Naughty Bedtime นิทานร้อนซ่อนรัก (เซ็ต MAD OVERDOSE)

ตอนที่ 6 : It Took One Night, One Try, And I'm Hooked.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,359
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 88 ครั้ง
    1 ก.ย. 62


5

It Took One Night, One Try, And I'm Hooked.

(แค่หนึ่งคืน เพียงครั้งเดียว ฉันก็ติดกับเธอเข้าแล้ว)



คืนนี้เที่ยวไหนครับ” 

เสียงแหบต่ำเซ็กซี่ของใครบางคนที่ยื่นหน้าเข้ามากระซิบถามข้างหู เล่นเอาฉันที่กำลังเหม่อๆ ถึงกับสะดุ้งเฮือกก่อนจะหันกลับไปมอง และวินเซ็นต์ซึ่งยืนยิ้มมุมปากอยู่ด้านหลังก็ดูไม่รู้สึกผิดอะไรแม้แต่น้อยที่มาทำให้ฉันตกใจ 

ทำไม จะชวนฉันไปไหนเหรอ” ฉันเอ่ยถามพ่อนายแบบยิ้มๆ อันที่จริงตอนฉันให้นามบัตรไป ก็คิดอยู่ว่าเขาอาจจะไม่ติดต่อกลับมาก็ได้ แต่สองสามวันหลังจากนั้นเขาก็โทรมาบอกว่าอยากเจอ แล้วก็อยากถอดเสื้อผ้าต่อหน้าฉันอีก… 

ฉันเลยจับมาเป็นนายแบบซะเลยแบบนี้ไง คิดไว้แล้วว่าน่าจะโอเค แต่พอดูงานจริงแล้ว ยิ่งดีกว่าที่คิดไว้ซะอีก คาริสม่าและความเซ็กซี่ของเขาเข้ากับแบรนด์ฉันได้ดีทีเดียว แล้วก็ช่วยส่งให้ภาพออกมาดูอีโรติกยิ่งกว่าเดิมอีก 

ฉันนี่ก็ตาถึงไม่เบาเหมือนกันแฮะ

ก็แล้วแต่พี่ ว่าพี่อยากไปชิลก่อน...” เขาทิ้งจังหวะเล็กน้อยพอให้ตื่นเต้น ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบกระซาบที่ข้างหู ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของเขา “หรือว่าเหนื่อยแล้วอยากจะกลับไป ‘พักผ่อน’ ที่คอนโดเลยก็ได้เหมือนกันนะครับ” 

วันนี้ยังถอดเสื้อผ้าไม่พอหรือไง” 

ผมเหลือชิ้นสุดท้ายยังไม่ได้ถอด ส่วนพี่...ก็เหลืออีกสองชิ้น”

ฉันหัวเราะกับความซุกซนหน้าตายของวินซ์เพราะรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร ก่อนจะดันร่างเขาออก เล่นเอานายแบบหนุ่มถึงกับงง 

ขอโทษทีนะจ๊ะ แต่พอดีวันนี้ไม่ว่างแล้ว” 

วินซ์นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะหยักยิ้มขำที่มุมปาก นัยน์ตาสีน้ำตาลเหลือบมองไปทางหนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะและแฝงไว้ด้วยเลศนัยบางอย่าง “ไม่ว่างเพราะคนขับแกร็บคาร์มารับแล้วสินะครับ”

ฉันมองตามสายตาของเด็กหนุ่มไปยังร่างสูงโปร่งของมาวินที่ยืนพิงรถ BMW Z4 สีดำคันหรู คาบบุหรี่ Dunhil Menthol ไว้ในปากพลางเอามือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ ส่วนมืออีกข้างถือไอโฟนอยู่ เมื่อรวมกับแจ็กเก็ตยีนส์ที่สวมทับเสื้อยืดสีขาวและกางเกงเดนิมสีเข้ม กับผมที่เซ็ตไว้แบบยุ่งๆ เซอร์ๆ ก็ทำให้เขาดูเหมือนเป็นนายแบบที่กำลังโพสต์ท่าถ่ายโฆษณาบุหรี่ไฮเอนด์เสียเอง

คิดไม่ถึงเลยว่าคนขับแกร็บคนที่ว่าจะเป็นเจ้าของสตูดิโอนี้ด้วย” 

ฉันส่งยิ้มให้วินซ์แทนคำตอบ และอีกฝ่ายก็เข้าใจดีว่าฉันหมายถึงอะไร เขาจึงพยักหน้ารับแต่โดยดี ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบถ้อยคำอ่อยเหยื่ออีกประโยค เด็กนี่มันร้ายจริงๆ เลย

งั้น...วันไหนอยากให้ผมถอดอีกชิ้นที่เหลือ พี่ก็โทรมาได้ทุกเมื่อนะครับ :)”

โอเค” 

เมื่อวินเซ็นต์เดินแยกไปรถของเขาแล้ว ฉันจึงเดินเข้าไปหามาวินที่ยืนรอฉันอยู่ ในหัวก็คิดเมนูที่อยากกินจะได้ชวนเขาไปหาอะไรกินฉลองงานเสร็จคืนนี้ 

แต่ยังไปไม่ถึงตัวเขา ก็ดันมีคนมาตัดหน้าฉันเสียก่อน 

พี่วินคะ!” 

เมื่อเสียงหวานร้องทักก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งเข้าไปหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสดใส มาวินก็ละสายตาจากไอโฟนที่อยู่ในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมอง มุมปากได้รูปสวยของเขาหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มก่อนจะดึงบุหรี่ไปคีบไว้ด้วยปลายนิ้วเรียวแล้วเอ่ยทักเธอตอบ

น้องมิร่า วันนี้ขอบคุณมากนะครับ” 

ไม่เป็นไรเลยค่า หนูซะอีกต้องขอบคุณพี่วิน ทำงานสนุกมากเลยค่ะ~ หวังว่ารูปจะออกมาโอเคนะคะ”

คืนนี้พี่จะกลับไป Process แล้วส่งแซมเปิลล็อตแรกให้ทางแบรนด์ แต่คิดว่าเขาน่าจะชอบแหละ เมื่อกี้คุณนิ้มตัวแทนแบรนด์ที่มาดูก็บอกว่าชอบรูปมาก เดี๋ยวพี่ส่งให้เราด้วย” 

เย้ ขอบคุณนะคะ~ หนูก็ชอบ เมื่อกี้แอบดูในจอ หนูชอบมุมกล้องกับการจัดแสงของพี่มากเลย…”

ฉันชะลอฝีเท้าที่กำลังจะเดินเข้าไปหามาวินเมื่อเห็นว่ามันไม่ใช่การเข้ามาทักเพื่อบอกลาแล้วแยกย้าย แต่มันกำลังจะกลายเป็นบทสนทนาที่ยาวขึ้นเรื่อยๆ ต่างหาก 

ก็มันเห็นได้ชัดมากเลยนี่นา ว่า ‘เธอ’ ไม่อยากให้การสนทนาจบลงแค่ตรงนี้น่ะ 

งั้นเดี๋ยววันหลังหนูทักไปนะคะ ไว้ไปออกทริปถ่ายรูปกัน” 

โอเค” 

ดีใจที่ได้ร่วมงานกันวันนี้นะค้า~”

ฉันเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินคำว่าบ๊ายบายซึ่งน่าจะหมายความว่าทั้งสองคนคุยกันจบแล้ว จากนั้นจึงเดินยิ้มยิงฟันเข้าไปหามาวินที่ตอนนี้ยืนอยู่คนเดียว

อะไรกัน แลกไลน์กันแล้วเหรอ” 

มาวินยักไหล่ก่อนจะเก็บไอโฟนเข้ากระเป๋า “ใช่ พอดีน้องเขาบอกว่าเขาก็เล่นกล้องเหมือนกัน แล้วก็จะมีทริปถ่ายรูปที่ภูทับเบิกที่ฉันอยากไปอยู่พอดี”

แหม ไวจังนะ”

ไวอะไร” 

ภูทับเบิก หนาวๆ อยู่จะได้หันมากอดกันงี้”

ไปถ่ายรูปเฉยๆ โว้ย” มาวินยื่นมือมาผลักหัวฉันก่อนจะหัวเราะแล้วโยนไม้กลับมาทางฉันบ้าง “ว่าแต่ฉัน เธอนั่นแหละ”

ฉันทำไม”

ไอ้เด็กนายแบบคนใหม่ของเธอนั่นน่ะ คือคนที่เธอหิ้วกลับ ‘รังรัก’ เมื่อวันก่อนใช่มั้ย” 

ฉันชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเขาถามมาแบบนี้ จริงสิ...วันนั้นหมอนี่บังเอิญสวนกับวินซ์ที่คอนโดฉันพอดีนี่นา 

ดูท่าทางเด็กมันจะหลงเธอนะ สายตาที่มองงี้หวานหยดย้อย”

แหมมม ไม่หวานเชื่อมเท่าที่แกมองยัยน้องมิร่าอะไรนั่นหรอก”

ฉันไปมองน้องเค้าหวานๆ ตรงไหนวะ”

ตรงนี้ไง ตาเงี้ยเป็นประกายวิบๆๆ วับๆๆ” ฉันพูดพร้อมกับยื่นมือไปทำท่าจะจิ้มตามัน แล้วสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อคนตัวสูงเอื้อมมือมาคว้ามือฉันไว้ก่อนจะมองมาด้วยนัยน์ตาสีดำคู่สวยของมัน 

ด้วยสายตาที่ทำให้รู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมา...แบบเมื่อกี้ไม่มีผิด

โมโหอะไรเนี่ย” 

...เปล่าสักหน่อย” ฉันตอบพร้อมกับหลบตา “ก็พูดเรื่องจริง แกนั่นแหละทำขรึมกลบเกลื่อนทำไม”

เปล่า ก็นึกว่าเธองอนจริง จะได้อธิบาย” 

อธิบายว่า?”

ว่ามันไม่มีอะไรจริงๆ” 

...” ฉันนิ่งอึ้งไปนานหลายวินาที ก่อนจะปัดมือเขาออกแล้วเดินอ้อมรถไปเปิดประตูฝั่งคนนั่ง “จะมาอธิบายทำไมเนี่ยไร้สาระ ไปๆ ขึ้นรถได้แล้ว หิวข้าวจะแย่” 

...ครับๆ จะกินอะไรเสิร์ชเลยครับ” มาวินเดินไปดับบุหรี่ในที่เขี่ยบุหรี่ ก่อนจะเดินกลับมาขึ้นรถ หลังจากเช็คกระจกมองหลังและปรับแอร์ตามอุณหภูมิที่ฉันชอบแล้ว เขาก็ขับออกจากลานจอดรถที่สตูดิโอโดยไม่ได้พูดอะไร เรานั่งกันเงียบๆ เหมือนต่างคนต่างมีอะไรในใจ แต่ก็ไม่มีใครพูดมันออกมา 

แล้ว…” จนกระทั่งไอ้วินพูดขึ้นหลังจากขับออกมาได้สักพักใหญ่ๆ “สรุปจะกินอะไรยังไม่บอกเลย ปล่อยให้ฉันขับออกมาโดยไร้จุดหมายได้ยังไง”

ก็เห็นแกไม่พูดอะไรนึกว่ารู้อยู่แล้ว”

จะไปรู้ได้ไงวะ”

อืมมมม งั้นไปกิน Best Beef กัน อยากกินปิ้งย่างมันๆ นัวๆ” 

ดึกป่านนี้อ่ะนะจะกิน Best Beef” 

ใช่ดิ ดึกๆ นี่แหละกินละมันส์ดี” ฉันยืนยันก่อนจะเอาหัวไปถูไถคนขับรถ “นะๆๆ น้าาาา~ ไม่ได้กินมานานมากแล้วอ่ะ อยากกินเนื้อออ”

...ก็ได้ แต่คิวยาวรึเปล่าไม่รู้นะ” 

เย้~ พี่วินใจดีที่สุดเลย~ ฉันจะเลื่อนขั้นให้แกเป็นแกร็บฟู้ดระดับแพลตตินั่ม”

ไม่ต้องการโว้ยยยยยยย”


@ Best Beef 

ตกลงอยากกินเนื้อหรืออยากกินเบียร์”

หือ ก็ต้องเนื้อสิ” 

แต่ดันสั่งบุฟเฟ่ต์เบียร์ด้วยเนี่ยนะ เธอจะบ้าเหรอ” ไอ้บ้ามาวินเอาตะเกียบชี้ไปที่แก้วเบียร์ของฉันอย่างหยาบคาย แต่ใช่ว่าฉันจะแคร์ซะที่ไหน 

เนื้อเขาให้กินกับเบียร์ แกไม่รู้เหรอ” ฉันตอบหน้าตายก่อนจะหยิบเบียร์ขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดแก้ว “พี่ค้า ขอเพิ่มอีกแก้วค่ะ~”

พี่พนักงานทำหน้าเหมือนเห็นผีก่อนจะเดินถือเหยือกเบียร์มารินใส่แก้วให้ฉัน และก่อนที่เธอจะเดินจากไปพร้อมกับเหยือกเบียร์ ฉันก็ร้องห้ามเธอไว้ก่อน

พี่เอาเหยือกวางไว้นี่เลยก็ได้ค่ะ เดี๋ยวก็หมดแล้ว จะได้ไม่ต้องเติมบ่อยๆ”

เอ่อ… ค่ะ” 

...ยัยขี้เมา” 

อย่าบ่นมากน่า วันนี้ฉันทำงานหนัก ฉันสมควรได้พักผ่อนสิ” ฉันพูดพลางคีบเนื้อที่สุกแล้วใส่จานไอ้วินที่นั่งหน้าเอือมอยู่ฝั่งตรงข้าม “แกก็ด้วย ทำงานหนักมาก กินเข้าไปให้เยอะๆ เดี๋ยววันนี้เจ๊เลี้ยงเอง” 

เก็บตังค์ไว้เลี้ยงเด็กหนุ่มในรังรักของเธอเถอะ”

ไม่ต้องห่วง ฉันตังค์เยอะ เลี้ยงได้ไม่จำกัด” 

จ้าาาา”

ว่าแต่อยากเห็นรูปวันนี้จังเลย”

แพตตี้งานดีอยู่ เดี๋ยววันนี้อาจจะได้ดูสักห้ารูปล่ะมั้ง” มาวินว่าก่อนจะชะงักเล็กน้อยเมื่อไอโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะเกิดสั่นครืดๆ ขึ้นมา “พอดีเลย ยัยนั่นส่งรูปตัวอย่างมาให้ดูแล้ว”

ไหงส่งไปให้แกอ่ะ”

ไม่รู้สิ มันไม่มีไลน์เธอมั้ง”

เออใช่ ไหนเอามาดูซิ ดีมั้ย”

ดีหมดทุกรูปเลยยกเว้นรูปที่มีเธอ” 

ไอ้บ้า” ฉันหัวเราะใส่หน้าไอ้วินก่อนจะแย่งไอโฟนมาจากมือเขา “โห สวย สวยมากเลยอ่ะ โดยเฉพาะฉัน”

คิดไปเองรึเปล่า”

แกนั่นแหละพวกมีตาหามีแววไม่” ฉันเลื่อนดูรูปไปทีละรูป และมันก็ดีทุกรูปจริงๆ ไม่รู้แพตตี้แต่งเก่งหรือฉันมีพรสวรรค์ซุกซ่อนอยู่ในตัวกันแน่นะ “แบบนี้ต้องปังแน่ๆ เลยอ่ะแก~ อุ๊ย รูปนี้ไงที่ฉันใช้คอมโพสต์ที่แกแนะนำ ดูสิ”

อือ” มาวินพยักหน้าส่งๆ และเหลือบมามองรูปที่ฉันหันไปโชว์แค่แวบเดียว “นี่ระดับไหนแล้ว ให้มันรู้ซะบ้าง บอกว่าดีก็ต้องดีสิ”

จ้า จ้า พ่อช่างภาพชื่อดัง ตื่นเต้นจังเลย อยากรีบๆ เอารูปลงเว็บเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่แล้ว~” 

ยัยนั่นแต่งรูปไว เดี๋ยวสักอาทิตย์ไม่เกินสองอาทิตย์ก็น่าจะได้แล้วมั้ง” 

ฉันเลื่อนรูปไปเรื่อยๆ จนถึงรูปสุดท้าย พอไปต่อไม่ได้ฉันก็กดออก ตั้งใจจะส่งมือถือคืนเจ้าของ ถ้าหากไม่บังเอิญเห็นข้อความของแพตตี้ก่อนที่เธอจะส่งรูปเสียก่อน 


Patty : ห้ารูปนี้สวยดี เป็นรูปที่แพตชอบที่สุด เลยรีบทำส่งมาให้ดูก่อน เห็นแฟนพี่อยากดู

Patty : ฝากส่งต่อให้แฟนพี่ด้วยนะคะ!


เฮ้ย เป็นอะไรวะ ทำไมนิ่งไป” 

ฉันสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงไอ้วินเรียก ก่อนจะปั้นยิ้มแล้วส่งไอโฟนคืนให้มัน “เปล่านี่ แค่กำลังชื่นชมความสวยของตัวเอง”

ฮ่าๆ ยัยบ้า ฉันว่าเธอน่าจะเปลี่ยนชื่อแบรนด์จาก Nymphomania เป็น Narcissus1 มากกว่านะ”

ฉันหัวเราะไปกับไอ้วินด้วยโดยไม่ได้พูดถึงข้อความที่เห็นเมื่อกี้ มันอาจจะเป็นแค่ความเข้าใจผิดไปเองของแพตตี้ก็ได้ แบบเห็นว่าเราสนิทกันเลยคิดไปเอง...หรือไม่ก็… อาจจะเพราะเธอเดินเข้ามาเจอฉากนั้นพอดี 

ตอนที่ริมฝีปากของเราสองคนเกือบจะแตะกันด้วยความบังเอิญ

บังเอิญ...จริงๆ รึเปล่านะ

เฮ้ย เป็นอะไรรึเปล่า” 

...” ฉันหันไปมองหน้าไอ้วินที่ยื่นมือมาตีแก้มฉันเบาๆ แล้วถึงได้รู้ตัวว่าเผลอนั่งเหม่อไปพักใหญ่ แย่ล่ะสิ ตั้งสติหน่อยยัยบ้า “...โทษที เมื่อกี้แกถามว่าอะไรนะ”

อ้อ ไม่มีไรหรอก…”

...อะไรอ่ะ เมื่อกี้แกจะถามอะไรฉันไม่ใช่เหรอ เอาให้ชัดๆ ถามใหม่ดิ เร็วๆ” ฉันเตะขาไอ้วินใต้โต๊ะพร้อมกับเร่งให้มันถาม ฉันจะได้ลืมเรื่องที่เผลอคิดขึ้นมาในหัวเมื่อกี้ไปซะ

คิดไม่ถึงเลยว่าคำถามของมันจะทำให้ความสับสนในใจยิ่งทวีคูณแบบนี้ 

เมื่อกี้ตอนก่อนจะออกมา...ได้นัดเจอกับไอ้เด็กนั่นอีกรึเปล่า” 

เด็กนั่น...หมายถึงวินซ์เหรอ” ฉันถามกลับไปและมาวินก็พยักหน้าแทนคำตอบ แปลว่าหมอนี่เห็นตอนเด็กนั่นเข้ามาคุยกับฉันสินะ “วันนี้ยังไม่ได้นัด แต่อาจจะเจอกันทีหลังมั้ง” 

...” 

ความเงียบที่เกิดขึ้นชั่วขณะหลังจากฉันพูดจบทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองพูดอะไรผิดไป และไม่รู้ทำไม...ฉันถึงรู้สึกว่าต้องอธิบายเพิ่มเติมเพราะไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด

แต่มาวินเข้าใจผิดแล้วมันจะทำไม...ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน 

แต่ว่าก็คงเจอแค่เรื่องงานแหละ เผื่อเอามาถ่ายแบบเพิ่มหรือมาโปรโมตพิเศษไรงี้” 

ใช่ว่าเราจะเป็น ‘แฟน’ กันจริงๆ อย่างที่แพตตี้คิดไปเองซะเมื่อไหร่ล่ะ 

อ้อ…” 

...”

...” 

ถามทำไมวะ” 

ก็ถามเรื่อยเปื่อย ทำไม ถามไม่ได้รึไง”

เปล่า ก็ปกติไม่เห็นสนใจ” ฉันเผลอหลุดปากออกไปตะครุบห้ามตัวเองไม่ทัน แล้วมาวินก็นิ่งไปทันที

บ้าชะมัด...ทำไมถึงพูดออกไปแบบนั้นนะ 

ก็ไม่ได้สนใจอะไรนี่ แค่ถามเฉยๆ ปกติไม่ค่อยเห็นเธอนัดเจอใครซ้ำ” 

หลังจากเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่งมาวินก็กลับมาพร้อมกับถ้อยคำถากถางและเสียงหัวเราะแบบเดิม ราวกับ...ความกระอักกระอ่วนเมื่อกี้ไม่ได้เกิดขึ้น 

ฉันหัวเราะพร้อมกับเตะขาไอ้วินใต้โต๊ะอีกรอบ “เข้าใจถูกแล้ว ฉันถือคติใช้แล้วทิ้ง ดังนั้นไม่มีซ้ำหรอก” 

...ยัยผู้หญิงเลือดเย็น ไม่คิดว่าหนุ่มๆ พวกนั้นจะตกหลุมรักเธอบ้างหรือไง”

ไม่มีทางหรอก มีแต่ได้แล้วแยกย้ายกันทั้งนั้นแหละ”

...”

แต่แบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ ฉันไม่เอาแล้วแฟนเฟิน ถึงขั้นนี้จะมามีแฟนมันก็สายเกินไปนิดนึงอ่ะนะ ฮ่าๆ” ฉันหัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึกขมๆ ที่ก่อตัวขึ้นมาในใจโดยไม่ได้รับเชิญ ก่อนจะหันไปโบกมือเรียกพี่พนักงานพร้อมกับชูเหยือกเบียร์ที่ว่างเปล่าขึ้นมา “พี่คะ ขอเบียร์เพิ่มหน่อยค่า~”

...พอได้แล้วมั้ง ไหนบอกจะกินเนื้อ นี่กินเบียร์มากกว่าเนื้อแล้วเนี่ย” 

ก็บุฟเฟ่ต์ไง ต้องกินให้คุ้มดิ้!” 

เออๆ คุ้มมากไปเดี๋ยวก็เมาหรอก” มาวินยอมแพ้เพราะรู้อยู่แล้วว่าห้ามไปก็ไร้ผล ฉันหัวเราะคิกคักก่อนจะรับเบียร์เหยือกใหม่มาจากพนักงาน (ที่รู้แล้วว่าจากนี้จะต้องเสิร์ฟทีละเหยือกเท่านั้น

เหล้าเบียร์เค้ากินกันให้เมา ไม่งั้นจะกินทำไม”

ครับๆ”

อีกอย่างตอนนี้อยู่กับแก จะเมาแค่ไหนก็หายห่วง จริงมั้ยล่ะ~”

ถ้าเมาเรื้อนฉันจะทิ้งเธอไว้ที่นี่”

ฉันรู้ว่าแกไม่ทำหรอก”

รู้ได้ไง”

ก็แกสัญญาไว้แล้วนี่นา :P” 

มาวินถอนหายใจก่อนจะยิ้มขำ จากนั้นจึงยื่นมือมาผลักหัวฉันแล้วกินต่อโดยไม่ได้พูดอะไร แน่นอนว่าไม่ได้ปฏิเสธด้วย แหงอยู่แล้ว ก็เขาเป็น ‘เพื่อนสนิท’ คนเดียวของฉันไง 

ไม่มีทางที่หมอนี่จะทิ้งฉันไปไหนหรอก จริงมั้ยล่ะ 


[Marvin’s Bedtime Story - นิทานก่อนนอนของมาวิน 1]

22.32

@ Riverside Mansion 

งั้นฉันไปนะ”

เฮ้ยยยย จะรีบไปไหนนนน” ยาหยีโวยวายขึ้นมาทันทีที่เขาทำท่าจะขับออกไปเลยหลังจากเธอก้าวลงรถไแล้ว แถมยังมาเกาะกระจกรถไว้ไม่ยอมให้เขากลับอีกด้วย “ขึ้นไปดื่มต่อด้วยกันก่อนดิ”

เป็นแบบนี้ทุกที กะแล้วเชียวว่าถ้าเมากรึ่มๆ มา ยังไงยัยนี่ก็ต้องไม่ยอมให้เขากลับบ้านง่ายๆ แน่

ดื่มอะไรเล่า ดื่มแล้วฉันจะขับรถกลับบ้านยังไง แถวบ้านเธอด่านเพียบ”

ไม่เห็นต้องกลับเลย นอนนี่ก็ได้นี่นา เสื้อผ้าแกมีทิ้งไว้ตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ พรุ่งนี้ค่อยกลับดิ” 

มาวินถอนหายใจก่อนจะเหลือบมองนาฬิกา...พลางคิดหาเหตุผลที่จะปฏิเสธยัยผู้หญิงขี้เมาจอมเอาแต่ใจตรงหน้า “ฉันต้องกลับไปทำรูปส่งให้แบรนด์คืนนี้” 

ก็ทำที่นี่แหละ แกคิดว่าฉันซื้อ iMac ราคาแพงลิบลิ่วมาเพื่อใคร” ยาหยียังคงดึงดัน และเขาก็ถึงกับอึ้งเพราะเธอซื้อไอ้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นมาเพื่อการนี้จริงๆ 

เพราะชีวิตฟรีแลนซ์อย่างเขามักจะมีเวลางานยุ่งเหยิงสมอ ทำให้มีหลายครั้งที่เขาติดงาน ปลีกตัวออกมาไม่ได้เวลาที่ยัยตัวแสบอยากได้เพื่อนกินเหล้า หรือไม่ก็ต้องทิ้งงานออกมาหา จนวันนึงเธอก็ลากเขาไปห้าง ก่อนจะบังคับให้เขาเลือกคอมพิวเตอร์มาหนึ่งเครื่องแล้วก็รูดบัตรซื้อมันซะตรงนั้น 

เผื่อวันไหนฉันอยากได้เพื่อนดื่มในวันที่แกติดงาน จะได้ลากมาทำงานที่นี่ด้วยเลยไง win-win จะตาย’

นี่~~~ ว่าไงล่ะ มาเหอะนะ~~~ นะๆๆ”

ยัยตัวแสบ...รู้อยู่แล้วใช่มั้ยว่าแค่เธอทำหน้าแบบนั้นยังไงเขาก็ปฏิเสธไม่ได้น่ะ 

มาวินถอนหายใจก่อนจะดับเครื่องยนต์แล้วก้าวลงจากรถด้วยความปลง เขาชินซะแล้วกับการตามใจเธอ มันเป็นความผิดของเขาเองนี่แหละ ที่ตามใจเธอมากไปจนนิสัยเสียแบบนี้

ดื่มอะไรดีน้า แกเอาเบียร์เหมือนเดิมมั้ย หรือว่าจะเปิดไวน์ดี” ยาหยีถามพลางเดินไปเปิดตู้เย็นที่เขารู้ดีว่ามีเหล้ากับเบียร์ซุกอยู่เยอะกว่าของกิน 

เบียร์เถอะ กินผสมกันเดี๋ยวพรุ่งนี้เธอก็แฮงก์ตายอีก”

ถ้าแฮงก์แกก็ทำซุปไก่ให้กินเดี๋ยวเดียวก็หาย~” เธอว่าก่อนจะหยิบเอาเบียร์ออกมาสี่กระป๋องใหญ่ ใจคอจะซดให้หมดในทีเดียวหรือไงไม่รู้ “เอ้า มีแต่อาซาฮีนะ”

ยี่ห้ออะไรก็เหมือนกันแหละ” เขารับเบียร์มาจากเธอก่อนจะเปิดดื่ม เมื่อกี้เขาแทบไม่ได้แตะเบียร์เลย แต่เธอดื่มเข้าไปตั้งหลายเหยือก ตอนนี้ก็คงจะเมาแล้วประมาณ...หกสิบเปอร์เซ็นต์ล่ะมั้ง “งั้นฉันทำงานก่อนนะ”

ตามสบายค่ะ รีบทำแล้วรีบมาดื่มกันนะะะ~” 

ครับๆ” 

เปิดเพลงได้มะ”

ได้” 

เขาหันกลับมามองหน้าจอเพื่อจะทำงาน หูก็ได้ยินเสียงฮัมเพลงของยาหยีที่กำลังเลือกเพลงจาก Apple Music ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเพลงจากลำโพง Marshall ราคาแพงที่เขาเป็นคนซื้อให้เธอเองเพราะรู้ว่าเธอชอบฟังเพลงเวลาเขียนงาน 

ก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่ออยู่ดีๆ ยัยตัวแสบก็ถลาเข้ามากอดคอเขาจากด้านหลังแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง และเพราะอยู่ใกล้จนน่าใจหาย...ความอ่อนนุ่มของร่างบางที่อัดแน่นด้วย Sex Appeal มากมายจนเกินไป กับกลิ่นหอมเย้ายวนใจจากน้ำหอมที่เธอใช้ก็ทำให้เขาถึงกับลืมไปชั่วขณะว่าเมื่อกี้กำลังจะทำอะไร 

น้ำหอมยี่ห้อโปรดของยาหยีอย่าง Carolina Herrera 212 Sexy Eau de Parfum ทำให้ผู้ชายมองตามจนคอเคล็ดมาแล้วนักต่อนัก เพราะกลิ่นเซ็กซี่ยั่วยวนชวนให้เคลิบเคลิ้มจนแทบเสียสติของมันนั่นเอง 

จำไม่ได้เหมือนกันว่าเขาเคยนึกอยากจะเอามันไปโยนทิ้งกี่ครั้งแล้ว ถ้านับรวมครั้งนี้ด้วย...ก็อาจจะเกินพันครั้งได้แล้วมั้ง

...อะไรของเธอ ไปนั่งดื่มดีๆ สิ อย่ามากวน”

ทำไม กวนไม่ได้เหรอ จะแต่งรูปผู้หญิงคนนี้ต้องใช้สมาธิมากนักหรือไงคะ” ยาหยีซึ่งตามปกติก็เซ็กซี่ตามธรรมชาติมากกว่าผู้หญิงทั่วไปหลายเท่าอยู่แล้ว แต่เวลาที่เธอเมา...ดีกรีความร้อนแรงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ที่เข้าไปในร่าง และเจ้าตัวก็เหมือนจะไม่รู้ตัว… 

ไม่สิ...หรืออาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้

เพราะงี้ไงถึงไม่อยากมาดื่มกับยัยนี่บ่อยๆ

จะแต่งรูปใครก็ต้องใช้สมาธิทั้งนั้นแหละ”

โกหก ตั้งใจเป็นพิเศษชัดๆ เพราะเป็นยัยน้องมิร่านี่ใช่มั้ยล่ะ” 

...ไปนั่งดื่มดีๆ เดี๋ยวจะรีบตามไป ใกล้เสร็จแล้ว” 

จริงนะ?”

อือ” 

หลังจากไล่ยาหยีกลับไปนั่งที่โซฟาได้สำเร็จเขาก็พยายามดึงโฟกัสกลับมาที่งาน แต่ในหัวดันไม่มีสมาธิเลยแม้แต่น้อย เพราะเธอทำลายมันหมดแล้วอย่างง่ายดายด้วยความเย้ายวนใจที่ติดตัวเธอมา ราวกับเทพีอโฟรไดท์ที่มีอำนาจในการสะกดทั้งเทพและมนุษย์ทั้งหมด ให้จมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น  

บ้าชะมัดไอ้มาวิน ตั้งสติหน่อยสิวะ… 

...นี่”

ยาหยีส่งเสียงเรียกเขาอีกครั้งหลังจากนั่งดื่มเบียร์ฟังเพลงเงียบๆ คนเดียวมาได้พักหนึ่ง โชคดีที่เขาทำเสร็จครบห้ารูปพอดี ไม่อย่างนั้นคืนนี้ก็คงไม่มีหวังได้ทำงานแล้ว 

มาวินจัดการส่งงานให้ลูกค้าก่อนจะเดินไปหายัยขี้เมาที่นั่งพิงโซฟาอยู่บนพื้นพรม จากนั้นจึงหยิบกระป๋องเบียร์ที่เหลืออยู่เพียงกระป๋องเดียวบนโต๊ะ ซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ กระป๋องเปล่าๆ อีกห้ากระป๋อง “เธอดื่มเยอะไปแล้วนะเนี่ย ใจคอจะเอาให้หมดตู้เลยหรือไง” 

ไม่เป็นไร ฉันแกะลังใหม่เอาใส่ตู้เย็นไว้เรียบร้อย เย็นทันกินแน่นอน”

...ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

ก็ยังไม่เมาพอนี่นา ถ้าเมาไม่มากพอ...เดี๋ยวก็ฝันร้ายอีก” 

เสียงเล็กๆ ของยาหยีที่คงจะเมาแล้วจริงๆ ทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าเธอหมายถึงอะไร 

ฝันร้ายก็ไม่เห็นเป็นไร ฉันก็อยู่นี่ไง” 

ยาหยียิ้มจนตาหยีสมชื่อเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก่อนจะเอาหัวเอนมาซบไหล่เขา… มาวินยกเบียร์ขึ้นดื่มเมื่อกลิ่นน้ำหอมเย้ายวนของเธอเข้ามาปั่นป่วนความคิดของเขาอีกแล้ว

...ขอโทษนะ ต้องพึ่งแกอยู่เรื่อยเลย”

ป่านนี้แล้วมาพูดอะไรของเธอ”

ฮ่าๆๆ จริงด้วย ผ่านมาหลายปีแล้วนี่เนอะ” ยาหยีพูดก่อนจะยกเบียร์ที่เหลือขึ้นซดจนหมดกระป๋อง “อยู่กับแกแบบนี้สบายใจกว่าพวกผู้ชายคนอื่นๆ หลายเท่าเลย…”

...”

แต่จะให้แกมานั่งดื่มเป็นเพื่อนทุกวันก็ไม่ไหวเนอะ คิกๆ”

...เมาแล้วสินะ”

ก็เมาน่ะสิ ถามได้!”

ถ้าอยากให้มาหาก็แค่โทรเรียก...เคยบอกไปแล้วไม่ใช่หรือไง” 

มาไวยิ่งกว่าแกร็บไบค์ต้องพี่มาวินเท่านั้น เย่~ แกเปลี่ยนชื่อเป็นมาไวเลยดีมะ เข้าอยู่นะ”

ไม่เอาโว้ยยย”

เดี๋ยวไปเอาเบียร์เพิ่มแป๊บ~”

ยังจะดื่มอีกเหรอ”

แน่นอน!”

มาวินมองตามร่างบางของยาหยีที่วิ่งไปหยิบเบียร์จากในตู้เย็นออกมาเพิ่มก่อนจะถอนหายใจ คงอีกสักพักกว่ายัยนี่จะเมาแล้วหลับไป แค่ต้องอดทนจนกว่าจะถึงตอนนั้น… 

เอ้า แกก็ดื่มด้วยสิ”

ดื่มอยู่นี่ไง”

ดื่มแบบจริงๆ จังๆ ดิ ไม่ใช่แค่จิบ! แกชอบเนียนไม่ยอมดื่มแล้วก็ปล่อยให้ฉันเมาคนเดียวอยู่เรื่อย”

...”

ทั้งคู่เงียบไปเล็กน้อยเหมือนอยากจะโฟกัสกับการดื่มเบียร์ในมือ จนกระทั่งคนตัวเล็กทิ้งตัวลงนอนบนพื้นพรมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย 

ถ้าเพียงแต่เธอจะรู้บ้างสักนิด ว่าทำไมเขาถึงไม่กล้าเมาเวลาอยู่กับเธอสองต่อสอง...

เฮ้ย จะนอนก็ไปนอนในห้องนอนสิ อย่ามานอนตรงนี้”

ไม่ได้จะนอน แค่เมื่อย ขอพักแป๊บนึง” 

เดี๋ยวก็หลับ” 

ไม่หลับหรอกน่า” 

มาวินนึกอยากหยิกแก้มคนดื้อสักที แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้นอนไป เดี๋ยวพอหลับจริงๆ ค่อยอุ้มเข้าไปนอนบนเตียงก็ได้...เขาทำแบบนั้นเป็นประจำอยู่แล้ว 

ตั้งแต่ ‘วันนั้น’ มา เวลาเดียวที่เขาจะสัมผัสตัวเธอ ก็มีแค่ตอนหิ้วซากเธอตอนเมากลับไปนอนบนเตียงเท่านั้นแหละ 

...ไอ้วิน” 

...อะไรอีกล่ะ”

เขาถามกลับไปแต่เธอดันเงียบไม่ยอมตอบ นัยน์ตาสีดำของมาวินเหลือบดูยัยขี้เมาที่นอนอยู่บนพรม ก่อนจะพบว่านัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้ของเธอกำลังมองตรงมาที่เขา 

แววตาคู่นั้น...ที่เคยสะกดเขามาแล้วครั้งหนึ่ง 

แก…”

...?”

แกบอกแพตตี้ว่าเราเป็นแฟนกันเหรอ”

...!?!” 

คำถามของยาหยีทำให้เขาอึ้งไป จนมือที่กำลังจะเปิดกระป๋องเบียร์อีกกระป๋องถึงกับชะงักค้างกลางอากาศ 

อย่างนี้นี่เอง...ที่แท้ตอนนั้นที่เงียบไป เป็นเพราะเห็นข้อความของยัยแพตตี้นี่เอง… 

นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้ที่มองมาอย่างดึงดันดูหวานเชื่อมกว่าปกติ และเสียงก็เริ่มอ้อแอ้ด้วยความเมา มันทำให้การละสายตาจากเธอทำได้ยากลำบากกว่าเดิมหลายเท่านัก...​ 

ความจริงเขาไม่เคยพูด ว่ายาหยีเป็นอะไรกับเขา แต่แพตตี้คงจะเข้าใจผิดไปเอง เพราะในชีวิตเขาไม่เคยมีผู้หญิงคนอื่นเลยนอกจากยัยนี่คนเดียว

จะไปมีได้ยังไง ไม่มีทางมีได้อยู่แล้ว… 

นี่ ว่าไงล่ะ แกบอกเขาไปแบบนั้นเหรอ”

เปล่า” 

แล้วทำไมเขาพิมพ์มาแบบนั้นล่ะ”

จะไปรู้เหรอ” มาวินบอกปัดก่อนจะเบือนหน้าหนีได้ในที่สุด “ถ้าเธอไม่สบายใจขนาดนั้น เดี๋ยวฉันไปบอกยัยนั่นให้ก็ได้ว่าไม่ใช่แฟน” 

ไม่ได้บอกว่าไม่สบายใจสักหน่อย” 

...ว่าไงนะ”

แค่…”

เธอพูดถึงแค่นั้นก็หยุดไป และถึงแม้เขาจะพยายามเท่าไหร่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง ด้วยความหวังลึกๆ ในใจว่าเธออาจจะพูดมันออกมา

คำพูดที่เขาอยากฟังแต่ไม่มีวันจะได้ฟัง… ตอนที่เธอเมาไม่ได้สติแบบนี้เธออาจจะเผลอพูดมันออกมาก็ได้

...”

แต่ความจริงก็ไม่เป็นอย่างนั้น...คนตัวสูงถอนหายใจแผ่วเบาเมื่อเสียงหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอบอกให้รู้ว่ายัยขี้เมาตัวแสบหลับไปเรียบร้อยแล้ว 

หยุด หยุดเลยไอ้วิน อย่าตั้งความหวัง อย่าหลงกล อย่าตกหลุมพรางเชียวนะ

อย่าข้ามเส้นแบ่งบางๆ เส้นนั้นไปเด็ดขาด 

...หลับสบายใจเกินไปรึเปล่ายัยบ้าเอ๊ย” 

มาวินแกะกระป๋องเบียร์เปล่าที่ถูกบี้จนบุบเล็กน้อยในมือยาหยีออกไปวางบนโต๊ะ ก่อนจะหันมามองร่างเล็กอวบอิ่มที่มีส่วนโค้งเว้าเย้ายวนในแบบที่ไม่มีผู้ชายคนไหนสามารถปฏิเสธได้ 

ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่เธอมีเพียงเดรสสายเดี่ยวเข้ารูปตัวบางแนบเนื้อที่สั้นจนสติเขาแทบกระเจิดกระเจิง แถมยังนอนไม่ระวังตัวสักนิดเดียวแบบนี้… 

เพราะงี้ไง ถึงได้ไม่อยากดื่มเหล้ากับยัยนี่เลย 

มาวินถอนหายใจพลางยกมือขึ้นเสยผมแล้วพยายามตั้งสติ เขาซัดเบียร์ที่เหลือในกระป๋องจนหมดก่อนจะค่อยๆ ช้อนร่างบางขึ้นในอ้อมแขน เธอซุกตัวเข้าหาเขาเหมือนโหยหาไออุ่น และใบหน้าเล็กๆ ที่เข้ามาใกล้ซอกคอก็ทำให้เขาต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างยากลำบาก 

เหมือนอย่างวันนี้ก็เกือบไปแล้วทีนึง...เพราะยัยตัวดีทำให้เขาเผลอไผลได้อย่างง่ายดาย หากไม่ระวังตัวทุกอย่างคงเลยเถิดไปจนกู่ไม่กลับแน่ 

เขาวางร่างยาหยีลงบนเตียงก่อนจะดึงห้าผ่มขึ้นมาห่มคลุมให้ จากนั้นจึงเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ริมหน้าต่างแล้วมองดูเธอที่หลับอย่างสบายใจโดยไม่เคยรู้เลยว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง

บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอดทนพยายามหักห้ามใจมาตลอดก็ได้...แค่เพราะอยากให้เธอได้นอนหลับฝันดีไม่ต้องคิดอะไรแบบนี้…

...แม่…” 

เสียงเล็กๆ แผ่วเบาแทบกลืนไปกับอากาศทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะชะโงกหน้าไปดูยาหยีที่กำลังนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เธอพลิกตัวไปมาท่าทางทรมาน และเขาก็รู้ดีว่าเธอจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งเวลาที่เธอ ‘ฝันร้าย’ 

แม่...แม่อยู่ไหน…” 

มาวินรีบลุกไปนั่งข้างเตียงตอนที่เสียงของเธอเริ่มดังขึ้น ก่อนจะยื่นมือไปแตะใบหน้าเธอแผ่วเบา 

...แม่คะ ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร...”

หยี ตื่นสิ เธอแค่ฝันร้ายเฉยๆ นะ” 

กรี๊ดดดด อย่านะ ไม่เอา!!!” 

เธอไม่เป็นไรแล้ว ฉันอยู่นี่” เขาพึมพำประโยคเดิมซ้ำอีกครั้งก่อนจะโน้มตัวลงไปกอดเธอไว้ และมันก็ทำให้ยาหยีค่อยๆ สงบลงทีละน้อย “...ไม่เป็นไร เธอไม่เป็นไรนะ”

...ฉันกลัว” 

อืม…ฉันรู้”

อย่าไปไหนนะ…” 

...”

I need you here with me. (ฉันต้องการให้แกอยู่ตรงนี้กับฉัน)” 

...You know I’m not going anywhere. (เธอก็รู้ว่าฉันไม่ไปไหนอยู่แล้ว)” 

ยาหยีซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดของเขาเหมือนเด็กน้อยขาดความอบอุ่น ร่างเล็กๆ ที่นอนตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนเวลานี้ ดูเปราะบางยิ่งกว่าตุ๊กตากระเบื้องที่พร้อมจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทันทีที่เขาปล่อยมือ 

เขาเป็นคนเดียวในโลกนี้ ที่รู้เหตุผลซึ่งทำให้เธอโหยหาความสัมพันธ์ทางกายที่ว่างเปล่ากับผู้ชายมากหน้าหลายตาเหล่านั้น เพราะเขารู้ความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเห็น และความเดียวดายยามค่ำคืนที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอดแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม

เขารู้ดีที่สุด ว่าเธอไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ และชีวิตของเธอผ่านเรื่องโหดร้ายมามากแค่ไหน ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะเป็นผู้ชายในชีวิตเพียงคนเดียวที่หวังดีกับเธอจากใจจริง ถ้าหากมันสามารถช่วยให้เธอหลับฝันดีได้อีกสักคืน 

ถึงแม้มันจะหมายถึงการอยู่เคียงข้างเธอโดยไม่สามารถสัมผัสหรือกอดอย่างที่ใจอยากทำไปตลอดชีวิตก็ตามที







1หมายถึงชื่อเทพนาร์ซิสซัส (Narcissus) จากเทพนิยายกรีก ซึ่งมีรูปโฉมงดงาม ไม่สนใจสิ่งอื่นนอกจากตัวเอง เป็นที่มาของ โรคคลั่งไคล้ตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder – NPD) คืออาการผิดปกติทางจิตที่สะท้อนถึงภาวะความบกพร่องทางบุคลิกภาพ บุคคลจะมีความลุ่มหลงตัวเองมากจนเกินไป โดยเชื่อว่าตนเองสำคัญที่สุด สมควรได้รับการปฏิบัติพิเศษกว่าใคร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 88 ครั้ง

43 ความคิดเห็น

  1. #43 วนัน (@konwan) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 07:05

    คลับข้างใน

    #43
    0
  2. #37 DurDa (@aeng_aewe) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 16:44
    ยาหยี ปมเยอะมาก พอรู้แบบนี้ยิ่งอยากรู้มากๆ ว่าทำไมยาหยีถึงเป็นแบบนี้ อยสกได้รูปเล่มแล้ว >_<
    #37
    0
  3. #36 fahoung (@fahoung) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 14:17

    รอติดตามตอนต่อไปค่ะ
    #36
    0