วิวาห์ขัดดอก

ตอนที่ 18 : สอนยากสอนเย็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 247
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

 

ตอนที่ 18

สอนยากสอนเย็น

 

 

 

 

 

“ผมว่าที่ยากที่สุดไม่ใช่การทำไร่ แต่คือการเปลี่ยนทัศนคติของคุณต่างหาก เพราะยังไงคุณก็หนีที่นี่ไม่พ้น หากคิดว่ามันเป็นนรก คุณก็จะตกอยู่ในนรกไปอีกนาน”

เขาจบการอบรมยาวเหยียดด้วยสายตาระอาใจปนสังเวช ก่อนจะเดินออกไป เดินไปกลางแดดร้อนๆ เพื่อทำงานต่อ ทิ้งให้เธออึ้งไป นึกอยากกระทืบเท้าเร่าๆ อย่างขัดอกขัดใจ นี่บิดาส่งผู้ชายคนนี้มาละลายพฤติกรรมเธออยู่หรือไง?

และถึงแม้จะไม่ชอบงานในไร่ แต่เธอก็ไม่ชอบให้ใครมาดูถูกดูแคลน โดยเฉพาะเขา คนที่เธอต้องการเอาชนะและลบคำสมประมาทให้ได้

คอยดูเถอะนายทิตย์ศวัส เธอจะทำให้เขาเปลี่ยนความคิดใหม่ให้ได้ สักวันเขาต้องยอมมาซูฮกและยกย่องเธอ รุ้งดาวหมายมาดอยู่ในใจ

+++++++++

 

“เอาล่ะทีนี้ก็ค่อยๆ ปล่อยครัช แล้วเหยียบคันเร่ง”

คนได้รับคำแนะนำทำตามด้วยใจจดจ่อ มือและเท้าเย็นไปหมดแล้ว

บรื๊น....รถจี๊ปพุ่งทะยานไปข้างหน้า พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายดังลั่น

“เบาๆ สิคุณ เหยียบคันเร่งเบาๆ แล้วประคองพวงมาลัยไว้ให้ตรงๆ ด้วย”

เสียงเอะอะโวยวายลั่นเมื่อต้องมาเสี่ยงตายเป็นครูสอนขับรถจำเป็นให้กับเมีย

รถจี๊ปรุ่นช้างเหยียบคันเก่งมรดกตกทอดของไร่ทองตะวันพุ่งตะบึงตะบอนไปข้างหน้าอย่างเร็ว ส่วนคนขับรึก็ร้องเอะอะโวยวายจนฟังไม่ได้ศัพย์

“ต้นไม้ๆ” รีบร้องบอกเสียงหลง เมื่อหญิงสาวขับรถพุ่งเข้าหาฉำฉาต้นใหญ่

“เห็นแล้วว่าต้นไม้” เสียงแหวตอบกลับมา

“เหยียบเบรกสิคร๊าบ...คุ๊ณ”

“ก็แล้วเท้าไหนเล่า?”

“เท้าขวา”

“แล้วไอ้คันเบรกมันอยู่ตรงไหน” ทั้งที่ท่องจำมาอย่างดี แต่พอถึงเวลาเอาจริง

“ตรงกลางนั่นๆ เหยียบเร็ว เหยียบ จะชนแล้ว”

เอี๊ยด....โคร้ม...

หน้ารถเสยเข้ากับต้นไม้ แม้ไม่แรงนักแต่ก็ทำเอารถสะเทือนไปทั้งคัน มีผลให้คนนั่งมาถึงกับหัวสั่นหัวคลอนกันเลยทีเดียว

โอ้ย! พุทโธ...ธัมโม...สังโฆ...ผมยังไม่ตายใช่ไหมเนี่ย”

ไม่ถึงตายแต่ก็รอดมาได้หวุดหวิดเส้นยาแดงผ่าแปด และไม่ทันที่ชายหนุ่มจะหายใจหายคอให้ทั่วท้อง คนขับที่พอผงกหน้าขึ้นมาเห็นว่ารถที่ขับไม่ได้เสียหายอะไร เพราะมันเป็นรถจี๊ปเหล็กหนารุ่นดึกดำบรรพ์รุ่นเดียวกับที่บิดาใช้สมัยที่เธอยังเป็นเด็ก และปัจจุบันก็ได้รับการปรับปรุงยกเครื่องใหม่หมด

“แล้วเราจะออกจากตรงนี้ยังไงกัน?” ใบหน้าซีดเซียวนิดๆ หันไปถามคนสอน

“เข้าเกียร์ถอยหลังครับ...นี่ๆ ดันคันเกียร์ไปตรงนี้” ชี้บอกทิศทางให้

รุ้งดาวไม่รอช้ารีบถอยพรื๊ดออกมาเร็วเสียจนน่ากลัวว่าท้ายจะไปเสยเข้าใส่อะไรอีก

“เบาๆ หน่อยสิคู๊ณ....แล้วช่วยหักพวงมาลัยช้าๆ ให้มันได้ทิศทางหน่อย ตายๆ อย่างนี้รถพังหมด”

บ่นไม่ทันจบประโยค พอรถตั้งลำได้ ก็ดับลงเอาดื้อๆ

“เป็นอะไรเนี่ย? ทำไมเครื่องดับเฉยเลย” บ่นอุบพร้อมกับลองสตาร์ทดูใหม่ เสียงเครื่องยนต์ติดๆ ดับๆ อยู่หลายครั้ง ทิตย์ศวัสได้แต่ส่ายหน้า

“สงสัยว่าเครื่องจะพัง หม้อน้ำอาจจะแตก”

อ้าว! แล้วอย่างนี้ฉันจะหัดขับต่อยังไงล่ะ?”

“นี่ยังจะหัดอีกหรือคุณ?” ถามเสียงหลงอย่างไม่เห็นด้วย

“แน่ล่ะสิ ยังไงฉันก็จะหัดขับให้เป็นให้ได้” เจ้าตัวว่าอย่างหมายมาด พร้อมกับเม้มปากแน่น

ทิตย์ศวัสกระโดดลงจากรถไปเปิดหน้ากระโปรงดู สายตาสำรวจตรวจสอบความเสียหาย

รถจี๊ปคันนี้เป็นมรดกตกทอดมาพร้อมกับไร่ทองตะวัน ที่เขาจะใช้ลุยงานในไร่เป็นหลัก เพราะมันถึกและทน ยกเครื่องยนต์ใหม่ทั้งคัน ส่วนตัวถังเดิมนั่นก็เป็นเหล็กรุ่นสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ตัวรถแข็งแกร่ง ตั้งแต่มาอยู่ที่ไร่ทองตะวัน เขาก็ใช้เจ้าคันนี้แหละบุกตะลุยงานหนักในไร่ ไม่เคยเกเรหรืองอแงให้หงุดหงิดใจ แต่เห็นทีว่าครานี้จะกลับบ้านเก่าเพราะน้ำมือของรุ้งดาวเป็นแน่

“สงสัยต้องเรียกพี่บุญยังให้มาช่วยดู”

ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ เมื่อเห็นว่าความเสียหายนั่นเกินที่เขาจะเยียวยาแก้ไขด้วยตัวเอง

“อะไรกัน ชนต้นไม้หน่อยเดียวนี่เสียล่ะ?”

ทิตย์ศวัสที่อยู่หน้ารถ ปิดกระโปรงโครม แล้วเงยหน้ามามองคนถามหน้าเคร่ง

“รถจี๊ปนะคุณ ไม่ใช่รถถัง ถ้าคุณรู้จักระมัดระวัง มันก็คงไม่เป็นไรหรอก”

“ก็ใครใช้ให้นายเอารถปุโรทั่งสมัยพระเจ้าเหานี่มาสอนฉันเล่า คันที่ขับง่ายๆ กว่านี้มีไหม?”

“แล้วยังจะมีคันไหนที่ทนมือทนเท้าคุณได้อีกละครับทูนหัว”

คนถูกเรียกทูนหัวค้อนขวับคำพูดประชดประชันนั่นตาเขียวปั๊ดทีเดียว

“โฟล์วิลของคุณไงล่ะ?”

ทิตย์ศวัสอ้าปากค้าง เมื่อหญิงสาวบังอาจคิดจะแตะต้องของสูง เพราะโฟล์วิลสีดำคู่ชีพคันนั้น เขาซื้อหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง รักปานลูกเลยทีเดียว

“ไม่มีวัน...ไม่มีทางที่คุณจะได้แตะต้องรถคันนั้นแน่ๆ” กัดฟันกรอดตอบไป

“ทำไม...ทำไมจะแตะต้องไม่ได้ ตอนนี้ของๆ คุณก็เหมือนของๆ ฉันไม่ใช่หรือ?”

“แต่ถ้าเป็นเจ้านิลกาฬล่ะก็ คุณต้องข้ามศพผมไปก่อนล่ะ” เขาไม่อยากนึกถึงว่ามันจะมีสภาพยังไง ถ้าปล่อยให้ตกไปอยู่ในน้ำมือของหญิงสาว

“แหม! รักเหลือเกินนะ” จีบปากจีบคอประชด พร้อมกับค้อนวงโต

“แน่ล่ะสิ ผมรักยิ่งกว่าเมียอีก มันว่าง่าย ไม่เกเร อยากขับ อยากขี่เวลาไหนก็ได้ ไม่เกี่ยงงอนเรื่องมาก” คำพูดนั่น ฟังๆ ดูจะสิบแปดบวกพิกล

“เพราะฉะนั้น ขอเตือนเอาไว้ อย่าได้คิดแตะมันเด็ดขาด” ประกาศเอาไว้ตรงนี้ ให้เธอคิดดีๆ ก่อนที่จะทำอะไรรถเขา

แต่คนอย่างรุ้งดาว ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ คอยดูสิ...หวงนักหวงหนา สักวันเธอต้องขับรถของเขาให้ได้

+++++++++

 

“ดื่มด้วยกันหน่อยไหมครับนาย?”

กลุ่มคนงานที่นั่งล้อมวงกันหน้าบ้านพักคนงานเอ่ยชวน เมื่อเห็นเจ้านายกับนายหญิงเพิ่งกลับมาจากหัดขับรถเวลาหลายสัปดาห์ที่รุ้งดาวมาอยู่ที่นี่ในฐานะภรรยาของทิตย์ศวัส ทำให้พวกเขาเริ่มคุ้นเคยกับเธอมากขึ้น

“ไม่ดีกว่า วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เหนียวเนื้อเหนียวตัว อยากไปอาบน้ำเสียหน่อย”

สายตาปรายมองมายังตัวการที่ทำให้เขาเหนื่อยเป็นพิเศษ ที่รู้ตัวและค้อนขวับเขากลับมา

“สักกรึ๊บสิครับนาย เลือดลมเดินดีนา...จะได้เจริญอาหารด้วย”

“ใช่ค่ะนาย ชะเอมลองทำไวน์ลูกหว้ามาให้ชิม รสชาติใช้ได้ทีเดียว”

“งั้นลองสักหน่อยก็ได้”

ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปรับแก้วน้ำสีแดงๆ ม่วงๆ ที่คนงานบอกว่าเป็นไวน์ลูกหว้าชิมดู

อื้ม!... รสชาติใช้ได้เลยนะนี่...ไม่บอกไม่รู้เลยว่าเป็นไวน์...ลองดูไหมคุณ?” หันมาถามคนข้างๆ

“ไม่ล่ะ”

รุ้งดาวว่าเบ้ปาก ยังคงไว้ตัวเหมือนเดิม รู้สึกไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เอาเสียเลย

“ยังไงก็อย่าดื่มกันหนักนักนะครับ พรุ่งนี้มีงานกัน ผมขอตัวล่ะ”

“แหมๆ ข้าวใหม่ปลามัน จะรีบไปจู๋จี๋กันก็ไม่มีใครว่าหรอกครับ พวกเราไม่ขัดหรอก”

เสียงเอ่ยแซว พร้อมลูกคู่ที่โห่ฮากันมาเป็นทอดๆ ทำเอารุ้งดาวหน้าม้านขึ้นมา พร้อมกับนึกตำหนิในใจ ลูกน้องกับเจ้านายนิสัยเหมือนกันไม่มีผิด

“เย็นมาก็ตั้งวงทุกวันเลยหรือไงคนงานของคุณ” น้ำเสียงไม่ชอบใจถาม เมื่อเดินพ้นมาแล้ว

“ก็ไม่ทุกวันหรอก วันนี้งานที่ภูพะเนินเสร็จ เขาก็คงฉลองกันนิดหน่อยน่ะ”

“พูดจาไม่เข้าหูเลย คุณเป็นเจ้านายแท้ๆ ปล่อยให้ลูกน้องมาลามปามได้ยังไง?”

“นี่คุณรุ้งดาวครับ นี่ในไร่นะครับ ไม่ใช่โรงเรียนประจำ จะเอาอะไรกันมากมาย คนงานเขาก็พูดจาคะนองปากไปอย่างนั้นเองแหละ แต่ลึกๆ แล้วไม่มีอะไรหรอก ที่นี่เราอยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง เราพึ่งพาเขา เขาพึ่งพาเรา ต่างก็พึ่งพาอาศัยกัน คุณควรจะหัดสังคมกับพวกเขาบ้าง แล้วคุณจะรักและคุ้นเคยกับพวกเขาไปเอง”

คนได้รับคำแนะนำหน้าหงิก เพราะแทนที่เขาจะฟังความคิดเห็นของเธอ แต่กลับถูกเขาตำหนิมากลายๆ ว่าเป็นเธอนั่นแหละที่ไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น

“อ๋อ...งั้นฉันก็ควรจะไปร่วมวงก๊งกับคนงานด้วยเลยดีไหม? จะได้คุ้นเคยกันไวๆ และไม่เป็นพวกชอบแบ่งชนชั้น”

คนที่เดินมาข้างๆ เลิกคิ้วสูง ยิ้มนิดๆ ที่มุมปากราวกับขำคนช่างประชด มองใบหน้าสวยงอง้ำที่เม้มปากแน่น ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดหันหลังกลับไปยังกลุ่มคนงาน

ติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่

https://www.facebook.com/RachaRil/

https://my.dek-d.com/racharil/writer/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น