(E-Book) [Quatre] HEART ตัดใจให้เหลือรัก

ตอนที่ 14 : Chapter 7 He told me that we’re family, he must be joking [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 177
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    14 ม.ค. 64

 

Chapter 7

He told me that we’re family, he must be joking

(ที่บอกว่าพวกเราคือครอบครัว เขาคงล้อเล่นแน่นอน)

 

[1]

 

 

“พ่อมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”

เพลงเอ่ยขึ้นทันทีที่เดินมาถึงโต๊ะอาหารภายในร้านอันเป็นสถานที่นัดหมายของวันนี้ ไม่มีประโยคทักทายอื่นใดนอกจากการพูดเข้าประเด็นหลักที่เธอคิดว่ามีแน่นอน แม้แต่รอยยิ้มที่ควรตอบกลับสองคนซึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้วก็ยากเกินไปสำหรับเธอ มือเรียวยกขึ้นไปขยับหูฟังไร้สายที่เสียบอยู่ข้างหนึ่งให้ดี ๆ ก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างฝั่งตรงข้ามกับพ่อและน้องสาวต่างมารดา เธอได้ยินเสียงถอนหายใจดังผ่านหูฟังออกมา ตามด้วยเสียงของคนปลายสายสั่งเครื่องดื่มกับพนักงาน 

แน่นอนว่าฮาร์ตคือเจ้าของสายนั้น แม้ตัวเขาจะแยกไปรออยู่ที่อื่น แต่การที่ต่างฝ่ายต่างถือสายค้างไว้แบบนี้ก็ทำให้เธออุ่นใจขึ้น อย่างน้อยเธอก็รู้สึกว่ามีเขานั่งอยู่ข้างกันตลอดเวลา ท่ามกลางคนแปลกหน้าที่เธอรู้จักดีสองคนตรงนี้ ใครกันที่เคยบอกทำนองว่า ครอบครัวไม่ใช่สถานที่อบอุ่นสำหรับทุกคน เธอโคตรเห็นด้วยเลยล่ะ อย่างน้อยมันก็จริงสำหรับเธอ

“คำถามนี้อีกแล้ว เมื่อตอนพ่อโทรไปก็ถามแบบนี้” ชวินอดทำหน้าน้อยใจใส่ลูกสาวคนโตไม่ได้

“ทำไมล่ะคะ ทำไมหนูจะคิดว่าพ่อมีธุระไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นแบบนั้นมาตลอดเวลาพ่ออยากกินข้าวกับหนูไม่ใช่เหรอ” เพลงย้อนถามด้วยท่าทีสบาย ๆ ราวกับว่าความจริงที่เพิ่งเอ่ยไปไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย ต่อหน้าพ่อเธอมักจะแสร้งว่าตัวเองเข้มแข็งและไม่เดือดร้อนอะไร ทั้งที่ลึกลงไปในใจไม่เคยอยากยอมรับมันเลยสักนิด 

นัยน์ตาคู่สวยจ้องตรงไปยังพ่อบังเกิดเกล้า แต่กลับไม่เห็นแววของความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย เธอพยายามแล้วที่จะไม่มองเด็กผู้หญิงที่มาด้วยกันกับเขา หากสุดท้ายก็อดปรายตาไปมองไม่ได้อยู่ดี น้องสาวของเธอกำลังนั่งทำหน้าเหมือนอึดอัดใจ คล้ายไม่อยากให้เสียบรรยากาศกลางโต๊ะอาหารวันนี้แต่ก็ไม่กล้าขัดพ่อกับพี่สาว  

“หนูเพิ่งจะมาถึงเอง พ่อว่าเรารออาหารที่พ่อสั่งไปมาครบก่อน แล้วค่อย ๆ กิน ค่อย ๆ คุยกันดีกว่านะ” 

“พูดเรื่องของพ่อมาดีกว่าค่ะ หนูไม่ค่อยหิวเท่าไร” เธออยากจะบอกว่าเห็นหน้าพวกเขาแล้วกินไม่ลงเสียด้วยซ้ำ ดูเอาเถอะ สุดท้ายมันก็ไม่ต่างจากที่เธอเคยเจอมา หากไม่มีเรื่องจำเป็นอะไร ผู้ชายคนนี้ก็คงจะลืมไปแล้วว่าเธอเป็นลูก ไม่แน่ว่าเขาอาจจะอยากลืมอยู่ก็ได้ เหมือนที่เธอคิดอยู่ตลอดเวลาว่าไม่อยากมีพ่อแบบเขา

“เอ่อ... แต่พ่อสั่งอาหารที่พี่เพลงชอบไว้ให้ทั้งนั้นเลยนะคะ” ณิชาที่นั่งเงียบตั้งแต่พี่สาวมาถึงตัดสินใจเอ่ยขัดขึ้น ด้วยหวังจะทำให้บรรยากาศมาคุเบาบางลงได้บ้าง แม้เธอจะรู้ดีว่าตัวเองเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเป็นพี่ไม่พอใจก็ตาม 

“พ่อจำได้ด้วยเหรอคะว่าหนูชอบหรือไม่ชอบกินอะไร” เพลงแกล้งทำหน้าแปลกใจ 

“คนที่จำได้คือน้องณิต่างหากล่ะ” ชวินเฉลยพร้อมพยักพเยิดหน้าไปด้านข้าง ซึ่งความจริงข้อนั้นไม่ต่างจากสิ่งที่เพลงคิดเท่าไรนัก พ่ออยากให้เธอรักน้องสาวมาก ๆ ส่วนน้องก็ไม่อยากเห็นพี่กับพ่อทะเลาะกัน แต่จะมีใครรู้ไหมว่าความพยายามทำให้ทุกคนรวมกันเป็นครอบครัวสุขสันต์แบบนั้น มันทำให้คนเป็นพี่สาวอึดอัดจนอยากจะกรีดร้องออกมา

เพลงเกลียดพวกเขาทุกคน โดยเฉพาะตัวต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องเสียแม่ไป และเกือบจะสูญเสียตัวเองด้วย... หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้สักเท่าไร 

“เราก็ช่วย ๆ กันจำนี่คะ” คนอ่อนสุดเอ่ยอย่างถ่อมตัว ไม่ทันสังเกตเห็นแววตาเย็นชาที่พี่สาวส่งไปให้ 

ณิชามีพี่สาวเพียงคนเดียว ถึงจะคนละแม่แต่ก็อยากสนิทด้วยมาแต่ไหนแต่ไร ทว่าตั้งแต่จำความได้ ยิ่งเธอพยายามเข้าใกล้พี่เมื่อไหร่ อีกฝ่ายก็ดูจะยิ่งไม่ชอบเธอมากกว่าเดิม ในครอบครัวฝั่งพ่อไม่ว่าจะปู่หรือย่า ณิชาไม่เคยเป็นที่รักหรือพอใจของใครเลย คงมีเพียงพ่อคนเดียวเท่านั้นที่รักเธอ 

 “รีบบอกมาดีกว่าค่ะว่ามีเรื่องอะไรกันแน่” เพราะไม่อยากนั่งร่วมโต๊ะกับพวกเขานานเท่าไร เพลงจึงดึงกลับเข้าประเด็นหลักอีกครั้ง 

คนเป็นพ่อถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนเหลือบไปทางลูกสาวคนเล็ก เห็นทีว่ายื้อไปก็เท่านั้น เขาเลยยอมบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงจนได้ “คืออย่างนี้นะ ตอนนี้น้องณิก็จบมอหกแล้ว น้องสอบติดคณะแพทย์ที่มหาวิทยาลัย A คะแนนดีทีเดียวล่ะ” 

ชวินเงียบไปเหมือนรอฟังความเห็นจากลูกสาวคนโต (หรือไม่ก็คำชมพร้อมเสียงปรบมือละมั้ง เธอคิด) หากแต่เพลงทำแค่เหลือบมองน้องสาวนิดหนึ่งเท่านั้น ก่อนจะหันมาจ้องหน้าพ่อเพื่อรอให้เจ้าตัวพูดต่อให้จบ แต่เขาก็ไม่ยอมพูดสักที เธอเลยอดปากไม่ได้

“แล้วยังไงคะ แค่จะมาอวดให้ฟังว่าจบมอปลายแล้วสอบติดแพทย์มอดังเหรอ อ้อ คะแนนดีด้วย” เพลงเลิกคิ้วสงสัย เหลือบตามองณิชาเหมือนกับนั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอควรจะรู้สักหน่อย ก็นะ เธอไม่ได้อยากรู้จริง ๆ นั่นแหละ 

“ที่จริง…” คนแก่กว่าเงียบไปชั่วอึดใจ มีแววลังเลปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้นเล็กน้อย “มหาวิทยาลัยนั้นมันค่อนข้างไกลจากบ้านเราแล้วรถก็ติดมากด้วย”

“ค่ะ” เพลงพยักหน้าลงพลางนึกภาพตาม เธอเคยไปที่มหาวิทยาลัย A หลายครั้งเมื่อสมัยเรียน เพราะมีเพื่อนเรียนอยู่ที่นั่น แล้วมันก็อยู่คนละฟากกับบ้านพ่อจริง ๆ หากหญิงสาวเดาไม่ผิด พ่อคงคิดจะให้เธอช่วยเป็นธุระหาหอพักให้น้องสินะ แล้วมันเรื่องอะไรของเธอล่ะ ผู้ช่วยของเขามีให้คอยจัดการให้เยอะแยะ “ช่วงนี้หนูยุ่ง ๆ เพราะรับงานมาเยอะมากเลยไม่ค่อยว่างเท่าไร ถ้าพ่อหมดเรื่องจะพูดแล้วหนูขอ…”

“เดี๋ยวสิเพลง” ชวินรีบค้านขัดจังหวะเมื่อเห็นลูกคนโตทำท่าเหมือนเตรียมจะลุกไปจากโต๊ะ อันที่จริงเขาก็พอจะรู้ว่าเด็กคนนี้ไม่อยากจะสนทนากับเขาสักเท่าไร ความสัมพันธ์ของพวกเขาแตกหักจนยากจะประสานรอยร้าวนั้น แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นพ่อของเธออยู่ดี เขาคิดว่าลูกคงเห็นแก่ความเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่บ้าง “ที่จริงพ่ออยากให้น้องไปอยู่บ้านคุณย่ากับหนูน่ะ”

“เหอะ” คนถูกร้องขอแค่นหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ฟัง นั่นสินะ เธอไม่ทันได้ฉุกคิดถึงจุดนี้เลย เพราะถ้าเดินทางจากบ้านเธอไปมหาวิทยาลัย A ละก็ สะดวกสบายจนมองข้ามเรื่องอยู่หอพักไปได้เลย แต่ดูเหมือนพ่อเธอจะเข้าใจผิดไปสักหน่อย “หนูว่าพ่อพูดไม่ถูกนะคะ” เธออมยิ้ม

“ฮะ?”

“บ้านหลังนั้นไม่ใช่บ้านคุณย่าแล้ว แต่เป็นบ้านของหนูค่ะ” เธอยืดตัวขึ้นนิดหนึ่งตอนพูดจบ พ่ออาจจะลืมความจริงเรื่องนี้ไป “มันเป็นชื่อหนู” แน่นอนว่าคนที่มีสิทธิ์เด็ดขาดคือเธอ

“พ่อรู้ว่าย่ายกให้หนูไปแล้ว”

“ค่ะ แล้วหนูก็ไม่อยากให้ ‘คนอื่น’ เข้ามาอยู่ในบ้านด้วย” เธอจงใจเน้นคำ เล่นเอาณิชาที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ หลุบตามองโต๊ะทันที 

“คนอื่นที่ไหนกันล่ะ นี่น้องสาวของหนูทั้งคนนะ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน” ชวินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าคงต้องโดนปฏิเสธทันทีที่เอ่ยปาก “ให้น้องอยู่ด้วยเถอะ ถือเสียว่าเป็นเพื่อนกันไง อีกอย่างถ้าน้องอยู่ที่นั่นพ่อก็หายห่วง”

“แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาพ่อเคยห่วงหนูบ้างหรือเปล่าคะ” เพลงถามอย่างอดกลั้น ดวงตาร้อนผ่าวทำให้เธอพยายามสูดหายใจเข้าลึก เธอจะร้องไห้ออกมาตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด “ที่ผ่านมาพ่อทำเหมือนลืมไปแล้วว่าแม่ตายเพราะอะไร”

“เพลง” เสียงของชวินเข้มขึ้นเหมือนจะปรามให้เงียบเรื่องนี้ไป แทบจะเป็นจังหวะเดียวกับเสียงของฮาร์ตที่ดังออกมาจากหูฟังว่า [ใจเย็น ๆ] เธอเองก็อยากใจเย็นอยู่หรอก แต่ทนความหน้าด้านหน้าทนของคนที่เธอเรียกว่าพ่อมาทั้งชีวิตไม่ไหวจริง ๆ 

ผู้ชายตรงหน้าเธอก็แค่คนเห็นแก่ตัวคนหนึ่งเท่านั้น

ในตอนนี้เองที่อาหารที่ถูกสั่งไปก่อนเพลงจะมาถึงทยอยมาเสิร์ฟจนครบ หากแต่ทั้งสามคนไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะแตะต้องพวกมันเลย  

“ขอโทษนะคะ ถึงยังไงหนูก็คงช่วยเหลืออะไรพ่อไม่ได้หรอกค่ะ” เพลงเอ่ยขึ้นหลังจากพนักงานเดินกลับไปแล้ว 

“ครั้งนี้พ่อขอร้องล่ะ จะให้พ่อทำยังไงก็ได้ แค่ให้น้องไปอยู่ด้วยคน” ท่าทีของชวินอ่อนลงจากเมื่อกี้ ถึงจะนึกโกรธที่โดนพูดแบบนั้นใส่หน้า แต่เขาก็ไม่คิดจะให้ลูกคนเล็กไปอยู่หอคนเดียวอยู่ดี บ้านของแม่เขาออกจะกว้างขวาง ตอนที่ท่านประสงค์จะยกมันให้หลานรักเพียงคนเดียวเขาก็ไม่ได้ขัดอะไร อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการชดเชยที่เขาอาจจะละเลยลูกคนโตไปบ้าง

[ถึงยังไงณิก็ไม่ผิดนะ] เสียงของฮาร์ตดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่เพลงจะได้ปฏิเสธอะไร 

เพลงนิ่งไปหลังได้ยินแบบนั้น ที่จริงเธอก็ไม่เคยถือโทษโกรธน้องสาวหรอก เธอรู้ดีว่าไม่ใช่ความผิดของณิชา ไม่มีใครเลือกเกิดได้รวมทั้งเธอเองด้วย แต่เธอจะทนเห็นหน้าของเด็กคนนี้ทุกวันได้ยังไง มันยิ่งตอกย้ำถึงเรื่องราวในอดีตที่พ่อของเธอไม่เคยจะมาสนใจเลย 

“พ่อรู้ว่าหนูอยากอยู่คนเดียว แต่แค่มีน้องไปอยู่ด้วยอีกคนคงไม่เป็นอะไรหรอก กลางวันน้องก็ไปเรียน กลับมาจากเรียนก็อยู่คนละส่วนกันไป” ผู้เป็นพ่อพยายามโน้มน้าวอย่างใจเย็น ถึงภายนอกของลูกคนโตอาจจะดูก้าวร้าวไปบ้าง แต่เขารู้ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้ใจจืดใจดำขนาดนั้น เพราะตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนเรียนจบมัธยมปลาย เธออยู่ในความดูแลของเขาภายใต้ชายคาบ้านหลังเดียวกันมาตลอด

“คนละส่วนกัน” เพลงพึมพำทวนคำพูดนั้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ง่ายดีเนอะ” 

นัยน์ตาแข็งกร้าวเปลี่ยนไปมองคนที่เอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบเกือบจะตลอดเวลาที่เธอกับพ่อคุยกัน ที่จริงน้องสาวของเธอไม่ได้ดูมีพิษภัยอะไรหรอก ตั้งแต่จำความได้น้องก็ดีกับเธอมาตลอดจนเธอหงุดหงิดใจ บางทีถ้าเธอเปลี่ยนใจยอมให้ณิชาไปอยู่ด้วย เธออาจจะมีโอกาสได้เอาคืนพ่อกับเมียใหม่ของเขาบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้ เธอไม่ได้จริงจังแต่ก็แค่คิดเผื่อไว้ 

“เอาอย่างนี้ดีไหม พ่อจะจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ตที่บ้านให้ทั้งหมดจนกว่าน้องจะเรียนจบ” 

นั่นไงล่ะ! โอกาสอย่างแรกของเธอ

“ค่าเช่าด้วยเป็นไงคะ” เธอเสนอเพิ่ม ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงตุ่นอันเป็นสีโปรดยกยิ้มนิดหน่อยหลังพูดจบ เล่นเอาชวินทำหน้าเหลือเชื่อ ไหนจะประโยคต่อมาของลูกคนโตนั่นอีก “หนูไม่ให้ใครมาอยู่ฟรี ๆ หรอกค่ะ เอาเป็นว่าหนูจะแบ่งห้องว่างให้เช่าสักห้องแล้วกัน ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเน็ตก็รบกวนพ่อทำตามที่พูดด้วยนะคะ”

 

 

______________________________

to be continued

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

24 ความคิดเห็น

  1. #16 nan-sand (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มกราคม 2564 / 16:01
    ใจเย็นๆลูกสาววววว
    #16
    0