วิวาห์ขัดดอก

ตอนที่ 3 : แต่งงานใช้หนี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 379
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    20 ก.ค. 62

 

ตอนที่ 3

แต่งงานใช้หนี้

 

 

 

 

 

 

“เราเป็นหนี้”

น้ำเสียงที่แผดดังบอกถึงความตกใจจนถึงขั้นช็อก

โอเคว่าถึงแม้รายได้ของเธอมันไม่มากไม่มายอะไรนัก จากเงินเดือนตำแหน่งมาร์เก็ตติ้ง หรือเจ้าหน้าที่การตลาดในบริษัทเอกชนข้ามชาติที่ทำงานมาแล้วถึงสามปีเต็ม

แต่รุ้งดาวมีคอนโดมิเนียมเก๋ไก๋ขนาดกลางย่านใจกลางเมืองเพื่อชีวิตอันสะดวกสบาย ใกล้แหล่งช็อปปิ้ง และใกล้ที่ทำงาน

แน่นอนว่าเธอไม่ได้ซื้อมันด้วยตัวเอง เป็นเงินที่พ่อให้เป็นของขวัญเมื่อตอนเรียนจบและเธอยืนยันว่าอยากหาประสบการณ์กับการทำงานในเมืองหลวง ราคาของมันสูงทีเดียวในตอนซื้อมา แต่ถ้าจะขายช่วงเศรษฐกิจขาลงอย่างนี้คงทำกำรี้กำไรได้ไม่มากมายนักหรอก

กระเป๋าและรองเท้าแบรนด์เนมที่มีเป็นตู้ๆ ซึ่งซื้อหามาจากเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงส่วนหนึ่ง และเงินที่บิดาให้เป็นส่วนแบ่งจากการทำไร่ เดือนละอีกหลายหมื่นบาท ทำให้เธอมีชีวิตหรูอยู่สบายใช้จ่ายไม่ติดขัด และก็เข้าใจว่านั่นเป็นดอกผลจากการทำไร่ แล้วทำไม จู่ๆ นายหาญถึงได้มาบอกเธอว่ากำลังเป็นหนี้

“ใช่”

หน้าตาของผู้เป็นบิดาในยามนี้ ดูซีเรียสจริงจังเกินกว่าจะเป็นแค่การพูดเล่นๆ

“เท่าไหร่คะ?”

กลั้นใจถามไป หวังว่ามันจะไม่มากมายนัก...และไม่ควรเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตถึงขนาดที่พ่อต้องเรียกเธอกลับบ้านมากะทันหันเช่นนี้

“ห้าสิบล้าน”

“ห้าสิบล้าน” นั่นไม่ใช่ตัวเลขทรัพย์สิน แต่เป็นหนี้สิน ที่สูงเสียจนหายใจแทบไม่ออก

ดวงตากลมโตดำขลับที่ไม่ต้องพึ่งพาบิ๊กอายเบิกโตเท่าไข่เป็ด ริมฝีปากรูปกระจับอ้าค้าง ก่อนจะรีบหุบลงแล้วกลืนความรู้สึกปั่นป่วนมวนวนในช่องท้องลงไป สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกสติ บางทีเธออาจจะแค่หูฝาดไป

“ห้าสิบล้านเชียวหรือคะ?”

“ใช่” คำตอบกลับมาหนักแน่น

รุ้งดาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเธอยังหายใจอยู่

และโอเคใช่...เธอยังหายใจอยู่

หญิงสาวจิกเล็บที่ประดับด้วยดอกไม้อะคิลิกเล็กๆ และเพชรพลอยเทียมลงบนแขน ก่อนจะสะดุ้งโหยงสูดปากซู้ดด้วยความเจ็บ ยืนยันว่าเธอไม่ได้ฝันไปด้วย

“เราเป็นหนี้เยอะขนาดนั้นได้ยังไงกัน ทำไมพ่อถึงไม่เคยบอกหนู” น้ำเสียงถามอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงแทบไม่พ้นออกจากริมฝีปากหยักสวย

“พ่อไม่อยากให้ลูกเครียด ปีหลังๆ มาเศรษฐกิจไม่ดี ค่าเครื่องจักร ค่าปุ๋ยค่ายา ค่าแรงงานคนงาน ทุกอย่างขึ้นหมด จนเราต้องไปกู้เงิน จากหลักแสนก็เป็นหลักล้าน พ่อพยายามอย่างที่สุดที่จะบริหารมันให้ออกมาดี สุดท้ายหนี้หลักล้านก็พุ่งสูงถึงห้าสิบกว่าล้าน ขืนเป็นอย่างนี้ต่อเราต้องยิ่งเป็นหนี้มากกว่านี้แน่ๆ ลูกก็รู้ว่าพ่อรักไร่รุ้งดาวมาก ไม่งั้นคงไม่ตั้งชื่อเดียวกับลูกสาวที่พ่อรักสุดหัวใจหรอก พ่อยอมให้มันถูกธนาคารยึดไม่ได้ ยอมให้เจ้าหนี้บีบเราไม่ได้ พ่อเลยต้องไปพึ่งคนคนหนึ่ง”

“ใครคะ?”

หญิงสาวหูผึ่งขึ้นมา คนระดับมีเงินห้าสิบล้านบาท ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ

“เขาเป็นเพื่อนที่ดีของเรา” สีหน้าของนายหาญดูโล่งใจขึ้นมา

“เขายอมให้พ่อยืมเงินมาจ่ายหนี้ทั้งหมด”

“โอ้...โชคดีจังเลยค่ะพ่อ หนูอยากไปพบเพื่อขอบคุณเขาจริงๆ”

“พ่อก็นึกขอบคุณเขาอยู่เหมือนกัน แต่รุ้ง เงินห้าสิบล้าน ไม่ใช่เงินน้อยๆ นะ ใครที่ไหนจะมาให้กันยืมฟรีๆ”

ใบหน้าโล่งอกโล่งใจเหมือนเพิ่งยกภูเขาออกจากอกได้ มีอันให้ชะงักงันเมื่อได้ยินอย่างนั้น

รุ้งดาวเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เมื่อสายตาของบิดามองหน้าเธอนิ่ง เหมือนกำลังเก็บงำความลับสำคัญระดับชาติไว้ และเธอก็กำลังจะได้ล่วงรู้ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้

“เขาขอดอกเบี้ย แต่พ่อไม่มีปัญญาจ่าย ถึงดอกมันจะน้อยกว่าธนาคารก็ตามเถอะ เขาเลยยื่นข้อเสนอมา นั่นคือเหตุผลที่พ่อต้องเรียกรุ้งกลับมาเป็นการด่วนนี่ไงลูก”

“คะ...ข้อเสนออะไรกัน?”

โอ้ย! อกเธอจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ พ่อเธอนี่น่าจะไปทำงานอยู่ฝ่ายตัดต่อภาพยนตร์ได้ ทิ้งคำพูดให้ลุ้นมันทุกประโยคสิน่า

“ลูกต้องแต่งงานกับเขา”

รุ้งดาวชะงักไปห้าวินาที ตาโตดำขลับกะพริบถี่ เหมือนยังงุนงงสงสัยในเรื่องที่ได้ยิน บางทีหูเธออาจจะฝาด บางทีนายหาญอาจจะพูดไม่ชัดเจน

“พ่อช่วยบอกข้อเสนอนั่นให้รุ้งฟังชัดๆ อีกทีได้ไหมคะ ว่าเขาเสนออะไรคะ?”

“รุ้งต้องแต่งงานกับเขา เพื่อแลกกับไม่คิดดอกหนี้ห้าสิบล้านบาทเป็นเวลาสองปี”

ถ้อยประโยคชัดเป๊ะ เต็มสองหู

“บ้าไปแล้ว...ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ หมอนั่นเป็นใครกัน ทำไมถึงได้มายื่นข้อเสนอบ้าๆ อย่างนี้ด้วย รุ้งเป็นคนนะคะพ่อ จะให้รุ้งไปแต่งงานชดใช้แทนดอกเงินกู้ได้ยังไงกัน ชีวิตรุ้ง อนาคตของรุ้งจะเป็นไง?” ทันทีที่แน่ใจว่าตัวเองกำลังได้รับข้อเสนออะไรอยู่ รุ้งดาวก็โวยวายขึ้นมาทันที

“เขาขอเวลาแค่สองปี สองปีเท่านั้นเองนะรุ้ง”

“จะกี่ปีก็ช่าง รุ้งไม่ต้องทนตกนรกหมกไหม้หรือไงคะ แล้วผู้ชายประเภทไหนกันถึงหาเมียเองไม่ได้ ต้องมาบีบบังคับให้ลูกหนี้ยกลูกสาวให้”

“ถ้าไม่อย่างนั้น ไร่รุ้งตะวันก็ต้องตกเป็นของเขา”

“บ้าไปแล้ว ไร่เรามีเนื้อที่ตั้งกว่าสองร้อยไร่ ขายไปก็ต้องได้มากกว่าห้าสิบห้าล้านแน่”

“แล้วใครจะมาซื้อ ใครจะมีเงินมากขนาดนั้น อีกกี่ปี กี่เดือน กี่วัน เราถึงจะขายได้ ถึงตอนนั้นดอกไม่พุ่งไปมากเสียจนเราไม่มีปัญญาจ่ายแล้วถูกเขายึดไปแล้วหรือ?”

รุ้งดาวรู้สึกหายใจติดๆ ขัดๆ หัวร่อไม่ได้ ร่ำไห้ไม่ออกกับสถานการณ์อย่างนี้

“พ่อมองไม่เห็นทางออกจริงๆ ไม่งั้นพ่อคงไม่รบกวนลูก งานเหนื่อยงานหนักอะไร พ่อไม่เคยกลัว พ่อทำทุกอย่างก็เพื่อลูก เก็บทุกอย่างไว้ให้รุ้ง ไม่อยากให้ลูกต้องลำบาก”

พ่อไม่อยากให้เธอลำบาก...แต่ตอนนี้รุ้งดาวกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

เธอเข้าใจพ่อ...ตลอดเวลานายหาญเลี้ยงดูเธอมาปานเจ้าหญิง ไม่เคยมีอะไรที่อยากได้แล้วไม่ได้ ชีวิตเธอก็ไม่เคยต้องอดๆ อยากๆ ขาดแคลนสิ่งใดหรือทุกข์ยากลำบากเลยสักครั้ง

เธอเรียนมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่ง ค่าเทอมแสนแพง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยทุกหยาดเหงื่อจากแรงงานของพ่อ

และมาถึงตอนนี้ ท่านกำลังขอร้องเธอ เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ที่บิดาออกปากขอร้องเธอ ในฐานะลูก แล้วเธอจะทำให้ท่านไม่ได้เลยหรือไร

เวลาสองปีที่พ่อขอ...เวลาแค่ยี่สิบสี่เดือน...ก็แค่หนึ่งร้อยสี่สัปดาห์...แต่ก็ตั้งเจ็ดร้อยกว่าวัน

ที่เธอจะเสียสละเวลาเพียงเท่านี้ ทดแทนบุญคุณกับที่ท่านเลี้ยงดูและให้เธอมาตลอดชีวิต

“เขาเป็นใครคะพ่อ?”

“เขาเป็นคนดี ที่พ่อสามารถฝากรุ้งไว้กับเขาได้อย่างสบายใจ” นายหาญว่าอย่างชื่นชม

“เฮอะ...คนดี” หญิงสาวทำเสียงในลำคออย่างดูแคลน

คนดีที่ไหนจะมายื่นเงื่อนไขบีบบังคับคนอื่นที่จนตรอก...หมดทางเลือก...ไร้ทางสู้

ถ้าเป็นหนี้สักห้าแสนหรือห้าล้านเธอก็คงยังพอมีปัญญาจะหามาจ่าย...แต่ไอ้ห้าสิบล้านนี่มันเยอะเกินไปสำหรับเธอ แค่หาเงินมาให้พอจ่ายดอกเบี้ย ก็คงแทบย่ำแย่แล้ว และเขาก็คงรู้ด้วยว่าพ่อและเธอไม่มีปัญญา ถึงได้ยื่นเงื่อนไขบ้าๆ นี้มาให้

“แล้วคนดีของพ่อชื่ออะไรละคะ?”

“คุณทิตย์ศวัส”

ชื่อนี้คุ้นหูเหมือนเคยได้ยิน ดวงตาดำใหญ่หรี่ลงอย่างใช้ความคิด พยายามนึก

“เจ้าของไร่ทองตะวัน”

“หมอนั่นนั่นเอง” เธอเข่นเขี้ยวในใจ

“เฮอะ นึกว่าใคร ที่แท้ก็อีตาทายาทส้มหล่นของหลวงลุงทองเองหรอกหรือ?”

เธอไม่เคยเห็นหน้าเขา แต่คาดเดาเอาว่า

“นี่เขาคงหน้าตาอุบาทว์ชาติชั่วมากสินะคะ หรือไม่มีปัญญาหาเมียเอง หรือว่าพิกลพิการมีอะไรไม่สมประกอบ ถึงต้องใช้วิธีนี้บีบบังคับผู้หญิง หรือไม่ก็นิสัยแย่เสียจนไม่มีใครอยากเอามาทำพันธุ์ สกปรกซกมกเพราะคลุกดินโคลนอยู่ในไร่จนเหม็นเหงื่อไคลเหมือนตัวสกั๊งสินะ ผู้หญิงถึงได้ไม่เอา”

ไอ้คำสันนิษฐานในทางแย่ๆ มากมายที่เอ่ยพาดพิงถึง ทำให้คนบังเอิญมาได้ยินเจ็บๆ คันๆ ขึ้นมาพิกล

เขาคงไม่ทันได้ยินทัศนคติในทางลบของว่าที่เมีย ถ้าไม่บังเอิญเหลือบไปเห็นหมวกใบโตที่เจ้าตัวทิ้งเอาไว้อ่อยเหยื่อในรถ จนต้องหักพวงมาลัยเลี้ยวรถวกกลับมาเพื่อเอามาคืน และก็ได้ยินคำสรรเสริญเยินยอจากปากของหญิงสาวถึงว่าที่เจ้าบ่าวที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยชัดเต็มสองรูหู

ทิตย์ศวัสบอกไม่ถูกจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกกำลังปวดแสบปวดร้อนเหมือนผีที่ถูกข้าวสารเสกอาจารย์คงขว้างใส่ กับสิ่งที่รุ้งดาวสาธยายมา ซึ่งไม่ได้ใกล้เคียงความจริงเลยสักข้อ

“อยากรู้ คุณก็หันกลับมาดูสิ” เสียงห้าวๆ เอ่ยท้าทาย

ร่างเพรียวที่ยืนตีโพยตีพายกับบิดาชะงักงันด้วยรู้สึกน้ำเสียงคุ้นหูพิกล ก่อนจะค่อยๆ หมุนตัวกลับมามองผู้ชายตัวสูงร่างใหญ่ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง พร้อมกับถือหมวกของเธออยู่ในมือ

        ติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่

https://www.facebook.com/RachaRil/

https://my.dek-d.com/racharil/writer/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น