาจารย์มู่กรอกตาไปทางศิษย์ ก่อนกล่าวเสริมเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบด้วยท่าทีนิ่งเฉย

 

            "...ทั้งสามลำ"

 

            มู่เฉินหมิงเบิกตากว้าง เรือทั้งสามลำที่มันฟังมาไม่ใช่ศิษย์พี่แปดเป็นคนออกแบบ  ศิษย์พี่ห้าเป็นคนสร้างขึ้นมาจากไม้ของศิษย์พี่รองนำมาหรอกหรือ มันจะพังไปได้อย่างไรตั้งสามลำจากการไปพักร้อน มันถลึงตาใส่อาจารย์ก่อนจะโวยวายออกมา

 

            "อะไรนะ ทั้งสามลำ อาจารย์ท่านมิได้บอกว่าเรือทั้งสามแกร่งกว่าเรือศึกของสำนักคุ้งวารีหรือ ท่านทำพังเช่นนี้มิใช่เป็นเรื่องที่ออกจะไร้เหตุผลกระมัง"

 

            "เอาน่า ๆ เจ้าอย่าบอกศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่หกเรื่องเรือ แล้วข้าจะสอนวิชาสุดยอดให้เจ้า"

 

            มู่เฉินหมิงตาลุกวาว เมื่อได้ยินวิชาสุดยอด มันกระโดดออกจากเก้าอี้ไปทุบไหล่ให้อาจารย์ ก่อนกระซิบ

 

            "ใช่วิชานั้นหรือไม่อาจารย์"

 

            "อย่าได้ใจไปเจ้าลิงน้อย เจ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น วิชากระถางจักรวาลยังฝึกไม่ได้จะกระโดดไปฝึกวิชานั้น การฝึกฌานยังอยู่แค่ขั้นสามชั้นสวรรค์ ร่างกายก็ใช่ว่าแข็งแกร่ง ตอนวิวาทกับสองคนนั้นถ้าไม่ใช้วิชาสะพานฟ้าดินไหนเลยจะอยู่ได้ถึงตอนนี้"

 

            "เหตุใดไม่ให้ข้าฝึกเร่งกระถางจักรวาลล่ะ มิใช่ว่ามันทำให้ร่างกายแข็งแกร่งหรอกหรือ"

 

            อาจารย์มู่ทอดถอนใจด้วยสีหน้านิ่งเฉย ก่อนกล่าว

 

            "ในการฝึกวิชามิใช่เช่นนั้น ถึงแม้ว่าอาจารย์หลายสำนักคิดเช่นเดียวกับเจ้า แนวทางการฝึกวิชานั้นตามที่รู้จักมีสองสายวิชา หนึ่งคือร่างกายแข็งแกร่งเรียกว่ายุทธ์ใช้ร่างกายพุ่งรบประหัตประหาร สองคือจิตล้ำลึกเรียกว่าฌานเป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ฝึกตนกับพลังธรรมชาติ แต่น้อยคนนักที่จะเป็นผู้ฝึกตนทั้งสองสายเช่นหานอี้หย่งเพราะใช้เวลาในการฝึกยาวนาน ดังนั้นพวกมันจึงเน้นเพียงสายเดียวเเล้วหาวิชามาทดแทนเช่นวิชาระฆังเจ็ดชั้นของนิกายพุทธ หรือวิชามัจฉาวารีไหลของสำนักคุ้งวารี พื้นฐานความคิดของพวกมันคิดเพียงว่าเมื่อศัตรูเข้าไม่ถึงตัวย่อมไปเป็นปัญหา แต่นั่นผิด"

 

            "เหตุใดถึงผิด มิใช่ว่าเข้าท่าหรอกหรือ"

 

            อาจารย์มู่ยกกาน้ำชามาแล้วรินลงไปในจอก ไม่นานก็เต็ม เมื่อเต็มก็เปลี่ยนเป็นล้นออกมา มู่เฉินหมิงร้องคราหนึ่ง แต่อาจารย์ไม่สนใจมันและถามมันต่อ

 

            "เหตุใดน้ำชาถึงล้น"

 

            "มีสองเหตุ หนึ่งท่านรินมากเกินไป สองจอกน้ำชาเล็กเกินไป"

 

            "ถ้าเปรียบจอกน้ำชาเป็นคน น้ำชาเป็นวิชา ถ้าร่างกายเจ้าที่เป็นภาชนะรองรับ วิชานั้นมีหรือจะรองรับได้ทั้งหมด เมื่อรับไม่ได้ทั้งหมดมีหรือจะคงมีปริมาตรเท่าเดิม คุณภาพของวิชาย่อมลดลง  ดังนั้นการทำร่างกายให้เหมาะสมจึงสำคัญ"

 

            อาจารย์มู่เปิดฝากาน้ำชาออก ก่อนเอานิ้วชี้สัมผัสน้ำกระเพื่อมเบาแล้วถอนมือออก เทน้ำชาในจอกเดิมทิ้ง ก่อนอธิบายต่อ

 

            "บางวิชานั้นใช้พลังธรรมชาติ บางวิชาใช้ปราณในร่างกาย บางวิชาพลังอ่อนโยนโอนเอียง บางวิชานั้นแข็งกร้าวเกรี้ยวกราด..."

 

            อาจารย์มู่รินน้ำชาลงไป หยดเเรกร่วงหล่น หยดต่อไปยังไม่ทันได้ตามมา หยดชาสัมผัสกับจอกก็แตกออก เพียงแต่มิใช่หยดน้ำชาที่แตกออกเมื่อกระทบ

 

            "...เจ้าว่าเหตุใดจอกนี้ถึงแตก แต่กาน้ำชามีชาอยู่เต็มกลับไม่เป็นอะไร"

 

            มู่เฉินหมิงหยุดคิดครู่หนึ่ง จึงตอบออกไป

 

            "เป็นภาชนะทั้งสองที่แตกต่างกัน"

 

            "ถูกต้อง การฝึกวิชาถ้าคนไม่แกร่งพอย่อมพินาศ ช้าเร็วแล้วแต่ตัวพวกมัน"

 

            "อาจารย์กล่าวเช่นนี้ไม่ถูก ผู้ฝึกจิตวิชามันเกิดจากจิตกับการเชื่อมโยงพลังธรรมชาติ มันจำเป็นต้องฝึกร่างกายที่ไหนกัน"

 

            อาจารย์มู่โมโหความสงสัยของมัน แม้สีหน้าจะนิ่งแววตาจะสงบดังเดิม แต่ปากกลับสบถออกมา

 

            "เพ้ย ปัญญาอ่อนหรือไร เจ้าว่าเพราะอะไรผู้ที่ฝึกวิชาเดียวกัน ด่านการฝึกตนเดียวกันสู้กันเหตุใดไม่เสมอ เดี๋ยวฟาดด้วยเข็ม"

 

            กล่าวจบเข็มสีดำสลักอักษรโบราณเล่มยักษ์ก็ลอยมาอยู่ในมืออาจารย์มู่ พร้อมที่จะฟาดมู่เฉินหมิง มันจึงยกมือขึ้นมาบังศีรษะ

 

            "อาจารย์ อาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องทำให้ร่างกายแข็งเเกร่ง"

 

            อาจารย์มู่ยิ้มยะเยือกเมื่อเห็นศิษย์จอมซนรีบตอบเข้าใจอย่างกระวีกระวาด  ก่อนยะโยนเข็มข้ามศีรษะตนไปเก็บบนชั้นวางที่ติดอยู่กับผนัง

 

            "ย่อมเป็นเช่นนั้น มาดูนี่ถ้าข้าทำให้จอกนี้เเข็งแกร่งเช่นกาน้ำชาจะเป็นเช่นไร"

 

            อาจารย์มู่ยื่นมือซ้ายไปสัมผัสจอกน้ำชาครู่หนึ่ง พลังธรรมชาติกระเพื่อมไหวเล็กน้อยก่อนสงบนิ่งไป จากนั้นมือขวาไปจับที่กาน้ำชา มู่เฉินหมิงจิตใจจดจ่อกับเหตุการณ์ตรงหน้า แม้แต่ลมหายใจก็ไม่ได้ยิน อาจารย์มู่สีหน้าแววตานิ่งสนิทคล้ายกำลังอยู่ในภวังค์แห่งตน

 

            น้ำชาสดใสคล้ายสายน้ำจวี๋เหอก็ไหลลงสู่จอกน้ำชา ทุกอย่างนิ่งสนิท มู่เฉินหมิงอ้าปากกำลังจะเอ่ยวาจา

 

            เพล้ง!

 

            มันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาแทนคำพูด ศิษย์อาจารย์ทั้งสองเปียกมะลอกมะเเลก อาจารย์มู่หน้าบึ้งตึงขึ้นมาเป็นครั้งแรก

 

            "จอกโง่ ๆ "

 

            กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ  จบความมือก็หยิบเอาเศษจอกที่แตกละเอียดแล้วขว้างออกไปนอกเรือนอย่างรวดเร็ว

 

            ทันใดเสียงโครมครามก็ดังมาจากด้านนอก มู่เฉินหมิงรีบวิ่งออกไปดู  ปากที่เคยหัวร่อร่าก็เม้มเป็นเส้นตรง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าหุบปาก เพราะต้นไม้ใหญ่ที่ถูกเศษจอกน้ำชาปะทะนั้นล้มระเนระนาดไปสิบกว่าต้น สภาพคล้ายกับการสัประยุทธ์ของยอดผู้ฝึกตน

 

            "อย่างไรเสียคนก็มิใช่จอกมิใช่ดินเผา เจ้าอย่างไรก็ต้องฝึกฝนร่างกาย"

 

            กล่าวจบอาจารย์มู่กระแทกลมหายใจยาว ๆ มู่เฉินหมิงไม่แน่ใจว่าอาจารย์มันกำลังโมโหหรือขวยเขินเพราะหน้าตานิ่งสนิทนั้นไม่อาจคาดเดาอารมณ์ใด ๆ ได้ ที่มันทำได้มีเพียงรับคำ

 

            "ศิษย์ทราบแล้ว ว่าแต่เรื่องพิธีน้ำชาต้องทำเช่นไร"

 

            "เป็นเจ้าที่ต้องไป เตรียมกระดาษ พู่กัน และหมึกมา"

 

            ได้ฟังมู่เฉินหมิงก็เดินเข้าไปในห้องหนังสือข้าง ๆ ไม่นานมันก็ถือกระดาษ พู่กัน แท่งหมึก และจานฝนออกมา จากนั้นเทน้ำและฝนหมึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนทำท่าส่งพู่กันให้ผู้เป็นอาจารย์

 

            "ไม่ต้อง เจ้าเขียนตามที่ข้าบอกก็พอ"

 

            มู่เฉินหมิงพยักหน้ารับคำ กางกระดาษออกเบื้องหน้าตน เอาพู่กันจุ่มหมึกดำที่ฝนจนเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำ พร้อมที่จะเขียน

 

            "ศิษย์พี่ใหญ่เจ้าอยู่แถวแม่น้ำจวี๋เหอชมมัจฉาสกุณาอยู่"

 

            มู่เฉินหมิงลงมือเขียนตามที่บอก ก่อนมันจะถลึงตาใส่อาจารย์เมื่อได้ยินประโยคต่อมา

 

            "อันนี้ไม่ต้องเขียน อีกไม่นานก็น่าจะมาถึง

            คนแรกที่ต้องไปหาเป็นศิษย์พี่ห้ามันอยู่ที่หมู่บ้านของช่างตีเหล็กแคว้นจ้าว แถวเหมืองเก่าด้านเหนือของซากวังสกุลจ้าว น่าจะชื่อหมู่บ้านเถี่ยกาน (เบ้าหลอมเหล็ก) อาวุธของเจ้าจะถูกนำไปหลอมและตีขึ้นใหม่ที่นั่น

            จากนั้นให้เจ้าบอกศิษย์พี่ห้าไปแจ้งข่าวศิษย์พี่หก ศิษย์พี่เจ็ดและศิษย์พี่แปดของเจ้า

            ส่วนเจ้าไปตามหาเจ้าศิษย์พี่สามและศิษย์พี่สี่ ตอนนั้นพวกมันน่าจะเข้าชมงานเทศกาลเปิดเขากระบี่ค้ำฟ้าของแคว้นอี๋ว์ ที่สี่ปีจะเปิดใหัแคว้นอื่นได้เข้าศึกษาวิชาจากกระบี่ปราชญ์โลกาครั้งหนึ่ง พวกมันไม่น่าจะพลาดงานนี้ ถ้าเจ้าสนใจก็ควรไปร่วมงาน"

 

            มู่เฉินหมิงเคยได้ยินคำเล่าอ้างเกี่ยวกับเขากระบี่ค้ำฟ้าที่มีกระบี่ยักษ์ปักอยู่หลายครั้งเเล้ว แต่ยังไม่เคยไปเยือนเสียที จากที่ฟังมาหลายครั้งหลายหนทำให้มันก็ใคร่อยากที่จะไปดูชมสักครา แต่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่มันได้ยินที่หานอี้หย่งพูดหรอกหรือว่าแม่ทัพมณฑลผู้นั้นก็จะไปร่วมงาน ดังนั้นอีกสี่ปีให้หลังมันค่อยไปย่อมดีกว่า

 

            เมื่อคิดเช่นนั้นมันจึงเปลี่ยนเรื่องคุย

 

            "อาจารย์ แล้วข้าจะทราบได้เช่นไรว่าศิษย์พี่แต่ละคนลักษณะเป็นเช่นไร"

 

            อาจารย์มู่เงียบไปครู่หนึ่งคล้ายครุ่นคิด ก่อนกล่าวว่า

 

            "ข้าจะวาดให้"

 

 

 

 

            ทะเลใต้ห่างจากชายฝั่งแคว้นจ้าวออกไปพันลี้ บนท้องฟ้ามีเมฆดำทะมึนปกคลุม น้ำทะเลปั่นป่วนคลุ้มคลั่งเป็นเกรียวหมุนวนหลายร้อยสายคล้ายจะทิ่มแทงพื้นสมุทรให้เป็นรูหลายร้อยรู ใต้เมฆดำเหนือทะเลคลั่งมีสายฟ้านับหมื่นสายฟาดลงมาไม่หยุด  มองไกล ๆ เป็นเหมือนเสาแสงต้นมหึมา ส่องให้บริเวณโดยรอบสว่างไสว เห็นโขดหินขนาดใหญ่ที่เคยมีตะไคร่น้ำแต่ตอนนี้กลับเป็นร่องรอยอัตลักษณ์แห่งพลังนับหมื่น ๆ ชนิด บนโขดหินมีเรืออยู่ลำหนึ่งจอดอยู่ บนเรือมีรอยอัตลักษณ์ของการโจมตีเพียงหนึ่ง

 

            ลึกลงไปใต้ทะเลมีปะการังและดอกไม้ทะเลขึ้นหนาถักทอกันจนเป็นซุ้ม ช่องว่างเล็กที่เกิดจากการปกคลุมไม่สนิทของปะการังและดอกไม้ทะเล มีสายสีเเดงลอยออกมาตามกระเเสของน้ำเบื้องล่างเป็นสายยาว นั่นคือสายโลหิต

 

************************************************************************************

สวัสดีเหมียว  กว่าจะได้อัพตอนนี้ห่างไปสี่ห้าวันเลยเพราะเหมียวติดภาระกิจ  เตรียมงานเพื่อการตรวจเยี่ยมกับการเรียนออนไลน์ในช่วงโควิด 19

ตอนที่ 6 นี้เเม้ว่าจะไม่มีการต่อสู้ดุเดือดเเต่ก็เป็นตอนที่ได้เปิดเเง้มความลับของเหล่าผู้ฝึกตนทั้งสองสายนั่นก็คือสายร่างกายและสายจิต  นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงบรรดาศิษย์พี่  การเดินทางของจ้าวกุนหลาน  เเละงานเทศการเขากระบี่ค้ำฟ้าอีก  ตอนต่อไปจะเป็นเช่นไร   ขอให้ทุกคนเฝ้ารอติดตามด้วยนะครับเหมียว

***ใครที่อ่านเเล้วชอบหรือไม่ชอบอย่างไรก็ช่วยวิจารณ์เพื่อพัฒนาในงานเขียนต่อ ๆไปด้วยนะครับ เหมียว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น