วิวาห์ขัดดอก

ตอนที่ 5 : ไม่มีทางเลือก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 316
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    24 ก.ค. 62

 

ตอนที่ 5

ไม่มีทางเลือก

 

 

 

 

ไม่ใช่เท่านั้น ผมต้องการให้คุณช่วยดูแลลูกสาวผมด้วย

แล้วแผนการเพี้ยนๆ ก็พรั่งพรูออกมาจากปากของนายหาญชนิดที่เขาต้องยกย่องจินตนาการของชายผู้นี้ให้อยู่ในระดับเดียวกับพนมเทียน นักเขียนในดวงใจของเขาเลยทีเดียว

แล้วลูกสาวของคุณจะเชื่อผมหรือ?

 เขาเองก็ยังไม่คิดว่าจะมีเหตุผลเพี้ยนๆ บังคับใครให้แต่งงานเพียงเพื่อจะชดใช้ค่าดอกเบี้ยเลย

ก็ลองดูก่อน เพียงแต่คุณช่วยเล่นละครให้แนบเนียนหน่อยก็แล้วกัน

ถ้าเทียบความหล่อถึงจะน้อยกว่าพี่ติ๊ก เจษฏาพร แต่ถ้าเรื่องแอคติ้งการเล่นละคร ทิตย์ศวัสคิดว่าเขาไม่เป็นรองแน่ๆ ไม่งั้นคุณรุ้งดาวคงไม่หลงเชื่อเสียจนวีนแตกและหน้าเครียดอย่างที่เห็นหรอก

คิดถึงใบหน้าของเจ้าหล่อในตอนนั้นแล้วเขาก็อดจะขำออกมาไม่ได้...ถ้าหญิงสาวหน้าตาไม่สะสวยเท่านี้ หุ่นไม่เด็ดพอให้หยวนๆ บางทีเขาอาจจะปฏิเสธไปแล้วก็ได้

แต่เพราะเห็นหน้าค่าตา ท่าทางกริยาของเจ้าหล่อน น่าจะแกล้งให้หายพยศหรอก ทิตย์ศวัสถึงได้นึกสนุกตามแผนการของคนแก่ไปด้วย

คนครึ้มใจยกแก้วแตะริมฝีปากหยักที่ปกคลุมด้วยหนวดที่รุงรังเพราะไม่ค่อยได้เอาใจใส่นัก ก่อนจะเทพรวดเดียวลงคอหมดแก้ว เตรียมตัวเตรียมใจไว้สนุกพรุ่งนี้ต่อดีกว่า

+++++++++

 

รุ้งดาวคิดสะระตะมาทั้งคืน

แต่ก็ยังคิดไม่ตกกับชีวิต...คิดไม่ออกว่าจะหาเงินจากไหนตั้งห้าสิบล้านมาจ่ายหนี้แทนบิดา และถ้ายอมแต่งงานกันนายทิตย์ศวัสถึงสองปี มีอะไรบ้างที่ต้องสูญเสียมากไปกว่านั้นอีก และมันจะคุ้มค่ากันไหม?

หลังจากนอนก่ายหน้าผากอยู่ทั้งคืน เธอก็ผล็อยหลับไปด้วยความง่วงผสมอ่อนเพลีย ตื่นมาอีกทีก็ตอนที่ตะวันสายโด่งแล้ว เมื่อแน่ใจว่าเธอนอนอยู่ที่ไร่รุ้งดาวชื่อเดียวกับตัวเองไม่ใช่คอนโดหรูกลางกรุง ก็ระลึกได้ว่าไอ้เรื่องบ้าๆ เหมือนฝันเพี้ยนนั่น มันคือเรื่องจริง

หญิงสาวยังเดินวนไปเวียนมาอยู่ในห้องนอนกระทั่งบ่ายแก่ๆ ก็ยังคิดทางออกอื่นไม่ได้ จึงต้องยอมจำนนต่อหนทางเลือกที่ขีดไว้แค่สองทาง ระหว่างกลับไปกรุงเทพฯ ทิ้งเรื่องนี้ไว้ข้างหลังโดยไม่สนใจ แต่พอเห็นหน้าของนายหาญทีไร ไอ้ต่อมกตัญญูก็กระทุ้งหัวใจให้ไม่อาจตัดช่องน้อยแต่พอตัวได้

เวลาเพียงแค่สองปีที่ต้องไปเป็นเมียนายทิตย์ศวัส ชีวิตเธอก็คงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก นอกจากมีติ่งของชีวิตที่ชื่อว่าสามีเพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมันก็คงดีกว่าสูญเสียสมบัติมหาศาลที่มีคุณค่าทางจิตใจต่อบุพการีที่รักยิ่งของเธอ

พอแต่งงานเสร็จ เธอก็พร้อมจะโบยบินกลับสู่แสงสีศิวิไลน์ ในขณะที่ไร่รุ้งดาวก็ยังเป็นของเธอ นายหาญก็ยังได้ยืดเวลาหายใจไปอีกสองปีในการหาเงินมาใช้หนี้...แบบนี้น่าจะดีกว่า

เมื่อคิดได้เธอก็รีบไหว้วานลุงประยงค์หัวหน้าคนงานให้ขับรถไปส่งที่ไร่ทองตะวันเป็นการด่วน เมื่อไปถึงเรือนปีกไม้หลังมหึมาที่ต้องชื่นชมในรสนิยมของคนสร้าง รถจี๊ปที่เธอนั่งมาหัวสั่นหัวคลอนก็จอดนิ่งลง

“ที่นี่แหละครับบ้านพักของคุณทิตย์ ป่านนี้น่าจะกลับมาจากงานในไร่แล้ว”

หญิงสาวจึงไม่รอช้า ก้าวขายาวๆ ในกางเกงขาสั้นแบบอยู่บ้านกับเสื้อสีหวานแขนย้วยลงมาจากรถ เดินตรงเข้าไปในบ้านทันที แต่คนที่โผล่หน้ามารับกลับเป็นหญิงวัยกลางคน ไม่ใช่เจ้าของบ้าน

“ฉันมาพบนายทิตย์ศวัส” เธอรีบแจ้งธุระปะปังที่จำต้องแบกหน้ามาที่นี่ด้วยใบหน้าเชิดเล็กๆ

“อ๋อ...นายออกไปไร่จ๊ะ คุณจะอยู่รอไหม?”

ประนอมบอกหญิงสาวไป ไม่แปลกใจอะไรที่จะมีผู้หญิงสวยๆ โผล่มาที่นี่ เพราะเจ้านายหนุ่มของหล่อนเสน่ห์ไม่เบา สาวๆ ทั้งเขาชะมวงแวะมาเยี่ยมเยือนส่งปิ่นโตกันเป็นประจำ

“แล้วเขาจะกลับมากี่โมง”

“เอ...อันนี้ฉันก็ตอบแทนไม่ได้ ปกติเวลานี้ก็กลับแล้วนะจ๊ะ” ชะเง้อมองหาผู้เป็นนายที่กลับผิดเวลาจากเดิม

“แล้วถ้าไม่ปกติล่ะ”

“ก็อยู่ในไร่จนมืดค่ำ บางทีก็ทั้งคืนกลับเกือบเช้าเลยก็มี”

“นี่เขามีเมียเป็นวัวเป็นม้าอยู่ในไร่หรือไง?”

ริมฝีปากหยักสวยพึมพำอย่างหงุดหงิดใจ ก่อนจะพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เพราะเห็นว่าเป็นเวลาเย็นย่ำมากแล้ว และเขาก็ให้เวลาเธอถึงแค่ตะวันตกดิน

“ที่นี่ตะวันตกดินตอนกี่โมง”

“เอ...ฉันก็ไม่แน่ใจ ไม่เคยได้ดูนาฬิกาสักที น่าจะอีกสักชั่วโมงหนึ่งละมัง”

หนึ่งชั่วโมง...

ใบหน้าสวยเริ่มเป็นกังวลกับเวลาที่เหลือน้อยนิด

ที่ดินสองร้อยไร่ อย่างต่ำๆ ก็น่าจะขายได้สักเจ็ดแปดสิบล้าน แน่นอนว่าเธอจะไม่มีวันให้มันหลุดลอยไปแน่ๆ

“แล้วตกลงว่ายังไงจ๊ะ คุณจะรอหรือเปล่า?”

มีทางไหนให้เธอเลือกได้อีกล่ะ?

 รุ้งดาวเดินกระฟัดกระเฟียดไปนั่งที่ชุดรับแขกสานหวายที่ระเบียงชั้นล่างของบ้าน พร้อมกับน้ำเย็นหนึ่งแก้วที่คุณแม่บ้านนำมาเสิร์ฟให้

“ตามสบายนะจ๊ะคุณ”

เธอผงกหน้ารับทราบ ก่อนจะนั่งชะเง้อชะแง้คอยาวมองหานายทิตย์ศวัส แต่จนแล้วจนรอดผ่านไปห้านาที...สิบนาที...สิบห้านาที...จนยี่สิบนาที ก้นนิ่มๆ ก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา เมื่อแสงตะวันโรยราลงทุกขณะ

“หมอนั่นกะจะฮุบไร่ของเราใช่ไหมนี่?”

เธอพึมพำอยู่เพียงลำพังพร้อมกับลุกพรวดขึ้นมากับข้อสันนิษฐานที่แว่บ ผ่านเข้ามาในความคิด

จริงสิ นายทิตย์ศวัสยื่นข้อเสนอให้เธอไปแต่งงานเป็นการขัดดอก ทั้งที่เขาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะพิสมัยเธอเลยสักนิด เพราะคงคิดว่าเธอต้องปฏิเสธหัวเด็ดตีนขาด แล้วสัญญานั่นก็จะเป็นโมฆะ เพื่อว่าเขาจะได้ไร่รุ้งดาวไปครอบครองในราคาถูกๆ

“หน็อย...คงคิดว่าฉันโง่ รู้ไม่ทันแผนการของนายล่ะสิ”

กลีบปากหยักสวยขมุบขมิบพร้อมขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน รีบเดินลงไปจากบ้านหลังงามที่เผลอเสียเวลาชื่นชมอยู่เป็นนานสองนานว่าคนออกแบบและสร้างช่างมีรสนิยมเหลือหลาย แท้ที่จริงก็แค่คนเจ้าเล่ห์มารยา

อ้าว! คุณ จะกลับแล้วหรือคะ?”

แม่บ้านที่หายตัวไปหลายสิบนาทีเดินกลับมาถาม นี่คงกะจะให้มาถ่วงเวลาเอาไว้ล่ะสิ พอเธอลุกพรวดก็รีบโผล่หน้ามาขวางไว้อย่างนี้

“ฉันต้องการพบนายทิตย์ศวัสเดี๋ยวนี้ เขาอยู่ที่ไหน” เสียงแหวถาม อย่างไม่คิดจะรักษามารยาท

ประนอมอึ้งไปชั่วขณะกับกริยากระด้างของหญิงสาวที่พอไม่ได้คำตอบหรืออะไรดั่งใจก็มาฟาดงวงฟาดงาใส่ทำให้นึกไม่ชอบใจแม่คนนี้ คอยดูเถอะ ถ้าคุณทิตย์กลับมาจะฟ้องให้เสียคะแนนเชียว

“ก็อยู่ในไร่น่ะสิ”

“แล้วมันตรงไหนของไร่ล่ะ?”

“ฉันจะไปรู้หรือ? ไม่ได้ตามนายไปด้วยนี่”

“นี่ป้ารู้เห็นเป็นใจกับหมอนั่นใช่ไหม?”

“รู้เห็นเป็นใจอะไร คุณถามถึงเรื่องอะไร?”

อีกฝ่ายถามเสียงกระด้างอย่างเริ่มโมโหเช่นกัน

“ก็เรื่องที่นายทิตย์ศวัสจะฮุบไร่รุ้งดาวของฉันน่ะสิ”

“ไร่รุ้งดาว?” ย่นคิ้วประหลาดใจ

“นี่หนูรุ้งลูกน้าหาญเองหรอกหรือ โตขึ้นผิดตาเชียว หน้าตาก็สวยดีหรอก ทำไมพูดจาไม่ดีเลย” อีกฝ่ายทักถามราวกับคุ้นเคยกับบิดาของเธอดี

รุ้งดาวหน้าเจื่อนสีไปนิดหนึ่งที่ถูกตำหนิ ก่อนจะลดความแข็งกระด้างของน้ำเสียงลง

“ฉันไม่พูดดีกับใครทั้งนั้นแหละ ถ้าป้ายังไม่บอกมาว่านายทิตย์ศวัสอยู่ที่ไหน?”

“ก็ฉันไม่รู้ จะให้ตอบว่ายังไง นั่นๆ พี่หมัยมาแล้ว ถามผัวฉันเลย”

ร่างเพรียวหันขวับไปมอง หน้าตากระตือรือร้น

“อะไรกันยัยนอม เอะอะโวยวายอะไรกัน?”

“ก็นังหนูนี่ ลูกน้าหาญมาถามหานาย แล้วนี่ไม่ได้กลับมาพร้อมกับหรือ?”

“เปล่า นายบอกอยากอยู่กินลมชมวิวดูตะวันตกดินก่อน”

นั่นไง! ผิดจากที่คิดเสียที่ไหนล่ะ

มือเล็กสองข้างกำแน่นอย่างแค้นเคืองใจ ที่เสียรู้ เสียเวลารออยู่ที่นี่ตั้งนานสองนาน หมอนั่นต้องการจะฮุบไร่เธอจริงๆ ด้วย

“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหนคะ?”

“นายนะหรือ?”

“ใช่...นายทิตย์ศวัสอยู่ที่ไหน?”

“อยู่ที่ภูพะเนินท้ายไร่นู่น...”

อีกฝ่ายเหยียดสุดแขนชี้มือให้ แถมคำว่า นู่น ก็ลากเสียงเสียย้าว...ยาว...แสดงว่ามันต้องอยู่ไกลมากๆ ทีเดียว

“งั้นพาฉันไปที่ภูพะเนินหน่อยสิคะ” เอ่ยขอร้อง

“ไปยังไงล่ะ รถไปส่งคนงานข้างนอกกันหมดแล้ว อีแก่นั่นก็เพลาหัก ยังไม่ได้ซ่อมเลย”

ชี้มือไปทางรถกระบะเก่าๆ ที่จอดในโรงรถไกลๆ

“แล้วนี่ลุงประยงค์ไปไหนแล้ว?”

สอดส่ายสายตามองหาคนมาส่ง เพิ่งนึกได้ว่าคนขับรถของตัวเองก็หายไปด้วย

อ้าว! พี่ประยงค์มาส่งหรอกเรอะ มิน่าเห็นหลังรถไวๆ กลับไปตั้งนานแล้วนี่” ประนอมเล่าตามที่เห็น

“แล้วฉันจะไปยังไงล่ะ ไอ้ภูพะเนินน่ะ มันไกลไหม?” ถามขึ้นมาหน้าตาตื่นอย่างวิตกกังวล อารมณ์งกหวงสมบัติ

“ไม่ไกลเท่าไหร่หรอกคู๊ณ....”

“ใช่...ห่างจากบ้านนี้ไปสักสิบกิโลได้ ขี่จักรยานไปก็พอเหงื่อซึมนั่นแหละ”

“อะไรนะ? ตั้งสิบกิโลเชียวเหรอ?” เอะอะถามขึ้นมาเสียงดัง

ติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่

https://www.facebook.com/RachaRil/

https://my.dek-d.com/racharil/writer/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น