(E-Book) [Quatre] HEART ตัดใจให้เหลือรัก

ตอนที่ 15 : Chapter 7 He told me that we’re family, he must be joking [2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 185
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    15 ม.ค. 64

 

Chapter 7

He told me that we’re family, he must be joking

(ที่บอกว่าพวกเราคือครอบครัว เขาคงล้อเล่นแน่นอน)

 

[2]

 

______________________________

 

ทันทีที่เธอพูดจบก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากคนในสายที่กำลังทำตัวเหมือนพรายกระซิบ ตอนนี้เขาคงจะนึกสีหน้าเธอตอนพูดประโยคนั้นออกละมั้งถึงได้หลุดขำออกมา 

“เช่าเหรอ” ชวินแทบจะลมจับหลังได้ฟังแบบนั้นจากลูกสาวคนโต เขาไม่มีปัญหาเรื่องเงินหรอก แต่ลูกแบบไหนกันที่มาตั้งเงื่อนไขเรียกเอาค่าเช่าจากพ่อตัวเอง แค่เพราะพ่ออยากให้น้องมาพักอยู่ด้วยเนี่ย “เลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว พ่อบอกแล้วไงว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน” 

“ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นหนูจะคิดราคาพิเศษให้ชนิดที่ว่าหอพักทำเลดี ๆ ใกล้รถไฟฟ้าต้องหลบไปเลยค่ะ” หญิงสาวยิ้มกริ่ม หากเธอได้ค่าเช่าห้องมาเพิ่มรายได้ละก็ เธอก็สามารถลดการรับงานวาดเพื่อมานั่งวาดเล่นและใช้เวลาพักผ่อนได้มากขึ้น แถมภาระค่าสาธารณูปโภคก็เบากระเป๋าไปอีกหลายปี หรือหากรับงานเท่าเดิม ที่เพิ่มเติมก็คือมีเงินไปช็อปปิ้งมากขึ้นอีกนิด 

คนเป็นพ่อถอนหายใจหนัก พยายามใจเย็น เขาเอื้อมหยิบแก้วน้ำยกขึ้นไปจิบเพราะรู้สึกคอแห้งเหลือเกิน ดูท่าว่าคงต้องประเมินลูกสาวคนนี้ใหม่เสียแล้วละมั้ง ถึงจะไม่อยากต่อว่าแต่ก็อดไม่ได้ “มันจะไม่มากไปหน่อยเหรอน้องเพลง”

“มากอะไรกันคะ หนูยังไม่ทันคิดราคาเลย” คนถูกถามแกล้งทำตาใส สีหน้าเหมือนเรื่องนี้มันช่วยไม่ได้จริง ๆ “แต่พ่อต้องเข้าใจนะคะ พ่อก็น่าจะรู้ดีใช่ไหมว่าช่วงนี้เศรษฐกิจบ้านเมืองเราไม่ค่อยดีเท่าไร อีกตั้งสองสามปีกว่านายกรัฐมนตรีเฮงซวยคนนี้จะหมดวาระ แย่หน่อยนะคะ บริหารบ้านเมืองไม่ได้เรื่องแล้วยังหน้าด้านจะทำ ไม่ไหวเลย”

หญิงสาวจงใจพูดแบบนั้นเพราะรู้ว่า ตอนนี้พ่อของเธอดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาใกล้ชิดคนใหญ่คนโตในฝ่ายบริหารของบ้านเมือง ซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่ชอบใจในหลายเรื่อง

“พ่อว่า…”

“เอาเป็นว่าถ้าพ่อตัดสินใจได้แล้วค่อยโทรบอกหนูก็ได้นะคะ วันนี้หนูคงต้องขอตัวก่อนเพราะมีธุระต่อ” เพลงผุดลุกจากที่นั่งโดยไม่สนใจบรรดาอาหารที่วางเต็มโต๊ะตรงหน้าเลยสักนิด เธอเห็นตอนที่พนักงานมาเสิร์ฟแล้วแหละว่ามีแต่ของที่เธอชอบอย่างที่ณิชาบอก 

“เดี๋ยวสิ” ชวินเรียกลูกสาวเอาไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะหมุนตัวเดินออกจากโต๊ะไป เป็นอีกครั้งที่คนเป็นพ่อถอนหายใจออกมา “เอาเป็นว่าตกลงตามนั้นแล้วกัน” 

ก็คงดีกว่าลูกของเขาคนนี้จะไม่ยอมอะไรเลย

เพลงยิ้มอย่างพอใจก่อนจะหันไปทางณิชาที่กำลังมองเธอด้วยสายตามีความหวัง ถึงเธอจะยอมแบ่งห้องให้น้องเข้ามาอยู่ร่วมบ้านด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมญาติดีกับยายคนนี้หรอก เธอไม่เคยคิดจะสนิทสนมกับน้องสาวเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะแต่ก่อนหรือตอนนี้ก็ตาม “ช่วยบอกฉันล่วงหน้าก่อนจะย้ายเข้าไปสักสามวันนะ”

พอเห็นว่าณิชารีบพยักหน้ารับแล้ว เพลงก็เดินออกมาจากตรงนั้นโดยไม่หันกลับไปสนใจสองพ่อลูกอีก จะให้เธอหันกลับไปได้ยังไงล่ะ ในเมื่อหมุนตัวหลบพ้นสายตาของคนที่บอกเธอว่าเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ทันไร น้ำตาที่พยายามเก็บซ่อนไว้อยู่นานสองนานก็พลันไหลออกมาโดยอัตโนมัติ 

ทั้งที่เธอคิดว่าคงจะไม่เป็นไรอยู่แล้วเชียว…

หญิงสาวปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งอย่างนั้นโดยไม่คิดจะยกมือขึ้นไปเช็ดมันด้วยซ้ำ พยายามบอกตัวเองในใจว่าวันนี้เธอทำดีที่สุดแล้ว แค่นี้ก็เก่งมากแล้วจริง ๆ ภาพที่เธอเดินร้องไห้โดยพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไว้เรียกความสนใจของคนที่เดินสวนไปมา เสียงฝีเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งดังไล่หลังมาชัดมากขึ้น และก่อนที่เธอจะทันได้หันไปมอง มือหนาก็เอื้อมมาคว้าไหล่เธอเอาไว้เสียก่อน 

“ฮาร์ต” เธอเรียกชื่อของใครคนนั้นเสียงเบา รู้สึกเหมือนร่างกายแทบจะหมดแรง บอกใครก็คงไม่เชื่อว่าเธอคือคนเดียวกับผู้หญิงที่ก่อนหน้านี้ไม่ถึงห้านาทียังทำเก่งทำปากดีต่อหน้าพ่ออยู่เลย

“ร้องไห้จริง ๆ ด้วยแฮะ” คนตัวสูงกว่าพึมพำแล้วพรูลมหายใจออกมา สีหน้าของเขาไม่ได้แปลกใจเท่าไรนัก เรียกว่าค่อนไปทางเดาไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ และเป็นห่วงเธอเสียมากกว่า เขาได้ยินทุกการสนทนาตลอดเวลาที่เธอนั่งอยู่ในร้านอาหาร แล้วก็รีบตามมาในตอนท้ายที่รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงคนนี้กำลังจะออกจากร้าน

“ฉัน…” เพลงแทบจะพูดไม่ออกเลย ความรู้สึกหน่วงหนึบมันจุกอยู่ในอกจนเธออยากจะหายตัวได้ 

“กลับกันเถอะ เธอจอดรถไว้ชั้นไหน”

เพลงเก็บหูฟังที่อีกฝ่ายน่าจะตัดสายไปสักพักแล้วเข้ากระเป๋า ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรูปเลขที่บอกตำแหน่งที่จอดรถซึ่งเธอถ่ายเก็บเอาไว้ตอนมาถึง พร้อมทั้งยื่นกุญแจรถให้ฮาร์ตด้วย ชายหนุ่มรับไปโดยไม่พูดอะไรเพราะเข้าใจสถานการณ์ดี เขาจับมือของอีกคนเอาไว้แน่นก่อนจะพาเดินไปด้วยกัน

“ฉันยังไม่อยากกลับบ้าน” 

เพลงบอกแบบนั้นในตอนที่เข้ามานั่งประจำที่ข้างคนขับ ฮาร์ตหันมามองคนที่ดึงเข็มขัดนิรภัยออกมาคาดด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก เธอเอาแต่เงียบและปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ทั้งสภาพแบบนั้นตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว ทว่าเขาเองก็ไม่ได้คิดจะห้ามไม่ให้เธอร้องไห้ เพราะเขารู้ดีว่ามันจะช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าเรื่องที่เจอมาจะหนักหนาแค่ไหนก็ตาม และในชีวิตของผู้หญิงคนนี้ก็มีเพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถทำให้เธอร้องไห้จนไม่ห่วงสวยแบบนี้

กึก! กึก!

เสียงเข็มขัดนิรภัยที่ไม่ลงล็อกสักทีทำให้หญิงสาวหันกลับมาตั้งใจมองให้ดี ๆ แต่ยังไม่ทันจะได้จับมันเสียบเข้าล็อกให้ถูกตำแหน่ง สารถีเฉพาะกิจก็เอี้ยวตัวพร้อมกับเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้อีกทีแล้วขยับให้ตรงช่อง

เขาเงยหน้าขึ้นมามองเธอแล้วถาม 

“อยากกินอะไรไหม เธอยังไม่ได้กินข้าวนี่” 

ทว่าทั้งการกระทำก่อนหน้านี้กับประโยคและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของชายหนุ่ม เป็นเหมือนเครื่องกระตุ้นให้น้ำตาอุ่น ๆ ของหญิงสาวยิ่งไหลออกมาหนักขึ้น มากจนครั้งนี้เขาจำเป็นต้องยกมือขึ้นมาใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดให้ 

“มีหลายครั้งที่ฉันคิดว่าวันนั้นฉันน่าจะตายไปพร้อมกับแม่” เธอเอ่ยขึ้นขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย “แต่บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองโคตรโชคดีเลย ฮึก…” เสียงสะอื้นไห้ทำเธอหยุดพูดไป พยายามสูดหายใจเข้าลึกและอยากจะฝืนยิ้มให้เขา แต่ทุกอย่างมันหนักอึ้งไปหมด จนไม่เหลือแรงจะยกมุมปากขึ้นด้วยซ้ำ “ถ้าวันนั้นฉันตาย ฉันคงไม่ได้เจอกับนาย”

ฮาร์ตอยากจะซาบซึ้งและขอบคุณที่เธอมีชีวิตรอดมาได้ ทว่าตอนนี้เขากลับไม่รู้สึกยินดีสักนิด ทุกครั้งที่เธอพูดว่า ‘น่าจะตาย’ มันทำให้หัวใจของเขากระตุกขึ้นมา แม้ไม่อาจพูดได้ว่าเข้าใจเธอทั้งหมด เพราะเขาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบที่อีกฝ่ายเจอ แต่เขารู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นแววตาหม่นหมองของเธอซึ่งบ่งบอกว่าเธอคิดอย่างนั้นจริง ๆ 

“ถ้าผู้ชายคนนั้นดีกับฉันได้เท่าที่นายเป็น หรืออย่างน้อยสักครึ่งหนึ่งก็คงดี” เธอหลุบตาลงไม่อาจสบตาของเขาได้อีกต่อไป “ฉันดูไม่ออกเลยว่ามีครั้งไหนบ้างที่เขาจริงใจกับฉัน แม้แต่อาหารที่ฉันชอบ…ฮึก”

กริ๊ก!

ชายหนุ่มปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยที่เพิ่งช่วยใส่ให้อีกคนออก แล้วดึงเธอเข้ามากอดเอาไว้แน่น ถึงจะไม่สามารถนึกคำปลอบใจดี ๆ ออก แต่อ้อมแขนของเขาก็ช่วยพูดแทนทั้งหมดแล้ว เขาจะอยู่ตรงนี้และรับฟังทุกอย่างที่ผู้หญิงคนนี้อยากพูด 

“แม้แต่อาหารพวกนั้นน่ะ” เพลงยังคงพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา “ฉันก็ไม่รู้ว่ามันมาจากใจหรือเสแสร้งเพราะฉันมีประโยชน์กับพวกเขากันแน่ ฮึก… นายรู้ไหมว่ามีแวบหนึ่งที่ฉันอยากจะคิดว่าทั้งหมดนั่นคือความจริงใจ ฉันนี่คิดอะไรตลกจริง ๆ”

คนในอ้อมกอดของฮาร์ตร้องไห้จนตัวโยน ถึงขนาดที่ถ้าไม่ติดว่าคนที่เพลงพูดถึงคือพ่อของเธอละก็ เขาก็อยากจะเข้าไปกระชากคอเข้ามาถามว่าเคยรู้สึกผิดอะไรบ้างไหม เคยมีสักเสี้ยวหนึ่งไหมที่รู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองทำมันทำร้ายเด็กคนหนึ่งมากแค่ไหน ทว่าเรื่องจริงมันยากกว่านั้นและเขาไม่อาจทำตามสิ่งที่คิดได้ทั้งหมด

“แต่ก่อนฉันได้แต่กลัวเพราะสิ่งที่เห็นมันน่ากลัว แต่ไม่เคยรู้เลยว่าที่จริงแล้วแม่รู้สึกยังไง จนกระทั่งฉันค่อย ๆ โตขึ้นถึงได้รู้ว่า สิ่งที่แม่รู้สึกมันทั้งน่ากลัวน่าเจ็บปวดแค่ไหน ตอนนั้นฉันน่าจะ…”

ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนคนตัวเล็กกว่าชะงักนิ่งและหยุดพูดไป ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ เพราะเขารู้ว่าเธอกำลังจะพูดในสิ่งที่เขาไม่อยากได้ยินออกมาอีกครั้ง เขาแค่อยากให้เธอรับรู้ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียว และการที่เธออยู่ตรงนี้มันดีที่สุดแล้ว

เจ้าตัวจะรู้ไหมว่าเขาเองก็กลัว… 

กลัวว่าวันหนึ่งจะไม่ได้เห็นเธออีก

เป็นเวลาสักพักใหญ่กว่าคนในอ้อมแขนของฮาร์ตจะเงียบเสียงสะอื้นลง มือหนาข้างหนึ่งลูบเรือนผมนุ่มมือของเธอสองสามครั้งก่อนจะผละออก ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ของเพลงทำให้เขายิ้มออกมา

“รู้สึกดีบ้างหรือยัง”

“นิดเดียว” เธอตอบเสียงเบา น้ำเสียงฟังดูแล้วยังไม่คงที่เท่าไรนัก แต่นั่นก็ทำให้คนฟังยิ้มกว้างกว่าเดิม 

“ดีแล้วล่ะ” เขาเอื้อมมือไปเก็บผมทัดหูให้อีกฝ่ายก่อนจะดึงเข็มขัดนิรภัยออกมาคาดให้เธอใหม่ ราวกับว่าเจ้าตัวเป็นเด็กเล็ก จากนั้นจึงคาดให้ตัวเองบ้างแล้วเตรียมสตาร์ทรถเพื่อออกไปจากลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้สักที ชายหนุ่มพึมพำขึ้นในตอนที่รถเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแล้วว่า “ฉันควรจะพาเธอไปที่ไหนดีล่ะ เธอจะได้รู้สึกดีขึ้นอีก”

 

 

______________________________

to be continued

 

 

แอบดราม่านิดหน่อยย ไม่มาก (จริงจริ้ง)

ฝากติดตามต่อด้วยน้าา เลิฟ ๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

24 ความคิดเห็น

  1. #17 nan-sand (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 มกราคม 2564 / 21:51
    ชอบประโยคที่ด่า.... มากเลยค่ะ แบบว่าแอบสะใจเบาๆ 5555 สู้นะคะ
    #17
    1
    • #17-1 CHERMADA(จากตอนที่ 15)
      14 มกราคม 2564 / 22:28
      อุ๊ยยย รู้ทันนน XD
      #17-1